Skip to main content

วันนี้เป็นวันครบรอบหนึ่งร้อยปีของเมอร์เรย์ รอธบาร์ด (Murray Rothbard)

มีคนเขียนถึงมรดกของรอธบาร์ดต่ออิสรเสรีนิยมโดยทั่วไปไว้มากแล้ว แต่เขามีคุณูปการอย่างไรต่ออิสรเสรีนิยมฝ่ายซ้ายบ้าง

มรดกของรอธบาร์ด? ต่ออิสรเสรีนิยมฝ่ายซ้าย? นักอิสรเสรีนิยมฝ่ายซ้ายและนักรอธบาร์ดนิยมส่วนใหญ่คงจะผงะเมื่อเห็นคำถามนี้ รอธบาร์ดมักถูกมองว่าเป็นตัวร้ายหรือไม่ก็ฮีโร่ฝ่ายขวา ซึ่งหลายครั้งการจัดหมวดหมู่เช่นนี้ก็มีเหตุผลของมันอยู่ เพียงแต่เรื่องราวจริงๆ ซับซ้อนกว่านั้นมาก คนส่วนใหญ่มักมองข้ามแนวโน้มแบบฝ่ายซ้ายในความคิดของรอธบาร์ด ซึ่งเห็นได้ชัดที่สุดในช่วงที่เขาเข้าร่วมขบวนการซ้ายใหม่ช่วงสั้นๆ แต่ก็ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ช่วงเวลานั้นแต่อย่างใด ด้วยสปิริตของการตรวจสอบอุดมการณ์ของนักคิดตามขนบอิสรเสรีนิยมด้วยแว่นแบบอิสรเสรีนิยมฝ่ายซ้าย ผมจึงขอเสนอการตรวจสอบมรดกทางความคิดของรอธบาร์ดดังต่อไปนี้

ผมจะเริ่มต้นด้วยด้านที่คุ้นเคยกันมากกว่า นั่นคือมรดกแบบฝ่ายขวา รอธบาร์ด:

• มองว่าแนวคิดเสมอภาคนิยม (egalitarianism) คือการกบฏต่อธรรมชาติ (และเห็นว่าเราควรต่อต้านการกบฏดังกล่าว)

• มีส่วนบุกเบิกอนาธิปไตยสายทุนนิยมอย่างชัดเจนเป็นครั้งแรก

• มีทัศนคติเหยียดเชื้อชาติและสนับสนุน “วิทยาศาสตร์เชิงเชื้อชาติ” (racialist science)

• มีทัศนคติเหยียดเพศ และอธิบายว่าขบวนการสตรีนิยมเกิดจากผู้หญิงที่เกลียดชังผู้ชายหรือเกลียดชังตัวเอง

• มองข้ามประเด็นเรื่องการกีดกันรักต่างเพศ การเหยียดคนพิการ การเหยียดอายุ และ “วาทกรรมเหยื่อ” (victimologies) รูปแบบอื่นๆ

• เรียกร้องให้ปลดโซ่ตรวนตำรวจ บังคับขับไล่คนไร้บ้านออกจากท้องถนน และเผยแพร่ศีลธรรมคริสเตียนแบบอนุรักษนิยม แม้ตัวเองจะเป็นผู้ไม่เชื่อพระเจ้า

• สนับสนุนการใช้การทรมาน (โดยดูเหมือนจำกัดอยู่แค่เพื่อสกัดข้อมูลจากผู้ต้องสงสัยในคดีฆาตกรรม และให้ดำเนินคดีผู้ทรมานบุคคลที่ต่อมาพบว่าบริสุทธิ์อย่างเหมาะสม)

• แก้ต่างให้กับฝ่ายสมาพันธรัฐและนาซี

• สนับสนุนสตรอม เธอร์มอนด์ (Strom Thurmond) และแพต บูแคนัน (Pat Buchanan)

• ช่วยวางยุทธศาสตร์แบบพาลีโอ (paleo strategy) อันเป็นกระแสหนึ่งของการผสานอุดมการณ์ที่กลายมาเป็นส่วนสำคัญของขบวนการอิสรเสรีนิยม

ใช่ น่าเสียดายที่ทั้งหมดนี้เป็นความจริง แต่นั่นยังไม่ใช่ภาพทั้งหมดอยู่ดี เพราะรอธบาร์ดมีอีกด้านหนึ่งที่ไม่ควรถูกมองข้าม เขายัง:

• ปกป้องสิทธิแบบอิสรเสรีนิยมและหลักการไม่รุกรานบนฐานของความเสมอภาค (โดยมองว่านี่คือจริยธรรมเดียวที่สามารถเป็นสากลได้อย่างแท้จริงซึ่งผู้ที่เท่าเทียมกันทางศีลธรรมสามารถปฏิบัติได้)

• หยิบยืมแนวความคิดจำนวนมากจากนักสังคมนิยมตลาดเสรีอย่างเบนจามิน ทักเกอร์ (Benjamin Tucker) และไลแซนเดอร์ สปูนเนอร์ (Lysander Spooner)

• สนับสนุนการชดเชยแก่อดีตทาส (ต่างจากเสรีนิยมหลายคนที่เฉยเมยต่อความอยุติธรรมทางประวัติศาสตร์ รอธบาร์ดให้ความสำคัญกับการแก้ไขกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินที่ได้มาโดยมิชอบอย่างจริงจัง ถึงขนาดอุทิศสามบทใน Ethics of Liberty ให้กับประเด็นนี้ เจสัน ไบแอสชี้ให้เห็นประเด็นนี้)

• สนับสนุนให้คนทำงานยึดปัจจัยการผลิตบางส่วน (ในกรณีที่กรรมสิทธิ์ในนามของนายทุนอิงอยู่กับเงินอุดหนุนจากรัฐมากเกินไป)

• ต่อต้านลัทธิล่าอาณานิคมและถือว่ากรรมสิทธิ์ที่เกิดจากการล่าอาณานิคมนั้นไม่มีความชอบธรรม

• มองว่าธุรกิจขนาดใหญ่ส่วนมากใหญ่โตได้เพราะอุปสรรคกีดกันการแข่งขันแบบพาณิชย์นิยมยุคใหม่

• สนับสนุนขบวนการพลังคนดำและกลุ่มต่อสู้อย่างแบล็กแพนเธอร์สในการต่อกรกับตำรวจและกลุ่มเคเคเค (ดู Grant Babcock’s “Murray Rothbard on the Struggle for Black Dignity and Equality” และ Thomas J. Webb’s “Murray Rothbard’s Black Nationalism”)

• ยืนหยัดสนับสนุนสิทธิ์การทำแท้งอย่างไม่สั่นคลอน

• อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่และลูกว่าเป็นการต่อสู้ทางชนชั้นรูปแบบหนึ่ง และสนับสนุนสิทธิเด็ก (จนกระทั่งช่วงสองสามปีสุดท้ายของชีวิต ดู Charles Johnson’s “Rothbard against the Fugitive Child Act”)

• สนับสนุนการเปิดพรมแดนรับผู้อพยพอย่างเสรี (จนกระทั่งช่วงสองสามปีสุดท้ายของชีวิต)

• เป็นนักคิดเชิงวิภาษวิธี (มองเห็นความเชื่อมโยงระหว่างรัฐ เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมอย่างเป็นระบบ)

• วิจารณ์นิกสัน เรแกน แทตเชอร์ และปิโนเชต์อย่างรุนแรงในยุคที่อิสรเสรีนิยมจำนวนมากเลือกแก้ตัวให้ (หรือกระทั่งเชิดชู) บุคคลเหล่านั้น

• มองว่าอิสรเสรีนิยมและอนาธิปไตยควรถูกเข้าใจในฐานะอุดมการณ์ฝ่ายซ้ายที่ต่อต้านระบบรัฐนิยม ลัทธิทหารนิยม และลำดับชั้นต่อสูงของฝ่ายขวา (ซึ่งเป็นจุดยืนสำคัญที่สะท้อนอยู่ในกระแสฟื้นฟูอิสรเสรีนิยมฝ่ายซ้ายช่วงปลายทศวรรษ 2000 ถึงต้นทศวรรษ 2010 โดยเฉพาะใน Anthony Gregory’s “Carnage in the Middle of the Road” และ Roderick Long’s “Rothbard’s ‘Left and Right’: 40 Years Later”)

(บางประเด็นจัดหมวดหมู่ได้ยากกว่านั้น ในเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา รอธบาร์ดคัดค้านสิทธิบัตรแต่สนับสนุนลิขสิทธิ์ในรูปแบบที่ได้รับการปรับปรุงแล้ว ในเรื่องลัทธิคอมมิวนิสต์ เขาแก้ตัวให้เหมาและเช แต่ลัทธิคอมมิวนิสต์นั้นเข้าใจได้ดีที่สุดว่าเป็นอุดมการณ์ฝ่ายขวาที่ห่มคลุมด้วยภาษาฝ่ายซ้าย ในเรื่องยุทธศาสตร์การเมือง รอธบาร์ดดำเนินโครงการเปลี่ยนแปลงสังคมแบบเลนินนิสต์ซึ่งมีความเป็นซ้ายแค่เปลือกนอกเช่นเดียวกับการแก้ต่างให้ลัทธิคอมมิวนิสต์ ส่วนเรื่องการสนับสนุนให้การละเลยทอดทิ้งเด็กชอบด้วยกฎหมาย รอธบาร์ดผิดพลาดอย่างร้ายแรง ดู Roderick Long’s “Abortion, Abandonment, and Positive Rights” แต่ก็ไม่ใช่ความผิดพลาดที่จัดได้ชัดเจนว่าเป็นฝ่ายซ้ายหรือฝ่ายขวา)

ดังนั้นจึงปรากฏว่ามีรอธบาร์ดอยู่สองคน หรือมีสองกระแสในตัวรอธบาร์ด กระแสแรกเป็นอิสรเสรีนิยมฝ่ายซ้าย สนับสนุนแรงงาน ต่อต้านการเหยียดเชื้อชาติ ต่อต้านการเหยียดอายุ และยึดมั่นในความเสมอภาค ส่วนกระแสที่สองเป็นอิสรเสรีนิยมฝ่ายขวา เหยียดเชื้อชาติ เหยียดเพศ สนับสนุนตำรวจ และค้ำจุนลำดับชั้นอำนาจ แล้วกระแสใดคือรอธบาร์ด “ตัวจริง” คำตอบคือทั้งสองกระแส เพราะตัวตนของเขาคือผู้ที่พยายามผสานสองกระแสนี้เข้าด้วยกัน

คำถามที่ดีกว่าก็คือ กระแสใดสะท้อนหลักการพื้นฐานของเขาได้แม่นยำกว่ากัน ต่อประเด็นนี้ ผมเห็นว่าคำตอบคือกระแสอิสรเสรีนิยมฝ่ายซ้าย (ผมขยายความข้อโต้แย้งนี้ในความเรียงเรื่อง “Two Cheers for Rothbardianism”) ผมมองว่ากระแสอิสรเสรีนิยมฝ่ายขวาในความคิดของรอธบาร์ดนั้นส่วนใหญ่เป็นผลจากอคติส่วนตัวและการเล่นเกมการเมืองตามสถานการณ์มากกว่าจะเป็นหลักการที่เขายึดมั่น (อย่างไรก็ตาม มนุษย์เราซับซ้อนนัก และผมไม่ได้กำลังจะลดทอนรอธบาร์ดให้เหลือแค่แง่มุมเดียวหรือยกเว้นความผิดทางศีลธรรมให้เขาแต่อย่างใด) อคติและความปรารถนาที่จะเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการประชานิยมมวลชนของเขา มักเป็นสาเหตุให้เกิดข้อยกเว้นโดยเอาสะดวกเข้าว่า (convenient exception) หรือการนำหลักการพื้นฐานของตนไปใช้(ในทางที่ผิด)ได้อย่างแปลกประหลาด บางครั้งก็เอนเอียงไปทางฝ่ายซ้าย แต่ส่วนใหญ่แล้วมักจะเอนเอียงไปทางฝ่ายขวา

หากพิจารณาเพียงว่าจริยธรรมแบบปัจเจกนิยมสุดขั้ว ต่อต้านรัฐ ต่อต้านสงคราม เชิงวิภาษวิธี และเป็นอนาธิปไตยอิสรเสรีนิยมจะพัฒนาได้อย่างเป็นธรรมชาติที่สุดในทิศทางใด คำตอบคืออิสรเสรีนิยมฝ่ายซ้าย.

แปลจาก Murray Rothbard’s Left-Libertarian Legacy | C4SS | เผยแพร่ครั้งแรกใน https://c4ss.org/content/61106

บล็อกของ Apolitical

Apolitical
ผมเพิ่งอ่าน Content หนังสือรวมบทความและปาฐกถาล่าสุดของคอรี ด็อกเทอโรว์ ในนั้นมีข้อวิจารณ์ที่คมคายเกี่ยวกับโมเดลธุรกิจจัดการสิทธิ์ดิจิทัล (DRM) ซึ่งมีลักษณะมุ่งสร้างศัตรู เขาเขียนว่า DRM คือแนวคิดที่ว่า “ผู้ผลิตเครื่องเล่นแผ่นเสียงควรมีสิทธิ์กำหนดว่าคุณสามารถเล่นแผ่นเสียงของใครได้บ้าง และผู้ผลิตแผ
Apolitical
กว่าจะเป็นทุกวันนี้ความทรงจำหนึ่งที่ถาโถมเข้าหาผมและเป็นสิ่งที่คุ้นเคยกันดีในระบบนิเวศนี้ ก็คือการต้องคอยแพ็กและแบกหนังสือเดินทางไปทั่วโลกเพื่อไปร่วมงานอีเวนต์หนังสือศิลปะ ความทรงจำนี้เป็นตัวอย่างที่จับต้องได้ของเภทภัยอันเกิดจากการจัดจำหน่าย:
Apolitical
วัฒนธรรมของการจัดทำสิ่งพิมพ์อิสระและการจัดทำสิ่งพิมพ์ด้วยตนเอง (self-publishing) รูปแบบต่างๆ เติบโตขึ้นอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จนกลายเป็นอุตสาหกรรมที่มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจการพิมพ์ระดับโลก และพัฒนาการเหล่าได้เปลี่ยนภูมิทัศน์ของการจัดทำสิ่งพิมพ์ทางศิลปะในภา
Apolitical
“นี่คือหนังสือว่าด้วยอาณาจักรของโจรสลัดทั้งที่มีอยู่จริงและที่อยู่ในจินตนาการ” เกรเบอร์เปิดประโยคแรกของหนังสือที่น่าจะเป็นเล่มสุดท้ายของเขาไว้ “และมันยังว่าด้วยเวลาและสถานที่ที่ยากจะแยกแยะได้ว่าอะไรจริงอะไรเป็นเพียงจินตนาการ”
Apolitical
ผมใส่ Red Moon ของคิม สแตนลีย์ โรบินสัน (Kim Stanley Robinson) ไว้ในรายการ “อยากอ่าน” (to-read) บน Goodreads มานานแล้ว หลักๆ เป็นเพราะผมเป็นแฟนผลงานอื่นๆ ของเขาและชื่อเรื่องก็ฟังแล้วน่าสนใจมากๆ ด้วย เสียดายที่ผมดันผัดผ่อนไปเรื่อยไม่ได้อ่านจริงๆ สักทีเพราะคำโปรยใน Goodreads แทบไม่บอกเลยว่
Apolitical
อเมริกาฝึกฝนการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์จนชำนาญก่อนที่นาซีจะถือกำเนิดเสียอีก การกำจัดทรัมป์ไม่อาจแก้ปัญหาใดๆ ได้ หากรัฐยังดำรงอยู่ดังเดิม
Apolitical
ทางออกเดียวคือการกระจายอำนาจลงไป และมอบอำนาจบริหารจัดการให้ผู้ที่มีส่วนร่วมผลิตสินค้าหรือบริการจริงๆ หรือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการตัดสินใจนั้นโดยตรง
Apolitical
การพูดว่า “อเมริกาและทุนนิยมเป็นฟาสซิสต์มาตลอด” ทำให้เราสูญเสียความสามารถในการกล่าวถึงความเป็นจริงอย่างมีความหมายและความสามารในการลงมือเปลี่ยนแปลงมัน
Apolitical
“คอมมูนร่วมลงทุน” (venture communism) เป็นแนวทางในการจัดระเบียบฐานทางวัตถุของชีวิต รวมถึงวัตถุเพื่อชุมชนผู้ผลิตแบบเพียร์ทูเพียร์
Apolitical
ภายใต้ระบบทุนนิยมผูกขาด การทำให้สิ่งต่างๆ แย่ลงมักสร้างกำไรได้มากกว่าการทำให้มันดีขึ้น
Apolitical
นักวิชาการจำนวนมากจากสถาบันในโลกตะวันตกสร้างเส้นทางอาชีพของตนโดยมุ่งศึกษาเขตภูมิภาคโลกที่สาม เช่น เมียนมา พร้อมใช้วาทกรรมเรื่อง “การปลดแอกจากอาณานิคม” (decolonization) เพื่อกลบเกลื่อนสิ่งที่แท้จริงแล้วเป็นการสืบต่อทั้งวาทกรรมผู้กอบกู้ผิวขาว (white savior narrative) และวาระของลัทธิล่าอาณานิคม นักว
Apolitical
นี่คือจุดจบของระบบทุนนิยม ไม่ใช่ด้วยเสียงปะทุจากการปฏิวัติ แต่ด้วยเสียงครวญแห่งวิวัฒนาการ ทุนนิยมค่อยๆ ย่องเข้ามาแทนที่ระบบศักดินา จนกระทั่งวันหนึ่งความสัมพันธ์ของมนุษย์จำนวนมากก็ดำเนินไปตามกลไกตลาด แล้วระบบศักดินาก็พลันหายสาบสูญไป ทุกวันนี้ทุนนิยมกำลังเผชิญชะตากรรมเดียวกัน มันกำลังถูกรุกไล่โดยระ