Skip to main content

คุณจะได้อะไร คำตอบคือ “เขตเสรีพิเศษขนาดย่อมๆ” (Special Little Freedom Zones)

นี่คือคำที่ลิซ โวล์ฟ จากนิตยสาร Reason ใช้เรียก “เมืองเฉพาะกิจ” (charter cities) หรือที่รู้จักกันอย่างเป็นทางการในชื่อ ZEDEs (เขตเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจและการจ้างงาน – Zones for Economic Development and Employment) ซึ่งถูกศาลฎีกาฮอนดูรัสตัดสินให้เป็นสิ่งผิดกฎหมายเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา (“No More Special Little Freedom Zones,” September 25) คำตัดสินดังกล่าวสั่งห้ามไม่ให้จัดตั้ง ZEDEs ขึ้นมาอีก ส่วนผลกระทบต่อ ZEDEs ที่มีอยู่เดิม เช่น Próspera, Ciudad Morazán และ Zede Orquidea ยังไม่ชัดเจนนัก

โวล์ฟอธิบายว่า เมืองเฉพาะกิจเหล่านี้คือ “เขตเศรษฐกิจพิเศษที่ยังอยู่ภายใต้กฎหมายอาญา แต่สามารถออกกฎหมายแพ่งของตนเองได้” และย้ำว่า “พวกเขาสามารถกำหนดกฎหมายและระเบียบของตนเองได้ โดยมักเลือกสร้างสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรต่อธุรกิจมากกว่า และมีภาษีที่ต่ำกว่า”

นิตยสาร Reason โดยเฉพาะไบรอัน โดเฮอร์ตี้ ซึ่งทำงานให้ Reason ยกย่อง “เขตเสรีพิเศษขนาดย่อมๆ” เหล่านี้มาตั้งแต่สมัยที่รัฐบาลฝ่ายขวา[ของฮอนดูรัส]ยึดอำนาจในปี 2009 โดเฮอร์ตี้อ้างอิงบทความของไบรอัน แคปแลน ที่เขียนให้กับมูลนิธิบิลล์และเมลินดา เกตส์ ว่า

“เมืองเฉพาะกิจเริ่มต้นจากที่ดินเปล่าๆ” เขาบอก “มันจะเติบโตได้ก็ต่อเมื่อมีแรงงานและนักลงทุนย้ายเข้ามาโดยสมัครใจ หากไม่มีใครเลือกย้ายเข้ามา พวกเขาก็ไม่ได้เสียอะไรมากไปตอนที่ยังไม่มีเมืองเฉพาะกิจ”

แต่เราควรพิจารณาสิ่งที่เรียกว่า “ที่ดินเปล่า” นั้นให้ดีๆ ลอเรน คาราซิก เขียนไว้ใน Foreign Policy ว่า  ฮอนดูรัสมีลักษณะเด่นเหมือนประเทศโลกที่สามทั้งหลาย นั่นคือการถือครองที่ดินมักเป็นแบบไม่ปกติหรือไม่เป็นทางการ กล่าวคือไม่มีการขึ้นทะเบียนทางกฎหมายหรือไม่ได้รับการรับรองโดยรัฐบาลกลาง

ออร์ติซกล่าวว่า เขาอาศัยอยู่บนที่ดินในชุมชนปลายา บลังกา (Playa Blanca) บนเกาะซาคาเต กรานเด (Zacate Grande) นอกชายฝั่งตะวันตกของฮอนดูรัสมานานหลายสิบปี ปัญหาคือเขาไม่มีเอกสารสิทธิในที่ดิน จึงไม่สามารถเรียกร้องสิทธิใดๆ ได้ สถานการณ์นี้เป็นเรื่องปกติ ตามรายงานของ USAID ในปี 2011 ประมาณร้อยละ 80 ของที่ดินเอกชนในประเทศนี้ไม่มีเอกสารสิทธิ หรือมีเอกสารสิทธิไม่ถูกต้อง

นักเขียนอย่างแอร์นันโด เดอ โซโต โต้แย้งว่า การขาดเอกสารสิทธิที่ถูกต้องตามกฎหมาย ตลอดจนการขาดความแน่นอนและคาดการณ์ได้ หรือขาดความสามารถในการคุ้มครองสิทธิ์ทางกฎหมายและการทำสัญญาซึ่งเป็นปัญหาติดพันกันมา คือสาเหตุสำคัญของความล้าหลังที่เป็นอยู่ เดอ โซโตมองว่าการทำให้ที่ดินที่ไม่มีเอกสารสิทธิกลายเป็นที่ดินที่มีเอกสารสิทธิถูกต้อง เป็นก้าวสำคัญสู่ความเจริญ

แต่ปีศาจซ่อนอยู่ในรายละเอียด การทำให้การถือครองที่ดินแบบจารีตประเพณีหรือแบบไม่เป็นทางการ กลายเป็นการถือครองที่ดินอย่างถูกต้องตามกฎหมายทำได้สองวิธี คือจากล่างขึ้นบน และจากบนลงล่าง ยกตัวอย่างเช่น การ “ปฏิรูปที่ดิน” ในอังกฤษศตวรรษที่ 17 หลังการฟื้นฟูราชวงศ์อังกฤษของพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 2 ในกรณีนี้ คริสโตเฟอร์ ฮิลล์ เสนอไว้ว่า รัฐสภาอังกฤษอาจทำให้การถือครองที่ดินถูกกฎหมายโดยเริ่มจากล่างขึ้นบนได้ ด้วยการยกเลิกระบบศักดินาฟิวดัล ค่าธรรมเนียม รวมถึงค่าเช่าต่างๆ แล้วรับรองเกษตรกรผู้ทำกินในที่ดินผืนนั้นให้เป็นเจ้าของที่ดินตามกฎหมาย หรืออาจทำในทางตรงกันข้าม คือจากบนลงล่าง ด้วยการยกเลิกภาระผูกพันทางศักดินาของชนชั้นเจ้าที่ดิน พร้อมทั้งยกเลิกสิทธิตามประเพณีของชาวนาผู้เช่า แล้วเปลี่ยนเจ้าที่ดินเหล่านั้นให้กลายเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์เหนือที่ดินโดยสมบูรณ์ (fee simple owners) ในความหมายแบบทุนนิยมสมัยใหม่ ซึ่งมีผลทำให้เกษตรกรผู้ทำกินกลายเป็นเพียงผู้เช่าที่ไม่มีสิทธิถาวรใดๆ ในที่ดินอีกต่อไป ไม่น่าแปลกใจที่รัฐสภาซึ่งถูกครอบงำโดยชนชั้นเจ้าที่ดินและขุนนางเจ้าของที่ดินเลือกแนวทางหลัง ดังที่คริสโตเฟอร์ ฮิลล์กล่าวไว้ “ระบบศักดินาถูกยกเลิกเฉพาะด้านบน ไม่ใช่ด้านล่าง”

ที่น่าสนใจก็คือ ประธานาธิบดีมานูเอล เซลายา ผู้นำฝ่ายซ้ายซึ่งถูกโค่นอำนาจลงในการรัฐประหารปี 2009 เคยดำเนินโครงการปฏิรูปที่ดินซึ่งมีเป้าหมายเพื่อรับรองสิทธิในที่ดินตามจารีตของชาวนาที่ทำกินบนที่ดินผืนนั้น โดยจะมอบเอกสารสิทธิทางกฎหมายให้พวกเขาอย่างเป็นทางการ แต่นั่นไม่ใช่รูปแบบการจัดระเบียบที่ดินที่ชนชั้นเจ้าที่ดินของฮอนดูรัส ซึ่งคิดเหมือนๆ กับเจ้าที่ดินอังกฤษศตวรรษที่ 17 ต้องการเลยแม้แต่น้อย

ประธานาธิบดีแอร์นานเดซ ซึ่งขึ้นสู่อำนาจจากการรัฐประหารโค่นล้มเซลายา อนุมัติโครงการจัดตั้งเมืองเฉพาะกิจ และเมื่อชาวนา ซึ่งครอบครองที่ดินที่เหล่าพ่อค้านักเสี่ยงโชคของ ZEDE ต้องการ กลับไม่มีเอกสารสิทธิทางกฎหมายอย่างเป็นทางการ ที่ดินเหล่านั้นจึงสามารถถูกนับว่าเป็น “ที่ดินเปล่าๆ” คาราซิกอธิบายต่อว่า

เกาะซาคาเต กรานเด ซึ่งมีชาวนาเพียงไม่กี่ครอบครัวเท่านั้นที่มีเอกสารสิทธิในที่ดิน เป็นตัวอย่างชัดเจนของกระบวนการดังกล่าว แม้ในกฎหมาย ZEDE จะระบุว่า ผู้อยู่อาศัยที่ถูกเวนคืนที่ดินควรได้รับค่าชดเชย แต่ความเป็นจริงคือ ครอบครัวส่วนใหญ่บนเกาะนี้ไม่มีเอกสารทางกฎหมายที่จำเป็นในการเรียกร้องค่าชดเชย และเมื่อขาดทั้งทรัพยากรทางกฎหมายและการเงิน ชาวนาในซาคาเต กรานเด จึงไม่สามารถโต้แย้งการถูกขับไล่โดยอาศัยหลักฐานการอยู่อาศัยระยะยาวของตนได้

ดังนั้น ระหว่างที่นักเสรีนิยมใหม่ผู้สนับสนุนเมืองเฉพาะกิจเหล่านี้ พากันตีโพยตีพายถึง “สถาบันที่อ่อนแอ” และความจำเป็นในการมี “นิติรัฐ” บรรดาผู้ผลักดันโครงการ ZEDEs กลับฉวยโอกาสใช้ประโยชน์จากสถาบันอันอ่อนแอในการปล้นชิงทรัพยากรร่วมดูแล (commons) เพื่อประโยชน์ของตนเองและพวกพ้อง

ซ้ำร้าย แม้ว่าพื้นที่ที่มีประชากรหนาแน่นจะได้รับอนุญาตให้จัดประชามติว่าจะรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของ ZEDE หรือไม่ แต่พื้นที่ที่มีประชากรเบาบาง เช่น หมู่บ้านชนบทที่อยู่ติดเขต ZEDE จะไม่ได้รับการคุ้มครองทางกฎหมายใดๆ จากการถูกผนวกรวมเข้าไปในเขตเหล่านั้นเลย

อีกแง่มุมหนึ่งของ ZEDEs ที่ดูไม่น่าไว้วางใจเลยก็คือ ในขณะที่โวล์ฟกล่าวว่าเมืองเฉพาะกิจสามารถสร้างกฎหมายแพ่งของ “พวกเขา” เองได้ คำว่า “พวกเขา” ที่ว่านี้ หมายถึงเฉพาะบรรดาบริษัทที่ตั้งอยู่ในเขตเฉพาะกิจ หรือก็คือบรรดา “นักลงทุน” ซึ่งมีสิทธิเลือกว่าตนจะอยู่ภายใต้ระบบกฎหมายแบบใด แม้ว่าคนส่วนใหญ่ที่อาศัยอยู่ภายใน “เมืองเฉพาะกิจ” เหล่านี้จะเป็นแรงงาน แต่ผู้ที่มีอำนาจทางการเมืองเพียงกลุ่มเดียวในการกำหนดกรอบกฎระเบียบและกฎหมายแพ่ง กลับเป็นเจ้าของกิจการ หรือก็คือเจ้าของทุน แต่เพียงฝ่ายเดียว

ดังนั้น เราจึงกำลังพูดกันถึง “ยูโทเปียแบบตลาดเสรี” ที่ได้รับอนุมัติโดยระบอบรัฐประหารฝ่ายขวา ซึ่งสร้างขึ้นบนที่ดินที่ขโมยมาจากชาวนา มี “สิทธิในทรัพย์สิน” ที่สร้างขึ้นจากการปล้นชิง และประชากรส่วนใหญ่ใช้ชีวิตภายใต้ระบบกฎหมายที่นายจ้างของพวกเขาเป็นผู้เดียวที่มีสิทธิส่งเสียง แน่นอนว่าสิ่งนี้อาจฟังดูเหมือนเป็น “เสรีภาพทางเศรษฐกิจ” สำหรับคนที่เชื่อในแนวคิดแบบฮอปเปี้ยน หรือคนที่มองว่าโลกใน Snow Crash คือโลกในฝัน แต่มันฟังดูเหมือนอย่างอื่นสำหรับพวกเราที่เหลือ

แปลจาก When You Cross Pinochet With a Cyberpunk Dystopia… | C4SS | เผยแพร่ครั้งแรกใน https://c4ss.org/content/60538

บล็อกของ Apolitical

Apolitical
ผมใส่ Red Moon ของคิม สแตนลีย์ โรบินสัน (Kim Stanley Robinson) ไว้ในรายการ “อยากอ่าน” (to-read) บน Goodreads มานานแล้ว หลักๆ เป็นเพราะผมเป็นแฟนผลงานอื่นๆ ของเขาและชื่อเรื่องก็ฟังแล้วน่าสนใจมากๆ ด้วย เสียดายที่ผมดันผัดผ่อนไปเรื่อยไม่ได้อ่านจริงๆ สักทีเพราะคำโปรยใน Goodreads แทบไม่บอกเลยว่
Apolitical
อเมริกาฝึกฝนการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์จนชำนาญก่อนที่นาซีจะถือกำเนิดเสียอีก การกำจัดทรัมป์ไม่อาจแก้ปัญหาใดๆ ได้ หากรัฐยังดำรงอยู่ดังเดิม
Apolitical
ทางออกเดียวคือการกระจายอำนาจลงไป และมอบอำนาจบริหารจัดการให้ผู้ที่มีส่วนร่วมผลิตสินค้าหรือบริการจริงๆ หรือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการตัดสินใจนั้นโดยตรง
Apolitical
การพูดว่า “อเมริกาและทุนนิยมเป็นฟาสซิสต์มาตลอด” ทำให้เราสูญเสียความสามารถในการกล่าวถึงความเป็นจริงอย่างมีความหมายและความสามารในการลงมือเปลี่ยนแปลงมัน
Apolitical
“คอมมูนร่วมลงทุน” (venture communism) เป็นแนวทางในการจัดระเบียบฐานทางวัตถุของชีวิต รวมถึงวัตถุเพื่อชุมชนผู้ผลิตแบบเพียร์ทูเพียร์
Apolitical
ภายใต้ระบบทุนนิยมผูกขาด การทำให้สิ่งต่างๆ แย่ลงมักสร้างกำไรได้มากกว่าการทำให้มันดีขึ้น
Apolitical
นักวิชาการจำนวนมากจากสถาบันในโลกตะวันตกสร้างเส้นทางอาชีพของตนโดยมุ่งศึกษาเขตภูมิภาคโลกที่สาม เช่น เมียนมา พร้อมใช้วาทกรรมเรื่อง “การปลดแอกจากอาณานิคม” (decolonization) เพื่อกลบเกลื่อนสิ่งที่แท้จริงแล้วเป็นการสืบต่อทั้งวาทกรรมผู้กอบกู้ผิวขาว (white savior narrative) และวาระของลัทธิล่าอาณานิคม นักว
Apolitical
นี่คือจุดจบของระบบทุนนิยม ไม่ใช่ด้วยเสียงปะทุจากการปฏิวัติ แต่ด้วยเสียงครวญแห่งวิวัฒนาการ ทุนนิยมค่อยๆ ย่องเข้ามาแทนที่ระบบศักดินา จนกระทั่งวันหนึ่งความสัมพันธ์ของมนุษย์จำนวนมากก็ดำเนินไปตามกลไกตลาด แล้วระบบศักดินาก็พลันหายสาบสูญไป ทุกวันนี้ทุนนิยมกำลังเผชิญชะตากรรมเดียวกัน มันกำลังถูกรุกไล่โดยระ
Apolitical
ผู้สนับสนุนรายได้พื้นฐาน (Basic Income) ยกเหตุผลมากมายเพื่อชี้ให้เห็นถึงประโยชน์ของมัน แต่ผมไม่คิดมาก่อนเลยว่า คนอย่างจอห์น สตอสเซล จะเป็นคนที่ให้เหตุผลที่มีน้ำหนักที่สุด (“Universal Bas
Apolitical
คุณจะได้อะไร คำตอบคือ “เขตเสรีพิเศษขนาดย่อมๆ” (Special Little Freedom Zones)
Apolitical
การวิพากษ์แนวคิดเลิกโต (degrowth) โดยฝ่ายซ้าย “อีโคโมเดิร์นนิสต์” และเร่งสภาพการณ์นิยมอย่างลีห์ ฟิลิปส์ (อ่านคำวิจารณ์ของผมได้ที่นี่) และอิสรเสรีนิยมฝ่ายขวาอย่างสตีเฟน กรีนฮัท คล้ายคลึงกันเป็นอย่างมาก ทั้งคู่ต่างแสดงความเกียจคร้านเชิงแนวคิดในระดับสูง ค
Apolitical
ขบวนการเลิกโต (degrowth) ให้ความสำคัญมากกว่ากับการเติบโตในฐานะกระบวนการนำทรัพยากรทางวัตถุมาใช้งาน หรือ “กระบวนการเผาผลาญพลังงานทางสังคม”