Skip to main content

เมื่อเดินทางจากลำปาง
มาอยู่กับท่านเศรษฐีใจบุญที่กรุงเทพ ท่านให้ผมเรียกท่านว่า "นายพ่อ" ท่านได้สอนให้ผมร้องเพลงเล่นกับวงดนตรีคนพิการของท่าน รวมทั้งสอนให้ขายล็อตเตอรี่ด้วย เพื่อให้ออกไปหาเงิน ผมก็ไป ไม่เคยอิดออดอะไร เพื่อหวังจะได้เรียนหนังสือและมีชีวิตที่ดีขึ้น...

บางวัน ฝนจะตกแดดจะออกอย่างไรก็ไม่มีวันหยุดพัก นายพ่อจะขับรถพาคณะดนตรีของเรา ไปเล่นตามข้างสะพานลอย ตามข้างฟุตบาทแถวอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ หรือตามบริเวณตลาดต่างๆ

พอถึงเวลานายพ่อจ่ายเงินเดือน  ผมก็ขอให้นายพ่อเป็นธุระช่วยส่งเงินไปให้ยายที่ลำปาง ผมดีใจมาก...ที่สามารถหาเงินส่งไปให้ยาย ที่เลี้ยงดูผมมาตั้งแต่ยังแบเบาะ...ยายได้รับแล้วก็เขียนจดหมายมาบอกผมว่า ถ้าไม่จำเป็นอะไร ไม่ต้องส่งมาก็ได้ เพราะยายอยู่กับวัด แทบไม่มีค่าใช้จ่ายอะไร ให้หลานเก็บไว้เป็นค่าเล่าเรียนเถิด แต่ผมก็ยังส่งไปให้แทบทุกเดือน...                       

วันเวลาผ่านไป
จนกระทั่งย่างเข้าปีที่ 5 ที่ผมได้มาใช้ชีวิตกับนายพ่อในเมืองหลวง ผมอายุย่าง 16 ปี แล้ว แต่ผมก็ยังไม่ได้เรียนอักษรเบลล์ ยังคงต้องตระเวนออกไปร้องเพลงกับคณะรุ่นพี่เขา ที่ แขน ขา พิการ แต่ตาดี นายพ่ออ้างว่าต้องอายุครบ 17 ปีเต็ม จึงจะเข้าเรียนอักษรเบลล์ได้ ผมจึงได้แต่บอกตนเองว่า ให้อดทนเพียงแค่ปีเดียว เราก็จะได้เล่าเรียนหนังสือ และเคยขอร้องนายพ่อ ให้พาผมกลับไปเยี่ยมยายที่จังหวัดลำปางบ้าง แต่นายพ่อกลับว่าบอกไม่มีเวลา ให้สุทัศน์ขยันทำงานฝากเงินไปให้ยายก็พอแล้ว...

ด้วยความอ่อนเขลาต่อโลก
ผมจึงไม่คิดอะไรมาก ได้แต่ฝันเอาไว้ว่า เรียนหนังสือจบเมื่อไหร่ จะไปรับยายมาอยู่ด้วย ที่บ้านนายพ่อ ผมมีเพื่อนสนิทมากที่สุดคนหนึ่ง เธอชื่อจันทร์ มีอะไรเราก็ปรึกษาหารือกันตลอด ไม่ว่าทุกข์หรือสุขจันทร์คนเดียวเท่านั้นที่ผมคิดว่า เธอคือเพื่อนตายของผม จันทร์เธอขาขาดไปข้างหนึ่ง แต่ใส่ขาเทียม วันหนึ่ง จันทร์ไปเจอจดหมาย ที่ยายเขียนมาถึงผมในถังขยะ จันทร์จึงเอามาอ่านให้ผมฟัง

"...สุทัศน์หลานรักของยาย เกือบปีแล้วนะ ที่เอ็งไม่ได้ติดต่อมาหายาย เอ็งอยู่สุขสบายดีหรือ นายพ่อบอกยายว่า เองไปเป็นลูกบุญธรรมของฝรั่งใจบุญคนหนึ่ง เอ็งคงสบายดีนะลูก วันหลังถ้ามีเวลา อย่าลืมมาเยี่ยมยายบ้างนะยายคิดถึงเอ็งเสมอ..."
พอผมได้ฟังข้อความที่จันทร์อ่านให้ฟัง ผมแทบเป็นลม ทำไม นายพ่อถึงสร้างเรื่องราวเช่นนี้ไปหลอกยายผม...

ผมค่อยๆตั้งสติ ระงับอารมณ์โกรธ
บอกตนเองให้ใจเย็นๆ และตัดสินใจเข้าไปต่อว่าต่อขานนายพ่อ เพราะหลายปีที่นายพ่อไม่เคยพาผมไปเยี่ยมยายที่ลำปางเลย และบอกว่า ถ้านายพ่อไม่พาไป ผมจะชวนจันทร์ไปเป็นเพื่อน หากเจอยายแล้วผมจะกลับมา นายพ่อพยามพูดหว่านล้อมผมต่างๆนาๆ  และบอกว่าพรุ่งนี้จะพาผมไปเยี่ยมยายเอง วันนี้ให้ไปพักผ่อนก่อน แล้วนายพ่อก็สั่งให้หลานชายที่ชื่อไอ้ภิญโญ ซึ่งเป็นคนดุร้าย จิตใจหยาบช้า นำผมไปกักขังไว้อีกห้องหนึ่ง และลงไม้ลงมือทุบตี ข่มขู่ ผมต่างๆนาๆ ผมถามเขาไปว่า แค่ไปเยี่ยมยายแค่นี้ ผมผิดอะไรนักหนา ถึงต้องมาทำผมขนาดนี้...

ตลอดระยะเวลาหลายปี ที่นายพ่อแสดงตนว่าเป็นนักบุญ ที่แท้มันก็แค่เปลือกนอกเท่านั้นเอง เขาขู่ผมว่า ถ้าหากนำเรื่องนี้ไปบอกตำรวจหรือบอกใครก็แล้วแต่  จะต้องตายทั้งยายและหลาน ผมกลัวว่ายายของผมจะได้รับอันตราย จึงจำยอมอดทนทำงานให้ท่านต่อไป...

ชีวิตผมช่วงนั้น
ต้องทนกล้ำกลืนฝืนใจ นำความพิการของตนเองไปทำงานและก็งาน ไม่มีวันนี้หรือพรุ่งนี้ และไม่มีอีกแล้วอักษรเบลล์ที่ผมใฝ่ฝันจะได้เรียน ผมถูกใช้งานหนักกว่าเมื่อก่อน ที่นายพ่อยังแสดงบท - เมตตาสงสารคนพิการตาบอดอย่างผม...

ยิ่งมารับรู้ในภายหลังอีกว่า ตลอดระยะเวลา 8 - 9 ปี ที่อยู่กับนายพ่อ รายได้ที่เคยคิด...ว่าได้ หลังจากสองสามเดือนแรกๆที่มาอยู่กับนายพ่อแล้ว ไม่เคยไปถึงมือยายของผมเลย และต่อมา หัวใจของผมก็แทบแตกสลาย เมื่อจันทร์และเพื่อนๆในคณะดนตรี ได้แอบเอาจดหมายของยาย ที่เขาขยำทิ้งในถังขยะมาอ่านให้ผมฟังอีกว่า...

ยายได้เสียชีวิตแล้ว
!
ยิ่งทำให้ผมทุรนทุราย จะไปหายายที่จังหวัดลำปางให้จงได้ !
นายพ่อจึงดุด่าผม - หาว่าเป็นคนเนรคุณข้าวแดงแกงร้อน ผมจึงเถียงนายพ่อว่า เกือบสิบกว่าปี ที่ผมทำงานหาเงินให้นายพ่อและครอบครัวร่ำรวยและอยู่สุขสบาย ผมนี่นะหรือ...เป็นคนเนรคุณ มิหนำซ้ำยังมาหลอกผม ว่าส่งเงินไปให้ยาย และหลอก...หลวงพ่อกับยาย ว่าจะส่งเสียผมเรียนโรงเรียนสอนคนตาบอด ที่จนป่านนี้ ชื่อโรงเรียนผมก็ยังไม่รู้จัก นายพ่อจะทำอะไรผมก็ทำเถิด ผมปลงแล้ว..ยายของผมก็ตายแล้ว แต่ขอให้ผมได้ไปกราบศพยาย  แล้วผมจะไม่นำเรื่องราวเหล่านี้ ไปเล่าให้ใครฟังเด็ดขาด...
พอผมพูดเช่นนี้ออกมา นายพ่อก็มีอาการโกรธผมเป็นฟืนเป็นไฟ และสั่งให้หลานชายจับผมไปขังและทุบตีผม...

ต่อมา
จันทร์ ได้ยินนายพ่อกับหลานชาย พูดกันว่า ไอ้นี่...ชักจะเหิมเกริมใหญ่ จำเป็นต้องเก็บมันเสียแล้ว ถึงแม้จันทร์จะเป็นหลานแท้ๆของนายพ่อ แต่จันทร์ก็รักและเมตตาต่อผมมาเสมอ  จันทร์จึงแอบนำปืนและมีดมาให้ผม ช่วยกันฆ่าหลานชายของนายพ่อ ก่อนที่มันจะลงมือฆ่าผม จันทร์เล่าให้ผมฟังว่า หลานชายนายพ่อต้องการฆ่าผมให้ตาย...คืนนี้ และจะนำศพผมไปนั่งยางเผา ยิ่งทำให้ผมโกรธแค้น จนลืมนึกถึงความผิดชอบชั่วดี จันทร์ได้แอบอยู่ใต้เตียงในห้องกับผม จนกระทั่ง หลานชายนายพ่อที่ชื่อภิญโญเข้ามาในห้อง และเริ่มเตะต่อยทุบตีผม พลางสำรากวาจาใส่ผม
"ไอ้สัตว์นรก ! ชีวิตมึงมันไม่มีค่าอะไรหรอก อย่าอยู่แม่ง...ให้หนักโลกเลยว่ะ !"

ผมไม่รู้ว่า เขาเตรียมเอาอาวุธอะไรมาฆ่าผม ผมรู้แต่ว่าขณะที่เขาเตะต่อยทุบตีผมอย่างเมามัน ผมก็ได้ยินเสียงดังสวบ และเสียงไอ้ภิญโญร้องเสียงดังลั่น
"มึงแทงกูอีจันทร์ ! มึงแทงกูอีจันทร์ !"
ติดตามมาด้วยเสียงปืน...ระเบิดขึ้นนัดหนึ่ง ผมตกใจแทบสิ้นสติ พยายามจะช่วยเหลือจันทร์และบอกให้จันทร์ส่งปืนมาให้ผม  ผมกำปืนไว้แน่น ได้ยินเสียงจันทร์วิ่งออกไป ได้เสียงคนร้องโวยวายที่หน้าห้อง ได้ยินเสียงนายพ่อร่ำไห้ และโทรศัพท์แจ้งตำรวจ ผมยิงปืนขึ้นฟ้านัดหนึ่ง และร้องตะโกนว่า ใครขืนเข้ามาตาย... ผมเหมือนคนเสียสติในขณะนั้น รู้เพียงแต่ว่าคงต้องตาย หรือไม่ก็ต้องถูกจับติดคุกแน่ๆ...

ตำรวจที่มาล้อมจับ พยายามหว่านล้อมผมต่างๆนาๆให้วางอาวุธ ในขณะที่นายพ่อเอาแต่ก่นด่าผมไม่ขาดปาก ผมคิดว่าการออกจากที่นี่ไปอยู่ในคุก  ยังจะดีกว่า...เป็นข้าทาสดีอยู่ที่นี่ให้เขาสับโขกขูดรีด...
                          

                           โอ้ เจ้าลูกนกขมิ้นเหลืองอ่อน 
                            ค่ำลง เจ้ายังมีพ่อแม่คาบเหยื่อมาป้อน 
                            และคอยปกป้องภัยเอาไว้ใต้ปีกอันอบอุ่น 
                            แต่เด็กที่พ่อแม่ไม่ต้องการ
                            ซ้ำยังตาบอดพิการอย่างผม หามีใครไม่ 
                            มียายที่รักผมอยู่คนเดียว 
                            ยายก็มาตายจาก...โดยไม่ได้พบปะหน้าค่าตากัน 
                            หวังจะพึ่งนายพ่อที่ใครเขาว่าเป็นคนใจบุญ
                            แทนอ้อมกอดของพ่อที่แท้จริง 
                            กลับต้องมาตกนรกทั้งเป็น
!    

ผมตัดสินใจยอมวางปืน และออกไปให้ตำรวจจับ และให้การในเวลาต่อมาว่า ผมเป็นคนที่ฆ่านายภิญโญเอง   ตำรวจบอกว่าตามองไม่เห็น ทำไมถึงยิงถูก ผมบอกว่า เขาเอามีดเข้ามาจะแทงผมแบบประชิดตัว ผมก็ยิงมั่วไป   ถึงตาผมจะบอดแต่ประสาทหูของผมไม่บอด...

และให้รายละเอียดต่อมาอีกว่า ผมเตรียมจะฆ่าเขามานานแล้ว ผมทนไม่ได้ที่เขารังแกผม  ผมจึงต้องสู้โดยไม่กลัวตายสักนิด เพราะคิดว่าชีวิตนี้เกิดมาทำดีแล้วไม่ได้ดี ก็ขอตายไปพร้อมคนชั่วแบบนี้ดีกว่า เจ้าภิญโญมันก่อกรรมทำเข็ญกับผมมานาน มันสมควรตาย...

ผมเล่าเรื่องทุกสิ่งให้กับตำรวจฟัง โดยไม่ยอมพาดพิงถึงจันทร์ จันทร์ได้มาเยี่ยมผมที่โรงพัก เราจับมือกันมั่น เราสัญญาว่าจะไม่ทิ้งกัน ผมยอมรับผิดและติดคุกคนเดียว ดีกว่าให้จันทร์มาติดด้วย นายพ่อเป็นผู้ใหญ่ที่มีคนนับหน้าถือตา เส้นสายก็มากโข  นายพ่อวิ่งเต้นคดีอย่างไร ผมไม่รู้  ผมรู้แต่ว่า ผมถูกศาลพิพากษาตัดสินสั่งจำคุกตลอดชีวิต !

30 มีนาคม 2552
กระท่อมทุ่งเสี้ยว เชียงใหม่

 

บล็อกของ ถนอม ไชยวงษ์แก้ว

ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
3 กันยายน 2551...คือ วาระอีกวาระ - การละจาก                  เขาผู้ฝากงานบรรเจิดอันเลิศล้ำไว้แด่โลกได้กำหนดได้จดจำ                   ด้วยลำนำ คีตกานท์ - แห่งล้านนา ซึ่งยังส่ง - เสียงเจื้อยแจ้ว ยังแว่วหวาน       ยังเบิกบาน ทระนง ทรงคุณค่าจากสายน้ำ ถึง แววดาวพราวนภา            …
ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
ไม่มี ความเข้าใจ ไม่มีรักไม่มี พัก ไม่มีแรงจักแข็งขันไม่มี หวัง ไม่มีที่ฝ่าฟันไม่มี ฝัน ไม่มีวันอันเลิศลอย ไม่มี กาม ไม่มีการก่อเกิด                    ไม่มี เปิด ไม่มีเข้าออกเคลื่อนคล้อยไม่มี ปิด ไม่มีเก็บรูปรอย                      ไม่มี หวานหยดย้อย ไม่มีมด ไม่มี ทรัพย์ ไม่มีบริวาร                 …
ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
 ใช่ผมรักทักษิณเพราะผมมีเหตุผลของผมที่จะรักทักษิณใช่ดิฉันรักทักษิณเพราะดิฉันมีเหตุผลของดิฉันที่จะรักทักษิณใช่หนูรักทักษิณเพราะหนูมีเหตุผลของหนูที่จะรักทักษิณใช่พวกเรารักทักษิณเพราะพวกเราต่างมีเหตุผลที่จะรักทักษิณเพราะเราต่างมองเห็นคุณงามความดีของเขาและเราจะพยายามช่วยกันปกป้องเขาจนถึงที่สุดใช่ผมเกลียดทักษิณเพราะผมมีเหตุผลของผมที่จะเกลียดทักษิณใช่ดิฉันเกลียดทักษิณเพราะดิฉันมีเหตุผลของดิฉันที่จะเกลียดทักษิณใช่…
ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
   ปริศนา- แสวงหาถ้อยอธิบายวิญญาณ - เวียนว่ายแสวงหารูปร่างว่างเปล่า- แสวงหาสาระจัดวางก่อสร้าง คุณค่า ความหมายเติมตน โดดเดี่ยวเดียวดาย- แสวงหาคู่            ลบความหดหู่ซึมเศร้าสับสนอึดอัด- ขัดข้องอับจน                       แสวงหาหนทางออกโบยบิน เจ็บปวด- แสวงหาเพิงพัก                   พำนักสมานแผลขาดวิ่นโหยหิว -…
ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
เจ้าเก็บกวาดขยะในบ้านเจ้า ตัวข้าเล่าเก็บกวาดในบ้านข้าเราต่างคน ต่างเก็บความ...ไม่งามตารอบชายคาบ้านเราทิ้ง-ทุกวี่วัน ไม่เที่ยวไปล่วงล้ำคอยตำหนิ                ไปแตะติบ้านโน้นติบ้านนั้นบ้านตัวเอง รกรุงรัง ช่างหัวมัน               (ช่างน่าขัน...ใครจะเชื่อฟังน้ำคำ) สู้เก็บกวาดขยะในบ้านเรา                    ให้เกลี้ยงเกลา...รอบชายคา…
ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
ในสังคมการแก่งแย่งกันแข่งขัน เราเป็นมิตรสหายกันนั้นจริงหรือ ในสังคมการขันแข่งเพื่อแย่งยื้อ (เราจับมือกัน แค่มือ หรือมิใช่) เช่นเดียวกันกับคำพร่ำบอกรัก สงสัยนักรักนี้เป็นไฉน... (มีหรือรัก...หล่นจากปากออกจากใจ) ในสังคมการเฉือน เชือด อย่างเลือดเย็น
ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
ที่เห็นเห็นเป็นกันนั้นมิใช่                แต่ที่ลึกลงไปมิได้เห็นนั่นแหละคือความจริงสิ่งซ่อนเร้น     เป็นต้นตอเป็นธาตุแท้อันแน่ชัดที่เห็นเห็นเป็นเพียงแค่หน้ากาก        ที่เห็นเห็นเป็นแค่ฉากที่เขาจัดเป็นละครบทเก่าที่เขาคัด               นำมายัดเยียดหลอกเราทุกเช้าเย็นความเป็นจริงธาตุแท้แบอยู่ไหน       เขาซ่อนไว้-แต่ไม่ยากถ้าอยากเห็นลองดูสิ...ลองแตะต้องทองเขาเล่น…
ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
  ไหลมาจากป่าเขาอันเหงาเงียบเย็นยะเยียบลงสู่ถิ่นแผ่นดินใหญ่พาดผ่านเมืองแห่งตำนานล้านนาไทยคงคู่เวียงเชียงใหม่มาเนิ่นนาน เป็นเส้นเลือดของชุมชนบนฟากฝั่งที่ยืนยังเกลียวกลมผสมผสานด้วยพืชผลนาไร่จากแรงงานจากสายธารแม่น้ำใหญ่ที่ไหลริน ตั้งแต่ดึกดำบรรพ์อันไกลโพ้นยังอ่อนโยนเป็นมือแม่กระแสสินธุ์คอยหล่อเลี้ยงผองชนบนแผ่นดินมิรู้สิ้นกระแสแผ่กระจาย ถ้าแม่ปิงถูก “ มือทุน ” มาตัดขาดเพื่อนำสู่ตลาดไปค้าขายเหล่าชุมชนสองฝั่งฟากอันมากมายคงถึงคราวล้มละลาย...สิ้นสายน้ำ เพราะนี่คือ...มือดำอำมหิตที่ครุ่นคิดคอยแต่จะขย้ำทรัพยากรท้องถิ่นแผ่นดินธรรมเพื่อกอบกำผลกำไรให้แก่ตน …
ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
  ใช่เป็นเพราะต่างฝ่ายต่างมุ่งร้ายทำลายกันต่างฝ่ายจึงต่างขุดคุ้ยความไม่ดีของกันและกันออกมาตีแผ่ ก่นด่า ประณาม หยามเหยียด เยาะเย้ยและลดคุณค่าความเป็นมนุษย์ของกันและกันด้วยถ้อยคำที่เลวร้ายและหยาบคายป้ายสีสาดใส่กันและกัน...ต่างฝ่ายจึงต่างจงเกลียดจงชังซึ่งกันและกันมากขึ้นทุกวัน...มากขึ้นทุกวัน...
ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
คนที่เป็นคนดีและทำแต่สิ่งที่ดีงามที่เรามักจะเรียกกันว่าคนดีมีศีลธรรม เป็นคนที่ใครๆเขาก็รักก็ชอบ เพราะคนที่ค่อนข้างหาได้ยากแบบนี้ ไม่เป็นพิษเป็นภัยกับใคร และมักกระทำแต่สิ่งที่ดีงามทั้งต่อตัวเองและผู้อื่นอยู่เสมอ แต่ก็น่าเป็นห่วง คนดีมากมายหลายคนที่มีความเชื่อว่า การเป็นคนดีมีศีลธรรม หรือเป็นผู้ที่ยืนหยัดอยู่ในฝ่ายธรรมะอย่างเคร่งครัดแล้ว ท่านจะต้องเป็นผู้ชนะความเลวร้าย และแคล้วคลาดจากภัยอันตรายทุกอย่างในโลกนี้ เหมือนยาขนานเดียวที่รักษาโรคได้ทุกโรค ซึ่งเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อและเกินจริง และไม่เคยเป็นจริงถึงขนาดนี้  แต่ก็ยังมีคนเชื่อ-ในการเป็นคนดีมีศีลธรรมแบบโรแมกติกนี้มิใช่น้อย…
ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
ข้าคือความลวงคือสิ่งที่โกหกมดเท็จข้าเป็นความลวงของสิ่งใดสิ่งนั้นย่อมถูกเข้าใจผิดและถูกมองไปเป็นอื่นถ้าใครสักคนหนึ่ง...ได้รู้จักตัวข้าด้วยตัวของเขาเองอย่างแท้จริงเขาย่อมไม่ปรารถนาจะได้รู้จักความลวงใดๆในโลกนี้อีกเลยข้าคือความอัปลักษณ์คือสิ่งที่น่าเกลียดข้าเป็นความอัปลักษณ์ของสิ่งใดสิ่งนั้นย่อมแลดูต่ำต้อยด้อยค่าถ้าใครสักคนหนึ่ง...ได้รู้จักตัวข้าด้วยตัวของเขาเองอย่างแท้จริงเขาย่อมไม่ปรารถนาจะได้พบปะความอัปลักษณ์ใดๆในโลกนี้อีกข้าคือความเลวคือการกระทำที่ไม่ถูกต้องข้าเป็นความเลวของสิ่งใดย่อมมีการกระทำที่ไม่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรมของสิ่งนั้นข้าจึงมีแต่ความขัดแย้ง เบียดเบียน…
ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
ข้าคือความจริงข้าคือสิ่งที่ไม่โกหกหลอกลวงใครข้าเป็นความจริงของสิ่งใดข้าย่อมมีอยู่เป็นอยู่ตามความเป็นจริงของสิ่งนั้นไม่ว่าใครจะกล่าวบิดเบือนตัวข้าอย่างไรก็ไม่อาจทำให้ข้าเปลี่ยนไปเป็นอื่นได้ถ้าใครสักคนหนึ่ง...ได้พบปะตัวข้าด้วยตัวของเขาเองอย่างแท้จริงเขาก็จะไม่เชื่อถือสิ่งใดในโลกนี้อีกเลย