Skip to main content

ปริมาณของเนื้อหาที่สร้างด้วยเอไอกำลังเริ่มท่วมท้นอินเทอร์เน็ต หรือบางทีคำที่เหมาะกว่าคือกำลังทำให้อินเทอร์เน็ตปนเปื้อน (pollute) ปนเปื้อนทั้งผลการค้นหา หน้าเว็บ หน้าฟีด ปนเปื้อนไปทุกหนทุกแห่ง ผมคาดการณ์มาตั้งแต่ปี 2019 ว่า Generative AI จะส่งผลร้ายต่อวัฒนธรรมของเรา แต่ทุกวันนี้เราทุกคนรู้สึกได้ ในตอนนั้น ผมเรียกมันว่า หายนะทางความหมาย (semantic apocalypse) และตอนนี้ "หายนะทางความหมาย" เกิดขึ้นแล้ว และคุณเองก็กำลังได้รับผลกระทบ แม้ว่าคุณอาจไม่รู้ตัวเลยก็ตาม ตัวอย่างส่วนตัวเล็กๆ ก็คือ ปีที่แล้ว ผมออกหนังสือสารคดีชื่อ The World Behind the World และตอนนี้ เมื่อผมลองค้นหาบน Amazon ก็เจอสิ่งนี้...

"เวิร์กบุ๊ก" สำหรับหนังสือของผม มันคืออะไรกันแน่ มลพิษจากเอไอ กองขยะสังเคราะห์ที่ลอยเกลื่อนอยู่ในมหาสมุทรออนไลน์ ผู้แต่งพวกนี้ไม่ใช่คนจริงๆ หรอก มีใครบางคนแค่เอาต้นฉบับของผมไปป้อนให้เอไอ แล้วก็ไม่สนใจแม้แต่จะตรวจสอบเนื้อหาที่มันคายออกมา ซึ่งเต็มไปด้วยบทสรุปไร้สาระ แต่ก็ไม่สำคัญหรอกใช่ไหม ขอแค่มีคนโชคร้ายสักคนเผลอคลิกซื้อในราคา 9.99 ดอลลาร์เท่านั้นเอง นั่นก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้ขบวนการต้มตุ๋นแบบนี้ทำกำไร เพราะตอนนี้กระบวนการทั้งหมดสามารถทำแบบอัตโนมัติได้เต็มที่ และต้นทุนก็เหลือแค่ไม่กี่บาท นักเขียนที่มีหนังสือวางขายแทบทุกคนตอนนี้กำลังได้รับผลกระทบจากกลโกงแบบนี้ หรือไม่ก็จะต้องเจอในเร็วๆ นี้แน่

ตอนนี้ Generative AI ทำให้ต้นทุนในการผลิตเรื่องไร้สาระแทบจะเหลือศูนย์ เราจึงเริ่มมองเห็นภาพอนาคตของอินเทอร์เน็ตได้อย่างชัดเจนว่ามันจะเป็นกองขยะดีๆ นั่นเอง ลอง Google ดูสิ หลายครั้งสิ่งแรกที่ปรากฏคือภาพปลอมที่สร้างด้วยเอไอ ปะปนกับของจริง โพสต์บน Twitter น่ะเหรอ เต็มไปด้วยรีพลายจากบอทที่ขายสื่อลามก แต่นั่นยังเป็นแค่ส่วนที่เห็นได้ชัด ลองมองให้ลึกลงไปอีกสิ รีพลายในโพสต์ที่กำลังเป็นกระแส คุณจะเจอสรุปเนื้อหาแบบสั้นๆ ที่เขียนด้วยเอไอเต็มไปหมด ลักษณะคล้ายกับบทความในวิกิพีเดียที่พูดซ้ำสิ่งที่ต้นโพสต์พูดไว้ แค่ต้องการเรียกเอนเกจเมนต์ โมเดลเอไอในอินสตาแกรมก็เริ่มมีผู้ติดตามนับแสน และผู้คนก็โฆษณาขายบริการสร้างเอไอเหล่านี้กันอย่างเปิดเผย นักดนตรีเอไอกำลังแพร่หลายใน YouTube และ Spotify งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์หลายชิ้นถูกสร้างขึ้นด้วยเอไอ ภาพที่สร้างโดยเอไอเริ่มแทรกซึมเข้าสู่งานวิจัยทางประวัติศาสตร์ ยังไม่ต้องพูดถึงผลกระทบต่อตัวบุคคล คือจากนี้ไป ผู้หญิงทุกคนที่เป็นบุคคลสาธารณะจะต้องเผชิญกับความจริงที่ว่าเธออาจตกเป็นเป้าในสื่อปลอมลามก (deepfake porn) ที่สร้างขึ้นโดยเอไอ บ้าไปแล้ว

ที่น่าตกใจกว่าคือ นอกจากผู้คนที่ประสงค์ร้ายเหล่านี้แล้ว คนและองค์กรทั่วๆ ไปยังยอมรับเนื้อหาคุณภาพต่ำที่สร้างโดยเอไอเหล่านี้อย่างเต็มใจ แถมยังพยายามขยับขยายกรอบความยอมรับทางสังคม ให้สิ่งเหล่านี้กลายเป็นเรื่องธรรมดาเสียด้วย

นี่ไม่ใช่ทุนนิยมที่แข่งขันกันอย่างดุเดือด แต่คือการบ่อนทำลายวัฒนธรรมของเราเพียงเพื่อแลกกับผลกำไรเล็กๆ น้อยๆ นี่ไม่ใช่เรื่องที่ชอบธรรมทางศีลธรรมเลย ด้วยเหตุผลเดียวกันกับที่การปล่อยของเสียลงแม่น้ำเพื่อให้ได้เปรียบในการแข่งขันก็ไม่ใช่สิ่งที่ชอบธรรมเช่นกัน แต่ถึงอย่างนั้น สื่อกระแสหลักชื่อดังหลายเจ้ายังยินดีต้อนรับคอนเทนต์ที่สร้างโดยเอไอ เช่นเดียวกับพวกที่ใช้เทคนิคสแปม SEO และก็ด้วยเหตุผลเดียวกันเป๊ะๆ

ตัวอย่างเช่น การสืบสวนของเว็บไซต์ Futurism จับได้ว่า Sports Illustrated ใช้บทความที่เขียนโดย AI ซึ่งระบุชื่อผู้เขียนปลอมขึ้นมา ลองทำความรู้จักกับ “Drew Ortiz” ดูสิ

เขาไม่มีตัวตนอยู่จริง ภาพใบหน้านั้นสร้างขึ้นด้วยเอไอ ซึ่งก่อนหน้านี้เคยขายอยู่บนเว็บไซต์แห่งหนึ่ง ตามที่ Futurism รายงานไว้:

Ortiz ไม่ใช่ผู้เขียนที่ถูกสร้างด้วยเอไอเพียงคนเดียวที่มีบทความเผยแพร่ใน Sports Illustrated อ้างอิงจากแหล่งข่าวที่มีส่วนร่วมในการผลิตเนื้อหาเหล่านี้…

“ตรงด้านล่างของหน้า [บทความ] จะมีภาพของใครสักคน พร้อมคำบรรยายปลอมๆ ประมาณว่า ‘จอห์นอาศัยอยู่ที่เมืองฮิวสตัน รัฐเท็กซัส เขาชอบเล่นเกมกลางแจ้งและชอบใช้เวลากับสุนัขชื่อแซม’ อะไรทำนองนั้น” แหล่งข่าวเล่าต่อ “มันบ้าชัดๆ”

นี่ไม่ใช่ฝันร้ายในแบบที่หลายคนเคยกลัว คือการที่เอไอมาแทนมนุษย์เพราะมันเก่งกว่าเรา เอไอกำลังแทนที่เราเพียงเพราะมัน "ราคาถูก" กว่า แม้ Sports Illustrated จะไม่ได้ผลิตเนื้อหาที่มีคุณภาพเท่ามนุษย์ได้ด้วยวิธีเหล่านี้ แต่มันก็ยังสร้างกำไรให้พวกเขาได้อยู่ดี

บทความของนักเขียนเอไอเหล่านี้ มักมีสำนวนที่ฟังดูประหลาดราวกับเขียนโดยมนุษย์ต่างดาว เช่น ในบทความชิ้นหนึ่งของ Ortiz ที่เตือนผู้อ่านว่า วอลเลย์บอลนั้น “อาจจะเป็นกีฬาที่เข้าถึงยากอยู่สักหน่อย โดยเฉพาะถ้าคุณไม่มีลูกบอลจริงๆ ไว้ใช้ฝึกเล่น”

Sports Illustrated จัดการลบหลักฐานทั้งหมดทิ้งเรียบ นักเขียนชื่อ Drew ถูกแทนที่ด้วย “Sora Tanaka” ซึ่งก็เป็นใบหน้าที่สร้างจากเอไอที่เคยถูกประกาศขายอยู่ในเว็บไซต์เดียวกัน พร้อมคำบรรยายว่า “หญิงสาววัยรุ่นชาวเอเชียผู้เปี่ยมด้วยความร่าเริง มีผมยาวสีน้ำตาลและดวงตาสีน้ำตาล”

เมื่อแม้แต่สื่อแนวหน้าอย่าง The Guardian ยังปฏิเสธที่จะกำหนดขอบเขตที่ชัดเจนในการใช้เอไอ หากคุณพบเจอสำนวนแปลกๆ หรือบทความคุณภาพต่ำ ก็มีโอกาสมากขึ้นเรื่อยๆ ที่มันจะถูกเขียนขึ้นโดยเอไอ หรืออย่างน้อยก็มีเอไอเข้ามาช่วย

น่าเศร้าที่กลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบหนักหนาที่สุดจาก Generative AI กลับเป็นคนที่ไม่สามารถปกป้องตัวเองได้เลย เพราะพวกเขาไม่แม้แต่จะรู้ด้วยซ้ำว่าเอไอคืออะไร เราทอดทิ้งพวกเขา ปล่อยให้ต้องดิ้นรนว่ายอยู่ในกระแสข้อมูลที่เต็มไปด้วยมลพิษ กลุ่มคนที่ผมกำลังพูดถึงก็คือเด็กเล็ก เพราะต่อไปนี้ ผมจะพาคุณไปรู้จักกับ...

ขุมนรกแห่งคอนเทนต์ YouTube สำหรับเด็กที่ถูกสร้างด้วยเอไอ

YouTube สำหรับเด็ก กำลังกลายเป็นสายน้ำแห่งเนื้อหาสังเคราะห์ เนื้อหาส่วนใหญ่ในตอนนี้ประกอบด้วยตัวละครดิจิทัลแข็งทื่อ ที่โผล่มาโต้ตอบกันในคลิปสั้นๆ ที่ไร้แก่นสาร โดยไม่มีเนื้อเรื่องต่อเนื่องหรือไร้วัตถุประสงค์ เด็กเล็กๆ จะถูกบังคับให้นั่งดูเนื้อหาพวกนี้ เพราะไม่มีใครใส่ใจคัดกรอง และตัวเด็กเองก็ไม่สามารถแยกแยะได้ว่าทำไมตัวละครถึงผลุบๆ โผล่ๆ หรือทำไมเนื้อเรื่องถึงไม่มีเหตุผล เพราะสำหรับพวกเขา มันก็แค่ความฝันที่ตีกันมั่วๆ แบบไร้แบบแผน ชื่อวิดีโอก็ไม่ได้สอดคล้องกับเนื้อหาจริง ซึ่งก็น่าเศร้าเพราะสำหรับพ่อแม่ ผู้ใหญ่ที่เติบโตมาในยุคที่ชื่อคลิปบน YouTube อย่างเช่น "BABY LEARNING VIDEOS" และยอดวิวระดับล้านมักหมายถึงเนื้อหาที่น่าจะปลอดภัย พวกเขามักตรวจสอบแค่ชื่อเท่านั้น  ปัจจุบัน วิดีโอไร้สาระสำหรับเด็กเล็กที่สร้างขึ้นโดยเอไอ บางคลิปมียอดวิวทะลุหลายสิบล้านครั้ง

ข้างล่างนี้คือลิงค์วิดีโอเบื้องหลังของช่อง YouTube ช่องหนึ่งที่สามารถทำเงินได้ถึง 1.2 ล้านดอลลาร์ ด้วยการผลิต "สื่อการเรียนรู้" สำหรับเด็กเล็กที่สร้างโดยเอไอ

https://www.youtube.com/watch?v=PxhnOXyPnM4

วีดิโอบอกไว้ว่า

เด็กๆ เหล่านี้ เวลาพวกเขาดูวิดีโอประเภทนี้ ก็จะดูซ้ำแล้วซ้ำอีก วนไปไม่รู้จบ

คนที่สร้างคอนเทนต์พวกนี้ไม่ได้กำลังสารภาพผิด แต่กำลังโอ้อวดสิ่งที่ตัวเองทำ และช่องที่คลิปนี้ยกตัวอย่างก็ยังไม่ใช่ช่องที่เลวร้ายที่สุดด้วยซ้ำ อย่างน้อยคอนเทนต์ของช่องนั้นก็ยังพอจะสอดคล้องกับชื่อคลิปและชื่อรองอยู่บ้าง ต่อให้ตัววิดีโอจะกระตุกๆ แปลกๆ น่าขนลุก ซ้ำซาก และชัดเจนว่าถูกผลิตโดยสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์ มีอีกหลายช่องที่ชัดเจนว่าใช้เอไอสร้าง ซึ่งเนื้อหาเลวร้ายลงเรื่อยๆ ลองดูอีกตัวอย่างของ "ช่องการศึกษาสำหรับเด็ก" ซึ่งสร้างโดยเอไอ (หาไม่ถึงนาทีก็เจอ) และมีผู้ติดตามมากถึง 11.7 ล้านคน

https://www.youtube.com/watch?v=T_oXpX3VoYs

ภาษาอังกฤษที่ใช้ไม่ใช่ภาษาที่ถูกต้อง และหลังจากเปิดคลิปด้วยการพาไปรู้จักรูปทรงต่างๆ ตามที่ชื่อวิดีโอสัญญาไว้ (แม้จะทำในวิธีที่ทำให้คุณรู้สึกเหมือนกำลังจะเป็นบ้า) เนื้อหาที่เหลือก็กลายเป็นงานซ้ำซากแบบสุ่มๆ ปฏิสัมพันธ์ประหลาดๆ ไวยากรณ์ผิดเพี้ยน และช่วงเพลงประกอบแปลกประหลาดที่ไม่มีจุดมุ่งหมายใดๆ นอกจากถ่วงเวลาให้วิดีโอยาวขึ้น ทั้งหมดนี้คือผลงานของมนุษย์ต่างดาว

อีกตัวอย่างคือพรมแดนใหม่ในคอนเทนต์เด็ก นั่นคือ มิวสิกวิดีโอสำหรับเด็กเล็กที่ถูกสร้างโดยเอไอตั้งแต่ต้นจนจบ ด้านล่างนี้คือลิงค์วิดีโอสอนวิธีสร้างงานด้วยเทคนิคใหม่พวกนี้ ผลที่ได้น่ะเหรอครับ ก็คือนกแก้วสยองขวัญที่มีจะงอยปากสองชั้นเบี้ยวๆ และดวงตากลายพันธุ์สี่ดวง ร้องเพลงโหยหวนประดิษฐ์จากโลกที่อยู่นอกเหนือจินตนาการของมนุษย์ คลิกเพื่อรับชม (หรืออย่าดีกว่า ถ้าคืนนี้อยากนอนให้หลับ)

https://www.youtube.com/watch?v=GZ9Mhm5i8PU&t=468s

เด็กเล็กมากมายทั่วประเทศถูกจับให้นั่งอยู่หน้าจอไอแพดเพื่อรับชมขยะสังเคราะห์ที่ไร้คุณภาพ ถูกตัดขาดจากปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์ แม้กระทั่งในสื่อที่พวกเขาเสพ ไม่มีคำใดจะอธิบายได้ดีไปกว่าคำว่า "ดิสโทเปีย" ปกติแล้ว เนื้อหาทางวัฒนธรรมที่ถูกสร้างโดยมนุษย์มักจะมีสารอาหารทางปัญญาแฝงอยู่ (อย่างเช่น โครงเรื่องที่มีความต่อเนื่อง, ประโยคที่มีความหมาย, ความซับซ้อนในรายละเอียด, เหตุผลในการเปลี่ยนฉาก หรือภาพรวมที่มีความกลมกลืน เป็นต้น) ซึ่งทั้งหมดนี้คือสิ่งที่สมองของมนุษย์ต้องการ แต่ขณะนี้เรากำลังทำการทดลองกันแบบสดๆ เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์มนุษยชาติที่สมองที่กำลังพัฒนาถูกป้อนด้วยข้อมูลสังเคราะห์ราคาถูก คุณภาพต่ำ หยาบกระด้าง ที่ผลิตขึ้นในระดับอุตสาหกรรมอย่างไร้จิตวิญญาณโดย Generative AI แทนที่จะได้รับการหล่อเลี้ยงด้วยวัฒนธรรมของมนุษย์จริงๆ ไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น และดูเหมือนจะไม่มีใครแยแสด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริษัทต่างๆ เพราะว่า…

OpenAI ยินยอมให้มลพิษแพร่กระจายด้วยความเต็มใจ

ทำไมต้องโทษ OpenAI เป็นพิเศษด้วย อย่างแรกเลยก็เพราะผลกระทบมหาศาลของบริษัทนี้ ตัวอย่างเช่น วิดีโอสำหรับเด็กจำนวนมากในปัจจุบันสร้างจากสคริปต์ที่ได้จาก ChatGPT โดยตรง และโดยภาพรวมแล้ว มาตรฐานว่าขีดความสามารถของเอไอแบบไหนที่ควรปล่อยออกมาสู่สาธารณะก็ถูกกำหนดโดย OpenAI มานานแล้ว แม้ OpenAI จะอ้างว่าให้ความสำคัญกับความปลอดภัย แต่พวกเขากลับล้มเหลวในการคาดการณ์ว่า สิ่งที่ตนสร้างขึ้นจะไปก่อให้เกิดมลพิษในระดับมหาศาลครอบคลุมทุกแพลตฟอร์มและบริการทั่วอินเทอร์เน็ต ความล้มเหลวพวกนี้เห็นได้ชัดตั้งแต่ช่วงประกาศเปิดตัว GPT-2 ในปี 2019 โดยพวกเขายอมรับว่าโมเดลเอไอแบบนี้อาจส่งผลกระทบระยะยาวต่อระบบนิเวศของข้อมูล แต่รายละเอียดเฉพาะที่พวกเขากังวลในตอนนั้น กลับมีเพียงแค่เรื่อง 

  • การสร้างข่าวปลอมที่ทำให้เข้าใจผิด

  • การสวมรอยเป็นผู้อื่นในโลกออนไลน์

  • การทำคอนเทนต์ที่เป็นการล่วงละเมิดหรือปลอมแปลงเพื่อลงในโซเชียลมีเดียโดยอัตโนมัติ

  • การทำคอนเทนต์สแปม/หลอกลวงโดยอัตโนมัติ

ฟังเผินๆ อาจดูเหมือนสิ่งที่ OpenAI เคยเตือนนั้นสอดคล้องกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริง แต่ถ้าอ่านให้ลึกลงไป จะเห็นชัดว่า สิ่งที่พวกเขาหมายถึงเมื่อพูดถึง “เนื้อหาปลอม” กลับจำกัดอยู่แค่กรณีของผู้ไม่หวังดี ที่ใช้เอไอเพื่อเผยแพร่ข้อมูลเท็จ หรือหลอกเอารหัสผ่านจากคนอื่น เป็นต้น

แต่สุดท้ายแล้ว ประเด็นเหล่านั้นกลับกลายเป็นเรื่องเล็กน้อย เมื่อเทียบกับมลพิษทางวัฒนธรรมที่ AI ก่อขึ้นอย่างเงียบๆ OpenAI พูดถึงแต่ "ผู้กระทำการ" (actor) ทั้งที่สิ่งที่พวกเขาควรให้ความสนใจจริงๆ คือ “user” หรือผู้ใช้งานธรรมดาทั่วไป เพราะความจริงก็คือ เนื้อหาที่ถูกสร้างโดย AI นั้นปลอมทั้งหมดอยู่แล้ว! หรือไม่มันก็คือเนื้อหาปลอมๆ ทั้งนั้น เว็บไซต์ที่เขียนโดยเอไอ ซึ่งกำลังผุดขึ้นราวกับวัชพืชที่ควบคุมไม่ได้ อาจไม่ได้มีเจตนาหลอกลวงใคร แต่เนื้อหาของมันกลับเป็นแค่ข้อความเปล่าประโยชน์ที่สร้างขึ้นด้วยต้นทุนไม่กี่บาท เพื่อเอาไว้ใช้เล่นกลโกง SEO ดึงดูดสายตาและสร้างรายได้จากโฆษณา

กล่าวคือ ทีมงานของ OpenAI ไม่ได้หยุดคิดเลยว่า ผู้ใช้งานทั่วไปที่สร้างเนื้อหาจากเอไอออกมาเป็นกองภูเขาบนอินเทอร์เน็ตนั้น อาจสร้างผลกระทบเชิงลบได้ไม่ต่างอะไรกับผู้ไม่หวังดีโดยเจตนา เพราะในความเป็นจริง มันไม่มีเส้นแบ่งที่ชัดเจนระหว่างทั้งสองเลย! ความจริงที่ว่า OpenAI เองก็มีความกังวลต่อผลกระทบด้านลบอย่างจริงจัง แต่ขณะเดียวกันกลับมองไม่เห็นล่วงหน้าเลยว่าพวกเขากำลังเป็นผู้นำพาอินเทอร์เน็ตเข้าสู่ยุคเสื่อมโทรม (enshittification) อย่างเต็มรูปแบบ ควรทำให้เราทุกคนรู้สึกหวาดกลัวอย่างลึกซึ้งว่าพวกเขาจะยังคงมองข้ามผลกระทบเชิงลบที่ยิ่งใหญ่กว่านี้อีกในโมเดลที่ฉลาดยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคต พวกเขาไม่สามารถมองเห็นภาพอินเทอร์เน็ตที่กำลังจมอยู่ในกองคลิกเบตอันไร้สาระ เมืองขยะดิจิทัลที่สร้างขึ้นด้วยข้อมูลสังเคราะห์อย่างไม่มีที่สิ้นสุด ทั้งหมดเพียงเพื่อดึงดูดยอดคลิกและสายตา แม้แต่จากเด็กเล็กๆ ที่ไม่อาจรู้เท่าทันสิ่งเหล่านี้เลยด้วยซ้ำ และที่เลวร้ายกว่านั้นคือ พวกเขาจะไม่ทำอะไรเพื่อหยุดมันเลย เพราะว่า...

มลพิษจากเอไอ คือโศกนาฏกรรมทรัพยากรร่วมดูแล (tragedy of the commons)

คำว่า “โศกนาฏกรรมของทรัพยากรร่วมดูแล” นี้ มีต้นกำเนิดจากขบวนการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่เริ่มก่อตัวขึ้นในศตวรรษที่ 20 และต่อมาก็กลายเป็นแนวคิดพื้นฐานที่นำไปสู่การออกกฎระเบียบต่างๆ เพื่อควบคุมมลพิษ ไม่ว่าจะเป็นการรักษาอากาศในเมืองให้ปลอดจากหมอกควัน หรือการทำให้แม่น้ำยังคงใสสะอาด

แกร์เร็ต ฮาร์ดิน (Garrett Hardin) นักนิเวศวิทยาและชีววิทยา บัญญัติคำนี้ขึ้นในบทความชื่อ “The Tragedy of the Commons” ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Science เมื่อปี 1968 และบทความนั้นก็ยังคง “ทันสมัย” อย่างน่าขนลุกจวบจนวันนี้

ฮาร์ดินเขียนไว้ว่า

"สมมติฐานที่แฝงอยู่เกือบทุกครั้งในการอภิปรายทั้งในวารสารวิชาการและกึ่งวิชาการ (semipopular) คือการเชื่อว่าปัญหาที่กำลังพูดถึงนั้น 'จะมีทางแก้ทางเทคนิค' เสมอ..."

เขาอธิบายต่อไปถึงปัญหาหลายประเภทที่ไม่มีทางแก้ทางเทคนิค เพราะเมื่อแต่ละคนต่างใช้เหตุผลเพื่อตอบสนองผลประโยชน์ของตนเอง (rational actors) ระบบส่วนรวมก็จะถูกผลักดันไปสู่หายนะ

โศกนาฏกรรมของทรัพยากรร่วมดูแลดำเนินไปในลักษณะเช่นนี้ ลองจินตนาการถึงทุ่งหญ้าเปิดโล่งที่ทุกคนสามารถนำวัวของตนมาเลี้ยงได้ โดยธรรมชาติแล้ว ผู้เลี้ยงวัวแต่ละคนก็ย่อมพยายามเพิ่มจำนวนวัวให้มากที่สุดเท่าที่จะเลี้ยงได้ การจัดการเช่นนี้อาจดำรงอยู่ได้อย่างสมดุลเป็นเวลาหลายศตวรรษ ด้วยข้อจำกัดจากสงครามระหว่างเผ่า การลักขโมย หรือโรคระบาด ที่ทำให้จำนวนทั้งคนและวัวไม่เกินขีดจำกัดของผืนดิน แต่ถึงวันหนึ่ง วันที่สังคมบรรลุถึงเสถียรภาพที่ทุกคนใฝ่ฝัน ตรรกะที่ฝังอยู่ในระบบของทรัพยากรร่วมดูแลก็จะเริ่มแสดงฤทธิ์อย่างไม่ปรานี และความพินาศก็ตามมาในที่สุด

หนึ่งในตัวอย่างที่ฮาร์ดินยกมาได้กลายเป็นหมุดหมายสำคัญของขบวนการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

"...โศกนาฏกรรมของทรัพยากรร่วมดูแลปรากฏตัวอีกครั้งในปัญหาด้านมลพิษ คราวนี้ไม่ใช่การแย่งชิงทรัพยากรออกไปจากทรัพยากรร่วม แต่เป็นการนำสิ่งสกปรกใส่เข้าไป ทั้งน้ำเสีย สารเคมี กากกัมมันตรังสี และของเสียจากความร้อนที่ถูกปล่อยลงสู่แหล่งน้ำ หรือควันพิษและไออันตรายที่ปล่อยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ หรือแม้แต่ป้ายโฆษณาที่เกะกะสายตาและรบกวนทัศนียภาพ การคำนวณผลได้ผลเสียในกรณีนี้ก็ยังเป็นไปในแนวทางเดิม มนุษย์ผู้มีเหตุผล (rational man) แต่ละคนจะพบว่า ค่าใช้จ่ายในการบำบัดของเสียก่อนปล่อยออกไปนั้น สูงกว่าภาระที่เขาต้องแบกรับหากปล่อยของเสียโดยไม่บำบัด เพราะต้นทุนที่แท้จริงถูกกระจายไปทั่วสาธารณะ และเมื่อทุกคนต่างคิดเช่นเดียวกัน เราจึงติดอยู่ในระบบที่ทำลาย 'รังของตัวเอง' โดยหลีกเลี่ยงไม่ได้ ตราบเท่าที่เรายังคงประพฤติตัวในฐานะผู้ประกอบการอิสระที่ใช้เหตุผลส่วนตนเป็นหลัก"

เรากำลังทำลายรังของตัวเองอยู่ในขณะนี้ เมื่อเศรษฐกิจอินเทอร์เน็ตขับเคลื่อนด้วยยอดการมองเห็นและจำนวนคลิก ความสามารถใหม่ที่เปิดโอกาสให้ใครก็ตามจากที่ไหนก็ได้สามารถผลิตเนื้อหาคุณภาพต่ำได้อย่างไร้ขีดจำกัดผ่านเอไอก็กำลังสร้าง (generating) โศกนาฏกรรมอย่างไร้ความปรานี

ทางออก ตามที่ฮาร์ดินชี้ไว้แต่แรก ไม่ใช่เรื่องทางเทคนิค เราไม่สามารถตรวจจับผลงานที่สร้างด้วยเอไอได้อย่างน่าเชื่อถือ (ซึ่งเป็นสัญญาข้อแรกๆ ที่ OpenAI เองก็เลิกพยายามไปแล้ว) บริษัทต่างๆ ไม่มีแรงจูงใจจะควบคุมตัวเอง เมื่อมีผลประโยชน์ทางการเงินมหาศาลเป็นเดิมพัน สิ่งที่เราต้องการ คือกฎหมายที่เปรียบได้กับพระราชบัญญัติอากาศสะอาด (Clean Air Act) กฎหมายเพื่อสร้างอินเทอร์เน็ตที่สะอาด (Clean Internet Act) เราไม่สามารถนั่งนิ่งเฉย แล้วปล่อยให้วัฒนธรรมมนุษย์ถูกฝังกลบไปต่อหน้าต่อตาได้

โชคดีที่ตอนนี้เรากำลังอยู่ในจุดพลิกผันไปสู่เทคโนโลยีสุดล้ำที่เอไอสัญญาไว้ อีกไม่นาน GDP ของเราก็จะทะยานขึ้นอย่างรวดเร็วแหละน่า อีกไม่นาน เราจะรักษาได้ทุกโรค แม้กระทั่งความแก่ชรา เราจะมีหุ่นยนต์พ่อบ้าน รายได้พื้นฐานถ้วนหน้า และความบันเทิงส่วนบุคคลความคมชัดสูง ใครจะไปสนล่ะว่า เด็กวัยหัดเดินจะต้องดูเนื้อหาน่าหวาดผวาไร้หัวใจเป็นเวลาหลายพันล้านชั่วโมง เพื่อให้อนาคตอันงดงามเหล่านี้เป็นจริง มันก็คุ้มแล้วนี่ ใช่ไหมนะ

รออีกนิดเถอะ รออีกเพียงนิดเดียว ยูโทเปียก็จะมาถึงแน่นอน.

แปลจาก Erik Hoel "Here lies the internet, murdered by generative AI" (https://www.theintrinsicperspective.com/p/here-lies-the-internet-murdered-by)

บล็อกของ Apolitical

Apolitical
ผมใส่ Red Moon ของคิม สแตนลีย์ โรบินสัน (Kim Stanley Robinson) ไว้ในรายการ “อยากอ่าน” (to-read) บน Goodreads มานานแล้ว หลักๆ เป็นเพราะผมเป็นแฟนผลงานอื่นๆ ของเขาและชื่อเรื่องก็ฟังแล้วน่าสนใจมากๆ ด้วย เสียดายที่ผมดันผัดผ่อนไปเรื่อยไม่ได้อ่านจริงๆ สักทีเพราะคำโปรยใน Goodreads แทบไม่บอกเลยว่
Apolitical
อเมริกาฝึกฝนการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์จนชำนาญก่อนที่นาซีจะถือกำเนิดเสียอีก การกำจัดทรัมป์ไม่อาจแก้ปัญหาใดๆ ได้ หากรัฐยังดำรงอยู่ดังเดิม
Apolitical
ทางออกเดียวคือการกระจายอำนาจลงไป และมอบอำนาจบริหารจัดการให้ผู้ที่มีส่วนร่วมผลิตสินค้าหรือบริการจริงๆ หรือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการตัดสินใจนั้นโดยตรง
Apolitical
การพูดว่า “อเมริกาและทุนนิยมเป็นฟาสซิสต์มาตลอด” ทำให้เราสูญเสียความสามารถในการกล่าวถึงความเป็นจริงอย่างมีความหมายและความสามารในการลงมือเปลี่ยนแปลงมัน
Apolitical
“คอมมูนร่วมลงทุน” (venture communism) เป็นแนวทางในการจัดระเบียบฐานทางวัตถุของชีวิต รวมถึงวัตถุเพื่อชุมชนผู้ผลิตแบบเพียร์ทูเพียร์
Apolitical
ภายใต้ระบบทุนนิยมผูกขาด การทำให้สิ่งต่างๆ แย่ลงมักสร้างกำไรได้มากกว่าการทำให้มันดีขึ้น
Apolitical
นักวิชาการจำนวนมากจากสถาบันในโลกตะวันตกสร้างเส้นทางอาชีพของตนโดยมุ่งศึกษาเขตภูมิภาคโลกที่สาม เช่น เมียนมา พร้อมใช้วาทกรรมเรื่อง “การปลดแอกจากอาณานิคม” (decolonization) เพื่อกลบเกลื่อนสิ่งที่แท้จริงแล้วเป็นการสืบต่อทั้งวาทกรรมผู้กอบกู้ผิวขาว (white savior narrative) และวาระของลัทธิล่าอาณานิคม นักว
Apolitical
นี่คือจุดจบของระบบทุนนิยม ไม่ใช่ด้วยเสียงปะทุจากการปฏิวัติ แต่ด้วยเสียงครวญแห่งวิวัฒนาการ ทุนนิยมค่อยๆ ย่องเข้ามาแทนที่ระบบศักดินา จนกระทั่งวันหนึ่งความสัมพันธ์ของมนุษย์จำนวนมากก็ดำเนินไปตามกลไกตลาด แล้วระบบศักดินาก็พลันหายสาบสูญไป ทุกวันนี้ทุนนิยมกำลังเผชิญชะตากรรมเดียวกัน มันกำลังถูกรุกไล่โดยระ
Apolitical
ผู้สนับสนุนรายได้พื้นฐาน (Basic Income) ยกเหตุผลมากมายเพื่อชี้ให้เห็นถึงประโยชน์ของมัน แต่ผมไม่คิดมาก่อนเลยว่า คนอย่างจอห์น สตอสเซล จะเป็นคนที่ให้เหตุผลที่มีน้ำหนักที่สุด (“Universal Bas
Apolitical
คุณจะได้อะไร คำตอบคือ “เขตเสรีพิเศษขนาดย่อมๆ” (Special Little Freedom Zones)
Apolitical
การวิพากษ์แนวคิดเลิกโต (degrowth) โดยฝ่ายซ้าย “อีโคโมเดิร์นนิสต์” และเร่งสภาพการณ์นิยมอย่างลีห์ ฟิลิปส์ (อ่านคำวิจารณ์ของผมได้ที่นี่) และอิสรเสรีนิยมฝ่ายขวาอย่างสตีเฟน กรีนฮัท คล้ายคลึงกันเป็นอย่างมาก ทั้งคู่ต่างแสดงความเกียจคร้านเชิงแนวคิดในระดับสูง ค
Apolitical
ขบวนการเลิกโต (degrowth) ให้ความสำคัญมากกว่ากับการเติบโตในฐานะกระบวนการนำทรัพยากรทางวัตถุมาใช้งาน หรือ “กระบวนการเผาผลาญพลังงานทางสังคม”