การนิรโทษกรรมประชาชนตามกรอบร่างพรบ.ฉบับวรชัยฯ ไม่ขัดหลักเสมอภาค

 
การนิรโทษกรรมประชาชนตามกรอบร่างพรบ.ฉบับวรชัยฯ ไม่ขัดหลักเสมอภาค
 
พุฒิพงศ์ พงศ์เอนกกุล
 
กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมฯ บางท่าน ให้สัมภาษณ์แก่สื่อมวลชนว่า ร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมฯ ฉบับนายวรชัยฯ ที่นิรโทษกรรมให้เฉพาะผู้ชุมนุมทางการเมืองหรือผู้กระทำผิดโดยมีมูลเหตุจูงใจทางการเมืองเท่านั้น ย่อมขัดหลักความเสมอภาคของบุคคล ตามรัฐธรรมนูญฯ มาตรา ๓๐ แต่จะต้องนิรโทษกรรมผู้ที่ได้รับผลกระทบจากกระบวนการยุติธรรมที่จัดตั้งโดยคณะรัฐประหาร (หมายถึง ทักษิณ ชินวัตร) ด้วยจึงจะไม่ขัดรัฐธรรมนูญฯ [๑]
 
การสำคัญผิดอย่างร้ายแรงต่อหลักความเสมอภาคตามรัฐธรรมนูญ
 
ผมเห็นว่าการกล่าวอ้างของกรรมาธิการฯ เช่นนี้ เป็นการบิดเบือนและสร้างความเข้าใจผิดอย่างร้ายแรงในหลักความเสมอภาคของบุคคล ตามรัฐธรรมนูญฯ มาตรา ๓๐ และผมเห็นสมควรจะต้องอธิบายทำความเข้าใจให้กระจ่างว่า กรรมาธิการฯ ไม่อาจอ้างหลักความเสมอภาค เพื่อแก้ไขร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมฯ ให้เกินไปกว่า "กรอบของหลักการ" ที่สภาผู้แทนราษฎรได้ลงมติรับหลักการไว้ โดยผมจะอธิบายด้วยเหตุผล ดังต่อไปนี้
 
หลักการไม่เลือกปฏิบัติ หรือ "การไม่เลือกที่รักมักที่ชัง" (หลักความเสมอภาค) ตามรัฐธรรมนูญฯ มาตรา ๓๐ นั้น "ไม่ได้หมายความว่า" การบัญญัติกฎหมายโดยการให้สิทธิแก่บุคคลเป็น "ประเภท" (เช่น กฎหมายเพื่อเกษตรกร, กฎหมายเพื่อกรรมกร, กฎหมายเพื่อผู้ชุมนุมทางการเมือง, กฎหมายเพื่อผู้ถูกลงโทษโดยกระบวนการของคณะรัฐประหาร, กฎหมายเพื่อคณะสงฆ์ เป็นต้น) จะเป็นการออกกฎหมายโดยเลือกปฏิบัติแต่อย่างใดเลยครับ
 
เพราะแม้จะเป็นการให้ประโยชน์แก่บุคคลเป็น "ประเภท" แต่ก็ให้ประโยชน์ "เป็นการทั่วไป" (ไม่เลือกหน้าบุคคล) กล่าวคือ ใครเข้าหลักเกณฑ์ก็ได้ประโยชน์จากกฎหมายนี้ทั้งสิ้น ไม่ถือว่าเป็นการ "เลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม" ครับ เช่น การประกันรายได้เกษตรกร เช่นนี้ ก็เป็นบุคคลเป็น "ประเภท" ไม่ใช่การเลือกปฏิบัติ, กฎหมายว่าด้วยทนายความ ก็เป็นบุคคลเป็น "ประเภท" ไม่ใช่การจำกัดสิทธิเสรีภาพโดย "เลือกปฏิบัติ"
 
สำหรับการให้พ้นโทษ ที่จำกัดบุคคลเป็น "ประเภท" ก็มีให้เห็นตามพระราชกฤษฎีกาอภัยโทษ (ที่ออกโดยประจำทุกปี) ก็จะยกเว้นการ "อภัยโทษ" แก่ "นักโทษในคดียาเสพติดที่มีโทษสูง"[๒] (หมายความว่า นักโทษคดียาเสพติดที่มีโทษสูง จะไม่ได้รับการอภัยโทษตามพระราชกฤษฎีกาอภัยโทษ) เช่นนี้ก็เป็นการตัดสิทธิพ้นความรับผิดตามบุคคลเป็น "ประเภท" ไม่ใช่การเลือกปฏิบัติแต่อย่างใด
 
กรณีร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมก็เช่นกัน ก็นิรโทษกรรมบุคคล "เป็นประเภท" ให้นิรโทษกรรมเฉพาะ "ผู้ชุมนุมทางการเมืองหรือผู้กระทำผิดเพราะมูลเหตุจูงใจทางการเมือง" (คืออาจจะไม่อยู่ในการชุมนุมแต่กระทำเพราะมีมูลเหตุจูงใจทางการเมือง เช่น เผาสถานที่ราชการ เป็นต้น) ให้ได้รับนิรโทษกรรม เช่นนี้ "ผู้ชุมนุม/ผู้กระทำผิดเพราะมูลเหตุจูงใจการทางการเมือง" ก็คือ "ประเภท" ของบุคคลที่ได้รับนิรโทษกรรม ครับ แม้จะไม่รวมถึงกรณีบุคคลเป็น "ประเภทอื่นๆ" ก็มิใช่การ "เลือกปฏิบัติ" แต่อย่างใดครับ เช่นเดียวกับกรณีการ "จัดประเภท" ของบุคคลในความคุ้มครองของกฎหมายในกรณีอื่นๆ
 
กรณีนิรโทษกรรมบุคคลเป็น "ประเภท" ในประเภทบุคคลที่ถูกศาลพิพากษาลงโทษด้วยกระบวนการที่คณะรัฐประหารก่อตั้งขึ้น ก็เป็นบุคคล "ประเภทอื่น" ที่สามารถนิรโทษกรรมได้ แต่ต้องเสนอเป็นร่างกฎหมายฉบับใหม่ขึ้นมาครับ จะมา "ยัดไส้" โดยอ้างว่า "หากไม่รวมทักษิณด้วยจะเป็นการขัดหลักความเสมอภาค" เช่นนี้ฟังไม่ขึ้น หากร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมฉบับวรชัย (นิรโทษกรรมผู้ชุมนุมทางการเมือง/กระทำผิดเพราะมูลเหตุจูงใจทางการเมือง) จะขัดหลักเสมอภาค ก็ต่อเมื่อร่างพรบ.ฉบับนี้ มีข้อความว่า "บทบัญญัติแห่งกฎหมายนี้ไม่ให้ใช้บังคับแก่ทักษิณฯ" อย่างนี้สิเรียกว่า ภายในบุคคล "ประเภทเดียวกัน" ถูกเลือกปฏิบัติต่างกันย่อมขัดหลักเสมอภาค แต่ตามข้อเท็จจริงไม่ปรากฏเลยว่า ร่างพรบ.ฉบับวรชัย จะมีข้อความที่ "เลือกปฏิบัติ" ต่อบุคคลประเภทเดียวกันแต่อย่างใดเลยครับ 
 
และในกรณีที่ "ไม่นิรโทษกรรมบุคคลประเภทเดียวกัน" (เช่น เป็นผู้ชุมนุมเหมือนกัน) แต่มีสาระสำคัญต่างกัน เช่น เป็นแกนนำหรือคนปลุกระดม จะอยู่นอกข่ายนิรโทษกรรมก็สามารถบัญญัติได้แต่ต้องระบุ "ประเภท" ให้ชัด - เช่นนี้ ไม่เป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมอันจะขัดรัฐธรรมนูญแต่อย่างใดครับ
 
คณะกรรมาธิการฯ อ้างรัฐธรรมนูญฯ มาตรา ๓๐ ย่อมเป็นการจงใจสำคัญผิดในกรอบของมติสภาผู้แทนราษฎร และมิชอบด้วยรัฐธรรมนูญครับ
 
ผลจะเป็นอย่างไรหากดันทุรังจะทำใน "เรื่องผิดๆ" เช่นนี้ต่อไป?
 
ในท้ายที่สุด ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้จะถูกศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญก่อนประกาศใช้ และในกรณีนี้ศาลรัฐธรรมนูญมีความชอบธรรมอย่างเต็มที่ในอันจะชี้ว่า ตอนที่สภาลงมติรับหลักการไว้อย่างหนึ่ง ซึ่งคณะกรรมาธิการของสภามีหน้าที่พิจารณาร่างภายใต้กรอบของหลักการที่สภาวางไว้ (คือ นิรโทษกรรมผู้ชุมนุมทางการเมืองหรือกระทำความผิดโดยมีมูลเหตุจูงใจทางการเมือง) แต่ปรากฏว่า คณะกรรมาธิการฯ พิจารณาแก้ไขร่างพระราชบัญญัติ "เกินกรอบของหลักการที่สภาลงมติรับหลักการไว้" (คือ นิรโทษกรรมผู้ที่ถูกดำเนินคดีจากการแต่งตั้งคณะบุคคลโดย คปค. หรือ คมช. ด้วย หมายถึง ทักษิณ ชินวัตร) ส่งผลให้ หากสภาพิจารณาผ่านร่างนี้ไปจนที่สุดแล้ว "ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้" จะเป็นร่างพระราชบัญญัติที่ออกโดยไม่ผ่านการรับหลักการในวาระที่ ๑ ของสภา (เพราะสภาไม่เคยรับหลักการเช่นว่านี้มาก่อน) การพิจารณาร่างกฎหมายดำเนินการโดยไม่ผ่านสามวาระ ย่อมขัดกระบวนการตรากฎหมายที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ครับ ส่งผลให้นักโทษการเมืองที่กำลังติดคุกอยู่นั้นจะไม่ได้รับการนิรโทษกรรมไปด้วยในที่สุด การกระทำของกรรมาธิการฯ (พรรคเพื่อไทย) เช่นนี้เป็นการนำ "ประชาชนเป็นตัวประกัน" เพื่อประโยชน์ของพวกพ้อง อย่างน่ารังเกียจที่สุด.
 
____________________________
เชิงอรรถ
[๑] ดู ข่าวสดออนไลน์ http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TUROd01ERXdOREl5TVRBMU5nPT...
[๒] เช่น พระราชกฤษฎีกาอภัยโทษ พ.ศ. ๒๕๕๕ (ดู http://web.krisdika.go.th/data/law/law4/%bb05/%bb05-2a-2555-a0001.pdf ) และฉบับปีถัดๆไปย้อนหลังทุกฉบับ.

บทวิจารณ์ร่าง พรบ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ : ความเพิกเฉยต่อปัญหาการโยนภาระให้เอกชนแบกรับหน้าที่ให้บริการภายหลังสัญญาอนุญาตฯ/ใบอนุญาตฯสิ้นสุดเป็นการชั่วคราว

บทวิจารณ์ร่าง พรบ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ :  ความเพิกเฉยต่อปัญหาการโยนภาระให้เอกชนแบกรับหน้าที่ให้บริการภายหลังสัญญาอนุญาตฯ/ใบอนุญาตฯสิ้นสุดเป็นการชั่วคราว

พุฒิพงศ์ พงศ์เอนกกุล