โดย .. ศูนย์วิจัยหมูหลุม (Mooloom Intelligence Unit - MIU)
เมื่อวันที่ 27 ก.พ. 55 ที่ผ่านมาคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า การเติบโตการใช้สื่อสังคมออนไลน์ (social media) มีส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหาการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควรนำไปสู่การทำแท้งหรือปัญหาคุณแม่วัยใส โดยเฉพาะปัจจุบันกลุ่มเยาวชนและวัยรุ่นช่วงอายุระหว่าง 18-24% เป็นกลุ่มผู้ใช้เฟซบุ๊คที่ใหญ่ที่สุด คิดเป็นสัดส่วนเกือบ 40% ของผู้ใช้ทั้งหมด
โดยการตั้งครรภ์ของหญิงไทยที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์หรือคุณแม่วัยใสมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยอัตราการคลอดบุตรของมารดาที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปี เพิ่มจาก 13.55% ของมารดาที่มีการคลอดบุตรทั้งหมดในปี 2552 เป็น 13.76% ในปี 2553 สูงกว่าเกณฑ์เฝ้าระวังขององค์กรอนามัยโลกที่กำหนดไว้ไม่เกิน 10% ของมารดาที่คลอดบุตรทั้งปี
และข้อมูลจากการสำรวจพบว่ากลุ่มเด็กและเยาวชนอายุ 15-24 ปี ยังมีอัตราการดื่มสุราสูงขึ้นเมื่อเทียบกับกลุ่มอายุอื่นๆ แม้มีแนวโน้มลดลงจาก 24.3% ในปี 2552 เหลือ 23.7% ในปี 2554 ขณะที่คนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไปดื่มสุราเฉลี่ย 58 ลิตรต่อคนต่อปี สูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลก 9 เท่าตัว
(ที่มา: สศช.เตือนโซเชียลมีเดียทำแม่วัยใสพุ่ง)
“ใส่บ่าแบกหาม” จึงอยากขอเสนอตัวเลขที่เกี่ยวเนื่องกับประเด็นนี้เป็นกับแกล้มข่าวดังนี้ ..
social media ในสังคมไทย
เว็บไซต์ alexa.com สำรวจเว็บยอดนิยมในประเทศไทยได้ดังนี้

ดูเพิ่มเติม: http://www.alexa.com/topsites/countries/TH
ประชากรบนเฟซบุ๊คในประเทศไทย
|
รวมยูสเซอร์ทั้งหมด 13,684,540 คน |
ชาย 6,576,200 คน (48.2%) |
หญิง 7,060,640 คน (51.8%) |
|
|
||
|
ช่วงอายุ |
|
|
|
13-15 ปี |
1,527,420 (11.2%) |
|
|
16-17 ปี |
1,380,000 (10.1%) |
|
|
18-24 ปี |
4,652,440 (34.0%) |
|
|
25-34 ปี |
3,900,700 (28.5%) |
|
|
35-44 ปี |
1,399,640 (10.2%) |
|
|
45-54 ปี |
515,300 (3.8%) |
|
|
55-64 ปี |
153,740 (1.1%) |
|
|
65 ปีขึ้นไป |
155,160 (1.1%) |
|
(ข้อมูลจาก http://www.checkfacebook.com/ ,เข้าดูเมื่อ 27 ก.พ. 55)
ข้อมูล Twitter เมืองไทย (26-02-2012)
ทวีตทั้งหมด: 2,466,770 ทวีต
จำนวนคนที่ทวีต: 130,855 user
tag ที่มีการพูดมากสุด: #Thestar8
คนที่ถูก mention มากสุด: @Kacha_AF8
คำ/วลีที่ถูกพูดถึงมากสุด: ร้อน
(ที่มา: http://www.lab.in.th/thaitrend/, เข้าดูเมื่อ 27 ก.พ. 55)
การสำรวจอนามัยการเจริญพันธุ์
เมื่อปี พ.ศ.2552 สำนักงานสถิติแห่งชาติได้ดำเนินการสำรวจเกี่ยวกับภาวะเจริญพันธุ์ (ในอดีตมีการสำรวจมาเพียง 4 ครั้ง คือ ปี 2518 2528 2539 และ 2549) โดยได้ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลในเดือนพฤษภาคม 2552 ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบ Stratified Two Stage Sampling ทั้งในเขตเทศบาลและ นอกเขตเทศบาล ทั่วประเทศ มีจำนวนครัวเรือนตัวอย่างประมาณ 30,000 ครัวเรือน โดยสัมภาษณ์หญิงอายุ 15 – 59 ปี จำนวน 37,511 คน ซึ่งจำนวนนี้เป็นหญิงเคยสมรสอายุ 15 – 49 ปีที่มีบุตรคนสุดท้องที่ยังมีชีวิตอยู่อายุต่ำกว่า 1 ปี จำนวน 2,509 คน วัยรุ่นอายุ 15 – 24 ปี จำนวน 11,971 คน (ชาย 5,364 คน หญิง 6,607 คน) ซึ่งสรุปผลการสำรวจที่น่าสนใจได้ดังนี้ ..
|
อายุ สถานภาพสมรส และภาค จากผลการสำรวจ พบว่า ปี 2552 ประเทศไทยมีหญิงวัยเจริญพันธุ์ประมาณ 18.8 ล้านคน ประมาณสองในสาม (ร้อยละ 67.7) ของหญิงวัยเจริญพันธุ์อาศัยนอกเขตเทศบาล ส่วนที่เหลืออีกหนึ่งในสาม (ร้อยละ 32.3) อาศัยอยู่ในเขตเทศบาล สัดส่วนของหญิงวัยเจริญพันธุ์ที่อายุ 35 – 39 ปี และ 40 – 44 ปี มีมากที่สุด (ร้อยละ 15.2) ในเขตเทศบาลมีสัดส่วนของหญิงเจริญพันธุ์อายุ 30 – 34 ปี และ 35 – 39 ปี มากที่สุด (ร้อยละ 16.2) นอกเขตเทศบาลมีสัดส่วนของหญิงเจริญพันธุ์อายุ 40 – 44 ปีมากที่สุด (ร้อยละ 15.0) หญิงวัยเจริญพันธุ์มีสัดส่วนที่อาศัยอยู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมากที่สุด คือ ร้อยละ 32.9 รองลงมาคือ ภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคใต้ และกรุงเทพมหานคร (ร้อยละ 24.5 17.6 13.6 และ 11.5 ตามลำดับ) |
|
การศึกษา หญิงวัยเจริญพันธุ์สำเร็จการศึกษาสูงสุดระดับประถมศึกษามีสัดส่วนมากที่สุด คือ ร้อยละ 32.1 รองลงมาคือ ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นร้อยละ 22.6 สำหรับผู้สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย สูงกว่ามัธยมศึกษาตอนปลาย และไม่เคยเรียน/ก่อนประถมศึกษา/อื่น ๆ มีเพียงร้อยละ 17.2 15.9 และ 12.0 ตามลำดับ โดยหญิงวัยเจริญพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในเขตเทศบาลมีการศึกษาสูงกว่านอกเขตเทศบาล ซึ่งดูได้จากสัดส่วนผู้สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายและสูงกว่าของในเขตเทศบาลมีมากกว่านอกเขตเทศบาล |
|
การทำงานและอาชีพ เมื่อพิจารณาการทำงานในรอบปีที่แล้วของหญิงวัยเจริญพันธุ์ พบว่าทำงานร้อยละ 76.3 โดยนอกเขตเทศบาลมีสัดส่วนหญิงวัยเจริญพันธุ์ที่ทำงานสูงกว่าในเขตเทศบาลเล็กน้อย (ร้อยละ 77.9 และ 73.1 ตามลำดับ) หญิงวัยเจริญพันธุ์ที่ทำงานในรอบปีที่แล้ว ทำงานเป็นเกษตรกรมากที่สุด รองลงมาเป็นพนักงาน/ลูกจ้างเอกชน และค้าขาย/ประกอบธุรกิจส่วนตัว โดยมีความแตกต่างกันตามเขตการปกครอง คือ หญิงที่อาศัยอยู่ในเขตเทศบาลทำงานเป็นพนักงาน/ลูกจ้างเอกชนมากที่สุด แต่หญิงที่อาศัยอยู่นอกเขตเทศบาลทำงานเป็นเกษตรกรมากที่สุด |
|
การเตรียมความพร้อมก่อนแต่งงาน จากผลการสำรวจปี 2552 พบว่า ก่อนแต่งงานหญิงสมรสอายุ 15 – 49 ปีที่ตนเองและ/หรือสามีได้รับข้อมูลและคำปรึกษาเกี่ยวกับการวางแผนครอบครัวจากบุคลากรสาธารณสุขมีเพียงร้อยละ 15.0 และตนเอง และ/หรือสามีได้รับการตรวจเลือดเพื่อหาทาลัสซีเมียหรือเชื้อ HIV ร้อยละ 21.7 โดยแยกเป็นตรวจหาทั้งสองอย่างร้อยละ 18.6 ตรวจหาทาลัสซีเมียอย่างเดียวร้อยละ 0.8 และหาเชื้อ HIV อย่างเดียวร้อยละ 2.3 โดยผู้ที่อยู่ในเขตเทศบาลได้รับบริการทั้งด้านข้อมูลและคำปรึกษาเกี่ยวกับการวางแผนครอบครัวรวมทั้งการตรวจเลือดก่อนแต่งงานในสัดส่วนที่มากกว่าผู้อยู่นอกเขตเทศบาลอย่างเห็นได้ชัด |
|
อายุแรกสมรส เมื่อเปรียบเทียบกับผลการสำรวจปี 2549 พบว่า หญิงไทยมีอายุแรกสมรสเฉลี่ย (SMAM) ลดลงเล็กน้อย คือจาก 23.1 ปี เป็น 22.2 ปี โดยหญิงที่อยู่ในเขตเทศบาล สมรสช้ากว่าหญิงที่อยู่นอกเขตเทศบาล และพบว่าความแตกต่างของอายุแรกสมรสเฉลี่ยของหญิงที่อยู่ในเขตเทศบาลและหญิงที่อยู่นอกเขตเทศบาลเริ่มลดลงคือ ลดจาก 3.3 ปี ในปี 2549 เป็น 2.8 ปีในปี 2552 |
|
อายุเฉลี่ยเมื่อคลอดบุตรคนแรก อายุเฉลี่ยเมื่อคลอดบุตรคนแรก เป็นตัวชี้วัดหนึ่งของพฤติกรรมการมีบุตร หญิงที่มีบุตรเมื่ออายุน้อยมีโอกาสเสี่ยงสูงที่จะมีโรคแทรกซ้อนระหว่างการคลอด เพราะร่างกายยังไม่เจริญเติบโตเต็มที่ รวมทั้งมีโอกาสเสี่ยงต่อการตายของทารก ผลการสำรวจ พบว่า หญิงไทยมีอายุเฉลี่ยเมื่อคลอดบุตรคนแรก 23.3 ปี โดยหญิงที่อยู่นอกเขตเทศบาลมีอายุเฉลี่ยเมื่อคลอดบุตรคนแรกต่ำกว่าในเขตเทศบาลเล็กน้อย (23.1 ปี และ 23.9 ปี ตามลำดับ) และหญิงภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีอายุเฉลี่ยเมื่อคลอดบุตรคนแรกต่ำที่สุดคือ 22.9 ปี ซึ่งมีลักษณะเช่นเดียวกับปี 2549 ร้อยละ 34.2 ของหญิงไทยอายุ 15 – 49 ปีไม่มีบุตรและร้อยละ 65.8 มีบุตรเกิดรอด หากพิจารณาช่วงอายุเมื่อคลอดบุตรคนแรกของหญิงไทยที่มีบุตรเกิดรอด พบว่า คลอดบุตรคนแรกเมื่ออายุ 20 – 24 ปี มากที่สุด รองลงมาคือ อายุน้อยกว่า 20 ปี และ 25 – 29 ปีซึ่งสอดคล้องกับผลการสำรวจปี 2549 |
|
การใช้การคุมกำเนิด การวางแผนคุมกำเนิดที่เหมาะสมมีความสำคัญต่อสุขภาพของหญิงและบุตร ดังนี้ 1) ช่วยป้องกันหญิงจากการตั้งครรภ์ในขณะอายุน้อยหรือเมื่ออายุมากเกินไป 2) ช่วยเว้นระยะการมีบุตร และ 3) ช่วยในการกำหนดจำนวนบุตร การสำรวจนี้มุ่งเน้นศึกษาการคุมกำเนิดของหญิงสมรสในวัยเจริญพันธุ์ (อายุ 15-49 ปี) พบว่า หญิงสมรสอายุ 15 - 49 ปี ที่คุมกำเนิดวิธีใดวิธีหนึ่งในปี 2552 มีร้อยละ 79.6 ลดลงเล็กน้อยจากปี 2549 ซึ่งมีร้อยละ 81.1 การลดลงของอัตราการคุมกำเนิดพบในทุกภาคยกเว้น ภาคใต้และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แต่อย่างไรก็ตาม ภาคใต้ก็ยังมีอัตราการคุมกำเนิดต่ำที่สุด |
|
วิธีการคุมกำเนิด ปี 2552 หญิงสมรสอายุ 15 - 49 ปี มีร้อยละ 77.4 ที่ตนเองหรือสามีคุมกำเนิดด้วยวิธีแบบสมัยใหม่ โดยวิธีที่ใช้กันมากที่สุด ได้แก่ ยาเม็ดคุมกำเนิด (ร้อยละ 35.0) ตามด้วยทำหมันหญิง(ร้อยละ 23.7) ยาฉีดคุมกำเนิด (ร้อยละ 14.0) ถุงยางอนามัย (ร้อยละ 2.3) และวิธีคุมกำเนิดสมัยใหม่อื่น ๆ (ยาคุมฉุกเฉิน/ยาคุมหลังร่วมเพศ ยาฝังคุมกำเนิดห่วงอนามัย และทำหมันชาย) ร้อยละ 2.5 ส่วนวิธีแบบดั้งเดิมที่ใช้ ได้แก่นับระยะปลอดภัยร้อยละ 1.7 และวิธีอื่น ๆ ร้อยละ 0.5 อัตราการคุมกำเนิดแปรผันตามอายุของหญิงสมรสกลุ่มอายุ 30 - 44 ปีมีอัตราการคุมกำเนิดสูงกว่ากลุ่มอายุอื่น หญิงอายุน้อยนิยมใช้วิธีคุมกำเนิดแบบชั่วคราวคือ ยาเม็ดคุมกำเนิดมากกว่าวิธีอื่น รองลงมา คือ ยาฉีดคุมกำเนิด ขณะที่หญิงอายุ 40 – 49 ปี นิยมใช้วิธีคุมกำเนิดแบบถาวรมากที่สุด คือ ทำหมันหญิง รองลงมาใช้แบบชั่วคราวคือ ยาเม็ดคุมกำเนิด |
|
เหตุผลที่ไม่คุมกำเนิด หญิงสมรสอายุ 15 - 49 ปีที่ปัจจุบันไม่คุมกำเนิดเนื่องจากต้องการมีบุตรเพิ่มมากที่สุด (ร้อยละ 32.8) รองลงมาคือ คิดว่าตนเองอายุมากหรือไม่มีประจำเดือนแล้ว (ร้อยละ 15.2) กำลังตั้งครรภ์ (ร้อยละ 14.7) และสามีไม่ค่อยอยู่บ้าน (ร้อยละ 10.1) เหตุผลที่ไม่คุมกำเนิดของหญิงสมรสมีความแตกต่างกันตามอายุคือ เกือบครึ่งหนึ่งของหญิงสมรสอายุ 15 - 19 ปีไม่คุมกำเนิดเพราะกำลังตั้งครรภ์ มากกว่า 1 ใน 3 ถึงเกือบครึ่งหนึ่งของหญิงสมรสอายุ 20 - 39 ปีต้องการมีบุตรเพิ่ม และร้อยละ 28 - 53 ของหญิงสมรสอายุ 40 - 49 ปี ไม่คุมกำเนิดเพราะคิดว่าตนเองอายุมากหรือไม่มีประจำเดือนแล้ว |
|
ความตั้งใจมีบุตร ความตั้งใจมีบุตรในที่นี้หมายถึง ขณะตั้งครรภ์บุตรคนสุดท้องแม่มีความต้องการมีบุตรในช่วงเวลานั้น ผลที่แสดงในตาราง 7 พบว่า หญิงเคยสมรสอายุ 15 – 49 ปีที่มีบุตรคนสุดท้องที่ยังมีชีวิตอยู่อายุต่ำกว่า 1 ปี มีถึงร้อยละ 75.9 ที่มีความตั้งใจมีบุตรขณะตั้งครรภ์ สำหรับผู้ไม่ตั้งใจมีบุตรมีเพียงร้อยละ 16.2 (ต้องการมีบุตรแต่ไม่ใช่ในช่วงเวลานั้นร้อยละ 5.5 และไม่ต้องการมีบุตรร้อยละ 10.7) แต่อย่างไรก็ตามพบว่า มีอีกร้อยละ 7.9 ที่ตอบว่าอย่างไรก็ได้ (มีหรือไม่มีบุตรในช่วงเวลานั้นก็ได้) เมื่อพิจารณาเฉพาะกลุ่มหญิงเคยสมรสอายุ 15 – 19 ปี พบว่าเกือบ 1 ใน 3 ไม่ตั้งใจมีบุตร ซึ่งสูงกว่าสัดส่วนที่ไม่ต้องการมีบุตรของหญิงเคยสมรสอายุ 15 – 49 ปีทั้งหมดประมาณเท่าตัว ผลดังกล่าวอาจเนื่องจากกลุ่มวัยรุ่นอายุน้อยยังไม่พร้อมจะมีลูก หญิงเคยสมรสกลุ่มที่ไม่ตั้งใจมีบุตรแต่มีการตั้งครรภ์ ทั้งกลุ่มอายุ 15 – 49 ปี และ 15 – 19 ปี มีสาเหตุเนื่องจากลืมกิน/ฉีดยาคุมกำเนิดมากที่สุด รองลงมาคือ คุมกำเนิดแบบวิธีดั้งเดิม (นับระยะปลอดภัย/หลั่งภายนอก) โดยมีข้อสังเกตุสำหรับกลุ่มหญิงที่มีอายุน้อย (15 – 19 ปี) พบว่า เหตุผลที่ไม่ป้องกันคือ ไม่คิดว่าจะมีเพศสัมพันธ์ถึงร้อยละ 25.6 |
|
การเคยใช้การคุมกำเนิด (วัยรุ่นอายุ 15 – 24 ปี) จากผลการสำรวจวัยรุ่นอายุ 15 – 24 ปี โดยไม่คำนึงถึงสถานภาพสมรส พบว่า มีร้อยละ 35.6 เคยใช้วิธีคุมกำเนิด กลุ่มอายุ 15 – 19 ปีมีสัดส่วนการเคยใช้วิธีคุมกำเนิดน้อยกว่ากลุ่มอายุ 20 – 24 ปี (ร้อยละ 15.7 และ 55.6 ตามลำดับ) การเคยใช้การคุมกำเนิดสัมพันธ์กับสถานภาพสมรสคือกลุ่มวัยรุ่นที่สมรส (รวม อยู่กินฉันท์สามีภรรยา) และหม้าย/หย่า/แยกกันอยู่/เคยสมรสแต่ไม่ทราบสถานภาพสมรส มีสัดส่วนที่เคยใช้การคุมกำเนิดมากถึงร้อยละ 83.5 และ 70.3 ตามลำดับ แต่กลุ่มวัยรุ่นโสดมีสัดส่วนดังกล่าวน้อยที่สุดเพียงร้อยละ 16.2 เมื่อพิจารณาจำแนกตามกลุ่มอายุ พบว่า วัยกลุ่มอายุ 15 – 19 ปี ทั้งผู้หญิงและผู้ชายเคยใช้วิธีคุมกำเนิดในสัดส่วนที่น้อยและไม่แตกต่างกันประมาณร้อยละ 15.0 และมีสัดส่วนใกล้เคียงกันทั้งในเขตเทศบาล และนอกเขตเทศบาล โดยภาคเหนือและภาคกลางมีสัดส่วนของวัยรุ่นที่เคยใช้วิธีคุมกำเนิดสูงกว่าภาคอื่น คือ ประมาณร้อยละ 19.0 ในขณะที่ภาคใต้มีสัดส่วนน้อยที่สุด ร้อยละ 12.1 สำหรับวัยรุ่นกลุ่มอายุ 20 – 24 ปี เพศหญิงมีสัดส่วนของการเคยใช้วิธีคุมกำเนิดสูงกว่าเพศชาย (ร้อยละ 57.8 และ 53.4 ตามลำดับ) โดยนอกเขตเทศบาลมีผู้ใช้วิธีคุมกำเนิดมากกว่าในเขตเทศบาล (ร้อยละ 56.4 และ 53.4 ตามลำดับ) ภาคเหนือมีสัดส่วนผู้เคยใช้วิธีคุมกำเนิดสูงที่สุด (ร้อยละ 61.3) และภาคใต้มีการใช้วิธีคุมกำเนิดน้อยที่สุดคือ ร้อยละ 46.7 ถ้าพิจารณาเฉพาะคนโสด พบว่า ร้อยละ 16.2 ของวัยรุ่นโสดอายุ 15 – 24 ปีเคยใช้การคุมกำเนิด วัยรุ่นชายโสดมีสัดส่วนที่เคยใช้การคุมกำเนิดสูงกว่าหญิง ผู้ที่อยู่ในเขตเทศบาลมีสัดส่วนที่เคยใช้การคุมกำเนิดสูงกว่านอกเขตเทศบาล และกรุงเทพมหานครสูงกว่าภาคอื่นรองลงมาคือ ภาคเหนือ และพบว่า สัดส่วนที่เคยใช้การคุมกำเนิดของกลุ่มอายุ 20 – 24 ปี สูงกว่ากลุ่มอายุ 15 – 19 ปี (ร้อยละ 29.7 และ 8.5 ตามลำดับ) |
|
การใช้การคุมกำเนิดเมื่อมีเพศสัมพันธ์ครั้งสุดท้าย วัยรุ่นอายุ 15 – 24 ปี จากการสอบถามกลุ่มวัยรุ่น (15 – 24 ปี) ที่เคยใช้วิธีการคุมกำเนิดพบว่า ร้อยละ 91.9 ยังใช้วิธีคุมกำเนิดเมื่อมีเพศสัมพันธ์ครั้งสุดท้าย โดยใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดมากที่สุด (ร้อยละ 44.9) รองลงมาใช้ถุงยางอนามัย (ร้อยละ 31.4) ยาฉีดคุมกำเนิด (ร้อยละ 9.3) และพบว่ามีการใช้ยาคุมฉุกเฉิน/คุมหลังร่วมเพศร้อยละ 1.8 และมีเพียงร้อยละ 8.1 ที่ไม่ใช้วิธีคุมกำเนิดเมื่อมีเพศสัมพันธ์ครั้งสุดท้าย ในทั้ง 2 กลุ่มอายุ คือ 15 – 19 ปี และ 20 – 24 ปี พบว่า ผู้ชายมีการป้องกันการตั้งครรภ์มากกว่าผู้หญิงในการมีเพศสัมพันธ์ครั้งสุดท้ายโดยอาจจะเป็นการป้องกันโดยตัวเองเป็นผู้ใช้หรือให้ฝ่ายหญิงเป็นผู้ใช้ก็ได้ในกลุ่มอายุน้อย (15 – 19 ปี) ผู้ชายมีการใช้ถุงยางอนามัยถึงร้อยละ 72.7 แต่เมื่ออายุมากขึ้น พบว่า ผู้ชายมีการใช้ถุงยางอนามัยลดลงเป็นร้อยละ 49.0 แต่มีสัดส่วนการให้ฝ่ายหญิงเป็นผู้คุมกำเนิดโดยใช้ยาคุมกำเนิดเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าสำหรับการคุมกำเนิดของผู้หญิงพบว่า ผู้หญิงมีการใช้ยาคุมกำเนิดเพิ่มขึ้นตามอายุ (อายุ 15 – 19 ปี ร้อยละ 56.1 และอายุ 20 – 24 ปี ร้อยละ 60.5) วัยรุ่นโสดอายุ 15 – 24 ปี เมื่อพิจารณาวัยรุ่นอายุ 15 – 24 ปีที่เคยใช้วิธีการคุมกำเนิดเฉพาะกลุ่มคนโสด พบว่า วัยรุ่นโสดกลุ่มนี้มีการใช้วิธีคุมกำเนิดเพื่อป้องกันไม่ให้คู่ของตนตั้งครรภ์เมื่อมีเพศสัมพันธ์ครั้งสุดท้ายในสัดส่วนค่อนข้างสูง (ร้อยละ 98.8) แต่วิธีคุมกำเนิดที่ใช้มีความแตกต่างกันคือวัยรุ่นโสดใช้วิธีการคุมกำเนิดแบบชั่วคราวเท่านั้น โดยส่วนใหญ่ใช้ถุงยางอนามัยมากถึงร้อยละ 72.2 รองลงมาคือ ยาเม็ดคุมกำเนิด (ร้อยละ 18.5) |