Skip to main content

บ่อน้ำ... คำนี้ช่างชุ่มเย็นหวานฉ่ำ ซุกซ่อนอยู่ในร่มเงาไม้ ที่ละอองไอชื้นแผ่มาจากบ่ออิฐตะไคร่คร่ำ เมื่อลัดจากทุ่งร้อนเปรี้ยงหรือผ่านมาตามถนนสีแดง คนเดินทางถูกดึงดูดสู่ร่มเงา ถอยจากเปลวแดดเต้นยิบ ความกระหายเผารมลำคอ เขาก้มมองลงไป มืด ชื้นฉ่ำ ได้ยินเสียงน้ำเย็นเสนาะใสอยู่เบื้องใต้ หันซ้ายแลขวา พบหลักไม้ กิ่งไม้ หรืออาจวางเค้เก้อยู่บนดิน ครุ กระชุชันยา หรือถังน้ำพร้อมเชือก...

นานแสนนานมาแล้ว บ่อน้ำที่เรารู้จัก  ก่อวงมนด้วยอิฐสีส้มเรียงราย บางแห่งฉาบปูนมันเลื่อม  ความชุ่มชื้นแผ่ขยายรอบๆ หญ้าเขียวสด ต้นไม้ ดอกไม้ ผักสวนครัว ส้มโอ มะนาว หรือกระถินใหญ่ของยายเหยียดกิ่งใบอย่างมีความสุข  ละแวกบ้าน บางบ่อทำหลังคาคร่อมกันใบไม้ร่วง บ้านอีกหลังทำฝาปิดติดบานพับ  ทว่าบ่อส่วนใหญ่นั้นเปิดโล่ง รับแสงตะวัน เดือนดาวและสายลม  พวกแม่ญิงจะวนเวียนอยู่รอบๆ บ่อ  หย่อนเชือกลงไปหาน้ำครั้งแล้วครั้งเล่า เช้าสำหรับใส่น้ำต้น หม้อดินนอกชาน หรือแจกันดอกโกศลบนหิ้งพระ สายตักใส่ตุ่มหลังบ้านหรือลานครัว  ถ้าจะซักผ้าก็ซักล้างกันอยู่ใกล้ๆบ่อน้ำนั่นเอง ย่ำเย็น หากครัวไม่ไกลจากบ่อนัก ก็มักจะยกจานชามมาล้างเสียแถวๆนั้น  เสร็จจากตระเตรียมมื้อค่ำ นางเดินเข้าตูบ-ต๊อบอาบน้ำ ห้องสี่เหลี่ยมไร้หลังคา ทางเข้าหักวน ไม่ต้องมีประตู  ด้านข้างกั้นสายตาด้วยใบตองตึงตับหนา หญ้าคาหรือว่าไม้ไผ่ น้ำอาบเย็นชื่นใจคอนหาบไว้แล้ว หลังจากเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวัน ได้น้ำทิพย์ชุ่มฉ่ำชำระล้าง


ครั้งนั้นเรายังเด็ก เที่ยวท่องตามตรอกซอกซอย เตร่ขึ้นหน้าเรือน เลยลงกระไดหลัง ไถลไปยังสวนหลังบ้าน บ่อต่างๆล้วนหลากบุคลิก บางบ่อตื้น ตักง่าย บางบ่อลึกมองไม่เห็นก้น มองนานๆใจหวิวสั่น เหมือนทุ่มดวงตาลงไปในอุโมงค์แคบเรียวไร้ที่สิ้นสุด  บ่ออย่างนั้นไม่มีเชือกผูกกับกระชุกระออมแล้ว แต่เป็นหลักไม้ยาว มีถังผูกถาวรไว้ข้างหนึ่ง อีกข้างเป็นปี๊บอัดซีเมนต์แข็งหนัก ใช้ชักดึง ถ่วงถังหย่อนลงไปเงียบนาน กว่าจะยินเสียงจ๋อมที่ผิวน้ำ


บ่อน้ำในใจยังข้ามกาลมาปรากฏในภาพวาดกลางหน้าหนังสือบทกวีไฮกุ ตราตรึงและซ้อนรวมกับแหล่งน้ำหอมหวานแห่งความทรงจำ ไม้เลื้อยดอกม่วงเส้นบางพาดพันแทนซุ้มหลังคา วงบ่อตวัดด้วยหมึกดำสงบง่าย พร้อมพู่กันจารจดบทกวีเบื้องใต้...

.................................................................................


คนหนึ่งอยู่ข้างบน

 


อีกคนอยู่ข้างล่าง


การรู้จักผู้สร้างกลับยิ่งเนิ่นนานกว่า คนใต้ดินเหล่านั้น ที่ทุ่มแรงบากหน้าดินลงไป  ค่อยๆแซะ ขุดเป็นวงกลมอย่างดีชนิดที่เครื่องจักรไม่อาจมอบให้  วันหนึ่งหรือสองวัน หากมากันเป็นหมู่คณะ  ห้าหรือหกวันหากมีเพียงคนหนึ่งหรือสอง ค่อยๆถ่ายเทแลกแรงเป็นกองดิน


ที่เห็นเป็นเงาตะคุ่มก้นบ่อคือ อ้ายศักดิ์  หนุ่มร่างเล็ก ผอมบางกร้องแกร้ง พาทีนุ่มเนิบ...อ้ายใช้ความกล้ามากไหม ลงไปใต้ดินอย่างนั้น? ใครบางคนตะโกนถาม...ไม่หรอก...อ้ายว่า... ต้องแข็งแรงมากซิท่า? (ไม่น่าเชื่อ ดูผอมบางอย่างนั้น)...ทำมาตลอดชีวิต แรงมันก็อยู่ตัว...ดูท่าแล้ว น่าจะใจเย็น และอุตสาหะพากเพียรเป็นที่ตั้ง เห็นเขาค่อยๆคืบ ค่อยๆขุดทีละนิดอย่างนั้น ลุงอีกคนสาวเชือกเนิบๆอยู่ปากบ่อ ลุงสุ่มเล่าว่า แกชำนาญการโดยบังเอิญ ยี่สิบปีก่อนตอนย้ายบ้าน แกทำใจกล้า ลองขุดบ่อดู  ตัวคนเดียว วันละท่วมสองท่วม สี่ซ้าห้าวันก็ได้น้ำให้เมียใช้

พวกเขาพาดพะองลงไปก่อน จากนั้นปีนกระไดลงไปแผล็วๆ...ผลัดกันนะโว๊ยศักดิ์  ภาคเช้าเอ็งลงก่อน บ่ายถึงทีข้า แค่ตะกุยขุดไปอีกซักท่วม น้ำก็เหลือเฟือแล้ว...เพิ่มความลึกบ่อเก่ายามแล้งอย่างนี้ อ้ายศักดิ์เรียก “ปลง”  คิดท่วมละพันก็พอ แต่ถ้าขุดใหม่เลย ต้องอาศัยคนมากกว่านี้ กับพิธีรีตองนิดหน่อย จำไว้นะ เหล้าไห-ไก่คู่ จะไหว้จะทำอะไรก็ต้องใช้ไว้ก่อน  ดิ่งดำใต้ดินอย่างผม ถึงกำลังใจมี แต่ก็ต้องพึ่งพาสิ่งศักดิ์สิทธิ์  ดินเป็นของแข็งจริง แต่ก็ร่วนละลายได้ ไหลทับลงมากองมาสุมได้ จะยังไง คนก็ใช่ตุ่นใช่งู  ภาวนากับเจ้าที่เจ้าทางไว้ก่อน ขอให้รอดปลอดภัย เจอน้ำไวๆ ขอให้ได้สายน้ำใสพอใช้อาบกินตลอดทั้งปี

ลุงของเขาซึ่งสิ้นแล้วพาเด็กหนุ่มผู้นี้ติดสอยห้อยตามทุกที่  การขุดบ่อนั้นอาศัยคนข้างล่างกับข้างบน  คนขุดอยู่ล่าง โกยดินลงถังให้คนอยู่ปากบ่อรับช่วงนำไปเททิ้ง พอขุดพบกระสายน้ำซับซึม ก็ต้องครูดถังตัก เอาน้ำออกเพื่อสะดวกในการขุดต่อ ศักดิ์สมัยนั้นจบป.4 ชั้นสูงสุดของโรงเรียนประจำหมู่บ้าน นอกจากทำไร่ไถนา ทำสวน ตกปลาหากุ้งหอย ก็ได้อาศัยวิชาที่ฝึกฝนกับลุงเลี้ยงตัว ไอ้กลัวนั้นก็ยอมรับว่ากลัวอยู่ เขาว่า ยิ่งลึกยิ่งมืด แหงนมองข้างบนเห็นเพียงรูแสงกลมๆ คนที่เลือดลม ตับปอดไม่ดี ลงไปมีแต่หายใจหืดหอบ เราทำงานใต้โลก จ้วงขุดอยู่ท่ามกลางความมืด ความเงียบและเสียงหอบหายใจของตัวเอง ก้นบ่อนั้นไม่กว้างขวาง ต้องการเพียงไหน ก็แออัดกันลงไปไม่ได้ เสียงจอบสะท้อนดังฉึกฉับ ดินชื้นมืดดำโอบรัด  ยิ่งลึกลง หากชั้นดินยังคงแห้งผาก ต้องอาศัยแสงเทียนช่วยส่องทาง ส่องพลังใจ...

“บ่อตื้นอย่างนี้ขุดง่ายครับ ปีนี้ดี ฝนแล้ง ผมได้งานขุดบ่อ ปลงบ่อน้ำหลายเจ้า...” เขาว่าขุดมาลึกสุด 8-9 ท่วม พันกว่าเมตรได้ นั่นแหละ ที่ต้องลงไปหายใจข้างใต้  วันหนึ่ง หรือสอง สาม สี่ กว่าจะได้ขึ้นมาสู่แสงสว่าง ขุดมาอย่างนี้ยี่สิบห้าปีแล้ว ห้าบ่อแรกลูกผีลูกคน ใจมันยังเต้นยังสั่นกระเด็นกระดอน  พอหายกลัวก็สอบผ่าน ส่วนปอดก็แข็งแรงดี หายใจคล่อง ลงบ่อลึกได้ไม่มีปัญหา  “ขุดส้วมง่ายกว่าว่ะ ท่วมเดียวเสร็จ” คนสูงวัยตัดบท 

ประชากรใต้ดินเหล่านี้เหลืออยู่หมู่บ้านละไม่กี่คนแล้ว มนุษย์ไม่สมัครใจจะกลับลงไปรูเรี้ยวหรือโพรงถ้ำอีก มีนักขุดสมัครเล่นอยู่บ้างเหมือนกัน ขุดแลกเงินยามว่าง ขุดอย่างลูกมือ ไม่ใช่ช่าง เดิมสล่าขุดบ่อนั้นมีทุกหนแห่ง แต่เดี๋ยวนี้ ไม่มีคนสืบทอดแล้ว...

สายน้ำเอ่อขึ้นมาปริ่มๆที่ก้นบ่อ ความรู้สึกกระเตื้องขึ้นนิดหน่อย บ่อบ้านเราแคบ ไม่อาจขุดลึกลงไปได้อีก...มีทางเดียวครับ คือขุดใหม่อีกบ่อ...ร่างผอมเปื้อนโคลนสีเทาไปทั่ว เสื้อแสงไม่ใส่ นุ่งผ้าเตี่ยวผืนเดียวกระมอมกระแมมเหมือนคนอะบอริจินหรืออัฟริกันในรูปถ่าย คู่หูต่างวัยนั่งยองๆ สูบยา...ลุงบ่แม่นสล่า ถ้าอ้ายศักดิ์ไม่เรียกลุงก็ไม่มา   

ฉันขอบคุณผู้ต่อชีวิตพรรณไม้ คนและหมา หนึ่งนั้นแก่แล้ว ร่วมหกสิบ ส่วนอีกคนย่างสี่สิบ ผอมกะหร่องกับหย่อนย่นพุงย้อย คนเหล่านี้หรอกหรือ ผู้อยู่เบื้องหลังภาพเงาชุ่มเย็นนิรันดร์

“รับประกัน 1 ปีครับ” สล่าขุดน้ำบ่อย้ำ หากปีหน้าน้ำลด ตามจรรยาบรรณแล้ว พวกเขาจะกลับมาขุดซ้ำโดยไม่คิดค่าแรง ระหว่างรีรอเก็บสัมภาระ แว่วเสียงหารือ ”หาดีงูเห่ามาละลายเหล้าขาวสักตองดีกว่าว่ะ  กินแล้วหายใจคล่องดี ต่อให้ขุดลึกถึงนรกข้าก็ไม่กลัว!

 

 

 

บล็อกของ รวิวาร

รวิวาร
ฉันคงเคยทำคุณความดีมาบ้างกระมัง จึงได้รับน้ำใจไมตรีมากมายเพียงนี้ ... เธอมาพร้อมกับมิตรภาพแสนอบอุ่น รอยยิ้ม เสียงเพลง เสียงหัวเราะ และเสียงแจ้วๆ กับการกระโดดโลดเริงร่าของเด็ก ๆ เพื่อนทุกคนมาเยี่ยมเราที่ตูบตีนดอยพร้อมด้วยความมั่นคงทางอาหาร จากจิตใจที่ห่วงใยและยอมรับในวิถีที่เราเป็น รอยต่อระหว่างปี มีขนมมากมายในบ้าน เครื่องดื่ม กาแฟ ของฝากของแห้งที่แทบจะไม่มีที่เก็บ เรานำกาแฟสดแสนอร่อยของฝากจากเพื่อนมาชงเลี้ยงเพื่อนทุกคน ทั้งที่มาค้างและผ่านทางแวะเยือน ข้าวปลาอาหาร ขนมนมเนยนั้นนำมาปิ้งย่างแบ่งปันกันกิน หุย... ของที่เธอนำมานั้น มันมากจนฉันรู้สึกว่าน้ำใจของเธอ(…
รวิวาร
เด็ก ๆ คือคนตัวเล็กที่แสนงาม ในบรรดาผู้มาเยือน เด็กน้อย สาม สี่ ห้าหรือหกขวบ คือแขกที่ทำให้ผู้เหย้าอย่างเราสดใส มีความสุข เราไม่รู้ตัวเลยว่า ได้กลายเป็นลุงป้าตายายที่เฝ้าจดจ่อรอคอยการมาเยือนของลูกหลานเสียแล้ว หนูมายาเพิ่งมาและกลับไป หนูนานาเข้าโรงเรียนแล้ว แต่อีกไม่นานพ่อกับแม่ของเธอก็จะมาเยี่ยมเยือน แล้วเมื่อปีใหม่มาถึง หนุ่มน้อยพีพี หลานน้อยตัวขาวแก้มยุ้ยก็จะมาหา เดาได้เลย เขาต้องพาน้องกุ๊กกิ๊ก ตุ๊กตาแมวน้ำตัวเก่าขะมอมขะแมมมาด้วย น้องกุ๊กกิ๊กที่เปื้อนน้ำลาย และเจ้าของเที่ยวยื่นไปชิดจมูกใคร ๆ พร้อมกับคำยืนยันจากปากแดงย้อยว่า ‘หอมนะ ๆ หอมไหมล่ะ?’  
รวิวาร
ความรักยกเราขึ้น ติดปีกเหนือทุกข์ในปรากฏการณ์...ความรู้สึก เราคือผู้คนแห่งความรู้สึก ความเครียดเต็มสองแผ่นหลังไม่เบาบางด้วยการคิดพิจารณา จิตใจมีกำลังเมื่อ ความรักหลั่งไหลมา ความหวังเรืองรองตามติด เรื่องราวยากยิ่ง เหมือนไร้ทางออกดูเล็กน้อยลง ขอบคุณที่มีความรัก ขอบคุณที่มีคนรัก ขอบคุณที่โลกนี้มีสิ่งที่เรียกว่า รัก ฉันขอขอบคุณจากหัวใจสำหรับใครคนหนึ่งซึ่งอยู่เคียงข้างและมอบความรักกว้างใหญ่ให้แก่ฉันเสมอ รักอดทนและรอคอย รัก ขัดเคือง ไม่พอใจ หากยังรีรออยู่ เงี่ยหูฟังคำอธิบาย อดทนทำความเข้าใจ เพราะเชื่อมั่นในเนื้อแท้ บนพื้นผิวของความกราดเกรี้ยว ทะเลาะเบาะแว้ง…
รวิวาร
ความรู้สึกหนึ่งไหลวนอยู่ภายใน ขับเคลื่อนเราอยู่ เหมือนสายโลหิตแห่งความปรารถนา ... เธอมา นั่งอยู่ตรงนี้ เขามาและจากไป คนกลุ่มใหญ่ผ่านมาแล้วผ่านไป จังหวะบรรเลงแตกต่าง นึกถึงสิ่งหล่อเลี้ยงหัวใจ มันคืออะไรหนอ หลายคนเขียนหลายสิ่ง... สร้างงาน พวกเขาเรียกมันว่า การทำงาน แต่เธอ เธอไม่รู้เลยว่า วันแต่ละวัน เช้าแต่ละเช้า สิ่งซึ่งไหลเวียนอยู่ อึดอัด กระสับกระส่าย ดิ้นรนและปรารถนา หาหนทางหลั่งไหลนั้นคืออะไร เธอไม่รู้ เธอเฝ้าแต่รอคอย พล็อตต่าง ๆ มีอยู่ สมองไม่เคยหยุดเรียบเรียง วางแผนความคิด แต่แล้ว เจ้าสิ่งนั้น ที่บงการอยู่ข้างในไม่เคยเออออไปกับการกำหนดสั่งการ เธอพยายาม เงี่ยฟัง…
รวิวาร
ฤดูหนาวนำความสุขมากมายเหลือจะกล่าว สายลม ก้อนเมฆ ท้องฟ้า ทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนไป โลกอบอวลด้วยสีสันและกลิ่นหอมอย่างใหม่ ไม่ทันไร หน้าหนาวเวียนมาอีกครั้ง เสียงหมอกกลั่นเป็นน้ำค้างหยดเปาะแปะลงบนใบไม้ เสียงลมแห้ง ๆ กรูเกรียวผ่านทุ่ง ฉันอยู่ที่นี่จนกระทั่งฤดูกาลเวียนมาครบรอบแล้วหรือนี่ งานเขียนขนาดย่อมสองสามชิ้นทำให้ลืมกาลเวลา เราหยุดกิจกรรมกับผืนดินไปตั้งแต่กลางฤดูฝน หญ้าดวงดาวแห่งอัฟริกา (อัฟริกันสตาร์) หญ้าคอมมิวนิสต์ โตพรวดพราด สูงท่วมหัว เมื่อมองมุมกว้างจากถนน สวนรอบข้างดายหญ้าโล่งเตียน แต่ที่ล้อมรอบบ้านหลังคาเขียวซึ่งตั้งอยู่โดดเดี่ยวนี้คือ กองทัพต้นหญ้า…
รวิวาร
ดอยหลวงเชียงดาว แนวเทือกทิวหินปูนสูงต่ำเหยียดตัวมาจากหิมาลัย หากผ่านเมืองไปตามถนนสายเชียงใหม่-ฝาง จู่ๆ จะพบขุนเขาก้อนทื่อผุดขึ้นจากขอบฟ้าตะวันตก แต่หากหยุดแวะเชียงดาว เมืองน้อย ๆ สัญจรไปตามทิศทางแตกต่าง รูปลักษณ์ที่ประจักษ์ต่อสายตาจะเปลี่ยนไป ขุนเขาลูกนั้น บนก้อนที่ดูเป็นมวลเดียวกัน จากทางเลี่ยงเมืองหรือตำบลแม่นะ ดอยหลวงแยกตัวให้เห็นเป็นสามยอด ดังคำเรียก ขาน ‘ดอยสามพี่น้อง’ เลี้ยวซ้ายมาทางตูบตีนดอย บ้านทุ่งละคร ภูเขาเผยโฉมหน้าอีกเสี้ยวหนึ่ง ไม่แยกยอดเด่นชัด แค่พอแลเห็น แล้วหากเดินทางวกย้อนไปทางตะวันตกเฉียงใต้ เที่ยวน้ำพุร้อน บ้านยางปู่โต๊ะ ขุนเขาชะโงกง้ำ ก้มหน้ามาใกล้…
รวิวาร
ตลาดแห่งนั้นเงียบ เป็นระเบียบและเย็นฉ่ำ ไม่มีคนขายนั่งประจำอยู่หลังกองสินค้า มีเพียงพนักงานเก็บเงินคนหนึ่งนั่งอยู่ใกล้ประตูทางออก เสียงดนตรีบรรเลงเบาๆ กล่อมเกลาบรรยากาศ ข้าวของมากมายเรียงรายอยู่บนชั้นสูง ยืนเข้าแถวราวกับทหาร ระหว่างชั้นแต่ละชั้นเกิดช่องลึกยาว พอเหมาะพอเจาะสำหรับเด็กๆ เล่นซ่อนหา... เรามาจากโลกข้างนอก ออกมาจากพาหนะคู่ชีพบุโรทั่งที่คอยรับใช้มาอย่างซื่อสัตย์ จึงไม่กล้าบ่นที่แอร์ไม่เย็น และฝนสาดเปียกปลายผมเพราะกระจกหน้าต่างไม่อาจปิดสนิท (... ขอบคุณนะที่พาไปทุกที่ ไม่รู้เจ้าจะน้อยใจหรือเปล่าที่บางครั้งฉันก็แอบฝันถึงรถคันใหม่อยู่เหมือนกัน)
รวิวาร
การผ่อนพักอันยาวนาน มืดและเงียบสงบ ในวงล้อมของหมู่ไม้ ได้ยินเสียงสัตว์เล็กๆ และการไหวตัวใต้พื้นดิน... ฉันอยู่ที่นั่น แน่นิ่ง ไม่ไหวติง หยุดมหาสมุทร สายน้ำ สายลมในตัว โลกกำลังต้องการการหลับใหล ความคิดหยุดลงชั่วขณะ เอียนเหลือแล้วกับสิ่งต่างๆ ที่ตนแสดงออก ความคิด โครงการ คำพูด เหน็ดเหนื่อยกับความกระตือรือร้น และการกระทำฉับไวต่อเนื่องไม่ยอมหยุด นอนอยู่บนผืนดิน เงียบสงัดจากความคิด ไหลเลือน ละลาย ชำระ ปล่อยให้สารพัดสิ่งพวยพุ่งทะลักกลับคืนแหล่ง โลกไม่ต้องการอะไรจากฉัน ฉันไม่จำเป็นต้องพ่นตัวเองออกสู่โลก ออกข้างนอกมากไปแล้วจำต้องหวนกลับคืนสู่ภายใน เข้าจัดการกะเกณฑ์ วางแผนมากไป…
รวิวาร
กาดก้อมเย็น มีเหตุต้องเข้าไปในหมู่บ้าน ฉันสตาร์ทมอเตอร์ไซค์อยู่นาน สลับกับคอยไล่หมา ในที่สุดรถก็วิ่งฉิว สายลมปะทะใบหน้าแสนสดชื่น อากาศยามเย็นเป็นสุข ถนนหักเลี้ยวทอดหาชุมชน เราเป็นคนของหมู่บ้านนี้แหละ บ้านทุ่งลั๊วะคอน (ทางการเรียก ทุ่งละคร) เป็นโดยสำมะโนครัว แต่ไม่ค่อยรู้จักใครเพราะอยู่ห่างออกมา ถนนสายน้อยพาไปพบสะพาน จากนั้นผืนโลกก็ลาดลงเป็นที่ลุ่ม หัวใจปริ่มสุขขึ้นฉับพลัน ผืนนาเขียวขจี กิ่งก้านสาขาของต้นไม้กลางนางามเด่น ขับด้วยแถวทิวต้นข้าว เถียงนาเล็ก ๆ ดุจที่พำนักอันสมถะสงบสุข กอดอกเทียนสีม่วงขาวชมพูพราวบานอยู่ใต้ร่มตะขบริมลำธาร หันมองกลับไป…
รวิวาร
'กาดนัด'วันอังคารเป็นวันที่ใครหลายคนในเมืองนี้รอคอย ฉันเองยังติดนิสัยเขียนรายการข้าวของไว้ล่วงหน้า ทุกครั้งที่นึกขึ้นได้ว่าใกล้วันนัดหมายประจำสัปดาห์แล้ว เรานั่งกุกกักอยู่ที่โต๊ะทำงานหลังจากเด็กๆ ไปโรงเรียนในตอนเช้า มองไปยังถนนทอดยาว เห็นมอเตอร์ไซค์วิ่งผ่านเป็นระยะ มีถุงใส่ของหลายใบแขวนเป็นพวงที่มือจับและตะกร้า...กาดนัดเชียงดาว ถึงนั่งอยู่บ้าน ฉันก็นึกภาพออกและจำได้ว่ามีอะไรอยู่ตรงไหนบ้าง เร็วหน่อย พ่อบ้าน ตื่นเร็ว วันนี้เราจะไปตลาดนัดกัน สัปดาห์นี้ขาดอะไรบ้างเอ่ย พริกแห้งเม็ดเล็ก กะปิ กระเทียม กุ้งแห้งซื้อไว้แล้วจากเจ้าท้ายถนนเมื่อสัปดาห์ก่อน วันนี้จะซื้อหอยดองแม่กลองของเขาดีไหมนะ ยำหอยดอง…
รวิวาร
เดือนบางเดือน สัปดาห์บางสัปดาห์ผ่านไปราวเมฆล่องลม เจ็ดแปดวันสั้นๆ หากแต่บรรจุด้วยเรื่องราวและผู้คนแน่นขนัด ขณะบางเดือน เรานั่งอยู่ติดเก้าอี้ จมจ่อมกับภาระหน้าที่แทบไม่ได้ก้าวพ้นเขตรั้ว เรียกมันว่า ‘สัปดาห์แห่งผู้มาเยือน’ มีผู้คนแวะเวียนมาทุกวันโดยมิได้นัดหมาย กะทันหัน ฉับพลันเสียจนกระทั่งไม่มีเวลาถอยหลัง ผงะ หรือนึกหงุดหงิดใจว่า...แขกเหรื่ออะไรนักหนา วันที่หนึ่ง วันที่สอง และสามสี่ ตามมาอีกจนเลยแปด เมื่อจิตใจตระหนักได้ เราพากันหัวเราะ อ้อ นี่ละหนอ ความบังเอิญที่ควบคุมไม่ได้ ชีวิตจัดส่งมา พ้นความคาดเดา นอกเหนือการจัดการ
รวิวาร
มันไม่ใช่แค่เรื่องเสื้อผ้า การแต่งหน้า เนื้อตัวเท่านั้น แต่รวมถึงการเข้าไปในสถานที่อย่างร้านอาหาร ร้านกาแฟ ตลอดจนการโอภาปราศรัย.... หิ้วกระเป๋าเข้าที่พัก กล่องสี่เหลี่ยมครอบลงบนพื้นดินชื้นแฉะ มีพรุน้ำอยู่ข้างใต้ กล่องเก่า ๆ ที่ผุเน่าไปทีละน้อยด้วยไอชื้นจากผืนดิน และการคายน้ำของใบไม้ชายป่าที่รุกล้ำเข้ามาเรื่อย ๆ เกิดรอยแยกที่ผนัง เหล่าแมลงสาบพล่านยั้วเยี้ยยามดึกขณะผู้พักพิงหลับใหล งูเงี้ยวเขี้ยวขอ จิ้งจกตุ๊กแกและหนู ซุ่มซ่อนจับจ้องจากรู โพรงบนผนัง ขื่อคาและเพดาน ไม่ว่าจะทำอย่างไร ๆ พื้นโลกก็คือหิน ดิน ทราย น้ำ ฝุ่น โคลน เราเพียงนำวัตถุเรียบแข็งโปะทับ ทาบแผ่นกระเบื้องหลากสีลงบนพื้น…