พหุวัฒนธรรมที่ต้องรักษาระยะห่าง

ขอยกคำว่า คนที่ยกตัวเองว่าเป็นเสรีนิยมนี่ แต่ละคนไม่มีความอดทนอดกลั้นต่อความแตกต่างทางความคิดของผู้คนเลยอ่ะครับ

.

เอาล่ะ ถ้าพูดแล้ว คงเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกเข้าใจว่ากำลังหมายถึงเรื่องเหยียดหรือเปล่า

.

     ก่อนอื่นคือเราไม่อาจหลีกหนีจากการเหยียดทางใดทางหนึ่งพ้น ไม่ว่าจะยังไง สังคม(พหุวัฒนธรรม)ก็ยังมีการเหยียดวัฒนธรรมอยู่ตลอด พูดในสาธารณะยังไงก็ไม่รอดพ้นต่อผลกระทบ Cyber bullying อย่างแน่นอน

     แต่สิ่งหนึ่ง ที่มากับกระแสดังกล่าว คือ ผู้คนที่ political correctness ต่อการเหยียด มักจะห้ามปรามการเหยียด อย่างคำที่ว่า “ผู้พูดควรที่จะเคารพต่อความอื่น” การกระทำดังกล่าว อาจจะหยุดกระแสน้ำที่ซัดจากกรณีการเหยียดได้อยู่ เหมือนกับสมานความขัดแย้งว่า คนที่อยู่วัฒนธรรมเดียวกันกับคนเหยียดก็ไม่เห็นด้วยเช่นกัน ดังนั้นเราควรหยุด bullying, ทางฝ่ายเหยียดควรออกมาขอโทษต่อสังคม บลาๆๆ….

     แต่ปัญหามันไม่ได้จบตรงนั้น เพราะ ค่านิยมสากล ที่ยึดมั่นต่อ political correctness ในสังคมพหุวัฒนธรรม มันมักจะเรียกร้องให้เรา 'รักษาระยะห่าง' เคารพต่อความเป็นอื่น(ในสังคมพหุวัฒนธรรม) และลัทธิเสรีนิยมพหุวัฒนธรรมที่เป็นการรื้อฟื้นการแก้ปัญหาของผู้คน(หลากหลาย)ที่พบปะมากขึ้นในสังคมหนึ่ง แต่กระนั้น มันก็ไม่ได้สร้างความตระหนักยอมรับความแตกต่างทางวัฒนธรรม คิดแต่จะสร้างความเข้าใจให้ผู้คนรับรู้ว่าสังคมนี้มันมีความหลากหลายอยู่….ทุกคนควรยอมรับความต่าง แต่ปล่อยให้ผู้คนรับรู้ว่ามันมี(ความอื่น)เพียงเท่านั้น มันจึงนำไปสู่ การสร้างความเข้มแข็งของแต่ละวัฒนธรรมโดยสร้างขอบเขตของตัวเองที่เด่นชัดว่า ความอื่นไม่ควรเข้ามาในความเป็นเรา ความเป็นตัวเองไม่ควรออกจากวงขอบเขตของวัฒนธรรมตัวเองไปสู่วัฒนธรรมอื่น(ในทางวัฒนธรรม ความเชื่อ) ทุกวัฒนธรรมจึงต้องสร้างระยะห่างกันขึ้นมา เพื่อสอดรับการแนวคิด political correctness ในการอยู่ร่วมกัน

     ปัญหาของความแปลกแยกในสังคมนั้น มันจึงเกิดขึ้นภายใต้ “การรักษาระยะห่าง” เพราะทุกครั้งที่เราอยู่ร่วมกันกับความอื่นในสังคม เราต้องเคารพความคิด ความเชื่อ ที่แตกต่างจากตน แต่การรักษาระยะห่าง มันกลายเป็นว่า ผู้คนไม่กล้าเข้าไปใกล้ชิดกับความเป็นอื่น จนนำไปสู่การแตกหักเมื่อมีการพูดคุยความเชื่อ แนวคิด ของศาสนาเอกเทวนิยม ที่ต่อต้านความเป็นอื่นอย่างตรงไปตรงมา เกิดการ Bullying ในสังคมออนไลน์หรืออาจจะยกระดับไปถึงสังคมในโลกความจริง ความแปลกแยกที่สั่งสมมาเรื่อยๆ มันจึงระเบิดขึ้นมา และมันยังคงจะเป็นอย่างนั้นไปอีกเรื่อยๆ ถ้าเรายัง รักษาระยะห่าง โดยที่ไม่ไปพูดคุยกับความเป็นอื่นอย่างลึกซึ้ง กล่าวคือ เราควรได้เรียนรู้ว่าจริงๆแล้ว ความเป็นอื่นเป็นอย่างไร ในกลุ่มความเป็นอื่นนั้นมันแตกต่างอย่างไรบ้าง เพื่อนำไปสู่การพูดคุยในความแตกต่างทางด้านความเชื่อ พหุเทวนิยม เอกเทวนิยม เพศสภาพ สีผิว เชื้อชาติ ฯลฯ เพราะถ้ายังดึงดันที่จะให้ทุกคนมีจุดยืนแบบ Political Correctness แบบหัวชนฝา เมื่อนั้นปัญหาการเหยียดหยามมันจะยังคำดำรงอยู่ในสังคมพหุวัฒนธรรมต่อไป สิ่งสุดท้ายที่ผู้คนหวาดกลัวมากที่สุด คือการนองเลือด ขับไล่ความเป็นอื่น ที่เกิดจากการสั่งสงความแปลกแยกในสังคมต่อความเป็นอื่นในสายตา’เรา’ ดั่งเช่นกรณีโรฮิงญา

     ‘ชิเชค’ ชอบยกตัวอย่างการผลิตซ้ำวาทกรรมความอันตรายของชาวยิวในสมัยฮิตเลอร์ โดยมีคำอธิบายต่างๆที่ฉายภาพให้คนยิวเป็นภัยต่อสังคมเยอรมนี ก่อให้เกิดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เกิดขึ้น ภายในสังคมไทยก็เช่นกัน ความเป็น Islamophobia ที่มีแนวโน้มว่ากำลังจะตั้งเค้าก่อตัวขึ้น เพราะ”การรักษาระยะห่าง” มันเป็นเงื่อนไขใหญ่สุดที่ทำให้ Racism ยังคงดำรงอยู่ ดังนั้น การพยายามทำความเข้าใจ เข้าไปใกล้ชิดกับ “คนอื่น” ในสายตาเรา แน่นอนว่ามันเลี่ยงไม่ได้ที่จะสนิทสนมพูดคุยกันโดยมีมุขตลกโปกฮา แต่ไม่ได้กระทำไปด้วยความดูถูกเหยียดหยาม ทางออกนั้นมันจึงต้องทลายความคิดการแช่แข็งของขอบเขตความเป็นเราและความเป็นอื่น หรือที่ Political Correctness(หัวชนฝา)ที่เรียกร้องให้เรารักษาระยะห่างจากความเป็นอื่นอย่างไม่แยแสใดๆ

     สุดท้ายบทความนี้พยายามที่จะชี้ให้เห็นว่า Political Correctness มันมีปัญหาอยู่ในตัว และจะรุนแรงมากขึ้นเมื่ออยู่ในพื้นที่สังคมพหุวัฒนธรรม ถึงแม้ว่ามันจะเรียกร้องให้เราเคารพคนอื่นหนักหนา แต่ถ้าเมื่อมีการ Racist กันขึ้นมา บางคนจึงจะรู้สึกเจ็บปวดเมื่อต้องพบว่า ความจริงของวัฒนธรรมหรือความเชื่อนั้นๆ มันกระแทกความเชื่อของเรา หรือซับซ้อนกว่าที่เราเคยเห็น และอาจจะบานปลายไปสู่การเหยียดซึ่งกันและกัน ที่เกิดจากความแตกต่างของวัฒนธรรมและความเชื่อ แต่ยังไงก็แล้วแต่ วัฒนธรรมและความเชื่อที่มันต่างกัน มันไม่ได้น่ากลัวเท่ากับมนุษย์ เพราะมนุษย์จริงๆ ย่อม 'ระยำ' ได้

 

 

 

 

พหุวัฒนธรรมที่ต้องรักษาระยะห่าง

ขอยกคำว่า คนที่ยกตัวเองว่าเป็นเสรีนิยมนี่ แต่ละคนไม่มีความอดทนอดกลั้นต่อความแตกต่างทางความคิดของผู้คนเลยอ่ะครับ

.

เอาล่ะ ถ้าพูดแล้ว คงเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกเข้าใจว่ากำลังหมายถึงเรื่องเหยียดหรือเปล่า

.

ชมรมนักศึกษาที่(ไม่ได้)มุ่งหวังถึงการเมืองประชาธิปไตย

การพูดคุยในงานเสวนาวันที่ 23 กุมภาพันธ์เมื่อที่ผ่านมา1 ถือว่าสนุกและได้รับฟังเสียงของคนที่มีจุดยืนที่เห็นด้วยต่อรัฐธรรมนูญ 60 พอสมควร'ขอไม่พูดถึงก่อน'