chonklumnoi's picture

<p>เป็นอีกนามปากกาหนึ่งของเขา- -นักเขียนรางวัลลูกโลกสีเขียว ในนาม "หญ้าน้ำ ทุ่งขุนหลวง" หรือ "สุวิชานนท์ รัตนภิมล" และอีกหลายนาม ผู้เป็นทั้ง กวี นักดนตรี นักเดินทาง และนักเขียนที่มีผลงานออกมาอย่างต่อเนื่องในห้วงขณะนี้ เขาเป็นหนุ่มใต้ที่เติบโตมากลางสวนยาง เป็นนักกรีดยาง</p> <p>ทว่าครั้นเติบโตเติบใหญ่ วิถีกลับพลิกผันให้เขาออกย่ำย่างท่องทางไกล จากใต้จรดเหนือ ไต่ตามขอบตะเข็บชายแดน เขาเรียนรู้วิถีของคนเล็กๆ ที่เผชิญชีวิตบนผืนแผ่นดินที่ร้องไห้ สัมผัสโลกที่ทุรนทุราย และเขาสัมผัสกับพรมแดนใจของคนเหล่านี้อย่างรู้รส รู้ลึกอย่างยิ่ง</p> <p>ทุกวัน เขายังใช้รูปแบบชีวิตที่เงียบง่าย แต่ไม่เคยหยุดนิ่งซ้ำๆ รอยเดิม เดินทาง เขียนหนังสือ เขียนเพลง ร้องเพลง เลี้ยงลูก บางห้วงเราอาจพบเห็นเขาพาตัวเองออกไปปลอบปลุกใจผู้คนที่กำลังเรียกร้องและโหยหาความหวัง ความงาม ความดี เสรีภาพ ภราดรภาพ และสันติสุข.</p>

บล็อกของ chonklumnoi

ตากอากาศบ้านเกิด (5) ปีก หน้ายาง ส้มเย็น ย่านนาง ยุง ..

อย่างหนึ่งต้องทำ  นั่นคือผมต้องไปสวนยาง เดินทางมากว่าหนึ่งพันกิโลเมตร  เดินต่อไปอีกสองสามกิโลเมตร  ไม่ใช่เรื่องยากเลย  พลันไปยืนอยู่ท่ามกลางต้นยาง  ความโปร่งโล่งก็ปรากฏ  จับจิตจับใจ  แน่นอนว่า ไม่ใช่ความรู้สึกของการงานคนกรีดยาง (ตัดยาง) แน่ๆ  เพราะธรรมชาติของการตัดยางนั้น  เป็นงานที่เหนื่อยหนักเอาการ (ออกอาการ) ทีเดียว

20080424 1

แต่ผมไปในชั่วโมงนี้แบบตากอากาศ ลมพัดแรง ไม่ได้ยินเสียงอย่างอื่น นอกจากเสียงใบยางดังลั่นสนั่นป่า เปลี่ยว ลิบๆ ว่างเวิ้งโหวงเหวง ต้นยางต่อต้นเป็นแถวเป็นแนวสุดตา ไม่มีใครอยากมาเดินดูชมอะไรตามลำพังเช่นนี้หรอก  
      
เว้นแต่จะเข้ามาเก็บขี้ยาง ใส่ปุ๋ย หรืออะไรก็ตามที่ข้องเกี่ยวกับการเก็บเกี่ยว  และเพิ่มพูนเพิ่มเติมให้ต้นยาง

พูดง่ายๆ ว่าไม่มีใครมีเวลาว่างให้เดินลอยหน้าลอยตาในสวนยาง

20080424 2

ตากอากาศบ้านเกิด (4) หารกง ขูดพร้าว และตาน้ำใต้พื้นพิภพ

ถนนคดเป็นงู  ข้ามผ่านหารกง – (พี่ชายของหนองน้ำ) เหลนของสายคลองหัวท้ายตัน  ความยาวเดิมเกือบ 100 เมตร  ตอนนี้มันหดสั้นลงเหลือครึ่งหนึ่ง  อีกไม่เกินสิบปีกระมัง  มันอาจหดลงเหลือแค่คืบไว้ดูเป็นขวัญตา  ให้เด็กรุ่นผมได้นึกย้อนความหลัง  เดินเปลือยล่อนจ้อนตัดกลางหมู่บ้านหน้าตาเฉย  ไปให้ถึงหัวสะพาน  แล้วกระโดดน้ำกันอย่างหนุกหนาน(สนุกและสนาน)  

20080415 1

ตากอากาศบ้านเกิด (3) โอ้ พัทลุง อกทะลุ และรถโก-ลก

20080408 1

ขบวนรถด่วนยาวเหยียดปล่อยสองพ่อลูกลงสถานีพัทลุง   กระเป๋าเป้ใบใหญ่อย่างกับบ้านย่อมๆ  ทุกอย่างยัดอัดแน่นอยู่ในนั้น   ถ้ามีห้องน้ำยัดใส่เข้าไปได้  ผมก็คงจับยัดลงไปด้วยอยู่หรอก  อีกทั้งกล่องกระดาษ  กระเป๋าใส่ของฝาก  พะรุงพะรังอยู่ในอาการโกลาหลอยู่พักใหญ่  กว่าทุกอย่างจะวางกองอยู่ในความสงบ  

ตากอากาศบ้านเกิด (2) รถไฟชั้นนอน น้ำพริกตาแดง และคนฝรั่งเศส

รถไฟชั้นนอน โบกี้ 7 คนแน่นเต็มตั้งแต่ต้นทาง
เราสองพ่อลูกออกจะตื่นเต้นพอๆกัน เพราะเหลียวมองไปทางไหนก็เจอแต่ใบหน้าคนฝรั่ง เหมือนเดินทางอยู่อีกมุมโลก นี่เรากำลังกลับบ้านนะ ไม่ได้ไปต่างประเทศ อย่ามองจ้องหน้าเรานานๆแปลกๆอย่างนั้นสิ เรากำลังจะไปบ้าน นี่ลูกชายผม อายุแค่ 7 ขวบ เป็นเด็กว่านอนสอนง่าย อย่าห่วงเลยว่าเขาจะเสียงดังรบกวน ขอให้คุณๆเดินทางสู่ปลายทางกันให้มีความสุขที่สุด

ห่างออกไปแค่หนึ่งช่วงตัว เป็นครอบครัวคนฝรั่งเศส หูมัธยมศึกษาปีที่สี่ห้าบอกว่าพวกเขาเป็นคนฝรั่งเศส ตุ๊ดตูเลอองฟร็อง .. บองชู .. ตูวาเบียง ..หวี๋ ..ตัวโอซี .. แกลเลคอมม็องตาเลวู..
ซาวะ ..หวี๋/น็อง ... ไล่เรียงสำเนียงเข้าหู

ชาติศิวิไลซ์ปรากฏตัวที่ไหนก็มีท่าทีเป็นเจ้าอาณานิคม .. (ฮา)
พวกเขารวมทีมกันเหนียวแน่น สังเกตดูกริยาท่าทางที่คุ้นเคยกับดินแดนนี้เหลือเกิน อย่างกับเมืองนี้เป็นเมืองอาณานิคมจริงๆ พูดสนั่นหวั่นไหว เหล่าลูกๆเปิดเผยความมั่นอกมั่นใจว่าชีวิตปลอดภัยอย่างเต็มที่

เราสองพ่อลูกเสียอีก ผู้อาศัยดินแดนนี้ ต้องเกรงใจ
พวกเขาเปิดกล่องโฟมสีขาวอย่างพร้อมเพรียง กลิ่นปิ้งๆย่างๆโชยเข้าจมูก กินพร้อมกัน อิ่มพร้อมกัน การเดินทางอีกยาวไกล

ตากอากาศบ้านเกิด (1)

หนังสือเดินทาง 7 เล่ม  กับเพลง 7 ซีดีอัลบั้ม

ผมหลงชอบ ‘ตากอากาศ’ อย่างไม่ทราบสาเหตุ 
ผมเห็นครั้งแรกจากหนังสือเล่มหนึ่ง  ตากอากาศกลางสนามรบ  นับแต่นั้นมา  ตากอากาศก็เข้ามาอยู่ในใจผม  มันให้ความรู้สึกนัยยะความหมาย  กว้างไกลเมื่อไปอยู่ร่วมคำอื่น  มีบวกลบอยู่ในนั้น

ผมถือโอกาสเชิญมาอยู่ร่วมในชื่อเรื่องอีกครั้ง
ต้นฉบับชิ้นนี้ เขียนห่างฝั่งทะเลสาบสงขลาราว  10 กิโลเมตร  ผมกลับไปบ้านเกิด  แบบด่วนๆ  จึงต้องพกข้อมูลทุกอย่างใส่แฟ้ม  พร้อมต้นฉบับอื่นที่ค้างคา  รูปถ่าย  กล้องถ่ายรูป(ประจำตัว)  พร้อมเป้  และเจ้าชายน้อย 7 ขวบ เช่นเคย

เรื่องของเรื่องก็คือผมเตรียมตัวล่องใต้  เรื่องไม่ใหญ่ได้อย่างไร  เมื่อนานเป็นปีกว่าจะกลับไปเยือนบ้านเกิดสักครั้ง วางแผนไว้ว่าจะไปยังเส้นทางที่เคยไป  คน--สถานที่ที่เคยผูกพัน ไปสวน ไปตามทางเดินเก่าๆ ..    

คิดได้อย่างนั้น ผมจะไปวิธีไหน
รถไฟ .. เป็นทางเลือกแรก ..  
แล้วผมก็นึกถึงหนังสือ เพลง ทีนี้ ผมจะชวนหนังสือเล่มไหนร่วมเดินทาง  ซีดีแผ่นไหนติดตัวไปด้วย.. (ผมขาดหนังสือ  ขาดเพลงไม่ได้)  

ยิ่งคิดไว้ล่วงหน้าว่า  หากได้ไปเปิดหน้าหนังสือตรงสถานที่นั้น  ฟังเพลง ณ ตรงโน้น  เรื่องอะไรบ้างล้อมรอบตัว   นึกเล่นๆไปอย่างนั้น  แค่นึกก็ได้รับรสบางอย่างไหลเข้ามาแล้ว

ผมเลือกหนังสือมา 7 เล่ม (บอกไม่ปิดลับ)
เริ่มจาก  แผ่นดินอื่น , สะพานขาด  สองเล่มนี้ เป็นงานของ กนกพงศ์  สงสมพันธุ์  อยากอ่านความคุ้นเคยร่วมบรรยากาศบ้านเกิด
หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว  ของมาเควซ  ผมเรียกสั้นๆอย่างนั้น  เปิดหน้าไหนก็ชวนอัศจรรย์   อ่านได้ทุกบรรยากาศ      
วิหารที่ว่างเปล่า ของ เสกสรรค์  ประเสริฐกุล  นักเขียนต้นแบบอีกคนหนึ่งที่ผมตามอ่านมานาน   แค่มีวิหารที่ว่างเปล่าอยู่ตัว  ก็ได้รับแรงดลใจเข้าแล้ว
ดาวที่ขีดเส้นฟ้า  ของ  พนม  นันทพฤกษ์  ด้วยอยากย้อนรอยดาวที่ขีดเส้นฟ้า
นิค  อาดัมส์  วัยหนุ่มของศิลปิน  ของ เออร์เนสต์  เฮมมิงเวย์ หยิบหนังสือเล่มนี้อ่านแล้วได้พลัง(หนุ่ม)กลับมา  
เทพเจ้าแห่งสิ่งเล็กๆ  งานของ อรุณธตี รอย  แปลโดย สดใส  ผมเพิ่งได้มา  ยังไม่ได้เปิดอ่าน
และเล่มสุดท้ายคือ ดินแดนลม บทกวีเล่มล่าสุดของผมเอง  ที่ใช้ฉากตัวละครและเรื่องราวในบ้านเกิด (ลุ่มทะเลสาบสงขลา) เสียส่วนใหญ่   

ตามด้วยแผ่นซีดี 7 แผ่น  
เริ่มด้วย  Shangri – La  ของ MARK  KNOPFLER  แผ่นนี้ เสี้ยวจันทร์  แรมไพร หยิบยื่นให้  ฟังงานชุดนี้แล้วคิดถึงเกาะนางคำ เกาะยวน เกาะทอม เกาะหมาก เกาะสี่เกาะห้ากลางทะเลสาบทุกครั้ง  
The next voice you hear  งาน the best  of Jackson  browne  ผมอยากฟังเพลง Late  for  the sky  ดังขึ้นที่บ้านเกิด  
Clapton  Chronicles  งาน the best of eric Clapton  เพียงอยากฟัง  tears in heaven  ,  my father’s eyes  และ wonderful  tonight    
SLEEP THROUGH THE STATIC  งานชิ้นหลังสุดของ JACK  JOHNSON  
การเดินทางของตะกร้า (The  Journey  Of  Basket)  งานของ รังสรรค์  ราศี-ดิบ  
นางฟ้าสีขาวกับรอยเท้าพระจันทร์ (White  Angel  and  moon’s  footprint) ของ สุวิชานนท์  รัตนภิมล  เงาผมเอง  
และสุดท้าย  รู้ว่าความรักมีพลัง  งานของพี่ศักดิ์สิริ  มีสมสืบ  ผมอยากฟังเพลงนางฟ้าชัดๆ ที่บ้านเกิดอีกที      

เพียงพอสำหรับออกไปตากอากาศบ้านเกิด  ผืนดินที่ได้ชื่อว่า แดดกับเมฆฝนผลัดเปลี่ยนกันครองพื้นที่อย่างต่อเนื่อง  วูบวาบชวนอ่อนไหว  เดี๋ยวมืดเดี๋ยวสว่าง   สลับกับลมพัดแรง  พัดจนใบยางลั่นสนั่นได้ยินไปทั่วหมู่บ้าน   

ผมนึกล่วงหน้าไปถึงเส้นทางเก่าๆ  สวน  ทะเลสาบ  ทางรถไฟ  บ้านหลังที่ผูกพัน  หน้าคนที่อยากไปเยี่ยม ..  ใช้เวลาในช่วงสั้นๆ  สู่ดินแดนนั้น  เสมือนหนึ่งกลับไปเยือนดินแดนลม
        

เกี่ยวกับเมฆบนยอดเขาและเหนือแม่น้ำ : (เมฆกับเชื้อเพลิงเกี่ยวกันได้ไง??)

เกิดหลงไปในเมฆอย่างฉับพลัน  อยากชวนไปดูเมฆ ฉากหลังเบื้องหลังของคนสัตว์สิ่งของ (ไม่เกี่ยวกับการต่อสู้รบฆ่ากันของมนุษย์) เรื่องของเรื่องก็คือผมผ่านไปเห็นอะไรที่เหมือนไม่เกี่ยวกับเมฆ มาตลอดสองสามสัปดาห์ที่ผ่านมา  

แต่น่าแปลก กลับเกี่ยวกับเมฆตลอดเวลา  
ดูเหมือนง่าย แต่ไม่ง่ายเลย กว่าจะได้ไปยืนอยู่เบื้องหน้ายอดอกเมฆก้อนนั้น ก้อนโน้น
อันที่จริงจะเรียกว่า มองเมฆก่อนเห็นใดอื่น ก็ไม่ใช่ เห็นสองฝักราชพฤกษ์แล้วเกิดหลงรักในฝักที่ห้อยย้อยคู่ขนานลงมา   

20080225 ภาพประกอบ (2)

เหมือนมันจะวัดวันยืนยาวกันหรือเปล่า ว่าใครร่วงหล่นก่อน ก็ไปนอนรออยู่บนพื้นดิน   
แปลกแท้  ผมกลับยืนมองด้วยความเพลิดเพลิน  
ยิ่งท้องฟ้าเป็นสีฟ้า  ยิ่งไม่รู้สึกเสียดายฟิล์ม
(ผมยังอยู่ในโลกย้อนยุคอันอุดมไปด้วยฟิล์มสี  ตอนนี้ราคา 95 บาทต่อม้วน  ค่าล้าง 30 บาท/ม้วน  ค่าล้างรูปขนาดจัมโบ้ 5 บาท/รูป  หักลบคูณหารภาพเสีย  ภาพไม่ได้ใช้งานบ้าง  ก็ยังต้องยอมใช้ฟิล์มสีถ่ายรูปอยู่ดี  ล้างอัด  อัดแล้วซื้อฟิล์มม้วนใหม่อีกครั้ง ..)

บิเบ

20080218 ภาพประกอบ (1)

บิเบ - พญาไฟนกเจ้าชายในแดนดงดิบ  
ร่ำลือกันว่าทั้งหล่อเหลา ดุดัน ร้อนแรง และมีน้ำเสียงอันไพเราะ  
ยามปีกสีเพลิงอยู่รวมปีก  
ประหนึ่งต้นพริกเติบโตเป็นต้นไม้ใหญ่  แทบทำให้ป่าเปลี่ยนสี
สักครั้ง บรรดานกสาวต่างหมายปองจะเห็นตัวจริงเสียงจริง ..
สายเลือดกำเนิดบิเบในป่าสนขุนห้วย  
งามปีกของมันเทียบเคียงกิ่งสนชรา  

กิ่งบิดปลายเบี้ยวหักงอ ตะปุ่มตะป่ำ  วาดซ้ายขวาขึ้นไปบนท้องฟ้า  
ยิ่งแก่กิ่งก้านยิ่งบิดงาม  ยิ่งแก่ยิ่งมีชั้นเชิงเติบโต

สีเปลือกแตกลายกร้านโลก ยืนยันมีชีวิตอยู่บนภูเขาสูง  
มองปีกเพลิงจากด้านไหน      
กลับเย็นเยือกเหมือนใบสนในหมอกฤดูหนาว
ไม่มีใครรดน้ำต้นสน   
เช่นกัน  ไม่มีใครคิดหว่านเมล็ดข้าวให้บิเบ
ไม่เคยขโมยเมล็ดจากช่อรวงข้าว
ไม่เคยแตะต้องเมล็ดข้าวเรี่ยตกผืนดินกลางทุ่งไร่
ไล่จับหนอนแมลงกินเอง
น้ำเสียงแนะนำตัวเอง ให้รู้จักอีกเสียงหนึ่งในป่าสน

"ทำไร่  ตัดต้นไม้อย่าตัดทุกต้น
เหลือไว้ให้บิเบมาพักทำรังหนึ่งกิ่ง"

20080218 ภาพประกอบ (2)

บิเบ - พญาไฟนกเจ้าชายในแดนขุนห้วยป่าสน
ปี่เขาควาย กลองหนังสัตว์ ฆ้อง เคาะไม้ดังขึ้นกลางแดดผีตากผ้าอ้อมบ่าย
กิ่งสนเป็นสีเพลิง  เสื้อผ้าเก่าบนเนื้อตัวชายเฒ่าเป็นสีเพลิง

บิเบมาถึงพร้อมกับขบวนแห่  เสียงคร่ำครวญจากเพลงโบราณ
มีดดาบ  ถุงย่าม  เสื้อกางเกงเก่าๆขาดๆ
ปลายเท้าเปลือยเปล่าสัมผัสเย็นเยือกหนักแน่นเนื้อดิน
ไปให้ถึงเรือนรังเปล้าสาวปีกเขียวใบไม้แรกผลิ

เสียงในราวป่า  สะท้อนถึงกันมาหลายฤดูกาล
ความสวยงามเติบโต มีชีวิตยากลำบาก  
อีกหนึ่งพญานก สง่างาม โทนทางท่องราวไพร
บทเริ่มต้นรับรสสิ่งชำรุด  กระโจนสู่ท่วงท่าชีวิตครั้งใหม่
ย่ามใบใหม่  เสื้อผ้าตัวใหม่และรอยยิ้มเห็นอกเห็นใจ
กิ่งใบสนประสานเสียงเพลงคร่ำครวญกับสายลมเย็น
ฤดูกาลชีวิตครั้งใหม่  บนเส้นทางเก่าแก่ที่สุด
เสื้อผ้ายังไม่ผ่านห้วงเวลาตรากตรำ
ไม่ปรากฏร่องรอยฉีกขาด

บทเพลงพเนจรยังไล่ตามกังวานสู่ความคาดหวังพันเล่มเกวียน
เปล้าสาวพึงรับรู้เส้นทางเดินไกลบิเบ
ห่างไกลกัน กลับใกล้  

20080218 ภาพประกอบ (3)

"บิเบ เอะ ดิ๊ หมื่อ โอ่ ดิ๊
บิเบ เหม่ ยู หมื่อ ลอ ผิ
มีนกนางไฟ ก็ยังมีแสงตะวัน
นกนางไฟบินไป
แสงตะวันก็ดับ"

บิเบ - พญาไฟนกเจ้าชายแดนดิบขุนห้วยป่าสน
ราตรีหน้าหนาวเจ็บเนื้อยาวนาน
กองไฟฟืนสุมฟืนข้ามคืนสู่แสงแดดเช้าวันใหม่
กลิ่นชาป่าหอมโชยมากับกลิ่นยางสน
กลิ่นควันฟืนยังจับอยู่ตามเสื้อผ้า  
โลกเบื้องหน้าพิศวงไม่ต่างจากเส้นทางที่พรากจากมา ..
        

นักรบรับจ้าง

20080208 ภาพทุ่งหญ้าสีเขียว

เขาอยู่ด้วยกันสามคน  คนผอมบอบบางสูบยาสูบแทบตลอดเวลา  นั่งซึม

เหม่อกับที่ได้คราวละนานๆ  กวาดสายตามองเลื่อนลอย เรื่อยเปื่อย  คนร่างมะขามข้อเดียว ดูแข็งแรงอยู่บนความเฉื่อยเนือย  เคลื่อนไหวเชื่องช้า  คนสุดท้ายร่างสันทัด  ดูแคล่วคล่องว่องไวที่สุด รู้จักงาน  ขยันทำงาน  เคลื่อนไหวไปมาแทบไม่หยุดหย่อน

ทั้งสามคนมาจากเมืองผาอาน  ข้ามน้ำสาละวินมาถึงป่าสาละวิน  ออกเดินลัดป่า
เขา  รับจ้างไปตามหมู่บ้าน  ตามแต่ใครจะมีงานให้ทำ จนมาถึงป่าแม่น้ำเงา
นักรบยามหนีทัพ  ก็ดูไม่ต่างไปจากชาวบ้านปกติทั่วไป

เขามาถึงป่าแม่เงาอย่างไม่คาดคิด   การเดินทางทำให้เกิดการพบปะพูดคุย  คนเร่ร่อนตามป่าเขาพร้อมจะไปที่ไหนก็ได้  เรื่องอาหาร ที่หลับที่นอนเป็นเรื่องไม่ต้องพูดถึง  ขอเพียงให้ปลอดภัย  รอดพ้นจากมือไม้เจ้าหน้าที่  

พวกเขาจะได้ไม่ต้องไปติดคุก  หรือถูกส่งเข้าศูนย์อพยพในลำดับต่อไป

วันที่ผมไปพบพวกเขา  เป็นช่วงเวลาเพาะปลูกข้าว  นาข้าวลงจอบกันอย่างเดียว  ไม่มีรถจักรไถนา  หรือแรงงานสัตว์   จอบต่อจอบพลิกหน้าดิน  แล้วหย่อนเมล็ดข้าวลงไป

เราแปลกหน้าต่อกันในช่วงแรก   ผมรู้ชื่อพวกเขาในเวลาต่อมา  ล้วนเป็นชื่อของสัตว์ 
คนผอมสูงชื่อโถ่(นก)  คนมะขามข้อเดียวชื่อกะชอ(ช้าง)  คนสุดท้ายชื่อซอมีญอ(แมว) 
สีหน้าแววตาพวกเขาคล้ายๆกัน  แววตาบาดเจ็บ  เพียงแต่รอยยิ้มเจื่อนๆเท่านั้น  ทำให้พวกเขาดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาบ้าง  พร้อมเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้ทุกเมื่อ

นักรบ ไม่คิดถึงการรบแล้วคิดถึงอื่นใด   ผมอยากรู้ความรู้สึกพวกเขา  ซอมีญอพูดภาษาไทยได้บ้าง เป็นคนตอบว่า ไม่ได้คิดอะไร  อยู่ไปเรื่อยๆ  ไม่ได้กลับไปแล้วมั้ง   

20080208 ภาพตะวันตกดิน

ผมถามต่อว่า  พวกเขาไม่มีความหวังแล้วหรือ
"รบไปก็เท่านั้น  ไม่รู้จะจบกันเมื่อไหร่"
"มาทำงานอย่างนี้  มาเพื่อจะกลับไปอีกครั้งมั้ย"
ผมถาม
"อยู่อย่างนี้  ไม่ต้องคิดอะไร  มีงานก็ทำไป ไม่มีก็ไม่ต้องทำ" ซอมีญอพูดแล้วเป่าควันยาสูบแรงๆ

งานในนาเพาะปลูก อยู่กับการหว่านเมล็ด  สับๆขุดๆทั้งวัน  มือเคยจับปืนมาจับจอบ  เท้าเคยเดินระแวงระวังไปตามแนวรบ  มาย่ำบนดินเพาะปลูก   ไม่ต้องห่วงว่าศัตรูจะจู่โจมเข้ามาตอนไหน หนทางนักรบหนีทัพดูขี้ขลาด ไม่กล้าสู้  แต่หนทางของคนเพาะปลูกไม่อธิบายเช่นนั้นอย่างแน่นอน

การปลูกเต็มไปด้วยการดิ้นรนต่อสู้  หนักเหนื่อย  สู่หนทางสงบ สันติ ร่มเย็น  พวกเขาได้รับสัมผัสเช่นนี้อยู่ตลอดเวลา  ที่นากลางป่าลึก  มีเถียงนาเพียงหลังเดียว  สร้างขึ้นมาเพื่อกันแดดกันฝนในช่วงเพาะปลูก

ส่วนพวกเขา  สร้างเพิงพักขึ้นมาอีกหลังหนึ่ง  ตั้งอยู่โดดเดี่ยวริมขอบป่า ท้ายแปลงนา   เป็นทั้งที่กิน ที่นอน  ในเพิงพักไม่มีอื่นใดเลย  นอกจากหม้อหุงข้าว  กองไฟ  ถ้วยชามสังกะสีสามสี่ใบ  ช้อน มีด ..

กระบอกไม้ไผ่ตั้งวางเรียงแถว  ทั้งกระบอกน้ำ  และกระบอกเก็บถนอมอาหาร

ผมร่วมปลูกข้าวกับพวกเขาด้วย  มันเป็นการทำงานที่น่าแปลกใจอีกครั้งหนึ่ง  ที่ดูเหมือนว่า  เราต่างหนีอะไรบางอย่าง  มาอยู่ในดินแดนอันไกลแสนไกล  ผมไม่รู้ว่าพวกเขาคิดอะไร  แต่สำหรับผม  ผมเห็นวิกฤติชีวิตบางอย่าง  เห็นการเดินทางแสวงหาบางอย่าง

พวกเขาหนีสงคราม  หนีการสู้รบ  หนีทัพ  ไม่อยากรบ  แล้วผมหนีอะไรมาหรือ?
ดินแดนที่น่าอยู่ต้องเดินทางไกลถึงเพียงนี้หรือ?  

สุดท้ายมาพบกันที่เมล็ดข้าวเปลือก  รอบๆตัวเต็มไปด้วยไข้ป่าเชื้อไข้มาลาเรีย
พวกเขาไม่นอนกางมุ้ง  มีเพียงกองไฟที่สว่างอยู่ค่อนคืน  
หลังเวลาทำงาน  พวกเขาก็ง่วนอยู่กับการทำอาหารกินเอง  ผักหญ้าที่หาได้ตามป่า  จากริมฝั่งแม่น้ำเงา  แต่วิชาเอาตัวรอดในป่า  ดูเหมือนพวกเขาชำนาญเหลือเกิน

เช้าวันหนึ่ง  พวกเขาเทบางอย่างออกมาจากกระบอกไม้ไผ่  กลิ่นเปรี้ยวๆ สีเหลืองๆ น้ำข้นๆ  อยู่ในหม้อพร้อมยกขึ้นบนเตาไฟ
"เห็ดหมัก" ซอมีญอบอก "ใส่กบลงไป ใส่น้ำข้าว ใส่เกลือ หมักไว้"
มันเป็นอาหารป่าที่ดูมีขั้นตอนการทำ  สอดคล้องกับความเป็นจริงใกล้ตัว  พะเลอโดะบอกว่า  นี่เป็นวิธีการถนอมอาหารที่ใช้กันตามป่าทั่วไป  ไม่มีตู้เย็น  ก็ต้องเก็บหมักเอาไว้ หรือไม่ก็ตากแห้ง  

ผมร่วมลิ้มชิมรสเห็ดหมักกบกับน้ำซาวข้าวด้วย   กลิ่นหมักข้ามคืน  พอใส่เครื่องเทศลงไป  กลับกลายเป็นอีกกลิ่น  ไม่มีกลิ่นเหม็นเปรี้ยวเหลืออยู่เลย

ผมไม่เห็นว่าพวกเขาจะหลุดพ้นไปจากวิถีนักรบ  เพียงแต่อาวุธในมือเขาเปลี่ยนไปเท่านั้นเอง  จากปืนเป็นเมล็ดข้าว  จากสนามเพลาะเป็นสนามชีวิตตามนาไร่

ซอมีญอเล่าว่า  เขาไม่มีโอกาสได้ใช้ชีวิตตามปกติ เหมือนชาวบ้านคนอื่นๆ  พอโตจับปืนได้  เขาก็ออกมาฝึกยิงปืน  เขาไปเป็นกองกำลังติดอาวุธ  เขารู้แต่เพียงว่า  ต้องออกไปล่าคนฆ่าพ่อเขาให้ได้  มีทางเดียวเท่านั้น  จึงเป็นทหารในกองทัพ

20080208 ภาพลำธาร

นั่นเป็นเส้นทางกรำศึกอันยาวนาน  ผมไม่รู้ว่านั่นเป็นอุดมการกู้ชาติหรือไม่  เพียงแต่เขาเกิดมาสู่ดินแดนล่า  ก็ต้องเอาตัวรอดต่อไปให้ได้  และการเอาตัวรอดของเด็กหนุ่ม  ก็ไม่พ้นเรื่องการจับปืนยืนขึ้นป้องกันตัวเอง  

โถ่ดูจะเป็นคนเงียบที่สุด  เฉื่อยเนือยที่สุด  ดูเขาเบื่อๆกับชีวิตที่เป็นไปเหลือเกิน  
กะชอเป็นช้างสมชื่อ  เขาเป็นแรงงานสำคัญ  ทั้งงานในนาและงานออกหาอาหาร  ส่วนซอมีญอดูราวกับผู้บังคับกองร้อย  ขรึมและมีบุคลิกสั่งการ  ทำโน่นหยิบนี่ในงานที่ออกแรงกันจริงๆจังๆเท่านั้น  เว้นแต่ช่วงทำอาหาร  เขาก่อไฟขลุกอยู่ข้างกองไฟจนแทบไม่ห่าง

เสร็จจากปลูกข้าวก็ลงถั่วเหลือง  ลงพริก  ทำรั้วกันวัวควาย  เป็นแปลงเพาะปลูกที่ดูสวยงามอีกแห่งหนึ่งตั้งแต่ผมผ่านมายังป่าแม่เงา   ดูราวหน่วยจรยุทธขนาดย่อม ที่อยู่ระหว่างการเก็บสะสมสะเบียง เพื่อมุ่งสู่สงครามใหญ่อีกครั้งหนึ่ง

ชีวิตตามป่าเขา  หลบลี้หนีสายตาใครต่อไครได้ง่ายดาย  ที่สำคัญนั้น  เป็นดินแดนยืดหยุ่นต่อการมีชีวิตอยู่   ให้อยู่กันต่อไปได้  ไม่แตกหักสืบค้นไล่ตามกันอย่างเข้มข้น  ตามป่าเขายังเต็มไปด้วยคนยากลำบาก  ไม่รู้หัวนอน  ไม่รู้จะเอาอย่างไรกับชีวิต  

แต่ถึงที่สุดพวกเขาก็อยู่ด้วยกันได้  หากเสียงเรือดังใกล้เข้ามาครั้งใด  พวกเขาจะหยุดงานทุกอย่าง  ฟังพร้อมกัน  จนกว่าเสียงเรือจะหายไป  พวกเขาก็เริ่มกุมด้ามจอบทำงานต่อไป การใช้ชีวิตอย่างระแวดระวัง และพร้อมจะหนี  นั่น  เป็นศิลปะการอยู่รอดที่สั่งสมกันมานานปี

เพียงแต่วันนี้  พวกเขาไม่อยู่ในสนามรบ  ถึงอย่างไร ที่แห่งนี้ก็ใช่จะอยู่ไกลจากวิถีกระสุนปืน  การเตรียมตัวให้พร้อมหนี  เป็นสิ่งที่อยู่ในความรู้สึกนักรบพลัดถิ่น

ผมไม่รู้ว่า  พวกเขาต้องหนีกันอีกนานเท่าไหร่  หรือต้องหนีกันชั่วชีวิต  ไม่มีใครรับผิดชอบดูแลพวกเขาได้ทุกช่วงจังหวะเวลา  พวกเขามีสัญชาตญาณหลบหนีอยู่เต็มเปี่ยม

พวกเขาผ่านทางมาปลูกข้าว  มีรายได้เล็กๆน้อยๆ  แลกกับชีวิตความเป็นอยู่ไปวันๆ
        

เหตุเกิดในโข่โละโกร (จบ)

20080201 ภาพประกอบ โข่โละโกร ตอนจบ (1)

หน่อกล้วยกับมะพร้าวงอกหน่อ  ราวกับเพิ่มจำนวนมากขึ้นชั่วข้ามคืน  ผมสงสัยว่าพะเลอโดะจะเอาขึ้นรถอีกทำไม  มิหนำซ้ำยังเพิ่มจำนวนมากกว่าเดิมเป็นเท่าตัว  พะเลอโดะพูดทีเล่นทีจริงว่า  เราต้องอยู่รอดด้วยวิธีของเรา  

ผมไม่เข้าใจ  แต่ไม่ได้ถามต่อ   พอรถจอดแล้วดับเครื่องยนต์  ปิดไฟ  ผมถึงรู้ความจริงใต้หน่อกล้วยกับมะพร้าวงอกหน่อ  มันเป็นเกราะกำบังที่สามารถคุ้มครองเราได้   ผมไม่นึกว่ากะฌอกับซอมีญอจะมารอกลับขึ้นรถกลับไปกับเราด้วย

พะเลอโดะก็ไม่รู้ว่า เขาสองคนจะเอาอย่างไรกับชีวิต เหมือนเขาถูกปล่อยเข้าป่า  เขาจะหนีเข้าป่า  หลบๆ ซ่อนๆ อยู่ตามทุ่งนาทุ่งไร่  หรืออาศัยหลับนอนไปตามบ้าน รับจ้างเป็นแรงงานไปวันๆ ก็ตาม  

พวกเขาคงรู้กลิ่น มีที่ไหนปลอดภัยบ้าง

ลุงเวยซาอยู่ในอารมณ์ครุ่นคิด ลุงเงียบผิดปกติ มองแม่น้ำอีกครั้ง  มองไล่ไปตามบ้านเรือนที่ตั้งวางเรียงราย  พะเลอโดะกำลังง่วนอยู่กับการจัดของภายในรถ     

เรากำลังจะขึ้นรถอยู่แล้ว  จู่ๆ ชายเตี้ยม่อต้อก็วิ่งตาตื่นมาพูดกับพะเลอโดะ  ว่าเมื่อคืนมีคนหายไปจากหมู่บ้านหลายคน  สองคนในจำนวนนั้นน่าจะเป็นกะฌอกับซอมีญอ  มีคนได้ยินแต่เสียงเดินย่ำพื้นดินอย่างรีบเร่ง  ไปกันเป็นกลุ่มใหญ่  

พะเลอโดะมีสีหน้าเคร่งเครียด  ก่อนจะบอกผมกับลุงเวยซาว่าเรายังกลับไม่ได้  เราต้องอยู่ต่ออีกคืน  แต่ชั่วข้ามคืนของพะเลอโดะ  ผมรู้ดีว่า  อาจหมายถึงครึ่งคืน  หรือไม่ก็อาจสองสามวัน  ขึ้นอยู่กับสัญชาติญาณครั้งสุดท้าย

อันที่จริงใครจะอยู่ใครจะไป  ก็เป็นเรื่องปกติของชีวิตแถบนี้  คนหายดูเป็นเรื่องให้พูดถึงอย่างธรรมดาเหลือเกิน  แม้ไม่อาจคาดเดาในชะตากรรมก็ตาม   เพราะคนหายไป  ก็อาจหมายถึงการย้ายที่ไปอยู่ที่อื่น  ไปทำอะไรก็ได้ที่ใครไม่จำเป็นต้องรู้

ทุกอย่างน่าจะขึ้นอยู่กับการรอคอย   ผมไม่รู้จะคอยอะไร  คอยใคร  หรือต้องห่วงใครบ้าง  ลุงเวยซายังอยู่กับเรา  กะฌอกับซอมีญอนั้นหรือ  ที่นี่ก็เป็นแผ่นดินพวกเขา  เขาไม่ใช่บุคคลสำคัญขนาดเป็นสิ่งจำเป็นของกองทัพ   หรือกองทัพขาดเขาไปสองคน  อาจจะลดทอนกำลังใจของหมู่ทหาร

เปล่า ..

ถึงอย่างไร  ผมไม่รู้อยู่ดี   ผมเดินไปนั่งมองแม่น้ำ  ลุงเวยซาตามไปนั่งข้างๆ  พะเลอโดะเดินหายไปกับชายเตี้ยม่อต้อ

20080201 ภาพประกอบ โข่โละโกร ตอนจบ (2)

บ่ายฝนตกพรำๆ  เหมือนแม่น้ำใหญ่ไม่มีส่วนรู้เห็นใดๆ  มันยังคงไหลไปอย่างเย็นเยียบ  ไหลเนื่องไปข้างหน้าอยู่อย่างนั้น  ผมหลบมาอยู่ในศาลาริมน้ำ   มีคนนั่งอยู่หลายคน  ท่าทางแต่ละคนแทบไม่ต่างกัน  นั่งรอคอยอะไรสักอย่าง  ซึ่งไม่แน่ว่าจะมาถึงใกล้ไกลเพียงใด

ตกค่ำ  ยังไม่มีทีท่าว่ากะฌอกับซอมีญอจะกลับมา  แมวดำตัวใหญ่วิ่งฝ่าฝนเปียกปอน  เดินหายเข้าไปในบ้านไม้   สัตว์ยังมีที่หลบภัย  แต่คนคงมองไม่เห็นทางได้ง่ายๆ

ผมไม่พบกะฌอกับซอมีญออีกเลย  นับจากวันนั้น   เรารออีกวันเต็มๆ  เพื่อให้แน่ใจว่าเขาสองคนไม่กลับมาจริงๆ   เราช่วยกันหยิบหน่อกล้วยลงมาจากรถ  มันไม่มีความจำเป็นใดๆอีกแล้ว ภายในรถดูโล่ง  ผมกับลุงเวยซานอนเหยียดตัวบนพื้นรถ  เสียงเครื่องรถครางหึ่งๆๆ  พะเลอโดะไม่พูดอะไร  นิ่งเงียบไปบนความเร็วของเต่าคลานต้วมเตี้ยมไปตามถนนดิน

เหตุเกิดในโข่โละโกร (5)

20080115 ภาพประกอบ1

นกปีกขาวบินมาจากทิศไหน ผมไม่ทันได้สังเกต มันบินวนอยู่เหนือโขดหิน ฉวัดเฉวียนไปเหนือหลังคาบ้านริมฝั่งแม่น้ำ ดูมันคุ้นเคยกับอากาศอึมครึมรอบตัว ไม่มีใครใส่ใจว่ามันจะบินมาอีกหรือไม่ บินไปทางไหน สิ้นสุดลงที่ใด

ผมมองตามปีกไหวๆ สลับไปมากับมองแม่น้ำ มองลุงเวยซาที่ยืนเป็นหินไปแล้ว ชั่วขณะหนึ่งนั่นเอง มันตีปีกทะยานบินข้ามแม่น้ำเต็มฝั่ง หายเข้าไปอีกฟากแม่น้ำ แล้วชั่วอึดใจต่อมาก็มีเสียงปืนดังขึ้นหนึ่งนัด เสียงปืนดังเป็นคลื่นสะท้อนกังวานข้ามแม่น้ำ ผ่านไปในร้านก๋วยเตี๋ยว ขนมจีนน้ำเงี้ยว ร้านกาแฟ ป้อมค่ายทหาร ร้านค้าขายสิ่งของจิปาถะ แล้วสะท้อนกลับไปมาอีกครู่หนึ่ง ก่อนจะดังลับหายไปยังฝั่งพม่าอีกครั้ง


เสียงปืนหนึ่งนัด ไม่ต่างกับเสียงใบไม้หนึ่งใบร่วงตกพื้นกลางป่า

ผมไม่ห่วงว่านกตัวนั้นจะโดนลูกหลงหรือไม่ มันคงไม่โชคร้ายขนาดบินไปชนกระสุนปืนที่ดังอย่างไม่มีเหตุผล


เสียงดังโหวกเหวกขึ้นบนฝั่งต่างหาก ทำให้ลุงเวยซาถอนตัวจากก้อนหินริมแม่น้ำ ขึ้นไปยืนบนที่สูงๆ ให้เห็นบางอย่างที่ลอยมากับน้ำ ผมวิ่งตามไปดูด้วย เป็นท่อนซุงลอยตามน้ำมาก่อน สีน้ำดินขุ่นๆขับให้ซุงดูเข้มชัดขึ้น นั่นไม่ใช่สิ่งที่กลุ่มคนยืนมองสนใจ แต่เป็นสิ่งที่ลอยตามซุงมาต่างหาก

ตายแล้วยัง” เสียงหนึ่งดังขึ้น เป็นเสียงพ่อค้าจากเมืองใหญ่ แต่เสียงอื่นฟังไม่รู้เรื่องส่งเสียงโต้ตอบกันอย่างกับฝูงนก


ผมแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง เสื้อผ้าเท่าตัวคนรัดแน่นตึงลอยหมุนวนมากลางแม่น้ำ แล้วเบี่ยงหน้ามาหาฝั่ง แต่เหมือนมีมือกำกับอยู่เบื้องล่าง คอยผลักหนุนส่งให้หมุนลอยไปกลางแม่น้ำอีกครั้ง สีดำๆเก่าๆผุดๆโผล่ๆหมุนวนอยู่อย่างนั้น ราวกับจัดฉากแสดง ก่อนจะไหลตามน้ำไกลออกไป ไกลออกไปจนลิบลับหายไปจากสายตาทุกคน


ศพลอยน้ำ” ..

ผมผะอืดพะอมกับภาพผ่านหน้า เศษสวะ กิ่งไม้ใบไม้ที่ลอยตามกันมา แม้ไม่ได้รับความสนใจจากสายตามองดู แต่ความหมายของมันช่างไม่ต่างจากศพลอยน้ำ


ลุงเวยซายืนสงบนิ่ง นิ้วมือแตะหน้าอก พึมพำถ้อยคำอยู่ในลำคอ สิ่งที่พอทำได้มอบให้หนึ่งชีวิตนิรนามลอยไปกับน้ำ


พะเลอโดะบอกว่า คนบนฝั่งแม่น้ำเห็นศพไม่มีชื่อลอยตามน้ำมาตลอด แต่ไม่เคยมีใครพิสูจน์ความจริงศพหนึ่งศพใดได้เลย บัญชีคนตายยาวเป็นหางว่าวอยู่แต่ในความทรงจำเท่านั้น แต่ไม่มีใครรู้ว่า ที่สุดของคนโชคร้ายเหล่านั้นไปหยุดลงที่ใด

 

Pages

Subscribe to RSS - บล็อกของ chonklumnoi