Skip to main content

  

หนูมาเยือนในวสันตฤดู เช้านั้นโลกนุ่มนวล หมอกฝนแผ่ละอองไอชื้น ขาวๆนุ่มๆทั่วภูเขา วันคล้ายวันเกิดป้าผ่านไปเพียง 4 วัน แม่ของหนูก็ส่งข่าวมาบอก ได้ลูกสาวแล้ว ป้าพูดกับลุงว่า วันนี้ช่างเป็นวันดีเสียจริง มีเด็กหญิงเล็กๆคนหนึ่งมาเยือนโลก คิดดูสิ เด็กทารกน้อยตัวแดงๆ นอนบริสุทธิ์อยู่บนเบาะ ป้าหลับตา เห็นหนูตัวเปล่งประกาย วิญญาณพรายพร่าง รอบเบาะนอน มีนางฟ้าแย้มยิ้ม เห่กล่อมเพลง เทวดาต้องยินดีแน่ๆที่มีดวงวิญญาณจุติในโลก เพราะว่าสถานที่นี้แสนงดงามและมีความหมายพิเศษ พระพุทธองค์บอกว่า โอกาสในการได้เกิดเป็นมนุษย์นั้นแสนยาก เหมือนเต่าตัวหนึ่งซึ่งนานนับกับกัลป์กว่าจะลอยคอขึ้นมาในมหาสมุทรสักครั้ง แล้วโผล่มาตรงกลางของห่วงแคบๆ ป้าว่านี่เป็นเครื่องบอกแน่ชัดทีเดียว อัตภาพของมนุษย์นั้นใช่จะได้มาโดยง่าย แล้วหนูรู้อะไรไหม พระพุทธเจ้า มหาบุรุษทุกพระองค์ล้วนตรัสรู้ที่นี่ บนผืนปฐพีของโลกใบนี้ ไม่ใช่แดนสวรรค์ชั้นฟ้า คิดว่าหนูคงรู้จักพระองค์ด้วยจิตแล้วนะจ๊ะ ถ้าหากตาน้ำไม่ลืมเลือนเสียก่อน

\\/--break--\>

ป้าคิดว่าเวลานี้ครอบครัวหนูคงอยู่ที่อีสาน หนูอาจกำลังร้องไห้งอแง หรือดื่มนมแม่หวานชื่นใจ ป้าไม่มีที่อยู่จ้ะ จึงเขียนหาตาน้ำที่นี่ เพื่อแสดงความยินดีกับคุณพ่อคุณแม่ ปู่ย่าตายาย ญาติทุกคนของหนู และเพราะพวกเราอยากบอกหนูว่า ยินดีต้อนรับมากๆเลยนะจ๊ะตาน้ำ โลกที่แสนงามใบนี้มีอะไรมากมายรอคอยอยู่ มีสายรุ้ง ดวงดอกไม้ ค่ำคืนยังมีดวงดาว ดวงดาวที่แต่เดิมอาจเป็นดวงจิตของเด็กทารกเล็กๆ ที่พากันหัวเราะระยิบระยับอยู่เต็มฟ้า ดาวน้อยที่ชอบก้มลงมา มองหาแม่ที่ตัวรัก ตอนนี้ หนูมาอยู่บนโลก อยู่กับคนที่หนูรักที่สุดแล้ว และกำลังจะได้แหงนมองเพื่อนดาวน้อยผู้ส่องแสงแพรวพรายทั้งหลาย

 

หนูได้ชื่อว่าตาน้ำ ตาน้ำ...ตาน้ำ รู้สึกใสเย็น ลึกล้ำชื่นฉ่ำใจ เงียบสงบ ซุกซ่อนใต้พื้นธรณี น้ำที่ตกลงมาจากฟ้า หยาดซึมตามผืนทราย รวมตัวเป็นแอ่งเล็กๆ เป็นน้ำซับน้อยๆ ไหลรินสู่ทางน้ำ จนกลายเป็นลำธาร หรือว่าอาจเปลี่ยนใจ ซ่อนเร้นรินไหล แอบอยู่ใต้ผิวดิน รอคอยคนขุดบ่อลงไป ใครกันนะตั้งชื่อหนู คงเป็นคุณแม่น่ะเอง แม่ของหนูเป็นกวี เธอต้องเลือกสรรชื่อที่ไพเราะและมีความหมายให้แก่ลูกสาว ส่วนคุณพ่อหนูก็ต้องมีหัวใจละเอียดอ่อนไม่แพ้กัน ไม่เช่นนั้นคงไม่อาจสัมผัสหัวใจแม่ หรือรับรองชื่อหนู

 

 

ตาน้ำทำให้ป้านึกขึ้นได้ว่า แม่ของหนูเหมือนช่วยป้าตั้งชื่อพี่ธาร ตอนนั้นพี่ธาร เด็กหญิงที่มาเยือนโลกก่อนหนูราวเจ็ดปี ยังไม่ได้รับการขนานนาม แม่หนูบอก อ้าว คิดว่าตั้งชื่อลูกสาวว่า "วงธาร" ตามชื่อบันทึกทำมือ "วงคลื่นบนผืนธาร" ป้าดีใจตาโตเชียว เหมือนได้คนชี้ทาง เออ ใช่ จริงสินะ ชื่อวงธารไง เธออยู่ในท้องของป้าช่วงเวลาเดียวกับที่ทำหนังสือเล่มนั้น เหมาะแล้ว แต่ว่าวงธารไม่ชุ่มฉ่ำเท่าตาน้ำหรอกนะจ๊ะ เป็นเพียงอาการกระเพื่อมบนผิวน้ำ จากกรวดหิน แรงลมหรือรอยเท้าแมลงเท่านั้น แผ่นน้ำที่ถูกรบกวนแตกกระจายออกเป็นวง เพียงครู่ก็สลายหายไปราวกับไม่เคยเกิดขึ้น ชื่อของพี่ธารนั้น จริงๆแล้วป้าหมายถึง "อนิจจัง" ตามความหมายในศาสนาพุทธ อันที่จริง ชื่อหนูสัมพันธ์กับป้ามากกว่านะ ป้าชื่อฝน ตกลงมาจากฟ้า หยดหยาดมากลายเป็นตาน้ำ

 

ตาน้ำเอย...ไล่เลี่ยกับวันที่หนูเกิด ดอกเทียนดอกแรกของป้าก็บาน ลมมรสุมนำสายฝนและความชุ่มชื้นมายังแถบถิ่นภูเขา เหมือนที่บ้านเกิดแม่หนู หรือบ้านคุณตาคุณยาย บ้านป้าที่เชียงดาวกำลังชื้นฉ่ำสมบูรณ์ด้วยสายฝน ดอกไม้หลายชนิดแข่งกันผลิดอกออกใบสะพรั่ง ป้ากับลุงกระวีกระวาดหาพันธุ์ไม้งามๆมาปลูกเพิ่ม รู้ว่าสายฝนจะช่วยผืนดินดูแลต้นไม้อย่างดีที่สุด ดอกไม้นั้นยังต้องอาศัยสายฝน ฤดูกาลและความอุดมสมบูรณ์จากแร่ธาตุในดิน แต่เด็กน้อยของโลกอาศัยเพียงความรักและอ้อมอกของพ่อและแม่ ทารก ไม่ว่าจะมาสู่ชีวิตในฤดูกาลใด หัวใจของพ่อแม่มีแสงแดด สายฝน และอินทรีย์ธาตุอันอุดมสำหรับบำรุงเลี้ยงเสมอ

 

ขอให้หนูเติบโต มีความสุข แข็งแรง เช่นเดียวกับคุณแม่คนใหม่นะ ขอให้เพื่อนฟื้นตัวเร็ววัน ให้พ่อแม่เลี้ยงลูกเก่งๆไวๆ นับจากนี้ ชีวิตจะดำเนินไปสู่การเปลี่ยนแปลงอันใหม่ ส่วนหนู ตาน้ำ วางใจเถิดนะจ๊ะ โลกนี้คือเบาะนอนอันอ่อนนุ่ม แม้ว่า เมื่อหนูเติบใหญ่เริ่มเข้าใจภาษามนุษย์ ใครบางคนอาจจะบอกว่าที่นี่โหดร้าย ไร้หวัง มนุษย์นั้นเห็นแก่ตัว ทำลายล้างโลกไม่สิ้นสุด นั่นไม่ใช่สิ่งพึงเป็นหรอกจ้ะ และไม่ใช่ธรรมชาติที่แท้จริงของมนุษย์หรือดาวโลกด้วย ที่ที่หนูจากมา ที่ที่พวกเราอยู่ก่อนหน้า บนฟากฟ้า ผืนดิน ในตัวคน พืชและสัตว์ มีสิ่งดีงามสิ่งหนึ่งดำรงอยู่และหมุนวนไป คือพระธรรม-ธรรมชาติ เหมือนสิ่งที่เต้นตุบอยู่ในหัวใจของหนู ทำให้พวกเราไม่ลืมว่าหนูคือนางฟ้า ทารกและเด็กไร้เดียงสาคือสิ่งย้ำเตือนถึงเทพเทวาและสรวงสวรรค์ แต่ว่าการถูกโลกค่อยๆห่อหุ้มนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

 

มีย่างก้าวที่เหนื่อยแต่สนุกสนานรออยู่ กว่าที่ชีวิตใหม่จะลุกนั่ง คืบคลาน หรือยืนขึ้นบนสองขาของตน กว่าเขาจะรู้จักยิ้ม เคี้ยว หัวเราะ ออดอ้อน และเพิ่มพูนจริตเดียงสา ปรับเปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นคนของโลก ระหว่างหนทาง อย่าลืมความชุ่มเย็นของตัวเสียล่ะ ความสงบซึมซ่านบริสุทธิ์ ดวงจิตอันงดงามเต็มเปี่ยม ซึ่งจะไม่มีวันหายไปไหน มันจะธำรงอยู่ในเบื้องลึก เป็นตัวตนอันสงบสว่าง คอยรองรับชีวิตหนูเสมอไป ไม่ว่าหนูจะโตขึ้นกลายเป็นสาวสมัยของโลก เป็นนางตามสกุลใคร หรือว่าแก่เฒ่า ชราภาพอยู่ภายใต้ท้องฟ้าของโลกนี้ อย่าลืมนะจ๊ะ อย่าลืม เมื่อหนูได้ผ่านชีวิตบนดาวดวงนี้ เราจะกลายเป็นเพื่อนกัน เป็นมิตรผู้มีประสบการณ์ร่วมภพภูมิ เกิด แก่ เจ็บและตาย เราจะสามารถแบ่งปันทุกข์และสุข เข้าอกเข้าใจและเห็นใจกัน ด้วยว่ากายสังขารของเราได้ข้ามผ่านกาลเวลาบนผืนแผ่นดินเดียว ฟัง พูด อ่าน เขียนด้วยภาษาเดียว หายใจเอามวลอากาศ รู้สึกร้อนหนาว ฝ่าแดด ลม ฝน ร่วมฤดูกาลด้วยกัน

 

อย่าลืมนะจ๊ะ วันไหนที่หนูกับแม่แข็งแรง มีโอกาสเดินทางขึ้นเหนือ ช่วยบอกลุงกับป้าด้วย พวกเราจะพากันไปเยี่ยม...

 

 

 

บล็อกของ รวิวาร

รวิวาร
เชื่อในพระองค์จึงมุ่งหวังถึงสิ่งดีพร้อม เชื่อในตัวตนบริสุทธิ์ หัวใจสะอาดสมบูรณ์ ...ทุกอย่างที่ฉันทำ ฉันตั้งใจอย่างดีที่สุด ทุกสิ่งที่ฉันทำ ฉันทำด้วยหัวใจ ถึงอย่างนั้น ภายหลัง มักรู้สึกเสมอว่า ยังมีดีที่สุดมากกว่านั้นรอคอยอยู่ เมื่อได้เห็นข้อจำกัดที่เกิดขึ้นแต่ละครั้ง ซึ่งส่วนใหญ่มาจากตัวเอง ขี้เกียจ ขาดวินัย หรือว่าเวลาไม่พอ เพราะมัวแต่ไปทำอย่างอื่น น้องชาย ตัวสูงใหญ่ บางถ้อยเผลอไผล วาดหวังเหรียญเงินและเหรียญทองแดง รางวัลชมเชยนั้นไว้คิดถึงมันยามต้องทำใจปล่อยวางไม่ดีกว่าหรือ เมื่อลงแรงลงใจทำสิ่งใด น่าจะใช้หนทางธรรม อยู่กับปัจจุบันขณะ อยู่กับสิ่งตรงหน้าอย่างเต็มเปี่ยม…
รวิวาร
ถ้อยคำทำให้ฉันเต็มอิ่มสดชื่น ถ้อยคำเหมือนฝนโปรยปราย ฉันเขียนถ้อยคำ ทำให้เกิดฝน เขียนตัวเองออกยืนอ้าแขน รับละอองฝนโปรย ฉันอ้าปากเหมือนเด็กน้อย ฝนหยดจิ๋วแตะลงบนลิ้น ความกระหายมากมายไม่อาจดับสิ้น พายุทำให้กระปรี้กระเปร่ามีพลัง พายุสร้างถ้อยคำในตัวฉัน เมื่อพายุพัด สายลมในกายหมุนวน มันได้ยินเสียงกู่ร้อง มันอยากออกไปหาพวกพ้องของมัน มันขับฉัน ผลักไสเท้าทั้งสองให้ออกไปโลดแล่นในทุ่งกว้าง ให้สายลมกรูเกรียวผ่านร่าง บังคับให้ฉันหมุนตัว เต้นระบำกับเกลียวพายุ หัวใจส่งเสียงคำรามเมื่อสายลมกู่ก้องออกจากป่า ลมร้องเริงร่าที่กิ่งไม้ รัวใบไม้แทนระนาดเงินใบเล็ก ๆ พายุโจมตีหลังคา…
รวิวาร
  ฉันรู้ว่า เธอต้องการใครสักคนที่เป็นผู้ใหญ่ อบอุ่นและมั่นคง ผู้หญิงคนนั้น สตรีร่างยักษ์ซึ่งเคยก้มลงมายังเธอ ยิ้มอย่างใจดี แววเอ็นดูท้นอยู่ในดวงตา แล้วต่อมา ร่างของเธอกลับยืดสูง ขยายขึ้น เธอตัวสูงกว่าหญิงคนนั้น การรับรู้ของหล่อนเปลี่ยนไป เธอไม่ใช่เด็กน้อยที่หล่อนต้องคอยกางปีกปกป้อง ทว่า ข้างในเธอกลับยังโหยหาวงแขนนั้น เธออยู่ระหว่างการต้องการการอารักขา และการยืนหยัดด้วยตัวเอง เหมือนรอยต่อระหว่างรัตติกาลและสนธยา มืดมิด มองไม่เห็นสิ่งใด หล่อนและคนตัวโตอื่น ๆ ไม่รู้แน่ชัดว่าจะปฏิบัติกับเธออย่างไร บางครั้งเข้มงวดเหมือนเด็กเล็ก ๆ บางคราวปล่อยปละละเลยเหมือนเป็นผู้ใหญ่…
รวิวาร
ทุกเช้า ฉันตื่นขึ้นมาดูโลกสวยงาม ถอดกลอนประตูบ้าน ก้าวออกมานอกชาน ต้นไม้ภูเขาเขียวแจ่ม น้ำเงินเย็นตา แซมด้วยเหลืองสว่างตามพุ่มไม้ใบหญ้า บานบุรีสีชมพูม่วงผลิบานไม่หยุดจนกิ่งผอมค้อมคล้อย ส่วนลำไยของเจ้านกน้อยทยอยกันสุก ฉันเป็นคนสวน ทำงานอยู่ในสวนอักษร เช้านี้กลับฝันหวานถึงสวนบนดินที่ยังไม่ได้ลงแรง เราจะปลูกดอกไม้ได้ทันหน้าฝนไหมนะ ใจมันเตลิดเพริดไปแล้ว คิดถึงราชาวดี ซอมพอสีส้ม เหลือง ชมพู ไอรีสสีเหลืองที่ต้องไปขอกล้า รวมทั้งว่านสี่ทิศสีขาว กุหลาบสีชมพูอมขาวซึ่งไม่ใช่แบบพิมพ์นิยมรีสอร์ต เครือออน ไฟเดือนห้ากับดอกอะไรจำชื่อไม่ได้ แต่จำรูปร่างหน้าตา ลักษณะ ที่อยู่อาศัยได้ติดใจ…
รวิวาร
ลมหนาวยังไม่มาเยือน แต่อาคันตุกะมากหน้าแวะเวียนผ่านมาหลายคราแล้ว ชานหน้าบ้านกลายเป็นที่ชุมนุมคารวะดื่มด่ำภูเขา หมาแมววิ่งพล่านด้วยความตื่นเต้น เห่าเสียงเครื่องยนต์ไม่คุ้นหู ยื่นหน้ามาสูดกลิ่นยั่วน้ำลายในโตก ความรื่นเริงของหมู่มิตรอึกทึกแข่งเสียงนกในทุ่งสงัด แนวเทือกเขาซ้อนเหลื่อมชายแดนค่อย ๆ เผยเรื่องเล่าผ่านริมฝีปากพี่ชาย* ย้อนไปตั้งแต่ครั้งที่เรายังเด็ก ยามโถงรับแขกของทุกบ้านมีดอกฝิ่นแห้งประดับแจกัน การแตกแยกอันนำไปสู่สงครามระหว่างชนเผ่าในประเทศเพื่อนบ้าน การติดตามไล่ล่าข้ามดอย รบพุ่ง ทิ้งซากร่างและเม็ดกระสุนในเขตเชียงดาว ผืนโลกอัดแน่นด้วยเรื่องราว ตามเส้นทางลัดเลาะบนโขดเขาสีน้ำเงิน…
รวิวาร
ฝนมาเพียงไม่กี่ฝนเท่านั้น กิ่งสักโล้นโกร๋นก็ผลิใบกว้าง สีเขียวถูกเทระบายลงแทนสีแดง วันเว้นวันฟ้าหม่นมัว สีเทาดำปื้นเหมือนหมึกฉาบลงบนเมฆในท้องฟ้าก่อนซัดซ่าลงมาเป็นสายน้ำสีขาว เราจ้างคนมาขุดบ่อลึกลงไปอีกเมื่อปลายเมษาฯ ค่าแรงสำหรับตาน้ำใหม่คิดตามอัตราชนชั้นกลางในหมู่บ้าน (แพงกว่าปกติ) เพียงสัปดาห์ผ่าน ฝนกลับกระหน่ำลงมา บ่อเล็ก ๆ ของเราไม่เคยแห้งอีกเลย จากนั้น ลืมๆ เลือนๆ ไปบ้าง แล้วสวนกว้างก็เขียวขจีด้วยพงหญ้า เหมือนที่ภูเขา เรือกสวน ไร่นาและท้องทุ่ง ในตลาดและเพิงหญ้ารายทาง หน่อไม้แรกของปีขาวผ่อง เห็ดเผาะอ่อนๆ เยี่ยมหน้ามาในกรวยใบตองตึง ตามอย…
รวิวาร
  แซงแซวหางบ่วง คืออาคันตุกะตัวใหม่แห่งท้องทุ่งและคาคบ ตัวยาวเรียวสีออกดำ คาบหญ้าแห้ง บินผ่านต้นมะขามที่เพิ่งแตกใบอ่อน ผ่านกอกล้วยกอไผ่ โฉบสูงขึ้นไปบนคบไม้ ทิ้งรอยเรียวหางแฉกยาวไว้เป็นทางไม้ใหญ่หน้าบ้านเป็นอาณาจักรของหมู่นก ฤดูฝน ฤดูแห่งความสมบูรณ์ของพื้นพิภพ นกมากมายบินมาอาศัย เรารู้จักบ้างไม่รู้จักบ้าง แต่ไม่อยากเปิดหนังสือ ท่องชื่อนกหรือดวงดาว ฉันอยากรู้จักพวกเขาเป็นส่วนตัว จากพฤติกรรมที่เขาสัมพันธ์กับเรา จะได้จดจำกันด้วยหัวใจ ด้วยความรู้สึก ‘เธอ’ ไม่ใช่นกเอี้ยงสาลิกา ซึ่งเลิกมาทะเลาะกันบนหลังคาบ้านฉันสักระยะหนึ่งแล้ว แต่เป็นนกขนาดย่อม…
รวิวาร
เมื่อคืนฉันฝันถึงเธอ ฉันมักจะฝันถึงเธอเสมอเวลาที่เราอยู่ไกลห่าง เธอยังเหมือนเดิม ส่งเสียงแจ้ว ๆ ไถ่ถามสิ่งต่าง ๆ อย่างอยากรู้อยากเห็น เธอคือเด็กน้อยน่ารักที่สุด ความรู้สึกของเธอ หัวใจของเธอ ฉันรู้จักดีที่สุด แม่ของเธอคิดถึงเธออยู่นะสาวน้อย พ่อทางใจน้ำตาคลอขณะพับเสื้อกระโปรงตัวจิ๋วของนกน้อยต้อยตีวิด ส่วนพี่สาวที่ชอบข่มขู่ดุว่า แต่ก็ถลาไปปกป้องน้องยามมีภัยบ่นอยู่นั่นแล้วว่า คิดถึงเธอเหลือเกิน ใครจะรู้สึกถึงดินฟ้าได้เท่าเจ้านกน้อย สำหรับเธอแล้ว ก้อนกรวดที่พบตามพื้นดินหรือในลำธารสวยเสียจนต้องเก็บมาพินิจ เช่นเดียวกับลูกปัด ลูกแก้ว พลาสติกหรือพลอยเทียมราคาถูก ต้นไม้ดอกไม้ แมลงตัวเล็ก…
รวิวาร
ฤดูกาลแห่งดอกผล .............ก่อนหน้านี้ความไม่รู้พาเราไปอยู่ไหน  ที่เราเห็นคือกิ่งแห้ง ๆ ใบจุด ๆ สีดำ  ทว่า เวลานี้ หลังจากที่ฤดูฝนพ้นผ่าน หนาวจากจาง  ใบใหม่สีเขียวอ่อนงอกแซมตามกิ่งเก่า  สัปดาห์ เดือนผ่าน กระทั่งเข้ม เขียวขลับ  พร้อมกันกับช่อดอกเล็ก ๆ สีเหลืองอ่อน หอมละมุนขจรขจาย  และกำลังจะกลายเป็นผล ...ต้นลำไยที่เคยทอดอาลัย   โมกสองต้นหน้าระเบียงผลิใบใหม่เขียวขจี รายเรียงตามกิ่งก้านคล้ำเข้ม...พี่ชาย ‘ชนกลุ่มน้อย’ มาถึงบ้านพร้อมด้วยเมล็ดกาแฟคั่วบด และค่าเรื่อง  รอยยิ้มอบอุ่นบอกกล่าวถ้อยคำมากมาย  .............
รวิวาร
เหมือนความต้องการไม่รู้จบ ... ยามเช้า จะดีเสียกว่า หากปราศจากเสียงจากหอกระจายข่าวของหมู่บ้าน  ฉันต้องการเพียงสรรพสำเนียงยามเช้า  ที่ผู้เป็นเอกคือเหล่านกน้อย  โดยเฉพาะนักร้องนำดุเหว่าแห่งวงมโหรีไม้ใหญ่   เจ้านกส่งเสียงเซ็งแซ่ เริงร่า มีชีวิตชีวาทุก ๆ เช้า  เริ่มรุ่งอรุณอันสดใหม่  แล้วที่เหลือจากนั้น  ขอเพียงเสียงแผ่ว ๆเคล้าระคนจากชีวิตน้อยใหญ่ที่ซ่อนตัวอยู่ตามคบไม้ พงหญ้า   ท้องฟ้าจะได้ค่อย ๆ ซ่านแสงสี  ดวงตะวันจะได้เผยโฉมออกมาโดยปราศจากคนรบกวนเมื่อแรกเห็น  เราดีใจว่าที่นี่ไม่เปลี่ยวร้างเกินไป  ถนนเงียบสงบลาดผ่าน …
รวิวาร
สีแดงมาจากไหน  ล่องหนอยู่ในน่านฟ้าหรือ?...  เริ่มละเลงลงบนใบหูกวาง ชมพูแซมแทรกด้วยแดง  ระบายจุดสีคล้ำตามใบ ก่อนเคลือบด้วยน้ำตาล  ฤดูกาลคืบคลานมาช้า ๆ  อากาศอุ่นขึ้นเรื่อย ๆ  จนกระทั่งถึงขีดสุดกลางเดือนเมษาฯเหยี่ยวดำคู่ผัวเมียแห่งเชิงผาหายไปไม่รู้เนื้อรู้ตัว  ดุเหว่าร่อนร้องทั้งยามเช้าและเวลาเย็น ...กาเว๊า ๆ   เหยี่ยวทุ่งสีขาวเทาเยี่ยมหน้า  โฉบร่อนตามแนวถนน  บนกิ่งไม้และเหนือทุ่ง   ผืนดินเริ่มแห้ง  ต้นหญ้าสลดเฉาดุจเดียวกับพืชผล  มะเขือเทศข้างร่องน้ำผลิลูกเล็ก ๆ สีอ่อน ไม่ทันไรก็สุกแดง แห้งเหี่ยวหมดทั้งต้น  …
รวิวาร
นับแต่วันแรกจนถึงวันนี้ที่เรารู้จัก  ฉันรู้สึกเหมือนปาฏิหาริย์  คนบางคนเหมือนสิ่งไม่คาดฝัน  อยู่ตรงหน้า พบเห็นเจนตา  ทว่า เมื่อคลี่เผยตัวตนออกมากลับงดงามยิ่ง................................................................พี่ดีใจที่ได้รู้จักและสนิทสนมกับน้อง  แม้ว่าสายตาหลายคู่ที่มองผ่านอาจเห็นเพียงหญิงสาวกะโปโลเริงร่า   ทว่า พี่ได้พบหลายสิ่งหลายอย่างไม่ธรรมดาในตัวน้อง