Skip to main content

ในบทวิจารณ์หนังสือเรื่อง Offended Freedom: The Rise of Libertarian Authoritarianism ไบรอัน โดเฮอร์ตีจาก Reason สรุปว่าประเด็นของหนังสือเล่มนี้เกี่ยวข้องกับ “ผู้คนที่เดิมทีเคยเป็นฝ่ายซ้าย ซึ่ง ‘ครั้งหนึ่งเคยมุ่งมั่นที่จะปลอดปล่อยสังคมด้วยการเปลี่ยนแปลงระเบียบที่มีอยู่เดิม’ แต่ต่อมากลับหันมาเป็นปฏิปักษ์กับการเปิดรับชาวต่างชาติและโลกภายนอก อีกทั้งยังโกรธเคืองกับสิ่งที่ถูกนำเสนอในฐานะสิทธิอำนาจเชิงวิทยาศาสตร์ (scientific authority)”

เขาหักล้างว่า “อำนาจนิยมอิสรเสรีนิยม” เป็นคำที่ย้อนแย้งในตัวเอง และตั้งคำถามว่า “ไอ้ ‘อำนาจนิยมอิสรเสรีนิยม’ นี่มันคืออะไรกัน?

มาดูกันว่าผมจะช่วยไขข้อข้องใจนี้ได้ไหม

คนแรกที่ผมนึกถึงก็คือตัวโดเฮอร์ตีเอง ซึ่งคอยเฝ้าโฆษณาชวนเชื่อให้กับเมืองเฉพาะกิจ” (charter cities) ที่บรรษัทเป็นเจ้าของ ซึ่งสร้างขึ้นบนที่ดินเดิมของชาวนาที่ถูกระบอบรัฐประหารทางทหารยึดไป

นอกจากเขาแล้วก็ยังมีทั้งแวดวงของผู้ที่เรียกตนเองว่า “อิสรเสรีนิยม” ซึ่งมีลักษณะเด่นอยู่ตรงทัศนคติที่ “เป็นปฏิปักษ์กับการเปิดรับชาวต่างชาติและโลกภายนอก อีกทั้งยังโกรธเคืองกับสิ่งที่ถูกนำเสนอในฐานะสิทธิอำนาจเชิงวิทยาศาสตร์” คนที่แสดงความคิดเห็นใต้บทความของ Reason สักเก้าในสิบคนก็คือคนประเภทนี้

อีกคนที่นึกออกก็คือฮาเวียร์ มิเลย์ จากอาร์เจนตินา ซึ่งได้รับยกย่องอย่างกว้างขวางโดยบทความที่ตีพิมพ์ใน Reason ว่าเป็นชาว “อิสรเสรีนิยม” ซึ่งผมได้วิเคราะห์ถึงความเป็นอำนาจนิยมของเขาไว้เมื่อเร็วๆ นี้

อีกคนคือวอลเตอร์ บล็อก ผู้ซึ่งยืนยันอยู่เสมอตลอดเส้นทางอาชีพของตนว่า “ความเป็นทาสโดยสมัครใจ” (voluntary slavery) สอดคล้องกับหลักการแบบอิสรเสรีนิยม

นอกจากนั้นก็ยังมีขบวนการอิสรเสรีนิยมแบบดั้งเดิม (paleolibertarian) ไม่ได้เป็นเรื่องเกินเลยไปนักหากจะกล่าวว่าพวกเขาเติบโตกลายเป็นแผลเน่าหนองขนาดยักษ์โดยมีซากศพแห้งเหี่ยวของขบวนการอิสรเสรีนิยมในอดีตห้อยติดอยู่ด้วย ย้อนกลับไปในทศวรรษ 1990 เราจะพบกับเมอร์เรย์ รอธบาร์ด ครึ่งมนุษย์ครึ่งเทพแห่งวงการอิสรเสรีนิยมฝ่ายขวาและทุนนิยมอนาธิปไตย ผู้ซึ่งเคยกล่าวอะไรคล้ายๆ กับโดนัลด์ ทรัมป์ไว้ในช่วงที่เขาเชื่อในอิสรเสรีนิยมแบบดั้งเดิม

ทวงถนนคืนมา: ขยี้อาชญากรให้สิ้นซาก แน่นอนว่าผมไม่ได้หมายถึง “อาชญากรคอปกขาว” หรือ “ผู้ซื้อขายหลักทรัพย์โดยใช้ข้อมูลวงใน” แต่หมายถึงอาชญากรข้างถนนที่ใช้ความรุนแรง พวกโจรลักปล้นชิงทรัพย์ นักข่มขืน ฆาตกร ตำรวจต้องได้รับอนุญาตให้กระทำการโดยเสรีและได้รับอนุญาตให้ลงโทษได้ในทันที โดยแน่นอนว่าต้องอยู่ภายใต้ความรับผิด หากพวกเขากระทำผิดพลาด

ทวงถนนคืน: กำจัดพวกคนจรจัด ย้ำอีกครั้ง ตำรวจต้องได้รับอนุญาตให้กวาดล้างพวกคนจรจัดและคนพเนจรออกจากท้องถนนได้โดยเสรี คนพวกนี้จะไปอยู่ที่ไหนน่ะเหรอ ใครจะสนล่ะ ผมหวังว่าพวกเขาจะหายไปเลย กล่าวคือ ย้ายออกจากสถานะชนชั้นคนจรจัดที่ได้รับการเอาอกเอาใจและประคบประหงม ไปสู่สถานะสมาชิกผู้สร้างผลผลิตของสังคม

คล้ายกับรอธบาร์ดผู้ล่วงลับ ชุมชนอิสรเสรีนิยมแบบดั้งเดิมยังประกอบไปด้วยเบื้องหลังผู้ทรงอิทธิพลอย่างฮันส์-แฮร์มันน์ ฮอปเปอ, ลิว ร็อกเวลล์ และบรรดาผู้เกาะกระแสที่ LRC ตลอดจนกลุ่ม Mises Caucus ซึ่งเข้ายึด คณะกรรมการแห่งชาติพรรคอิสรเสรีนิยม (Libertarian National Committee) และองค์กรระดับรัฐของพรรคอีกหลายแห่งอย่างไม่เป็นมิตร รวมถึงพรรคอิสรเสรีนิยมแห่งมลรัฐนิวแฮมป์เชียร์ พรรคเดียวกับที่เคยโพสต์ไว้ในทวิตเตอร์ว่า “ใครก็ตามที่เฉลิมฉลองวันจูนทีนธ์ (Juneteenth) ควรถูกเนรเทศออกจากอเมริกา”

นอกจากการบริหารจัดการที่ผิดพลาดและไร้ความสามารถอย่างร้ายแรงแล้ว แองเจลา แม็กอาร์เดิล อดีตประธาน LNC ยังมีชื่อเสียงจากการต้อนรับผู้ปฏิเสธการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว (Holocaust deniers) ในฐานะ “เพื่อนผู้ร่วมแสวงหาความจริง” (fellow truth seekers) และจากการนำวลี 14 Words อันอื้อฉาวมาทวีตถึงด้วยสำนวนภาษาของเธอเอง ขณะที่โจชัว สมิธ ซึ่งเคยอยู่ในคณะกรรมการแห่งชาติของพรรคอิสรเสรีนิยมเช่นกันก็เคยเรียกร้องให้ยกเลิกบทแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับที่ 19

ฮอปเปอและสาวกเป็นพวกอำนาจนิยมทางสังคม (social authoritarians) สังคมในอุดมคติของคนพวกนี้คือระเบียบแบบศักดินาใหม่ซึ่งที่ดินจะถูกจัดสรรเป็นกรรมสิทธิ์เอกชน 100% แบบจำลองทางสังคมที่พวกเขามีในใจคือระบอบกษัตริย์ที่ฮอปเปอนิยมชมชอบและระบอบเทวาธิปไตยแบบคาลวินนิสต์ของแกรี นอร์ท (แม้ว่าพวกเขาส่วนใหญ่จะแสวงหาการสร้างสังคมอำนาจนิยมในอุดมคติของตนด้วยวิธีการที่อย่างน้อยยังคงให้ภาพว่าไม่ขัดต่อหลักการไม่รุกรานก็ตาม) พวกเขาปรารถนาสังคมแบบลำดับชั้นที่ครอบงำโดยเจ้าของที่ดิน ซึ่งทุกคนที่ไม่ใช่เจ้าของที่ดินย่อมเป็นได้เพียงผู้เช่าหรือแรงงานรับจ้าง และปฏิบัติต่อ “ความโน้มเอียงในการเลือกที่สัมพันธ์กับเวลา” (time preference) แนวคิดที่ตัวมันเองก็น่าสงสัยอยู่แล้วเป็นทุนเดิม เสมือนเป็นลักษณะนิสัยประจำตัว ด้วยภาษาที่เกือบจะกลายเป็นสุพันธุศาสตร์ (eugenic) หรือการเหยียดเชื้อชาติ ตัวอย่างเช่น

พวกเราใช้ชีวิตอยู่ในประเทศที่ผู้อยู่อาศัยจำนวนมากคือกลุ่มคนที่มีความโน้มเอียงในการเลือกที่สัมพันธ์กับเวลาสูง (High Time Preference Peoples) คนพวกนี้ไม่ใส่ใจแม้แต่น้อยกับความสะอาด คุณธรรม ความน่านับถือ จริยธรรม หรือความรับผิดชอบต่อเพื่อนร่วมชุมชน สิ่งเดียวที่พวกเขาสนใจคือ วันนี้ฉันจะได้อะไรมาเพื่อทำให้ตัวเองรู้สึกดีในทันทีบ้าง

ชาวอิสรเสรีนิยมแบบดั้งเดิมเป็นที่รู้จักกันดีจากการตีโพยตีพายเรื่อง “การเปิดพรมแดน” (open borders) อยู่เป็นนิจ ส่วนฮอปเปอ (ซึ่งในที่นี้ถูกนำเสนอคู่กับเฮลิคอปเตอร์ อันเป็นการพาดพิงเชิงเสียดสีถึงเผด็จการปิโนเชต์) ก็เคยเรียกร้องให้มีการ “กำจัด” ผู้ที่มีทัศนะและวัฒนธรรมไม่สอดคล้องกับสังคม “อิสรเสรีนิยม” (เอ่อ…) “ออกไปในทางกายภาพ” (physical removal) พรรคอิสรเสรีนิยมแห่งนิวแฮมป์เชียร์ซึ่งมีจุดยืนไปในทิศทางเดียวกันอย่างชัดเจน ก็เคยทวีตข้อความว่า “จงขับไล่พวกเสื่อมทรามออกไปหากต้องการธำรงรักษาไว้ซึ่งระเบียบสังคมแบบอิสรเสรีนิยม” ท้ายที่สุด พวกอิสรเสรีนิยมแบบดั้งเดิมยังมิได้จำกัดตนเองอยู่เพียงการวิพากษ์มาตรการล็อกดาวน์จากมุมมองเสรีภาพของพลเมือง หากแต่กระโจนเข้าสู่การส่งเสริมแนวคิดต่อต้านหน้ากากอนามัยและต่อต้านวัคซีนอย่างสุดลิ่มทิ่มประตูจนแทบไม่เหลือเค้าของเหตุผลอยู่เลย

เมื่อพิจารณาว่าแนวคิดเหล่านี้ได้ก้าวขึ้นมาครอบงำขบวนการอิสรเสรีนิยมสายดั้งเดิมโดยส่วนใหญ่ ข้อความต่อไปนี้ของโดเฮอร์ตีจึงฟังดูค่อนข้างกลวงเปล่าอยู่ไม่น้อย

พวกอำนาจนิยมที่ผู้เขียนศึกษา ซึ่งเป็นโกรธเป็นเกรี้ยวกับนโยบายเปิดกว้างต่อการย้ายถิ่น จึงไม่ใช่อิสรเสรีนิยมเลยแม้แต่น้อย…

ผู้เขียนทั้งสองได้ค้นพบปรากฏการณ์ที่น่าสนใจอย่างแท้จริง นั่นคือผู้คนที่เดิมทีเคยเป็นฝ่ายซ้าย ซึ่ง ‘ครั้งหนึ่งเคยมุ่งมั่นที่จะปลอดปล่อยสังคมด้วยการเปลี่ยนแปลงระเบียบที่มีอยู่เดิม’ แต่ต่อมากลับหันมาเป็นปฏิปักษ์กับการเปิดรับชาวต่างชาติและโลกภายนอก อีกทั้งยังโกรธเคืองกับสิ่งที่ถูกนำเสนอในฐานะสิทธิอำนาจเชิงวิทยาศาสตร์”

Reason เองทุ่มเททรัพยากรไปไม่น้อยเพื่อส่งเสริมเรื่องเล่าเกี่ยวกับสงครามวัฒนธรรมแบบฝ่ายขวา นอกจากร็อบบี้ โซฟ และนิค กิลเลสพี ที่พร่ำบ่นไม่รู้จบเกี่ยวกับ “วัฒนธรรมการแบน” (cancel culture) และ “ฝูงชนคนโว้ก” (woke mobs) ประเด็นหลักในงานเขียนของโซฟแทบทั้งหมดก็สะท้อนและก้องกังวานมาจากบึงโคลนแห่งความเพ้อคลั่งอันเน่าเหม็นของ Quillette, สตีเวน พิงเกอร์, บารี ไวส์ และบรรดาผู้คนในเครือข่ายที่เรียกตนเองว่าปัญญาชนเว็บมืด (Intellectual Dark Web)

จริงอยู่ที่คนจำนวนไม่น้อยในขบวนการอิสรเสรีนิยมยังคงไม่ระบุตนเองว่าอยู่ฝ่ายขวาทางวัฒนธรรมในความหมายของการยอมรับการเมืองของการต่อต้านการทำแท้งหรือการต่อต้านสิทธิของผู้มีความหลากหลายทางเพศ กระนั้น แม้แต่อิสรเสรีนิยมฝ่ายขวาทางเศรษฐกิจที่มีจุดยืน “เสรีในทางสังคม” (socially liberal) ส่วนมากก็ยังคงปกป้องสิ่งที่พวกเขาเรียกว่า “ลำดับชั้นทางสังคมตามธรรมชาติ” ในมิติทางเศรษฐกิจและกระทำเช่นนั้นมาอย่างต่อเนื่อง อย่างน้อยนับตั้งแต่วันที่เมอร์เรย์ รอธบาร์ดขับคาร์ล เฮสส์ออกจาก Libertarian Forum และเครือข่ายอิทธิพลของตระกูลโคช (Kochtopus) ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทัพอันยาวนานผ่านสถาบันต่างๆ ของขบวนการอิสรเสรีนิยม

แนวโน้มอันถาโถมของอิสรเสรีนิยมฝ่ายขวาที่ปรากฏไม่เพียงแต่ในบทความแสดงความคิดเห็นตามวารสารสำคัญๆ ของขบวนการฯ แต่ยังรวมถึงระบบนิเวศทั้งหมดของบล็อก ช่องแสดงความคิดเห็น กระดานสนทนา เมลลิสต์ และพอดแคสต์ทั้งเล็กใหญ่ของอิสรเสรีนิยมฝ่ายขวาตลอดระยะเวลากว่าหนึ่งชั่วอายุคนที่ผ่านมา คือเมื่อใดก็ตามที่เกิดข้อพิพาทระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง หรือระหว่างเจ้าของที่ดินกับผู้เช่า พวกเขามักตอบสนองโดยอัตโนมัติด้วยการเข้าข้างนายจ้างหรือเจ้าของที่ดิน แม้อิสรเสรีนิยมฝ่ายขวาจะมักกล่าวอย่างลอยๆ ว่าสิ่งที่ตนสนับสนุนคือตลาดเสรี มิใช่ภาคธุรกิจหรือคนร่ำรวย และมิใช่ระบบเศรษฐกิจที่ดำรงอยู่ในปัจจุบันตราบเท่าที่ระบบนั้นถูกบิดเบือนด้วยสิ่งที่พวกเขาเรียกว่า “ทุนนิยมพวกพ้อง” (crony capitalism) แต่ในทางปฏิบัติ จุดยืนตั้งต้นของพวกเขามักเข้าข่าย “อิสรเสรีนิยมครึ่งๆ กลวงๆ” (Vulgar Libertarianism) คือปกป้องคนรวยในฐานะ “ผู้สร้างงาน” มองว่ากำไรของภาคธุรกิจเป็นผลตอบแทนอันชอบธรรมจากการสร้างคุณค่า และถือเอาระบบทุนนิยมบรรษัทข้ามชาติในปัจจุบันว่าเป็นตัวแทนของ “ตลาดเสรี” ดังที่คูล แฮนด์ ลุคกล่าวไว้ “เจ้านายแก่ๆ ผู้น่าสงสารพวกนั้นคงต้องการความช่วยเหลือทุกอย่างเท่าที่จะหาได้”

โดยสรุป อำนาจนิยมอิสรเสรีนิยมในระดับหนึ่งจึงกินความครอบคลุมถึงอิสรเสรีนิยมฝ่ายขวาแทบทั้งหมดนั่นเอง ชัดนะไบรอัน.

แปลจาก “What’s a ‘Libertarian Authoritarian’?” | C4SS | เผยแพร่ครั้งแรกใน https://c4ss.org/content/61203

บล็อกของ Apolitical

Apolitical
ผมเพิ่งอ่าน Content หนังสือรวมบทความและปาฐกถาล่าสุดของคอรี ด็อกเทอโรว์ ในนั้นมีข้อวิจารณ์ที่คมคายเกี่ยวกับโมเดลธุรกิจจัดการสิทธิ์ดิจิทัล (DRM) ซึ่งมีลักษณะมุ่งสร้างศัตรู เขาเขียนว่า DRM คือแนวคิดที่ว่า “ผู้ผลิตเครื่องเล่นแผ่นเสียงควรมีสิทธิ์กำหนดว่าคุณสามารถเล่นแผ่นเสียงของใครได้บ้าง และผู้ผลิตแผ
Apolitical
กว่าจะเป็นทุกวันนี้ความทรงจำหนึ่งที่ถาโถมเข้าหาผมและเป็นสิ่งที่คุ้นเคยกันดีในระบบนิเวศนี้ ก็คือการต้องคอยแพ็กและแบกหนังสือเดินทางไปทั่วโลกเพื่อไปร่วมงานอีเวนต์หนังสือศิลปะ ความทรงจำนี้เป็นตัวอย่างที่จับต้องได้ของเภทภัยอันเกิดจากการจัดจำหน่าย:
Apolitical
วัฒนธรรมของการจัดทำสิ่งพิมพ์อิสระและการจัดทำสิ่งพิมพ์ด้วยตนเอง (self-publishing) รูปแบบต่างๆ เติบโตขึ้นอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จนกลายเป็นอุตสาหกรรมที่มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจการพิมพ์ระดับโลก และพัฒนาการเหล่าได้เปลี่ยนภูมิทัศน์ของการจัดทำสิ่งพิมพ์ทางศิลปะในภา
Apolitical
“นี่คือหนังสือว่าด้วยอาณาจักรของโจรสลัดทั้งที่มีอยู่จริงและที่อยู่ในจินตนาการ” เกรเบอร์เปิดประโยคแรกของหนังสือที่น่าจะเป็นเล่มสุดท้ายของเขาไว้ “และมันยังว่าด้วยเวลาและสถานที่ที่ยากจะแยกแยะได้ว่าอะไรจริงอะไรเป็นเพียงจินตนาการ”
Apolitical
ผมใส่ Red Moon ของคิม สแตนลีย์ โรบินสัน (Kim Stanley Robinson) ไว้ในรายการ “อยากอ่าน” (to-read) บน Goodreads มานานแล้ว หลักๆ เป็นเพราะผมเป็นแฟนผลงานอื่นๆ ของเขาและชื่อเรื่องก็ฟังแล้วน่าสนใจมากๆ ด้วย เสียดายที่ผมดันผัดผ่อนไปเรื่อยไม่ได้อ่านจริงๆ สักทีเพราะคำโปรยใน Goodreads แทบไม่บอกเลยว่
Apolitical
อเมริกาฝึกฝนการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์จนชำนาญก่อนที่นาซีจะถือกำเนิดเสียอีก การกำจัดทรัมป์ไม่อาจแก้ปัญหาใดๆ ได้ หากรัฐยังดำรงอยู่ดังเดิม
Apolitical
ทางออกเดียวคือการกระจายอำนาจลงไป และมอบอำนาจบริหารจัดการให้ผู้ที่มีส่วนร่วมผลิตสินค้าหรือบริการจริงๆ หรือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการตัดสินใจนั้นโดยตรง
Apolitical
การพูดว่า “อเมริกาและทุนนิยมเป็นฟาสซิสต์มาตลอด” ทำให้เราสูญเสียความสามารถในการกล่าวถึงความเป็นจริงอย่างมีความหมายและความสามารในการลงมือเปลี่ยนแปลงมัน
Apolitical
“คอมมูนร่วมลงทุน” (venture communism) เป็นแนวทางในการจัดระเบียบฐานทางวัตถุของชีวิต รวมถึงวัตถุเพื่อชุมชนผู้ผลิตแบบเพียร์ทูเพียร์
Apolitical
ภายใต้ระบบทุนนิยมผูกขาด การทำให้สิ่งต่างๆ แย่ลงมักสร้างกำไรได้มากกว่าการทำให้มันดีขึ้น
Apolitical
นักวิชาการจำนวนมากจากสถาบันในโลกตะวันตกสร้างเส้นทางอาชีพของตนโดยมุ่งศึกษาเขตภูมิภาคโลกที่สาม เช่น เมียนมา พร้อมใช้วาทกรรมเรื่อง “การปลดแอกจากอาณานิคม” (decolonization) เพื่อกลบเกลื่อนสิ่งที่แท้จริงแล้วเป็นการสืบต่อทั้งวาทกรรมผู้กอบกู้ผิวขาว (white savior narrative) และวาระของลัทธิล่าอาณานิคม นักว
Apolitical
นี่คือจุดจบของระบบทุนนิยม ไม่ใช่ด้วยเสียงปะทุจากการปฏิวัติ แต่ด้วยเสียงครวญแห่งวิวัฒนาการ ทุนนิยมค่อยๆ ย่องเข้ามาแทนที่ระบบศักดินา จนกระทั่งวันหนึ่งความสัมพันธ์ของมนุษย์จำนวนมากก็ดำเนินไปตามกลไกตลาด แล้วระบบศักดินาก็พลันหายสาบสูญไป ทุกวันนี้ทุนนิยมกำลังเผชิญชะตากรรมเดียวกัน มันกำลังถูกรุกไล่โดยระ