Skip to main content

เทคโนโลยีปริศนาชิ้นใหม่ถือกำเนิดขึ้นอย่างดูไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย แต่จริงๆ แล้ว มันเป็นผลของการศึกษาค้นคว้าอย่างเข้มข้นกว่าสองทศวรรษ ถูกพัฒนาขึ้นโดยกลุ่มนักวิจัยที่แทบไม่มีใครรู้เลยว่าเป็นใคร

ในสายตาของผู้ใฝ่ฝันถึงการเมืองในอุดมคติ มันคือเค้าลางของการปลดปล่อยและการปฏิวัติ ขณะที่ชนชั้นปกครองต่างรุมสบประมาทและเย้ยหยันว่ามันเป็นแค่เรื่องเพ้อฝัน

อีกด้านหนึ่งเนิร์ดสายเทคทั้งหลายมองมันด้วยความตื่นตะลึง พวกเขาเล็งเห็นศักยภาพมหาศาล และอุทิศเวลาว่างให้กับการถอดรื้อซ่อมสร้างเทคโนโลยีชิ้นใหม่

ท้ายที่สุด เทคโนโลยีนั้นกลายเป็นสินค้ายอดนิยมที่บริษัทและอุตสาหกรรมต่างๆ หันมาผลิตและจัดจำหน่าย มันเปลี่ยนโลกทั้งใบและทำให้หลายคนฉงนสงสัยกันต่อมา ว่าเหตุใดศักยภาพอันทรงพลังของมันจึงไม่เป็นที่ประจักษ์ชัดแก่เรามาตั้งแต่ต้น

เทคโนโลยีที่ผมกำลังพูดถึงคืออะไร ในปี 1975 มันคือคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล ในปี 1993 มันคืออินเตอร์เน็ต และในปี 2014 ผมเชื่อว่ามันคือบิตคอยน์

คงไม่มีใครกล่าวหาได้ว่าบิตคอยน์เป็นเรื่องที่ไม่ค่อยมีคนพูดถึง แต่สิ่งที่สื่อกับคนทั่วไปหลายคนเชื่อเกี่ยวกับบิตคอยน์แตกต่างจากสิ่งที่นักเทคโนโลยีที่กำลังเพิ่มจำนวนขึ้นทุกวันเชื่ออยู่มากทีเดียว ในบทความนี้ ผมจะอธิบายว่าทำไมบิตคอยน์จึงทำให้โปรแกรมเมอร์และผู้ประกอบการในซิลิคอนวัลเลย์ตื่นเต้นนักหนา และศักยภาพในอนาคตของบิตคอยน์คืออะไรในมุมมองของผม

ประเด็นแรกคือ โดยพื้นฐานที่สุดแล้วบิตคอยน์เป็นก้าวย่างที่ยิ่งใหญ่ของวงการวิทยาการคอมพิวเตอร์ บิตคอยน์พัฒนาขึ้นจากงานวิจัยด้านสกุลเงินแบบเข้ารหัส (cryptographic currency) ที่สั่งสมมากว่า 20 ปี และงานวิจัยด้านวิทยาการเข้ารหัสที่ศึกษากันมากว่า 40 ปี โดยนักวิจัยมากหน้าหลายตาจากทั่วทุกมุมโลก

บิตคอยน์คือการแก้ไขปัญหาที่ยืดเยื้อยาวนานในแวดวงวิทยาการคอมพิวเตอร์ที่เรียกว่า “ปัญหานายพลไบแซนไทน์” (Byzantine Generals Problem) อย่างเป็นรูปธรรมเป็นครั้งแรก บทความชิ้นแรกที่กล่าวถึงปัญหานี้เขียนเอาไว้ว่า “[ลองนึกภาพ] นายพลของกองทัพไบแซนไทน์กลุ่มหนึ่งนำกองทัพตั้งค่ายอยู่รอบเมืองศัตรู นายพลเหล่านี้ต้องตกลงแผนการรบกันให้ลงตัวโดยวิธีการสื่อสารกันมีวิธีเดียวคือใช้คนส่งสาร แต่เป็นไปได้ว่านายพลคนใดคนหนึ่งอาจเป็นไส้ศึกที่พยายามล่อลวงให้คนอื่นๆ สับสน ปัญหาในที่นี้คือ จงหาอัลกอริธึมที่จะทำให้มั่นใจได้ว่านายพลที่ซื่อสัตย์จะสามารถตกลงกันได้ในที่สุด”

พูดอีกอย่างคือ ปัญหานายพลไปแซนไทน์ตั้งคำถามว่า เราจะทำให้ฝ่ายต่างๆ ที่เป็นอิสระจากกันไว้เนื้อเชื่อใจกันบนเครือข่ายที่ไม่น่าไว้วางใจอย่างอินเตอร์เน็ตได้อย่างไร

ผลลัพธ์ภาคปฏิบัติจากการแก้ปัญหานี้ได้ คือบิตคอยน์ทำให้ผู้ใช้อินเตอร์เน็ตคนหนึ่งสามารถส่งสินทรัพย์ดิจิทัลที่ไม่ซ้ำใครชิ้นหนึ่งให้กับผู้ใช้อินเตอร์เน็ตอีกคนหนึ่งได้เป็นครั้งแรก โดยที่การแลกเปลี่ยนที่ว่านั้นได้รับการรับรองว่าปลอดภัย มั่นใจได้ ทุกคนรู้ว่ามีการแลกเปลี่ยนเกิดขึ้น และไม่มีใครสามารถท้าทายความถูกต้องของการแลกเปลี่ยนนั้นได้เลย ผลลัพธ์ของความก้าวหน้าครั้งนี้ใหญ่หลวงยิ่งนัก

แล้วสินทรัพย์ดิจิทัลประเภทไหนบ้างที่แลกเปลี่ยนกันได้ในลักษณะนี้ ลองนึกถึงลายเซ็นดิจิทัล สัญญาดิจิทัล กุญแจดิจิทัล (ทั้งที่ใช้ไขตัวล็อคจริงๆ หรือตัวล็อคในโลกออนไลน์) ความเป็นเจ้าของสินทรัพย์ที่จับต้องได้ เช่น รถยนต์หรือบ้าน ในรูปแบบดิจิทัล หุ้นและพันธบัตรดิจิทัล … และเงินดิจิทัล

ทั้งหมดถูกแลกเปลี่ยนกันผ่านเครือข่ายของความเชื่อใจแบบกระจายศูนย์ที่ไม่ต้องอาศัยหรือพึ่งพาตัวกลางในการแลกเปลี่ยนอย่างธนาคารหรือโบรคเกอร์ ในแง่นี้จึงมีแค่ผู้ที่เป็นเจ้าของสินทรัพย์นั้นเท่านั้นที่สามารถส่งมันให้คนอื่น และมีแต่ผู้ที่ถูกระบุว่าเป็นผู้รับเท่านั้นที่รับมันได้ สินทรัพย์สามารถมีอยู่ได้แค่ในที่ที่เดียว และทุกๆ คนสามารถตรวจสอบการแลกเปลี่ยนและความเป็นเจ้าของสินทรัพย์เหล่านั้นเมื่อใดก็ได้

บิตคอยน์ทำงานอย่างไร

บิตคอยน์คือสมุดบัญชีแบบกระจายศูนย์ไปทั่วโลกอินเตอร์เน็ต คุณสามารถเป็นเจ้าของสมุดบัญชีนี้ได้ด้วยการซื้อพื้นที่บนหน้าสมุดบัญชีจำนวนหนึ่งด้วยเงินสด หรือขายสินค้าหรือบริการเพื่อแลกกับบิตคอยน์ คุณขายสมุดบัญชีนี้ได้ด้วยการแลกเปลี่ยนบิตคอยน์ของคุณกับคนอื่นที่อยากจะเป็นเจ้าของสมุดบัญชีนี้ ใครก็ตามในโลกสามารถซื้อหรือขายสมุดบัญชีนี้เมื่อใดก็ได้ที่ต้องการโดยไม่ต้องขออนุญาตใคร และมีค่าธรรมเนียมต่ำมากๆ หรือเท่ากับศูนย์ คำว่า “คอยน์” ในบิตคอยน์ก็คือ “พื้นที่” (slots) บนหน้าสมุดบัญชี คล้ายๆ กับที่นั่ง (seats) ในตลาดหลักทรัพย์ ต่างกันตรงที่ว่าบิตคอยน์สามารถนำไปใช้กับการแลกเปลี่ยนในโลกแห่งความเป็นจริงได้กว้างขวางกว่ามาก

สมุดบัญชีบิตคอยน์คือระบบการชำระเงินรูปแบบใหม่ ใครก็ตามในโลกสามารถจ่ายเงินให้กับใครก็ได้ด้วยบิตคอยน์มูลค่าเท่าใดก็ได้ ด้วยการแลกเปลี่ยนความเป็นเจ้าของพื้นที่ในสมุดบัญชีนี้เท่านั้น ใส่มูลค่าเข้าไป ส่งต่อให้คนอื่น ผู้รับรับมูลค่านั้นมา ไม่ต้องขออนุญาตใคร และในหลายๆ กรณีไม่มีค่าธรรมเนียม

ส่วนสุดท้ายนี้เองที่สำคัญยิ่ง บิตคอยน์คือระบบการชำระเงินแรกบนโลกอินเตอร์เน็ตที่ธุรกรรมใดๆ เกิดขึ้นโดยไม่มีค่าธรรมเนียมหรือมีค่าธรรมเนียมที่ต่ำมาก (หลักไม่กี่บาท) ระบบการชำระเงินที่มีอยู่ปัจจุบันล้วนแต่เก็บค่าธรรมเนียมประมาณ 2-3 เปอร์เซนต์ และนั่นคือกรณีของประเทศที่พัฒนาแล้ว หลายที่ทั่วโลกไม่มีระบบการชำระเงินที่ทันสมัย หรือไม่อัตราค่าธรรมเนียมก็สูงมากๆ เดี๋ยวผมจะกลับมาพูดถึงประเด็นนี้อีกครั้ง

บิตคอยน์คือตราสารระบุผู้ถือที่อยู่ในรูปดิจิทัล มันคือวิธีการแลกเปลี่ยนเงินหรือสินทรัพย์ระหว่างกันโดยไม่ต้องอาศัยความเชื่อใจ ตัวเลขที่เรียงต่อกันชุดหนึ่งถูกส่งด้วยอีเมลหรือข้อความตัวอักษรในรูปแบบที่ง่ายที่สุด ผู้ส่งและผู้รับไม่จำเป็นต้องรู้จักหรือเชื่อใจกันและกัน ไม่มีการปฏิเสธการชำระเงิน (ส่วนนี้เองที่บิตคอยน์เป็นเหมือนเงินสดเป๊ะๆ) ถ้าคุณมีเงินหรือสินทรัพย์จึงจะสามารถใช้มันจ่ายได้ ถ้าไม่มีก็ไม่ได้ นี่คือสิ่งใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นในรูปดิจิทัลมาก่อนเลย

บิตคอยน์คือสกุลเงินดิจิทัลที่มีมูลค่าสัมพันธ์โดยตรงกับของสองอย่าง คือประโยชน์ในการใช้ชำระเงินในปัจจุบัน (ปริมาณและความรวดเร็วของการชำระเงินที่เกิดขึ้นผ่านสมุดบัญชี) และการคาดการณ์ถึงประโยชน์ในการใช้ชำระเงินในอนาคต หลายคนสับสนกับประเด็นนี้ เพราะสกุลเงินที่เรียกว่าบิตคอยน์ไม่ใช่สิ่งที่อยู่ดีๆ ก็มีมูลค่าขึ้นมา จากนั้นผู้คนจึงเอามันไปซื้อขายแลกเปลี่ยนกัน แต่เพราะผู้คนสามารถใช้บิตคอยน์ในการซื้อขายแลกเปลี่ยนกันได้ (ได้ทุกที่ทุกเวลา โดยไม่มีการฉ้อโกง และค่าธรรมเนียมต่ำมากหรือไม่มีเลย) บิตคอยน์จึงมีมูลค่า

อาจจะจริงที่ในตอนนี้มูลค่าของบิตคอยน์เป็นเรื่องของการเก็งกำไรมากกว่าปริมาณการใช้งานจริง แต่ก็จริงเช่นกันที่การคาดการณ์หรือเก็งกำไรเป็นการวางรากฐานให้สกุลเงินที่ใช้ชำระเงินได้จริงๆ นี้มีมูลค่าที่สูงพอ

บิตคอยน์จำเป็นต้องมีมูลค่าบางอย่างก่อนจึงจะมีคนมาใช้งานมันในโลกแห่งความเป็นจริง นี่คือปัญหาเรื่อง “ไก่กับไข่อะไรเกิดก่อน” ที่เกิดกับเทคโนโลยีใหม่ๆ กล่าวคือเทคโนโลยีใหม่จะมีมูลค่าไม่มากนักจนกว่าจะมีมูลค่าสูงมากๆ ไปแล้ว ดังนั้นข้อเท็จจริงที่ว่าบิตคอยน์มีมูลค่าสูงขึ้นส่วนหนึ่งเพราะการเก็งกำไรกับอนาคตจึงทำให้การใช้งานบิตคอยน์เกิดขึ้นจริงได้รวดเร็วยิ่งกว่าเดิม

มีคนวิจารณ์ว่าผู้บริโภคและร้านค้าทั่วไปไม่นิยมใช้งานบิตคอยน์ แต่สมัยที่คอมพิวเตอร์พีซีและอินเตอร์เน็ตออกมาใหม่ๆ ก็โดนวิจารณ์แบบเดียวกันเลย มีผู้บริโภคและพ่อค้าแม่ขายทั่วโลกซื้อ ใช้ และขายบิตคอยน์มากขึ้นทุกวัน ตัวเลขรวมๆ อาจจะยังไม่มากนัก แต่ก็ถือว่าเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว การใช้งานบิตคอยน์ยังง่ายดายขึ้นอย่างรวดเร็วสำหรับทุกฝ่ายเมื่ออุปกรณ์และเทคโนโลยีเกี่ยวกับบิตคอยน์พัฒนาขึ้น อย่าลืมว่าการใช้งานอินเตอร์เน็ตก็เคยเป็นเรื่องที่วุ่นวายทีเดียวในทางเทคนิค แต่ตอนนี้ก็ไม่ใช่แล้ว

ข้อวิจารณ์ว่าร้านค้าจะไม่รับชำระเงินด้วยบิตคอยน์เพราะราคาของมันผันผวนก็ไม่จริงเช่นกัน เราสามารถใช้บิตคอยน์เป็นระบบการชำระเงินแบบครบวงจรได้เลย พ่อค้าแม่ค้าไม่จำเป็นต้องถือสกุลเงินบิตคอยน์ใดๆ ไว้หรือต้องเผชิญกับความผันผวนใดๆ เลย ผู้บริโภคหรือผู้ขายสามารถซื้อขายบิตคอยน์กับสกุลเงินอื่นๆ เมื่อใดก็ได้ตามที่ต้องการ

แล้วเหตุใดพ่อค้าแม่ค้าทั้งในโลกออนไลน์หรือในโลกแห่งความเป็นจริงจึงอยากรับชำระเงินด้วยบิตคอยน์ ทั้งที่ในปัจจุบันก็ไม่ได้มีลูกค้าใช้บิตคอยน์ชำระเงินกันมากนัก? ไม่นานมานี้ คริส ดิกซัน เพื่อนของผม ยกตัวอย่างไว้แบบนี้

“สมมติว่าคุณขายเครื่องใช้ไฟฟ้าในโลกออนไลน์ ปกติธุรกิจแบบนี้จะมีกำไรต่ำกว่า 5 เปอร์เซนต์ ซึ่งก็แปลว่าค่าธรรมเนียมการชำระเงินที่ปกติอยู่ที่ 2.5 เปอร์เซนต์ก็กินกำไรไปครึ่งหนึ่งแล้ว เงินก้อนนั้นสามารถเอาไปลงทุนใหม่ ส่งคืนให้ผู้บริโภค หรือจ่ายเป็นภาษีให้รัฐบาลก็ได้ จากตัวเลือกทั้งหมดที่มี การจ่ายเงิน 2.5 เปอร์เซนต์ให้ธนาคารเอาไปเปลี่ยนตัวเลขเล็กๆ ในโลกอินเตอร์เน็ตเป็นตัวเลือกที่ห่วยที่สุด ปัญหาอีกอย่างเกี่ยวกับการชำระเงินที่ร้านค้าต้องเจอคือการรับชำระเงินระหว่างประเทศ ถ้าสงสัยว่าทำไมสินค้าหรือบริการโปรดของคุณจึงไม่มีขายหรือให้บริการในประเทศของคุณเอง คำตอบก็มักเป็นเพราะการชำระเงินนั่นแหละ”

ยิ่งไปกว่านั้น ร้านค้ายังชื่นชอบบิตคอยน์มากด้วยเพราะมันช่วยลดความเสี่ยงของการฉ้อโกงผ่านบัตรเครดิต นี่คือการฉ้อโกงที่มิจฉาชีพหลายคนชอบมากจนพยายามทุกวิถีทางเพื่อจะขโมยข้อมูลส่วนบุคคลและรหัสบัตรเครดิตของลูกค้า

เมื่อบิตคอยน์เป็นตราสารระบุผู้ถือที่อยู่ในรูปดิจิทัล ผู้รับจึงไม่ได้รับข้อมูลใดๆ ของผู้ส่งที่สามารถใช้เพื่อขโมยเงินจากผู้ส่งได้ในอนาคต ไม่ว่าเป็นการขโมยโดยร้านค้าหรือมิจฉาชีพที่ขโมยข้อมูลจากร้านค้าไปอีกทีนึงก็ตาม

กลโกงผ่านบัตรเครดิตเป็นปัญหาใหญ่สำหรับร้านค้า ผู้ให้บริการบัตรเครดิต และธนาคาร จนทำให้ระบบตรวจจับการฉ้อโกงออนไลน์ระงับทุกธุรกรรมที่ดูน่าสงสัยนิดๆ ทันทีไม่ว่านั่นจะเป็นธุรกรรมที่ฉ้อโกงจริงหรือไม่ก็ตาม สิ่งนี้ส่งผลให้ร้านค้าออนไลน์หลายแห่งถูกบังคับให้ต้องปฏิเสธคำสั่งซื้อราว 5-10 เปอร์เซนต์ ซึ่งหากรับชำระด้วยบิตคอยน์ พวกเขาก็ไม่ต้องกังวลเรื่องนี้เลยเพราะฉ้อโกงกันไม่ได้ เมื่อการสั่งซื้อและชำระเงินผ่านบิตคอยน์เกิดขึ้นเรียบร้อยแล้ว นี่จึงเป็นวิธีการชำระเงินที่สร้างกำไรให้แก่ร้านค้าได้มากที่สุด การรับชำระเงินด้วยบิตคอยน์จึงเป็นการเพิ่มกำไรให้แก่ร้านค้าเป็นอย่างมาก

คุณสมบัติในการต่อต้านการฉ้อโกงของบิตคอยน์ยังสามารถใช้งานกับร้านค้าและนักช้อปในโลกแห่งความเป็นจริงได้ด้วย

เช่น ถ้าใช้บิตคอยน์ การแฮกระบบครั้งใหญ่ซึ่งเพิ่งขโมยข้อมูลบัตรเครดิตของลูกค้ากว่า 70 ล้านคนจากห้างทาร์เก็ตก็จะไม่เกิดขึ้น มันทำงานแบบนี้

คุณหยิบสินค้าใส่รถเข็น แล้วเดินไปเคานเตอร์จ่ายเงินแบบที่ทำเป็นปกติ แต่แทนที่จะยื่นบัตรเครดิตเพื่อชำระเงิน คุณจะหยิบมือถือออกมาสแกนคิวอาร์โค้ดที่ขึ้นอยู่บนหน้าจอของเคานเตอร์จ่ายเงิน คิวอาร์โค้ดจะระบุข้อมูลทุกอย่างที่จำเป็นในการส่งบิตคอยน์ให้กับห้างทาร์เก็ต รวมถึงยอดเงินด้วย จากนั้นก็กด “ตกลง” บนมือถือ เท่านั้นก็เรียบร้อย (รวมถึงการแลกเงินดอลลาร์จากบัญชีของคุณเป็นบิตคอยน์ในกรณีที่คุณไม่มีบิตคอยน์เลยด้วย)

ห้างทาร์เก็ตแฮปปี้เพราะได้เงินแล้วในรูปของบิตคอยน์ ซึ่งสามารถเปลี่ยนเป็นเงินดอลลาร์ได้ทันทีถ้าต้องการ และมีค่าธรรมเนียมที่ต่ำมากหรือเท่ากับศูนย์ ส่วนคุณก็แฮปปี้เพราะไม่มีทางที่แฮกเกอร์จะขโมยข้อมูลส่วนตัวใดๆ ของคุณได้ ส่วนคนที่ไม่แฮปปี้ก็คือแกงค์มิจฉาชีพ (โอเค มิจฉาชีพบางคนอาจจะยังแฮปปี้อยู่ เพราะยังสามารถขโมยเงินจากระบบคอมพิวเตอร์ของร้านค้าที่ระบบรักษาความปลอดภัยไม่ค่อยดีได้ตรงๆ เลย แต่ต่อให้ทำสำเร็จ ผู้บริโภคก็ไม่ต้องเสี่ยงจะสูญเงิน โดนโกง หรือโดนคนอื่นสวมรอย)

สุดท้ายนี้ ผมอยากพูดถึงประเด็นของผู้วิจารณ์บางคนที่อ้างว่า บิตคอยน์คือสวรรค์ของการกระทำผิด ของบรรดามิจฉาชีพและผู้ก่อการร้ายในการส่งเงินโดยไม่ระบุตัวตนและไม่ต้องรับผิด เรื่องนี้เป็นความเชื่อผิดๆ ที่ส่วนใหญ่แล้วถูกส่งเสริมโดยสื่อที่ชอบพาดหัวเอามันส์ บวกกับความเข้าใจไม่สมบูรณ์นักเกี่ยวกับเทคโนโลยี บิตคอยน์เป็นการใช้นามแฝง แต่ไม่ได้นิรนาม คล้ายๆ กับอีเมลที่สามารถตามรอยได้ในระดับหนึ่ง ยิ่งกว่านั้น ธุรกรรมทั้งหมดในเครือข่ายบล็อกเชนยังสามารถติดตามย้อนหลังได้ ถูกล็อกไว้บล็อกเชนของบิตคอยน์ตลอดไปหรือบันทึกไว้อย่างถาวร และใครๆ ก็สามารถเข้าไปดูได้ ด้วยเหตุนี้ บิตคอยน์จึงช่วยให้ผู้บังคับใช้กฎหมายสามารถติดตามเส้นทางของการทำธุรกรรมได้ง่ายกว่าเงินสด ทองคำ และเพชรอย่างมหาศาล

[มีต่อตอนต่อไป]

แปลจาก Marc Andreesen. "Why Bitcoin Matters" The New York Times. Available from https://dealbook.nytimes.com/2014/01/21/why-bitcoin-matters/

บล็อกของ Apolitical

Apolitical
ผมใส่ Red Moon ของคิม สแตนลีย์ โรบินสัน (Kim Stanley Robinson) ไว้ในรายการ “อยากอ่าน” (to-read) บน Goodreads มานานแล้ว หลักๆ เป็นเพราะผมเป็นแฟนผลงานอื่นๆ ของเขาและชื่อเรื่องก็ฟังแล้วน่าสนใจมากๆ ด้วย เสียดายที่ผมดันผัดผ่อนไปเรื่อยไม่ได้อ่านจริงๆ สักทีเพราะคำโปรยใน Goodreads แทบไม่บอกเลยว่
Apolitical
อเมริกาฝึกฝนการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์จนชำนาญก่อนที่นาซีจะถือกำเนิดเสียอีก การกำจัดทรัมป์ไม่อาจแก้ปัญหาใดๆ ได้ หากรัฐยังดำรงอยู่ดังเดิม
Apolitical
ทางออกเดียวคือการกระจายอำนาจลงไป และมอบอำนาจบริหารจัดการให้ผู้ที่มีส่วนร่วมผลิตสินค้าหรือบริการจริงๆ หรือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการตัดสินใจนั้นโดยตรง
Apolitical
การพูดว่า “อเมริกาและทุนนิยมเป็นฟาสซิสต์มาตลอด” ทำให้เราสูญเสียความสามารถในการกล่าวถึงความเป็นจริงอย่างมีความหมายและความสามารในการลงมือเปลี่ยนแปลงมัน
Apolitical
“คอมมูนร่วมลงทุน” (venture communism) เป็นแนวทางในการจัดระเบียบฐานทางวัตถุของชีวิต รวมถึงวัตถุเพื่อชุมชนผู้ผลิตแบบเพียร์ทูเพียร์
Apolitical
ภายใต้ระบบทุนนิยมผูกขาด การทำให้สิ่งต่างๆ แย่ลงมักสร้างกำไรได้มากกว่าการทำให้มันดีขึ้น
Apolitical
นักวิชาการจำนวนมากจากสถาบันในโลกตะวันตกสร้างเส้นทางอาชีพของตนโดยมุ่งศึกษาเขตภูมิภาคโลกที่สาม เช่น เมียนมา พร้อมใช้วาทกรรมเรื่อง “การปลดแอกจากอาณานิคม” (decolonization) เพื่อกลบเกลื่อนสิ่งที่แท้จริงแล้วเป็นการสืบต่อทั้งวาทกรรมผู้กอบกู้ผิวขาว (white savior narrative) และวาระของลัทธิล่าอาณานิคม นักว
Apolitical
นี่คือจุดจบของระบบทุนนิยม ไม่ใช่ด้วยเสียงปะทุจากการปฏิวัติ แต่ด้วยเสียงครวญแห่งวิวัฒนาการ ทุนนิยมค่อยๆ ย่องเข้ามาแทนที่ระบบศักดินา จนกระทั่งวันหนึ่งความสัมพันธ์ของมนุษย์จำนวนมากก็ดำเนินไปตามกลไกตลาด แล้วระบบศักดินาก็พลันหายสาบสูญไป ทุกวันนี้ทุนนิยมกำลังเผชิญชะตากรรมเดียวกัน มันกำลังถูกรุกไล่โดยระ
Apolitical
ผู้สนับสนุนรายได้พื้นฐาน (Basic Income) ยกเหตุผลมากมายเพื่อชี้ให้เห็นถึงประโยชน์ของมัน แต่ผมไม่คิดมาก่อนเลยว่า คนอย่างจอห์น สตอสเซล จะเป็นคนที่ให้เหตุผลที่มีน้ำหนักที่สุด (“Universal Bas
Apolitical
คุณจะได้อะไร คำตอบคือ “เขตเสรีพิเศษขนาดย่อมๆ” (Special Little Freedom Zones)
Apolitical
การวิพากษ์แนวคิดเลิกโต (degrowth) โดยฝ่ายซ้าย “อีโคโมเดิร์นนิสต์” และเร่งสภาพการณ์นิยมอย่างลีห์ ฟิลิปส์ (อ่านคำวิจารณ์ของผมได้ที่นี่) และอิสรเสรีนิยมฝ่ายขวาอย่างสตีเฟน กรีนฮัท คล้ายคลึงกันเป็นอย่างมาก ทั้งคู่ต่างแสดงความเกียจคร้านเชิงแนวคิดในระดับสูง ค
Apolitical
ขบวนการเลิกโต (degrowth) ให้ความสำคัญมากกว่ากับการเติบโตในฐานะกระบวนการนำทรัพยากรทางวัตถุมาใช้งาน หรือ “กระบวนการเผาผลาญพลังงานทางสังคม”