Skip to main content

แม่น้ำคูยาโฮกาลุกไหม้ในช่วงทศวรรษ 1950 อินเทอร์เน็ตในวันนี้อยู่ในสภาพเดียวกันหรือไม่ และถ้าใช่ อะไรคือสิ่งที่เราควรทำ
------------------------------------

นานมาแล้ว ตอนที่ผมยังคลุกคลีและคลั่งไคล้เทคโนโลยีมากกว่าคนส่วนใหญ่ที่อ่านบทความนี้อยู่ ผมเคยพูดประโยคหนึ่งว่า สิ่งที่ผมสนใจไม่ใช่เวิลด์ไวด์เว็บ แต่คือเว็บทำมือ (Hand Made Web)

ไม่นานมานี้ คำพูดนั้นหวนกลับมาอีกครั้งตอนที่ผมอ่านบทความของเอริก โฮเอล เรื่อง นี่คือหลุมศพของอินเทอร์เน็ต ที่ถูกสังหารโดย Generative AI เพราะผมรู้สึกว่าตอนนี้ตัวเองเข้าใจความหมายของประโยตนั้นได้ชัดเจนกว่าที่เคย และเพราะสิ่งที่เขาอธิบายไว้อาจหมายความว่า "เว็บทำมือ" นี่แหละ กำลังจะกลายเป็นรูปแบบของอินเทอร์เน็ตเพียงแบบเดียวที่ยัง "อยู่อาศัย" ได้ และบางคนในพวกเราก็เริ่มเข้าไปอาศัยอยู่ในนั้นแล้วด้วยซ้ำ

คุณน่าจะเห็นประเด็นของโฮเอล ว่าหลายพื้นที่ของอินเตอร์เน็ตกำลังถูกปนเปื้อนด้วยผลงานของเอไอมากขึ้นเรื่อยๆ จนถึงจุดที่แทบใช้งานอะไรไม่ได้ อินเตอร์เน็ตเต็มไปด้วยขยะคำ (wordjunk) ที่สร้างขึ้นด้วยเทคโนโลยีที่จำลองสติปัญญาได้เพียงผิวเผิน ซึ่งปรากฏเต็มไปหมดในผลการค้นหา รายการสินค้าบน Amazon หรือแม้แต่ในอีเมล โดยคนบางกลุ่มที่ขยันสร้างมันออกมาเพื่อรีดเค้นเอาเงินทองออกมาจากมันให้ได้มากที่สุด

โฮเอลชี้ให้เห็นว่า สิ่งที่เลวร้ายที่สุดคือความน่าสยดสยองของ YouTube Kids ที่เต็มไปด้วยเนื้อหาไร้สาระซึ่งสร้างจาก AI และกำลังไหลทะลักเข้าไปในสมองของเด็กเล็กที่ยังอยู่ในวัยกำลังก่อรูป คนรุ่นหลังจะมองย้อนกลับมาที่เรื่องนี้ด้วยความไม่อยากเชื่อสายตา เหมือนที่เราตอนนี้มองย้อนกลับไปยังยุควิกตอเรียที่ส่งเด็กขึ้นปล่องไฟ หรือโฆษณาบุหรี่ที่อวดอ้างสรรพคุณเพื่อสุขภาพ

โฮเอลสรุปจบด้วยการเรียกร้องให้มีการออกกฎหมาย “Clean Internet Act” ในลักษณะเดียวกับ Clean Air Act ปี 1963 ซึ่งเป็นการตอบสนองของสังคมต่อมลพิษในพื้นที่ส่วนรวมของอินเทอร์เน็ต แต่จุดนี้เองที่ผมอยากเสนอแนวทางที่ต่างออกไป เพราะผมคิดว่ายังมีบางประเด็นที่ควรตั้งคำถามต่อมุมมองของเขา การตั้งคำถามเหล่านี้อาจช่วยให้เราเห็นภาพอีกแบบหนึ่งเกี่ยวกับจุดที่เรายืนอยู่ และสิ่งที่ควรลงมือทำจากจุดนี้ไป

1. งานห่วยๆ

ถ้าคุณหยิบหนังสือเล่มหนึ่งในซีรีส์ The World’s Worst Children, Parents, Teachers หรืออะไรก็ตามที่เดวิด วอลเลียมส์ นักแสดงตลกที่ผันตัวมาเป็นนักเขียนนิทานเด็กกำลังทำอยู่ในตอนนี้ คุณจะเห็นคำโปรยจากหนังสือพิมพ์รายวันยกย่องว่าเขาเป็น “โรอัลด์ ดาห์ล คนใหม่” ผมแทบจะรู้สึกหงุดหงิดแทนดาห์ลทุกครั้งที่ได้เห็นแบบนั้น

ไม่ว่าคุณจะคิดยังไงกับดาห์ล เขาคือนักเขียนที่สร้างสรรค์อย่างแท้จริง หนังสือของเขาเต็มไปด้วยมิติและความหลากหลาย Danny the Champion of the World นั้นอ่อนโยนและกินใจ เป็นภาพความสัมพันธ์พ่อลูกในวรรณกรรมเยาวชนที่ผมชอบที่สุด แม้ในวันที่เขาเหมือนจะเขียนไปแบบขอไปที อย่างในเล่ม George’s Marvellous Medicine ที่ดูเหมือนเขาจะเขียนจบในสัปดาห์เดียวแบบไม่มีโครงเรื่อง มันก็ยังให้ความรู้สึกเหมือนได้ชมการแสดงสดที่เปี่ยมด้วยพลังด้นสด เหมือนดูรอสส์ โนเบิล ในคืนที่เขาจัดเต็ม

ผมยอมรับว่าไม่ได้ศึกษาผลงานของวอลเลียมส์อย่างลึกซึ้งเท่าที่อ่านดาห์ล และบางทีหนังสือยุคแรกๆ ของเขาอาจมีอะไรบางอย่างที่ทำให้ถูกเปรียบเทียบกันได้ แต่จากที่ผมได้อ่านและฟังงานล่าสุดของเขาหลายเล่ม ผมพูดได้อย่างมั่นใจว่า เขากำลังทำเหมือนที่นักแสดงตลกราคาถูกบางคนทำ นั่นคือปั่นเนื้อหาแบบเดิมซ้ำไปมาอย่างไม่รู้จบ ไม่มีอะไรเลยที่ตลกจริงๆ มีแต่การจงใจเล็งเป้าใส่จุดที่กระตุ้นอารมณ์ผู้อ่านได้อย่างแม่นยำ

คุณไม่มีทางแทนที่โรอัลด์ ดาห์ลด้วยบอทได้ เพราะงานของเขายังคงทำให้ผู้อ่านรู้สึกประหลาดใจอยู่เสมอ ในขณะที่เดวิด วอลเลียมส์นั้น แทบจะถูกแทนที่ด้วยบอทได้ตั้งนานแล้ว และผมไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าจะมีใครสังเกตเห็นหรือเปล่า เพราะเขาเขียนหนังสือราวกับตั้งโหมดอัตโนมัติที่ขับเคลื่อนด้วยอัลกอริทึมอยู่แล้ว

ตรงนี้แหละที่มันเชื่อมโยงกับเอไอ คุณไม่มีทางแทนที่โรอัลด์ ดาห์ลด้วยบอทได้ เพราะงานของเขายังคงทำให้ผู้อ่านรู้สึกประหลาดใจอยู่เสมอ ในขณะที่เดวิด วอลเลียมส์นั้น แทบจะถูกแทนที่ด้วยบอทได้ตั้งนานแล้ว และผมไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าจะมีใครสังเกตเห็นหรือเปล่า เพราะเขาเขียนหนังสือราวกับตั้งโหมดอัตโนมัติที่ขับเคลื่อนด้วยอัลกอริทึม (algorithmic autopilot) ในแง่นี้ ระยะห่างระหว่างดาห์ลกับวอลเลียมส์ ยังห่างไกลกว่าระยะห่างระหว่างวอลเลียมส์กับคอนเทนต์ขยะที่สร้างด้วย AI ซึ่งกำลังท่วม YouTube Kids เสียอีก ที่แย่กว่านั้นก็คือ อุตสาหกรรมการพิมพ์กลับไม่สามารถแยกแยะความแตกต่างนี้ออก หรืออาจจะแยกได้แต่ทำเป็นไม่แยแส ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าเราตกอยู่ในปัญหานี้ลึกแค่ไหนตั้งแต่ก่อนที่กองทัพบอตเอไอจะมาถล่มให้ขยะพวกนี้เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ

อีกตัวอย่างหนึ่งก็คือ โฮเอลได้ชี้ให้เห็นถึงการระบาดของ "เวิร์กบุ๊ก" หรือ "คู่มือ" ที่สร้างด้วยเอไอ ซึ่งหลั่งไหลเข้ามาจนเต็มผลการค้นหาบน Amazon สำหรับคนที่ต้องการสั่งซื้อหนังสือต้นฉบับจริงๆ บังเอิญที่ผมเองกำลังอ่านซ้ำหนังสือ The Case for Working With Your Hands ของแมทธิว บี. ครอว์ฟอร์ด ซึ่งเล่าเรื่องประสบการณ์ของตัวเองเมื่อสามสิบกว่าปีก่อน ในการผลิตเนื้อหาประเภทเดียวกันนี้ ซึ่งพูดได้เต็มปากว่าเป็นฟาร์มบอทพลังมนุษย์ (human-powered bot farm) เลยทีเดียว

หลังเรียนจบปริญญาโทด้านปรัชญาใหม่ๆ ครอว์ฟอร์ดได้งานที่ฟังดูน่าสนใจไม่น้อย งานที่ดูเหมือนว่าเขาจะได้ใช้เวลาอ่านบทความจากวารสารวิชาการตลอดทั้งวัน แต่ความจริงคือเขาถูกคาดหวังให้สรุปบทความถึงวันละ 15 ชิ้น และต้องเพิ่มเป็น 28 ชิ้นต่อวันภายในปีแรก และที่สำคัญ เขาไม่ได้รับอนุญาตให้อ้างอิงบทคัดย่อที่มีอยู่แล้ว เพราะนายจ้างต้องการ "มูลค่าเพิ่ม" ให้กับฐานข้อมูลที่ขายให้ห้องสมุดต่างๆ ครอว์ฟอร์ดเขียนไว้อย่างขมขื่นว่า "มันยากจะเชื่อว่าผมจะสามารถเพิ่มอะไรเข้าไปในบทความเหล่านั้นได้ นอกจากความผิดพลาดหรือความสับสน"

เมื่อนึกย้อนกลับไปยังประสบการณ์อันน่าเสียกำลังใจนั้น ครอว์ฟอร์ดสังเกตว่าหลักการที่ควบคุมการทำงานในตอนนั้น "แทบจะรับประกันเลยว่างานที่ทำจะไม่สามารถขับเคลื่อนด้วยคุณค่าที่แท้จริงซึ่งมีอยู่ในตัวมันเองได้" ประเด็นนี้ก้องสะท้อนถึงข้อสังเกตในวงกว้างกว่านั้น ที่จอห์น เบอร์เกอร์เคยกล่าวไว้ในบทความปี 1970 ว่าด้วยประวัติศาสตร์ของภาพวาดสีน้ำมัน

"ศิลปะในวัฒนธรรมใดๆ ก็ตามย่อมแสดงถึงความแตกต่างของพรสวรรค์อยู่เสมอ แต่ผมสงสัยว่าที่ไหนในโลกนี้จะมีช่องว่างระหว่างผลงานชิ้นเอกกับงานโดยเฉลี่ย กว้างเท่ากับในขนบศิลปะยุโรปตลอดห้าศตวรรษที่ผ่านมา ความแตกต่างนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของทักษะหรือจินตนาการ แต่ยังรวมถึงเรื่องขวัญกำลังใจด้วย ผลงานโดยเฉลี่ย โดยเฉพาะหลังศตวรรษที่สิบหกเป็นต้นมา มักถูกสร้างขึ้นด้วยความเย้ยหยัน กล่าวคือ เนื้อหา ข้อความ คุณค่าที่ผลงานเหล่านั้นอ้างว่ากำลังสนับสนุน แท้จริงแล้วไม่มีความหมายสำหรับผู้ผลิตเลย สิ่งที่สำคัญมีเพียงการทำงานให้เสร็จตามสัญญาจ้าง งานห่วยๆ เหล่านี้ไม่ได้เกิดจากความไม่ชำนาญหรือความล้าหลังในถิ่นทุรกันดาร แต่มันเป็นผลลัพธ์ของแรงกดดันจากตลาดที่มีอิทธิพลมากกว่าคุณค่าของงานที่ทำ"

พรสวรรค์เพียงอย่างเดียวไม่พอที่จะต้านทานวิธีคิดที่นำไปสู่งานห่วยๆ พวกนั้น แต่ต้องอาศัยทั้งโชคช่วย และความดื้อดึงอย่างที่สุด เป็นความไม่สามารถโดยธรรมชาติที่จะทำงานได้โดยปราศจากการขับเคลื่อนด้วยคุณค่าที่แท้จริงซึ่งแฝงอยู่ในงาน แม้ว่าจะต้องแลกมาด้วยต้นทุนส่วนตัวที่สูงก็ตาม นี่คือส่วนหนึ่งของความจริงที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังภาพลักษณ์แบบโรแมนติกของศิลปินผู้ทุกข์ทน

ประเด็นที่ผมยกตัวอย่างในอดีตนี้ขึ้นมา ไม่ใช่เพื่อจะบอกว่า "มันก็เป็นแบบนี้มาตลอดอยู่แล้ว!" แต่เพื่อชี้ให้เห็นรากเหง้าในเชิงประวัติศาสตร์ที่ลึกยิ่งของการระบาดของวัฒนธรรมการผลิตงานคุณภาพต่ำ ที่ขาดความหมาย สิ้นหวัง และทำให้ผู้คนสิ้นหวังตามไปด้วย เมื่อใดก็ตามที่ตรรกะของตลาดหลุดพ้นจากขอบเขตที่ควรอยู่ และถูกปล่อยให้มีอำนาจเหนือรูปแบบความสัมพันธ์ของมนุษย์ทั้งหมด เมื่อนั้นเราก็จะพบว่าตัวเองอยู่ในโลกที่เต็มไปด้วยงานห่วยๆ แบบนี้ และกระบวนการนี้ได้ลุกลามเข้าสู่กิจกรรมของมนุษย์แทบทุกแขนงมาเป็นเวลาหลายศตวรรษ

หากเราจะมองว่าคลื่นขยะใหม่ที่สร้างจากเอไอเป็นส่วนหนึ่งในประวัติศาสตร์อันยาวนานของงานห่วยๆ นั่นก็คงไม่ใช่เรื่องเกินจริง แต่ถึงอย่างนั้น การเติบโตขึ้นมหาศาลของเนื้อหาประเภทนี้ก็ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่ไม่มีใครปรารถนา สิ่งที่สำคัญคือ การเปลี่ยนแปลงนี้มันทำลายสภาพการณ์ที่เคยดีอยู่แล้ว หรือเพียงแค่ทำให้สภาพการณ์ที่เลวร้ายอยู่แล้วเลวร้ายยิ่งขึ้นเท่านั้น ถ้าเรากำลังเผชิญกับกรณีหลัง นั่นหมายความว่าความรุนแรงที่เพิ่มขึ้นนี้อาจผลักดันทุกอย่างไปสู่จุดวิกฤต และในวิกฤตนั้น อาจมีความหวังในรูปแบบประหลาดบางอย่างซ่อนอยู่ นี่คือข้อสรุปหนึ่งที่ผมรู้สึกว่าอาจเป็นไปได้

แต่ก่อนที่เราจะไปถึงข้อสรุปนั้น ผมอยากชวนเปิดประเด็นที่สองขึ้นมา เพราะผมอยากตั้งคำถามเกี่ยวกับความเหมาะสมของการใช้มลพิษ (pollution) เป็นคำอุปมาในข้อโต้แย้งของโฮเอล

2. ภูมิทัศน์และแดนฝัน

ในโลกที่เต็มไปด้วยงานห่วยๆ ที่ทำให้เราหมดกำลังใจ เราจำเป็นต้องมีที่หลบภัย มีพื้นที่ให้เราได้พาส่วนลึกของตัวตนที่ไม่ควรแบกไปทำงานไปพักพิง หากเราโชคดี อาจได้ค้นพบหรือแม้แต่ช่วยกันสร้างพื้นที่ซึ่งงานแบบอื่นๆ ยังเป็นไปได้ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่เล็กๆ แห่งความหลงยุคหลุดสมัย พื้นที่แห่งอภิสิทธิ์ หรือพื้นที่แห่งการต่อต้าน

หนึ่งในต้นตอของความโศกเศร้าที่เรามักได้ยินจากคนรุ่นก่อนเวลาพูดถึงอินเตอร์เน็ตในทุกวันนี้ก็คือ อินเทอร์เน็ตเคยเป็นที่หลบภัยสำหรับพวกเรา เป็นทางหนีที่พาเราไปเจอพื้นที่เล็กๆ ที่เต็มไปด้วยความหมาย และบางครั้งก็พาไปสู่การใช้ชีวิตอย่างมีความหมาย แต่สิ่งที่เราเห็นได้ชัดมานานก็คือ ผลกระทบในภาพรวมของอินเตอร์เน็ตกลับยิ่งซ้ำเติมผลกระทบอันกัดกร่อนหัวใจของตลาดอันไร้ขอบเขต ไม่ว่าด้วยการที่เราโดนชักชวนให้ไปปรากฏตัวบนแพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่ที่กลายมาเป็นเจ้าของโลกออนไลน์ หรือจากผลกระทบที่กิจกรรมออนไลน์มีต่อเศรษฐกิจท้องถิ่นและพื้นที่สาธารณะของชีวิตออฟไลน์ที่เราใช้ชีวิตอยู่

เมื่อเครือข่ายอินเทอร์เน็ตหลุดออกมาจากระบบความร่วมมือระหว่างกองทัพกับสถาบันวิชาการ มันก็เริ่มต้องพึ่งพาอุปมาเชิงพื้นที่ (spatial metaphors) อย่างเช่น ไซต์ สถาปัตยกรรม ไซเบอร์สเปซ หรือชายแดนอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Frontier) แต่อินเตอร์เน็ตคือพื้นที่แปลกประหลาดที่เราเดินทางไปถึงได้ผ่านหน้าจอ มันไม่เหมือนกับสภาพแวดล้อมที่เราอาศัยอยู่ในชีวิตจริงเลยแม้แต่น้อย การเข้าไปในโลกอินเตอร์เน็ตเหมือนกับการสร้างตำหนักแห่งความทรงจำร่วมขนาดยักษ์ หรือเหมือนกับการเดินเข้าเดินออกจากความฝันของกันและกัน และสิ่งที่ทำให้พื้นที่ออนไลน์เหล่านี้ต่างจากอุปลักษณ์ที่เราหยิบยืมมาใช้อธิบายมันอย่างภูมิประเทศและสถาปัตยกรรมทางกายภาพ ก็คือเมื่อเราเลิกเข้าไป พวกมันก็จะสลายหายไปเหมือนความฝัน นี่คือเหตุผลว่าทำไมผมจึงเสนอให้เราคิดให้รอบคอบก่อนจะใช้คำเปรียบว่า "มลพิษ"

ของเสียจากอุตสาหกรรมเคยทำให้แม่น้ำคายาโฮกาลุกเป็นไฟมาแล้วหลายครั้ง ฝุ่นกัมมันตรังสีจากเชอร์โนบิลทำให้พื้นที่รอบโรงไฟฟ้าไม่อาจอยู่อาศัยได้อีกต่อไป สิ่งที่ตามมาอาจเป็นการฟื้นฟูที่ต้องใช้ทรัพยากรมหาศาล หรืออาจเป็นสัตว์ป่าที่เข้ามาเติมเต็มพื้นที่ที่มนุษย์ละทิ้งไป แต่ประเด็นก็คือ เมื่อมลพิษกระทบกับภูมิประเทศ ภูมิประเทศนั้นยังคงอยู่ และเราจำเป็นต้องหาทางรับมือกับมัน ตรงกันข้าม เมื่อพื้นที่ของแดนฝันที่ประกอบขึ้นเป็นชีวิตออนไลน์ของเรานี้ไม่อาจอยู่อาศัยได้อีกต่อไป วิธีที่ดีที่สุดก็มักจะเป็นการละทิ้งมันไปเลย

ผมรู้สึกว่าเราบางคนทำสิ่งนี้กันมาสักพักแล้ว ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม และระหว่างทางนั้นเอง เราก็ค่อยๆ ค้นพบวิธีใช้งานเทคโนโลยีเหล่านี้ในแบบที่รับมือกับการรุกล้ำของปัญญาประดิษฐ์ได้ดีขึ้น เพราะมันต้านทานต่อหลักการของงานห่วยๆ อยู่แล้วตั้งแต่ต้น

3. เว็บทำมือ

คนในวงการเทคมักพูดถึงความเชื่อใจ (trust) ด้วยวิธีประหลาดๆ พวกเขามักใช้คำนี้ในความหมายที่ตรงกันข้ามกับความเชื่อใจ นักปรัชญา แอนดริว์ แทกการ์ต เคยชี้ให้ผมเห็นเรื่องนี้เมื่อหลายปีก่อน คือเวลาที่คนสายเทคพูดถึง “การสร้างความเชื่อใจผ่านสมาร์ตคอนแทรกต์บนบล็อกเชน” หรืออะไรทำนองนั้น สิ่งที่พวกเขากำลังพูดถึงจริงๆ คือการสร้างสิ่งทดแทนที่ไม่มีความเป็นมนุษย์ เพื่อให้ระบบสามารถทำงานได้แม้จะไม่มีสิ่งที่มนุษย์ทั่วไปเข้าใจว่าเป็นความเชื่อใจเหลืออยู่ก็ตาม เราต้องให้ใครสักคนลงชื่อในเอกสารต่อหน้าพยาน ก็ต่อเมื่อเราไม่ไว้ใจกัน ปัญหาของความเชื่อใจก็คือ มันต้องใช้เวลา และไม่ใช่สิ่งที่ขยายขนาดได้ง่าย

สิ่งที่ผมจะขอเรียกว่า “เว็บทำมือ” (Hand Made Web) คือวิธีการที่เราบางคนกำลังใช้งานอินเตอร์เน็ต โดยไม่จำเป็นว่าจะต้องต่อต้านตัวอินเตอร์เน็ต แต่เพื่อคัดง้างกับตรรกะที่มักจะครอบงำพื้นที่อันกว้างใหญ่บนโลกอินเตอร์เน็ต เว็บที่ผมใช้งานอยู่มีขนาดเล็กลงแล้วก็ช้าลงกว่าที่ผมเคยใช้เมื่อห้าหรือสิบปีก่อน และมันถักทอด้วยเส้นใยแห่งความเชื่อใจที่แท้จริงพอที่จะลดความจำเป็นของสิ่งทดแทนที่ไม่มีความเป็นมนุษย์ ระดับคุณภาพของการแสดงออกก็สูงพอจนรู้สึกได้ว่าถ้อยคำที่ผมอ่านหรือได้ยินจะไม่สุ่มเสี่ยงถูกทดแทนด้วยเอไอ ขนาดของกลุ่มผู้ฟังในเว็บทำมือนี้ก็เล็กพอจนผมไม่เห็นว่ามันจะเป็นพื้นที่ที่น่าดึงดูดใจของผู้คนที่ใช้ปูพรมถล่มพื้นที่ด้วยเนื้อหาคุณภาพต่ำ แล้วเก็บเกี่ยวผลกำไรจากอัตราการคลิกเพียงเล็กน้อย ซึ่งเป็นตรรกะเบื้องหลังสิ่งที่โฮเอลอธิบายไว้

ผมจะลองเล่าคร่าวๆ ว่าเว็บทำมือของผมหน้าตาเป็นอย่างไร เพราะรู้ว่าของพวกคุณคงไม่เหมือนกัน ตอนนี้ผมมีบล็อกที่ติดตามอยู่บ่อยๆ สักครึ่งโหล มีบล็อกสองสามอันที่ผมตามอ่านแทบทุกสัปดาห์มาตลอดยี่สิบปี นอกจากนั้นก็มีลิสต์ Substacks ยาวๆ บางเจ้าผมตามอ่านแทบทุกโพสต์ บางเจ้าก็อ่านบ้างไม่อ่านบ้าง หรือแค่คอยมองผ่านๆ เป็นครั้งคราว ผมมีกรุ๊ปแชทอยู่กลุ่มหนึ่งที่มีสมาชิกสักสิบคนได้ พวกเราสนใจอะไรคล้ายๆ กันเกี่ยวกับประเด็นหนึ่งที่ผมเขียนถึง และมีกลุ่มแชทเล็กๆ อีกสองสามอัน และมีคนที่ผมนัดคุยผ่านวิดีโอคอลเป็นประจำหรือเกือบประจำอยู่หลายคน ผมฟังพอดแคสต์สม่ำเสมออยู่สองสามรายการ และมีบางรายการที่โผล่ขึ้นมาแล้วดึงผมให้ด่ำดิ่งไปฟังย้อนหลังอยู่เป็นสัปดาห์ ผมมีพอดแคสต์ของตัวเอง ซึ่งมีคนฟังอยู่สักพันคน แล้วก็มี Substack อันนี้ ซึ่งมีคนติดตามไม่กี่พันคน กับผู้ติดตามแบบเสียเงินอยู่สองสามร้อยคน

เหล่านี้คือวิธีที่ผมใช้เวลาบนโลกออนไลน์ พฤติกรรมเหล่านี้ยิ่งชัดเจนขึ้นในช่วงที่ผมงดเว้นโลกดิจิทัลมาตั้งแต่ต้นเทศกาลมหาพรต (Lent) ซึ่งช่วยให้ผมตั้งใจมากขึ้นว่าเวลาหน้าจออันจำกัดควรใช้ไปกับอะไรที่คุ้มค่าจริงๆ ในแต่ละวัน ดังนั้น ผมจะใช้เวลาสักห้านาทีไล่ดูพาดหัวข่าวบนเว็บไซต์ข่าวกระแสหลัก และอาจแวะไปโผล่บนเฟซบุ๊กหรืออินสตาแกรมสัปดาห์ละครั้ง ถ้าผมมีอะไรที่อยากแชร์กับคนที่ยังใช้เวลาอยู่ในนั้น นอกเหนือจากนั้น คุณจะเจอผมอยู่ในมุมเล็กๆ ของเว็บทำมือแห่งนี้

พอมองย้อนกลับไป ผมเริ่มขยับมาในทิศทางนี้ตั้งแต่ปี 2017 ตอนที่ถอนตัวออกจากทวิตเตอร์ และบางทีนี่อาจเป็นแค่สัญญาณของความแก่ตัวลงของผมเองก็ได้ แต่ผมคิดว่ามันมีอะไรมากกว่านั้น อย่างน้อยก็มีแยนซีย์ สตริกเลอร์ที่พูดประเด็นเดียวกันนี้ในโทนที่หม่นกว่ามาตั้งแต่ห้าปีก่อน ใน The Dark Forest Theory of the Internet ซึ่งดูเหมือนจะสั่นสะเทือนความรู้สึกของใครหลายคน ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ริชาร์ด ดี. บาร์ตเล็ตก็ทำให้ผมเริ่มคิดถึงเรื่องความเชื่อใจและวิธีที่เราใช้ชีวิตออนไลน์ เมื่อเขาเขียนไว้ว่า “ผมเลิกมองหาความรับผิดชอบจากคนแปลกหน้าแล้ว” ส่วนในคอมเมนต์ของโพสต์ของโฮเอล วิลเลียม คอลลินก็เล่าถึงบทสนทนากับเด็กอายุยี่สิบคนหนึ่งที่ “คิดว่าคนรุ่นเขาจะเลิกใช้อินเตอร์เน็ตไปเลย”

ผมเลยอดสงสัยไม่ได้ว่า คนอื่นๆ มองเห็นอะไรบ้าง มุมมองของผมตรงกับประสบการณ์ของคนวงกว้างบ้างหรือเปล่า และทั้งหมดนี้ส่งผลต่อความรู้สึกของคุณอย่างไร เมื่อต้องอ่านเกี่ยวกับความเสียหายที่เอไอสร้างขึ้นกับอินเตอร์เน็ตโดยรวม

สุดท้ายนี้ ถ้าคุณอยากมานั่งเล่นอยู่ในมุมเล็กๆ ของเว็บทำมือที่ผมอยู่ มาร่วมวงกันในวันอาทิตย์ที่จะถึงนี้ (10 มีนาคม) กับกิจกรรม Sunday Sessions ครั้งแรก ซีรีส์บทสนทนาในบรรยากาศแบบ “แอบได้ยินเค้าคุยกัน” ที่ผมจะพูดคุยกับผู้คนซึ่งผลงานของพวกเขาหล่อเลี้ยงความคิดและงานเขียนของผมมาตลอด

แขกรับเชิญคนแรกของผมคือ แคโรไลน์ รอส แห่ง Uncivil Savant ซึ่งบังเอิญเป็นคนที่ทำให้ผมได้รู้จักโพสต์ของเอริก โฮเอลด้วย เพราะงั้น มาร่วมพูดคุยกันในหัวข้อว่าด้วยความงาม มิตรภาพ บทสนทนา และ “การใช้สิ่งเทียมเพื่อเพาะบ่มสิ่งแท้” (using the false to cultivate the real) กิจกรรมนี้เปิดให้กับทุกคนที่สมัครใช้งานแบบจ่ายเงินใน Writing Home และผมจะส่งประกาศเต็มเกี่ยวกับซีรีส์นี้ให้ในอีกวันสองวันข้างหน้า ระหว่างนี้ ถ้าอยากเข้าร่วม สมัครได้ที่นี่ครับ

แปลจาก Dougald Hine, "The Hand Made Web" (https://dougald.substack.com/p/the-hand-made-web)

บล็อกของ Apolitical

Apolitical
ผมใส่ Red Moon ของคิม สแตนลีย์ โรบินสัน (Kim Stanley Robinson) ไว้ในรายการ “อยากอ่าน” (to-read) บน Goodreads มานานแล้ว หลักๆ เป็นเพราะผมเป็นแฟนผลงานอื่นๆ ของเขาและชื่อเรื่องก็ฟังแล้วน่าสนใจมากๆ ด้วย เสียดายที่ผมดันผัดผ่อนไปเรื่อยไม่ได้อ่านจริงๆ สักทีเพราะคำโปรยใน Goodreads แทบไม่บอกเลยว่
Apolitical
อเมริกาฝึกฝนการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์จนชำนาญก่อนที่นาซีจะถือกำเนิดเสียอีก การกำจัดทรัมป์ไม่อาจแก้ปัญหาใดๆ ได้ หากรัฐยังดำรงอยู่ดังเดิม
Apolitical
ทางออกเดียวคือการกระจายอำนาจลงไป และมอบอำนาจบริหารจัดการให้ผู้ที่มีส่วนร่วมผลิตสินค้าหรือบริการจริงๆ หรือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการตัดสินใจนั้นโดยตรง
Apolitical
การพูดว่า “อเมริกาและทุนนิยมเป็นฟาสซิสต์มาตลอด” ทำให้เราสูญเสียความสามารถในการกล่าวถึงความเป็นจริงอย่างมีความหมายและความสามารในการลงมือเปลี่ยนแปลงมัน
Apolitical
“คอมมูนร่วมลงทุน” (venture communism) เป็นแนวทางในการจัดระเบียบฐานทางวัตถุของชีวิต รวมถึงวัตถุเพื่อชุมชนผู้ผลิตแบบเพียร์ทูเพียร์
Apolitical
ภายใต้ระบบทุนนิยมผูกขาด การทำให้สิ่งต่างๆ แย่ลงมักสร้างกำไรได้มากกว่าการทำให้มันดีขึ้น
Apolitical
นักวิชาการจำนวนมากจากสถาบันในโลกตะวันตกสร้างเส้นทางอาชีพของตนโดยมุ่งศึกษาเขตภูมิภาคโลกที่สาม เช่น เมียนมา พร้อมใช้วาทกรรมเรื่อง “การปลดแอกจากอาณานิคม” (decolonization) เพื่อกลบเกลื่อนสิ่งที่แท้จริงแล้วเป็นการสืบต่อทั้งวาทกรรมผู้กอบกู้ผิวขาว (white savior narrative) และวาระของลัทธิล่าอาณานิคม นักว
Apolitical
นี่คือจุดจบของระบบทุนนิยม ไม่ใช่ด้วยเสียงปะทุจากการปฏิวัติ แต่ด้วยเสียงครวญแห่งวิวัฒนาการ ทุนนิยมค่อยๆ ย่องเข้ามาแทนที่ระบบศักดินา จนกระทั่งวันหนึ่งความสัมพันธ์ของมนุษย์จำนวนมากก็ดำเนินไปตามกลไกตลาด แล้วระบบศักดินาก็พลันหายสาบสูญไป ทุกวันนี้ทุนนิยมกำลังเผชิญชะตากรรมเดียวกัน มันกำลังถูกรุกไล่โดยระ
Apolitical
ผู้สนับสนุนรายได้พื้นฐาน (Basic Income) ยกเหตุผลมากมายเพื่อชี้ให้เห็นถึงประโยชน์ของมัน แต่ผมไม่คิดมาก่อนเลยว่า คนอย่างจอห์น สตอสเซล จะเป็นคนที่ให้เหตุผลที่มีน้ำหนักที่สุด (“Universal Bas
Apolitical
คุณจะได้อะไร คำตอบคือ “เขตเสรีพิเศษขนาดย่อมๆ” (Special Little Freedom Zones)
Apolitical
การวิพากษ์แนวคิดเลิกโต (degrowth) โดยฝ่ายซ้าย “อีโคโมเดิร์นนิสต์” และเร่งสภาพการณ์นิยมอย่างลีห์ ฟิลิปส์ (อ่านคำวิจารณ์ของผมได้ที่นี่) และอิสรเสรีนิยมฝ่ายขวาอย่างสตีเฟน กรีนฮัท คล้ายคลึงกันเป็นอย่างมาก ทั้งคู่ต่างแสดงความเกียจคร้านเชิงแนวคิดในระดับสูง ค
Apolitical
ขบวนการเลิกโต (degrowth) ให้ความสำคัญมากกว่ากับการเติบโตในฐานะกระบวนการนำทรัพยากรทางวัตถุมาใช้งาน หรือ “กระบวนการเผาผลาญพลังงานทางสังคม”