Skip to main content

ทุกวันนี้เวลาพูดคำว่า “อิสรเสรีนิยม” (libertarian) คนมักจะนึกถึงอีลอน มัสก์, ปีเตอร์ ทีล และเทคโบรทั้งหลายที่พยายามอ้างตัวว่าเป็นอิสรเสรีนิยม อิสรเสรีนิยมมีชื่อเสียมากกว่าชื่อเสียงจากการที่คนเหล่านี้สนับสนุนโดนัลด์ ทรัมป์ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งจากการที่อีลอน มัสก์ ทำเสมือนว่าตัวเองเป็นประธานาธิบดีโดยพฤตินัย ที่น่าเศร้าก็คือ ไม่มีใครเลยสักคนในนี้ที่เป็นอิสรเสรีนิยมจริงๆ

ชาวอิสรเสรีนิยมเชื่อในเสรีภาพในการพูด เสรีภาพในการรวมตัวกัน สิทธิ์ในทรัพย์สิน ความเท่าเทียมกันต่อหน้ากฎหมาย การไม่ใช้ความรุนแรง (เว้นแต่เพื่อปกป้องตัวเอง) เสรีภาพในการประกอบกิจการและเสรีภาพในการค้าขาย คุณอาจจะเห็นด้วยกับหลักการพวกนี้อยู่แล้วต่อให้ไม่ได้เรียกตัวเองว่าอิสรเสรีนิยม ตรงกันข้าม เทคโบรทั้งหลายไม่ได้เชื่อในหลักการเหล่านี้ พวกเขาเป็นเผด็จการหัวรุนแรงที่แค่ทำทีเหมือนว่ารักเสรีภาพ

เริ่มจากคนที่น่ารังเกียจที่สุดในกลุ่มนี้ อีลอน มัสก์ เห็นกันอยู่ตำตามานานก่อนที่เขาจะทำท่าวันทยหัตถ์แบบนาซี ว่ามัสก์แค่คอสเพลย์เป็นอิสรเสรีนิยม มักส์อ้างว่าตัวเองเป็น “ผู้ที่เชื่อในเสรีภาพในการพูดอย่างถึงที่สุด” แต่จุดยืนของเขากลับจำกัดอยู่เพียง[เสรีภาพในการพูดของ]กลุ่มเหยียดผิว พวกต่อต้านชาวยิว และพวกหัวรุนแรงฝ่ายขวา เขายินดีที่จะเซ็นเซอร์โพสต์ในทวิตเตอร์ตามคำร้องขอของรัฐบาลเผด็จการในตุรกี อินเดีย และประเทศอื่นๆ เขาระงับบัญชีนักข่าวที่รายงานข่าวที่เขาไม่ชอบ และลบ Community Notes ที่แฉว่าเขาพูดโกหก ในจีน บริษัทของมัสก์ฟ้องนักข่าวและลูกค้าในข้อหา “หมิ่นประมาท” เมื่อพวกเขาวิจารณ์คุณภาพของรถยนต์ที่ไม่ได้มาตรฐาน และเมื่อผู้ใช้ Reddit คนหนึ่งโพสต์เปิดเผยตัวลูกน้องสาย DOGE ของเขา มัสก์ถึงกับขอให้ซีอีโอของ Reddit ลบกระทู้นั้นด้วยตนเอง

มัสก์ยังไม่เชื่อในเสรีภาพในการรวมตัวกัน เมื่อผู้ลงโฆษณาพากันหนีออกจาก Twitter เพราะไม่ต้องการให้โฆษณาของตนไปอยู่ข้างโพสต์แนวนาซี มัสก์กลับฟ้องพวกเขาเพื่อบังคับให้กลับมาใช้แพลตฟอร์มของตัวเอง เขายังขู่จะฟ้องลูกค้าที่ซื้อ Cybertruck แล้วพยายามนำไปขายต่อ ซึ่งถือเป็นการละเมิดสิทธิ์ในทรัพย์สินอันเป็นหลักการสำคัญของอิสรเสรีนิยมอย่างโจ่งแจ้ง

อันที่จริง ทรัพย์สินมหาศาลของมัสก์สร้างขึ้นจากสัญญาและเงินอุดหนุนจากรัฐบาล เขายังเดินหน้าจัดหาสิ่งเหล่านี้ให้กับตัวเองมากขึ้นกว่าเดิมนับตั้งแต่รัฐบาลที่ชอบสร้างศัตรูของเขาขึ้นมามีอำนาจ ในตลาดเสรี มัสก์น่าจะล้มละลายไปแล้วเพราะมีคนไม่กี่คนที่อยากซื้อของที่เขาขาย

มัสก์ยังไม่เชื่อเรื่องความเท่าเทียม ทันทีที่เข้ารับตำแหน่ง เขาก็เดินหน้าลบข้อมูลเกี่ยวกับความสำเร็จของผู้หญิงและคนผิวสีออกจากเว็บไซต์ของรัฐบาล โดยเรียกสิ่งเหล่านั้นว่าโฆษณาชวนเชื่อของ “DEI” [ความหลากหลาย ความเสมอภาค และการมีส่วนร่วม] ซึ่งเป็นเพียงวิธีชี้เป้าล่อพวกหัวรุนแรงฝ่ายขวา อิสรเสรีนิยมทุกแขนง ไม่ว่าจะฝ่ายซ้าย ฝ่ายขวา สายกลาง หรือไม่เติมคำพ่วงท้าย ต่างเห็นพ้องต้องกันว่าการเหยียดเชื้อชาติขัดกับหลักการของอิสรเสรีนิยม

ปีเตอร์ ทีล หนึ่งในสมาชิกของเพย์พาลมาเฟีย (Paypal mafia) เป็นอิสรเสรีนิยมจอมปลอมอีกคนหนึ่ง ทีลลงทุนในบริษัทที่พึ่งพาสัญญาจากรัฐบาลเป็นหลัก หรือบางกรณีแทบจะพึ่งพาแต่รัฐเพียงอย่างเดียวด้วย ตัวอย่างที่อื้อฉาวที่สุดได้แก่ Palantir บริษัทที่ช่วยหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายและหน่วยข่าวกรองสอดส่องประชาชนเป็นวงกว้าง, Anduril บริษัทผลิตอาวุธอัตโนมัติ และ SpaceX ของมัสก์เอง อเล็กซ์ คาร์ป ซีอีโอของ Palantir ถึงกับเฉลิมฉลองการเนรเทศหมู่ของรัฐบาลทรัมป์ เพราะทำให้เขาได้สัญญาจากรัฐบาลมากยิ่งขึ้น คาร์ปประกาศว่า “Palantir มาที่นี่เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลง และเพื่อข่มขวัญศัตรูของเราเมื่อจำเป็น และเพื่อฆ่าพวกนั้นในบางโอกาส”

ในปี 2013 ทีลออกเงินทุนจำนวน 10 ล้านดอลลาร์ให้กับคดีความของนักมวยปล้ำ ฮัลก์ โฮแกน ที่ฟ้องร้อง Gawker จนเป็นเหตุให้สื่อเจ้านั้นล้มละลาย ว่ากันว่าสาเหตุที่แท้จริงคือการที่ Gawker เคยเปิดเผยว่าทีลเป็นเกย์ในปี 2007 แต่สิ่งที่เขาโกรธยิ่งกว่าคือการที่เว็บไซต์นี้รายงานข่าวในแง่ลบเกี่ยวกับบริษัทและกิจกรรมทางการเมืองของตน (ทีลสนับสนุนกลุ่มต่อต้านผู้อพยพและกลุ่มปฏิเสธภาวะโลกร้อน) ล่าสุดในปี 2023 เขาเขียนคำนิยมให้กับหนังสือ The Origins of Woke ของริชาร์ด ฮานาเนีย โดยกล่าวว่า “DEI จะไม่มีวัน ‘d-i-e’ [ตาย] ด้วยคำพูดเพียงอย่างเดียว ฮานาเนียแสดงให้เห็นว่าเราจำเป็นต้องใช้การกระทำความรุนแรงของรัฐในการขับไล่ปีศาจแห่งความหลากหลาย” ทีลยังเป็นเหตุผลหลักให้เจดี แวนซ์ ชายที่น่ารังเกียจเป็นอย่างยิ่ง ก้าวขึ้นมาเป็นรองประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา

คนต่อไปคือนักร่วมลงทุนชื่อฉาวโฉ่อย่างมาร์ค แอนดรีสเซน ในบทความเรื่อง Techno-Optimist Manifesto แอนดรีสเซนยกย่องคุณงามความดีของตลาดเสรีและวิธีที่มันสร้างความมั่งคั่ง แต่เมื่อถึงเวลานำหลักการเหล่านั้นไปใช้จริง แอนดรีสเซนกลับกลายเป็นคนหน้าไหว้หลังหลอก แม้เขาจะอ้างว่าสนับสนุนการเพิ่มจำนวนที่อยู่อาศัย แต่ถึงเวลาจริงกลับต่อต้านการก่อสร้างอพาร์ตเมนต์แบบหลายครอบครัวในเมืองมหาเศรษฐีของตัวเองอย่างเอเธอร์ตันในแคลิฟอร์เนีย เขายังอ้างว่าสนับสนุนเสรีภาพในการพูด แต่กลับแสดงความเห็นว่า ผู้ลงโฆษณาที่แบนเว็บไซต์แนวนาซีของอีลอนควรถูกดำเนินคดีในข้อหา “สมคบกันจำกัดการค้า”

เช่นเดียวกับทีล แอนดรีสเซนลงทุนใน SpaceX, Anduril และบริษัทอื่นๆ ที่พึ่งพิงสัญญาจากรัฐบาล บริษัทของเขาลงทุนมหาศาลในคริปโตเคอร์เรนซี จึงไม่น่าแปลกใจที่เขาจะสนับสนุนโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้ประกาศแผนคลังคริปโต “เชิงยุทธศาสตร์” โดยที่ “ยุทธศาสตร์” ในที่นี้ก็คือให้รัฐบาลซื้อและถือครอง Bitcoin และสินทรัพย์ดิจิทัลอื่นๆ เพื่อดันราคาขึ้นเท่านั้น

“อิสรเสรีนิยม” จอมปลอมคนสุดท้ายของเราในวันนี้คือ บาลาจี ศรีนิวาสัน อดีตหุ้นส่วนในบริษัทร่วมลงทุนของแอนดรีสเซน บาลาจีพูดจาภาษาอิสรเสรีนิยมเฉพาะเวลาตัวเองได้ประโยชน์ แต่เมื่อขุดลงลึกไปก็จะพบว่าเขาคือฟาสซิสต์ดีๆ นี่เอง กิล ดูราน จาก The New Republic เขียนบทความอธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับแผนของบาลาจีที่จะกำจัด “ชาวสีน้ำเงิน” หรือคนที่ไม่ใช่ฝ่ายขวาจัดออกจากซานฟรานซิสโก เขาต้องการสร้างเผ่าพันธุ์ของ “กลุ่มสีเทา” (ซึ่งหมายถึงบรรดาเทคโบร) ที่จะครอบงำการเมืองในเมือง โดยร่วมมือกับพรรครีพับลิกันและติดสินบนตำรวจ ในเมืองฟาสซิสต์ของเขานั้น “ชาวสีน้ำเงิน” จะไม่มีที่ยืน นอกจากนี้ เขายังส่งอีเมลถึงเคอร์ติส ยาร์วิน ฝ่ายขวาจัดปฏิกิริยา แนะนำให้แฉตัวตนที่แท้จริงของนักข่าวที่รายงานข่าวที่ทั้งคู่ไม่พอใจ

บาลาจียังลงทุนใน Próspera เมืองกฎหมายพิเศษในฮอนดูรัส ซึ่งถูกโฆษณาว่าเป็น “เมืองอิสรเสรีนิยม” แต่แท้จริงกลับไม่มีอะไรที่อิสรเสรีนิยมเลย เอียน แมคดูกอลล์ และอิซาเบล ซิมป์สัน เขียนไว้ว่าผู้พัฒนาโครงการให้สัญญาเท็จกับชาวบ้าน แทรกแซงการเลือกตั้งในชุมชน และตั้งจุดตรวจเพื่อให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยส่วนตัวของพวกเขาคอยตรวจเอกสารของคนที่ผ่านไปมา ทั้งหมดนี้คือฟาสซิสต์ล้วนๆ และไม่มีทางที่อิสรเสรีนิยมที่มีหลักการจริงๆ คนใดจะสนับสนุนเรื่องไร้สาระพรรค์นี้

หากคุณอ่านงานของนักเขียนอิสรเสรีนิยมคลาสสิก เช่น เฟรเดอริก บาสเตีย, ฟรีดริช ฮาเย็ก, โรเดอริก ลอง และคนอื่นๆ คุณจะเห็นความตั้งใจจริงต่อหลักการที่กล่าวถึงในตอนต้น พวกเขายังเชื่อร่วมกันว่าสังคมเสรี (free society) จะช่วยเหลือคนยากไร้และคนที่อ่อนแอที่สุดของเราได้ กลับกัน พวกเทคโบรพยายามตั้งหน้าตั้งตานำคำว่า “อิสรเสรีนิยม” มาใช้เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว แต่ในใจลึกๆ พวกเขากลับขี้ขลาดเกินกว่าจะยอมรับว่าจริงๆ ตัวเองเป็นเพียงฟาสซิสต์

แปลจาก Pseudo-Libertarian Tech Bros | C4SS | เผยแพร่ครั้งแรกใน https://c4ss.org/content/60513

บล็อกของ Apolitical

Apolitical
ผมใส่ Red Moon ของคิม สแตนลีย์ โรบินสัน (Kim Stanley Robinson) ไว้ในรายการ “อยากอ่าน” (to-read) บน Goodreads มานานแล้ว หลักๆ เป็นเพราะผมเป็นแฟนผลงานอื่นๆ ของเขาและชื่อเรื่องก็ฟังแล้วน่าสนใจมากๆ ด้วย เสียดายที่ผมดันผัดผ่อนไปเรื่อยไม่ได้อ่านจริงๆ สักทีเพราะคำโปรยใน Goodreads แทบไม่บอกเลยว่
Apolitical
อเมริกาฝึกฝนการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์จนชำนาญก่อนที่นาซีจะถือกำเนิดเสียอีก การกำจัดทรัมป์ไม่อาจแก้ปัญหาใดๆ ได้ หากรัฐยังดำรงอยู่ดังเดิม
Apolitical
ทางออกเดียวคือการกระจายอำนาจลงไป และมอบอำนาจบริหารจัดการให้ผู้ที่มีส่วนร่วมผลิตสินค้าหรือบริการจริงๆ หรือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการตัดสินใจนั้นโดยตรง
Apolitical
การพูดว่า “อเมริกาและทุนนิยมเป็นฟาสซิสต์มาตลอด” ทำให้เราสูญเสียความสามารถในการกล่าวถึงความเป็นจริงอย่างมีความหมายและความสามารในการลงมือเปลี่ยนแปลงมัน
Apolitical
“คอมมูนร่วมลงทุน” (venture communism) เป็นแนวทางในการจัดระเบียบฐานทางวัตถุของชีวิต รวมถึงวัตถุเพื่อชุมชนผู้ผลิตแบบเพียร์ทูเพียร์
Apolitical
ภายใต้ระบบทุนนิยมผูกขาด การทำให้สิ่งต่างๆ แย่ลงมักสร้างกำไรได้มากกว่าการทำให้มันดีขึ้น
Apolitical
นักวิชาการจำนวนมากจากสถาบันในโลกตะวันตกสร้างเส้นทางอาชีพของตนโดยมุ่งศึกษาเขตภูมิภาคโลกที่สาม เช่น เมียนมา พร้อมใช้วาทกรรมเรื่อง “การปลดแอกจากอาณานิคม” (decolonization) เพื่อกลบเกลื่อนสิ่งที่แท้จริงแล้วเป็นการสืบต่อทั้งวาทกรรมผู้กอบกู้ผิวขาว (white savior narrative) และวาระของลัทธิล่าอาณานิคม นักว
Apolitical
นี่คือจุดจบของระบบทุนนิยม ไม่ใช่ด้วยเสียงปะทุจากการปฏิวัติ แต่ด้วยเสียงครวญแห่งวิวัฒนาการ ทุนนิยมค่อยๆ ย่องเข้ามาแทนที่ระบบศักดินา จนกระทั่งวันหนึ่งความสัมพันธ์ของมนุษย์จำนวนมากก็ดำเนินไปตามกลไกตลาด แล้วระบบศักดินาก็พลันหายสาบสูญไป ทุกวันนี้ทุนนิยมกำลังเผชิญชะตากรรมเดียวกัน มันกำลังถูกรุกไล่โดยระ
Apolitical
ผู้สนับสนุนรายได้พื้นฐาน (Basic Income) ยกเหตุผลมากมายเพื่อชี้ให้เห็นถึงประโยชน์ของมัน แต่ผมไม่คิดมาก่อนเลยว่า คนอย่างจอห์น สตอสเซล จะเป็นคนที่ให้เหตุผลที่มีน้ำหนักที่สุด (“Universal Bas
Apolitical
คุณจะได้อะไร คำตอบคือ “เขตเสรีพิเศษขนาดย่อมๆ” (Special Little Freedom Zones)
Apolitical
การวิพากษ์แนวคิดเลิกโต (degrowth) โดยฝ่ายซ้าย “อีโคโมเดิร์นนิสต์” และเร่งสภาพการณ์นิยมอย่างลีห์ ฟิลิปส์ (อ่านคำวิจารณ์ของผมได้ที่นี่) และอิสรเสรีนิยมฝ่ายขวาอย่างสตีเฟน กรีนฮัท คล้ายคลึงกันเป็นอย่างมาก ทั้งคู่ต่างแสดงความเกียจคร้านเชิงแนวคิดในระดับสูง ค
Apolitical
ขบวนการเลิกโต (degrowth) ให้ความสำคัญมากกว่ากับการเติบโตในฐานะกระบวนการนำทรัพยากรทางวัตถุมาใช้งาน หรือ “กระบวนการเผาผลาญพลังงานทางสังคม”