Skip to main content

การหาเสียงของฝ่ายค้านมาเลเซียที่รัฐปีนัง ซึ่งผู้คนเป็นมาเลเซียนเชื้อสายจีนเกือบ70%นั้น ดูเหมือนมีผู้สมัครบางคนพูดทำนองอยากให้ปีนังแยกตัวออกจากการควบคุมของรัฐบาลกลางกัวลาร์ลัมเปอร์ แล้วเป็นรัฐอิสระปกครองตนเอง. เพราะความจริงปีนังมีความเจริญทัดเทียมกับสิงคโปร์ รายได้หลักมาจากการท่องเที่ยว มีไวไฟฟรีตามจุดท่องเที่ยว แต่รัฐบาลอัมโนกลับไม่สนใจให้งบประมาณพัฒนาปีนังเป็นเมืองท่าปลอดภาษีอย่างทีพูดไว้เมื่อ30-40 ปีที่แล้ว แต่กลับทุ่มงบไปที่เกาะลังกาวี. ทั้งนี้ เป็นเพราะเกาะปีนังเป็นฐานที่มั่นกิจกรรมการเมืองของพรรคฝ่ายค้านที่ใหญ่ที่สุดในมาเลเซียนั่นเอง!!

เพิ่งรู้นะว่า อาจเป็นเพราะขาดรสชาดของประชาธิปไตยอย่างแท้จริง โดยพรรคอัมโนปกครองมาเลเซียมาตลอด 56 ปี. กิจกรรมการเมืองจึงกลายเป็น 'ของแสลง' สำหรับมาเลเซียนทั่วไป. และน่าสังเกต การ'เรียกแขก'ให้พวกสนับสนุนมาฟังคำปราศรัยที่ปีนัง ซึ่งฝ่ายค้านอย่าง 'พรรคกิจประชาธิปไตย' (Democratic Action Party 民主行動黨) ที่ยึดครองที่นั่งในสภา แข็งข้อต่อรัฐบาลนั้น เขาจะไม่เรียกว่า 'เปิดปราศรัยใหญ่' เหมือนบางประเทศที่ชอบอ้างว่าเป็นประเทศประชาธิปไตยที่อยู่ภูมิภาคนี้ แต่จะใช้ศัพท์ว่า 'การเสวนาการเมือง' (政治座談會)และภาษาที่ใช้หาเสียงนั้นคือภาษาฮกเกี้ยนเป็นหลัก แม้แต่ผู้สมัครเชื้อสายอินเดียบางคนยังต้องทักทายกับชาวบ้านเป็นภาษาฮกเกี้ยน เพื่อเรียกคะแนนให้ตนเอง

 

Lim Guan Eng (หลิมก้วนเอง 林冠英)ผู้ว่ารัฐปีนังในฐานะเลขาธิการพรรคกิจประชาธิปไตย(Democratic Action Party 民主行動黨) พรรคฝ่ายค้านสำคัญของมาเลเซียนเชื้อสายจีน กล่าวคำปราศรัยหาเสียงเมื่อคืนวันที่30เมษายนที่ปีนัง โดยผู้สมัครรับเลือกตั้งครั้งนี้ ต้องพูดอย่างน้อย4ภาษา ได้แก่มลายู. ฮกเกี้ยน จีนกลางและอังกฤษ โดยโจมตีพรรครัฐบาลนาจิบเอาดีใส่ตัว เอาชั่วใส่คนอื่น 'ปล่อยตด'(放屁ปั้งผุ่ย FàngPì)เก่งอย่างเดียว ปากบอกว่า 'หนึ่งมาเลเซีย' แต่ยังดำเนินการแบ่งแยกเชื้อชาติกีดกันเสรีภาพการเมืองของผู้ไม่ใช่เชื้อสายมาเลย์หรือต่างศาสนา

หลิมก้วนเองวัย52 เป็นบุตรชายของหลิมกิตเสียง(Lim Kit Siang林吉祥) นักการเมืองปากกล้าของมาเลเซีย

 

Betty Chew(周玉清)(ซ้าย) ลูกสะใภ้ของนักการเมืองฝ่ายค้านมาเลเซียชื่อดังหลิมกิตเสียง(Lim Kit Siang 林吉祥)เมื่อคืนวันที่30เมษายน พาลูกหลานมาให้กำลังใจกับสามีซึ่งเป็นผู้ว่ารัฐปีนัง หลิมก้วนเอง(Lim Guan Eng林冠英)ที่สวมตำแหน่งเป็นเลขาธิการพรรคกิจประชาธิปไตย(Democratic Action Party 民主行動黨)พาลูกทีมหาเสียง ที่ปีนัง

หน้าศูนย์อำนวยการพรรคฝ่ายค้านมาเลเซีย ตั้งอยู่"ซอยบางกอก" (Lorong Bangkok) รัฐปีนัง

ยกทั้งครอบครัวมาไว้ที่สนามกิจกรรมแห่งหนึ่งในปีนัง ฟังคำปราศรัยเลือกตั้ง ตั้งแต่สองทุ่มถึงเที่ยงคืน

ผู้ฟังปราศรัยผู้สมัครเลือกตั้งที่มาเลเซีย มีทุกเพศทุกวัย อาตี๋อาหมวย อาซิ้มอาแปะ ที่สำคัญไม่มีหน้าม้าจ้างคนมา ไม่มีการใช้ความรุนแรงหรือทิ้งสิ่งโสโครกไว้เป็นทรงจำเหมือนบางประเทศ

ใจกลางเมืองเก่าปีนัง เมืองมรดกโลกของมาเลเซีย เต็มไปด้วยธงพรรคและป้ายหาเสียงผู้สมัครของแต่ละฝ่าย คึกคักจากเช้าถึงเที่ยงคืน.

สื่อที่นั่นบอกว่า วัน(คืน)หมาหอนก่อนหย่อนบัตร 5 พค. สื่อทุกค่ายจะเลี่ยงการเสนอข่าวให้คุณให้โทษแต่ละฝ่าย. สถานที่บริการและร้านอาหารก็บริการเครื่องดื่มอัลกอฮอล์ตามปกติ ฉันใดก็ฉันนั้น!!

(ภาพ:สงวน คุ้มรุ่งโรจน์)

 

ดูกร!!??

พระไทย(เถื่อน)กลาดเกลื่อนบนเกาะปีนัง 'เรี่ยไร' เงินผู้คนสัญจรบนท้องถนน. ทางการไทยว่างเมื่อไหร่ ช่วยส่งคนมาจัดการที เพราะบรรดา 'หลวงพี่' เหล่านี้สร้าง 'ภาพพจน์' ให้ประเทศไทยเหลือกินจริงๆ

 

 

 

 

บล็อกของ สงวน คุ้มรุ่งโรจน์

สงวน คุ้มรุ่งโรจน์
สุขสันต์วันไหว้พระจันทร์ 中秋節快樂 Happy Mid-autumn/Moon Festival 가족과 함께 즐거운 추석을 보내세요   ข้อสังเกตจากไซ่ง่อน เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองที่สนามบินไซ่ง่อน แทบทุกคนพูดภาษาไทยได้หมด!!!  
สงวน คุ้มรุ่งโรจน์
สื่อจีนรายงานผู้ช่วยรมต. ต่างประเทศของจีนรียกร้องไทยมุ่งมันผลักดันความร่วมมือจีน-อาเซียน เหมือนที่จีนเร่งผลักดันความร่วมมือในภูมิภาคเอเชียตะวันออก
สงวน คุ้มรุ่งโรจน์
เหตุประท้วงญี่ปุ่นยังลุกลาม ยังคงมีการทำลายทรัพย์สินและทำร้ายร่างกายชาวญี่ปุ่นอย่างต่อเนื่อง มีการปิดล้อมสถานกงสุลใหญ่ญี่ปุ่นในนครกว่างโจว ขณะที่ทางการจีนเร่งลบภาพความรุนแรงของผู้ชุมนุมออกจากเว็บไซต์
สงวน คุ้มรุ่งโรจน์
ความขัดแย้งจีน-ญี่ปุ่น กรณีหมู่เกาะเตียวหวียังลุกลาม ชาวจีนในเมืองใหญ่กว่า 30 เมืองทั่วประเทศเดินขบวนประท้วงญี่ปุ่น มีการทำร้ายนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่น แย่งชิงกล้องถ่ายรูป ทำลายสินค้า ปล้นสะดมร้านอาหารญี่ปุ่น รวมถึงทุกระจกรถญี่ปุ่นด้วย
สงวน คุ้มรุ่งโรจน์
ผู้ที่จะมาเป็นเอกอัครราชทูตสาธาณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทยคนใหม่ที่ชื่อ Jeon Jae-Man(ชอน เจมัน전재만 全在萬) พูดภาษาจีนกลางคล่องแคล่วมาก และเคยโอนไปรับหน้าที่ในสำนักข่าวกรองแห่งชาติมาก่อน และรับหน้าที่เอกอัครทูตเป็นครั้งแรกที่ประเทศไทย