Skip to main content

6


หลังจากงานศพของพ่อแล้ว

เขาก็เริ่มตกเข้าไปอยู่ในวังวน - ของการหมกมุ่นครุ่นคิด...เป็นทุกข์อยู่กับหนี้สินอีก และพยายามต่อสู้กับตัวเองอย่างถึงที่สุด ระหว่างการคิดทำลายตัวเองตามพ่อไป เพื่อหนีความทุกข์ปัญหาอันหนักหนาสาหัส และการพยายามคิดหาเหตุผลต่างๆนานาที่จะมีชีวิตอยู่อีกต่อไป...

 

12 ธันวาคม 2542

พ่อครับ ลูกเหนื่อย ลูกล้า และท้อมาหลายเดือนแล้ว วันนี้ลูกกำลังจะติดตามพ่อไปแล้ว พ่ออยู่บนฟากฟ้าหรืออยู่บนสวรรค์ชั้นใด มารับผมหน่อยได้ไหม ปืนของเพื่อนกระบอกนี้... มันกำลังจะทำหน้าที่ของมัน


เฮ้ย...นี่เราจะเป็นจะตาย... เราจะต้องเลือกวันนี้ด้วยหรืออย่างไร พรุ่งนี้อาจจะดีกว่าวันนี้นะ... เพียงแค่มีหนี้ เราถึงกับคิดจะฆ่าตัวตายเชียวหรือ...


แต่ในขณะที่เขากำลังตกนรกทั้งเป็น และอยู่ระหว่างความเป็นความตายในอุ้งมือของตนเอง ก็มีเหตุทำให้เขาต้องแต่งงานครั้งที่สอง เข้ามาคั่นชะตากรรมชีวิตอันล่อแหลมของเขา


1 มกราคม 2543

ช่วงเวลาที่มืดมิดที่สุด ก็เป็นช่วงเวลาที่ใกล้สว่างที่สุด ชีวิตคนก็เช่นกัน ขอเพียงท่านสามารถผ่านยุคมืดอันลำเค็ญของชีวิต ท่านก็จะได้พบความหวังและแสงสว่าง” ว..เมืองลุง


ได้แต่เก็บความรู้สึกหลอกลวงตัวเอง...เอาไว้ในใจ ว่าปีนี้มันจะดีกว่าปีที่ผ่านมา กำลังจะแต่งงานรอบสองแล้วหรือเรา มันช่างเป็นการแต่งงานที่จับพลัดจับผลูเหลือเกิน ตกกระไดพลอยโจนหัวใจหรือเปล่าหนอ... ความรักนะหรือ ตายด้านไปเสียแล้วกระมัง สงสารเธอ...แหละมากกว่า โอ้ ความรักที่เกิดจากความสงสาร ไม่รู้เหมือนกันว่า จุดจบมันจะเป็นเช่นไร ช่างเถิด...งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา แต่งานแต่งงานล่ะ ไม่รู้สิ...ฉันรู้แต่ว่าฉันกลัวความรักของฉันจะเกมเหมือนครั้งแรกเท่านั้น...


ไม่รู้เป็นไง ใจของฉันมันร่ำๆแต่นึกอยากจะแบกเป้ออกไปตะลอนทัวร์


จากประโยคสุดท้ายบันทึกหน้านี้ บ่งบอกให้รู้ว่า เขาได้เริ่มแบกเป้ออกไปช่วยเหลือคน ก่อนที่เขาจะพบปัญหาหนักเรื่องหนี้สินและการแต่งงานครั้งแรก - สักเล็กน้อย เรื่องนี้...น่าจะเป็นปัญหาอีกปัญหาหนึ่ง ที่ทำให้การแต่งงานครั้งแรกของเขาจบสิ้นลงภายในเวลาเพียงแค่สองเดือน


และเรื่องนี้ คงเป็นเรื่องสำคัญยิ่งยวดสำหรับคนอย่างเขา เพราะน้ำเสียงจากประโยคสุดท้ายของบันทึกหน้านี้ ดูเหมือนว่า เขาจะให้ความสำคัญในเรื่องการแบกเป้ออกไปช่วยเหลือคน ยิ่งกว่าการแต่งงานอีกครั้งหนึ่งของตัวเองด้วยซ้ำ... ถึงแม้เขาจะไม่ได้บันทึกบทบาทในช่วงที่เขาเริ่มต้นออกไปช่วยเหลือคน ด้วยความคิดริเริ่มจากตัวเขาเอง แต่ข้อเท็จจริงในเรื่องนี้...ก็สอดคล้องกับบทสัมภาษณ์ในภายหลังของเขา ที่ให้สัมภาษณ์สื่อต่างๆว่า “ปลายปี 2539 ผมเริ่มออกไปช่วยเหลือคน ตอนนั้นยังทำงานอยู่ สภ..บ้านหมี่ ลพบุรี...”


16 มกราคม 2543

ฤกษ์แต่งงานเวลา 8.09 . เสียงดนตรีเขมรดังขึ้น ไม่เป็นไร...รักที่ไม่รู้วันจบ และต้องอดทนขอบคุณแขกเหรื่อ ทั้งเพื่อนร่วมงานและญาติพี่น้อง ที่ยังอุตส่าห์มีแก่ใจมาร่วมงานแต่งงานครั้งนี้...


แม่บอกว่านาที่กักเก็บไว้เป็นที่ผืนสุดท้าย ขายให้พี่สาวไปแล้วนะ ต่อไปแม่ไม่มีที่นาจะขายให้เอ็งแต่งงานอีกแล้ว เพื่อนฝูงบอกว่า ถ้ามึงเสือกแจกการ์ดอีกรอบ มึงอย่าหวังว่าพวกกูจะมางานแต่งงานห่าเหวอะไรของมึงอีก...


สัญญาแก่ตัวเองว่า จะเป็นพ่อคน จะไม่ดิ้นรนไปไหน จะอยู่กับเธอ ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับเธอ จนกว่าจะพรากจากกัน อนาคตจะเป็นเช่นไร เราสองคนจะร่วมกันสร้าง...


ผมเข้าใจว่า นอกจากความต้องการลึกๆที่จะออกไปช่วยเหลือคนที่ซุกซ่อนอยู่ในใจของเขาแล้ว น่าจะเป็นผลจากการแต่งงานครั้งนี้ด้วยแหละ ที่ช่วยยื้อชีวิตเขาเอาไว้ ไม่ว่าการแต่งงานครั้งนี้จะแต่งด้วยสาเหตุใด และมีอันเป็นไปอย่างไรในอนาคต


แต่การเริ่มต้นชีวิตที่มีผู้หญิงคนหนึ่ง...มาร่วมหัวจมท้ายด้วย คงจะย้ายความคิดของเขาที่หมกมุ่นอยู่กับการคิดทำลายตัวเอง หันหน้าเข้ามามองหาช่องทางแก้ปัญหา...และลงมือแก้ปมปัญหาของตัวเองแบบคนที่กำลังจะจมน้ำตาย...อะไรๆมีให้คว้าก็ต้องคว้าเอาไว้ก่อน เพื่อการอยู่รอด ...และรับผิดชอบชีวิตผู้หญิงที่มาล่มหัวจมท้ายด้วย


หรือบางที...เขาคงจะคิดแก้ปัญหาด้วยตัวเขาเอง ก่อนที่เขาจะมีเรื่องต้องแต่งงานอีกครั้ง จนถึงขนาดทำให้แม่จำใจต้องขายที่นาผืนสุดท้ายให้แก่พี่สาว เพื่อนำเงินมาจัดงานแต่งงานให้เขาอีกครั้งหนึ่ง หลังจากแบ่งที่นาขาย...แต่งให้เขามาแล้วครั้งหนึ่ง

 

แล้วปรากฏว่า

วิธีการแก้ปัญหาของเขา ที่เขียนจดหมายไปบอกเล่าความทุกข์อันหนักหนาสาหัสจากการเป็นหนี้ของตัวเองกับคุณวนัสนันท์ เจ้าของคอลัมน์ “ศาลาคลายร้อน” ในหนังสือ “ชีวิตรัก” ได้รับความช่วยเหลือโดยไม่คาดฝัน และมากเกินกว่าที่เขาคาดคิด... หลังจากที่เขาแต่งงานได้เพียงสองอาทิตย์


และไม่ว่าเขาจะเริ่มลงมือแก้ปัญหานี้ก่อนแต่งงาน หรือหลังจากที่แต่งแล้วไม่กี่วัน ไม่ว่าจะเป็นด้วยสาเหตุใด ต้องถือว่าช่วงนี้ของชีวิต เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญที่สุดในชีวิตของเขา ที่ยืนหมิ่นเหม่อยู่ระหว่างความเป็นและความตาย...


เพราะถ้าหากเขาไม่ได้รับความช่วยเหลือ...ที่ประจวบเหมาะกับวิกฤตการณ์ของชีวิต...อย่างพอดิบพอดีในช่วงนี้ จากคุณวนัสนันท์ ผมเชื่อว่าชีวิตที่เดินมาถึงทางตันของเขา จะต้องจบลงด้วยน้ำมือของตัวเอง ไม่วันใดก็วันหนึ่ง ถึงแม้จะมีผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่เคียงข้าง แต่ตัวเขายังต้องตกอยู่ในขุมนรกแห่งหนี้สิน ที่เวียนว่ายจนอ่อนล้าปวกเปียกมานานหลายปี...


โชคดี ที่การหันหน้าเข้ามาแก้ปัญหาชีวิตของเขา ได้รับการช่วยเหลือฉุดขึ้นมาจากขุมนรกได้ทันท่วงที จากสายบุญคุณวนัสนันท์ และผู้คนอีกมากมายหลายคน ที่เขาไม่เคยรู้จักมาก่อน ดังที่เขาได้บันทึกเอาไว้ - ในหน้าบันทึกเดือนกุมภาพันธ์ว่า


1 กุมภาพันธ์ 2543

แล้วเรื่องของฉันก็ลงในหนังสือ “ชีวิตรัก” ฉบับ 907 หนี้สินทั้งของตัวเองและหนี้สินที่ฉันไม่ได้ก่อ แต่ต้องแบกรับเอาไว้ วันนี้ มีทั้งเสียงโทรศัพท์และจดหมายมา ทั้งจากภายในและต่างประเทศ หลั่งไหลเข้ามาให้กำลังใจ บอกให้ฉันเข้มแข็งและอดทน...


วันนี้ ได้รับธนาณัติจากคุณสมใจ จังหวัดสมุทรปราการ 500 บาท ที่เขียนมาบอกว่า เงินที่ส่งมาแม้จะเป็นเงินเพียงน้อยนิด แต่ก็อยากจะช่วยคุณหมู่ตำรวจ ขอบคุณนะครับ ผมไม่รู้หรอก ว่าคุณสมใจเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย แต่ผมจะขอจดจำชื่อของคุณเอาไว้ในใจจนชั่วชีวิต หากผมลืมตาอ้าปากได้ ผมจะขอลงไปกราบแทบเท้าคุณ


22 กุมภาพันธ์ 2543

ตลอดเดือนกุมภาพันธ์ ได้รับทั้งเงินทั้งข้าวของเสื้อผ้า จากแฟนคอลัมน์ “ ศาลาคลายร้อน ” ของแม่ “วนัสนันท์ ” ในหนังสือ “ ชีวิตรัก” หนี้สินทั้งหมดที่มี ได้รับความช่วยเหลือปลดเปลื้อง จากพี่วรรณ...จากฮ่องกง และพี่แข...จากออสเตรีย


ไม่รู้จะขอบคุณอย่างไรดี กับน้ำใจอันใหญ่หลวงของพี่สาวทั้งสองคน จึงเขียนจดหมายไปบอกแม่วนัสนันท์ว่า ลูกชายคนนี้ของแม่ พอแล้วกับน้ำใจของคนไทยทุกๆคน ที่ส่งความช่วยเหลือมาช่วยลูก แม่ครับ ลูกชายคนนี้ของแม่ขอตั้งปณิธานกับแม่ว่า ลูกชายคนนี้จะเป็นตำรวจที่ดี จะไม่รีดไถชาวบ้าน จะขอแบกเป้ตะลอนทัวร์ ช่วยคอลัมน์ของแม่ในหนังสือ ชีวิตรักตลอดไป...


แล้วสองวันต่อมา เขาก็เริ่มเข้าไปช่วยเป็น “ สะพานบุญ ” ให้คุณวนัสนันท์ ดังบันทึกที่เขาเขียนเอาไว้ว่า


24 กุมภาพันธ์ 2543

ส่งเสื้อผ้าข้าวของไปให้เด็กหญิงวาสนา ที่ อ.สามโก้ จังหวัดอ่างทอง ส่งเงินไปช่วยครอบครัวนางสมร จังหวัดมหาสารคาม...


จินตวีร์เอย... จงจดจำใส่ใจเอาไว้ให้ดี ถ้าหากเราอยากได้มิตรภาพยืนยาว เราควรเป็นผู้ให้มากกว่าเป็นผู้รับ...


ชีวิตมีเวลามืดแล้วสว่าง ขอบคุณสำหรับน้ำใจที่หลั่งไหลเข้ามา แม่ครับ ผมพร้อมแล้วครับ ที่จะเป็นสะพานบุญแบกเป้ตะลอนทัวร์ ช่วยแม่วนัสนันท์ ใครก็ไม่รู้ ไม่เคยรู้จักหน้าค่าตากันมาก่อน เพียงแค่เขาอ่านเรื่องราวของลูกในคอลัมน์ของแม่ แล้วเขาก็มีน้ำใจส่งความช่วยเหลือมาให้ลูก ลูกจะจดจำทุกๆคน...ที่เขาหยิบยื่นความช่วยเหลือมาให้ลูก - ไปจนตราบชีวิตหาไม่


คนเราเลือกเกิดไม่ได้ แต่เราเลือกทางเดินชีวิตของเราได้ ลูกพร้อมแล้วครับแม่ พร้อมที่จะเดินบนเส้นทางบุญที่แม่เพียรสร้างมา สักวันหนึ่ง ลูกจะลงไปกราบเท้าแม่ที่ครบุรี...


18 มิ.. - 15 .. 2552

กระท่อมทุ่งเสี้ยว เชียงใหม่

 

 

 

บล็อกของ ถนอม ไชยวงษ์แก้ว

ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
3 กันยายน 2551...คือ วาระอีกวาระ - การละจาก                  เขาผู้ฝากงานบรรเจิดอันเลิศล้ำไว้แด่โลกได้กำหนดได้จดจำ                   ด้วยลำนำ คีตกานท์ - แห่งล้านนา ซึ่งยังส่ง - เสียงเจื้อยแจ้ว ยังแว่วหวาน       ยังเบิกบาน ทระนง ทรงคุณค่าจากสายน้ำ ถึง แววดาวพราวนภา            …
ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
ไม่มี ความเข้าใจ ไม่มีรักไม่มี พัก ไม่มีแรงจักแข็งขันไม่มี หวัง ไม่มีที่ฝ่าฟันไม่มี ฝัน ไม่มีวันอันเลิศลอย ไม่มี กาม ไม่มีการก่อเกิด                    ไม่มี เปิด ไม่มีเข้าออกเคลื่อนคล้อยไม่มี ปิด ไม่มีเก็บรูปรอย                      ไม่มี หวานหยดย้อย ไม่มีมด ไม่มี ทรัพย์ ไม่มีบริวาร                 …
ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
 ใช่ผมรักทักษิณเพราะผมมีเหตุผลของผมที่จะรักทักษิณใช่ดิฉันรักทักษิณเพราะดิฉันมีเหตุผลของดิฉันที่จะรักทักษิณใช่หนูรักทักษิณเพราะหนูมีเหตุผลของหนูที่จะรักทักษิณใช่พวกเรารักทักษิณเพราะพวกเราต่างมีเหตุผลที่จะรักทักษิณเพราะเราต่างมองเห็นคุณงามความดีของเขาและเราจะพยายามช่วยกันปกป้องเขาจนถึงที่สุดใช่ผมเกลียดทักษิณเพราะผมมีเหตุผลของผมที่จะเกลียดทักษิณใช่ดิฉันเกลียดทักษิณเพราะดิฉันมีเหตุผลของดิฉันที่จะเกลียดทักษิณใช่…
ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
   ปริศนา- แสวงหาถ้อยอธิบายวิญญาณ - เวียนว่ายแสวงหารูปร่างว่างเปล่า- แสวงหาสาระจัดวางก่อสร้าง คุณค่า ความหมายเติมตน โดดเดี่ยวเดียวดาย- แสวงหาคู่            ลบความหดหู่ซึมเศร้าสับสนอึดอัด- ขัดข้องอับจน                       แสวงหาหนทางออกโบยบิน เจ็บปวด- แสวงหาเพิงพัก                   พำนักสมานแผลขาดวิ่นโหยหิว -…
ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
เจ้าเก็บกวาดขยะในบ้านเจ้า ตัวข้าเล่าเก็บกวาดในบ้านข้าเราต่างคน ต่างเก็บความ...ไม่งามตารอบชายคาบ้านเราทิ้ง-ทุกวี่วัน ไม่เที่ยวไปล่วงล้ำคอยตำหนิ                ไปแตะติบ้านโน้นติบ้านนั้นบ้านตัวเอง รกรุงรัง ช่างหัวมัน               (ช่างน่าขัน...ใครจะเชื่อฟังน้ำคำ) สู้เก็บกวาดขยะในบ้านเรา                    ให้เกลี้ยงเกลา...รอบชายคา…
ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
ในสังคมการแก่งแย่งกันแข่งขัน เราเป็นมิตรสหายกันนั้นจริงหรือ ในสังคมการขันแข่งเพื่อแย่งยื้อ (เราจับมือกัน แค่มือ หรือมิใช่) เช่นเดียวกันกับคำพร่ำบอกรัก สงสัยนักรักนี้เป็นไฉน... (มีหรือรัก...หล่นจากปากออกจากใจ) ในสังคมการเฉือน เชือด อย่างเลือดเย็น
ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
ที่เห็นเห็นเป็นกันนั้นมิใช่                แต่ที่ลึกลงไปมิได้เห็นนั่นแหละคือความจริงสิ่งซ่อนเร้น     เป็นต้นตอเป็นธาตุแท้อันแน่ชัดที่เห็นเห็นเป็นเพียงแค่หน้ากาก        ที่เห็นเห็นเป็นแค่ฉากที่เขาจัดเป็นละครบทเก่าที่เขาคัด               นำมายัดเยียดหลอกเราทุกเช้าเย็นความเป็นจริงธาตุแท้แบอยู่ไหน       เขาซ่อนไว้-แต่ไม่ยากถ้าอยากเห็นลองดูสิ...ลองแตะต้องทองเขาเล่น…
ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
  ไหลมาจากป่าเขาอันเหงาเงียบเย็นยะเยียบลงสู่ถิ่นแผ่นดินใหญ่พาดผ่านเมืองแห่งตำนานล้านนาไทยคงคู่เวียงเชียงใหม่มาเนิ่นนาน เป็นเส้นเลือดของชุมชนบนฟากฝั่งที่ยืนยังเกลียวกลมผสมผสานด้วยพืชผลนาไร่จากแรงงานจากสายธารแม่น้ำใหญ่ที่ไหลริน ตั้งแต่ดึกดำบรรพ์อันไกลโพ้นยังอ่อนโยนเป็นมือแม่กระแสสินธุ์คอยหล่อเลี้ยงผองชนบนแผ่นดินมิรู้สิ้นกระแสแผ่กระจาย ถ้าแม่ปิงถูก “ มือทุน ” มาตัดขาดเพื่อนำสู่ตลาดไปค้าขายเหล่าชุมชนสองฝั่งฟากอันมากมายคงถึงคราวล้มละลาย...สิ้นสายน้ำ เพราะนี่คือ...มือดำอำมหิตที่ครุ่นคิดคอยแต่จะขย้ำทรัพยากรท้องถิ่นแผ่นดินธรรมเพื่อกอบกำผลกำไรให้แก่ตน …
ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
  ใช่เป็นเพราะต่างฝ่ายต่างมุ่งร้ายทำลายกันต่างฝ่ายจึงต่างขุดคุ้ยความไม่ดีของกันและกันออกมาตีแผ่ ก่นด่า ประณาม หยามเหยียด เยาะเย้ยและลดคุณค่าความเป็นมนุษย์ของกันและกันด้วยถ้อยคำที่เลวร้ายและหยาบคายป้ายสีสาดใส่กันและกัน...ต่างฝ่ายจึงต่างจงเกลียดจงชังซึ่งกันและกันมากขึ้นทุกวัน...มากขึ้นทุกวัน...
ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
คนที่เป็นคนดีและทำแต่สิ่งที่ดีงามที่เรามักจะเรียกกันว่าคนดีมีศีลธรรม เป็นคนที่ใครๆเขาก็รักก็ชอบ เพราะคนที่ค่อนข้างหาได้ยากแบบนี้ ไม่เป็นพิษเป็นภัยกับใคร และมักกระทำแต่สิ่งที่ดีงามทั้งต่อตัวเองและผู้อื่นอยู่เสมอ แต่ก็น่าเป็นห่วง คนดีมากมายหลายคนที่มีความเชื่อว่า การเป็นคนดีมีศีลธรรม หรือเป็นผู้ที่ยืนหยัดอยู่ในฝ่ายธรรมะอย่างเคร่งครัดแล้ว ท่านจะต้องเป็นผู้ชนะความเลวร้าย และแคล้วคลาดจากภัยอันตรายทุกอย่างในโลกนี้ เหมือนยาขนานเดียวที่รักษาโรคได้ทุกโรค ซึ่งเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อและเกินจริง และไม่เคยเป็นจริงถึงขนาดนี้  แต่ก็ยังมีคนเชื่อ-ในการเป็นคนดีมีศีลธรรมแบบโรแมกติกนี้มิใช่น้อย…
ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
ข้าคือความลวงคือสิ่งที่โกหกมดเท็จข้าเป็นความลวงของสิ่งใดสิ่งนั้นย่อมถูกเข้าใจผิดและถูกมองไปเป็นอื่นถ้าใครสักคนหนึ่ง...ได้รู้จักตัวข้าด้วยตัวของเขาเองอย่างแท้จริงเขาย่อมไม่ปรารถนาจะได้รู้จักความลวงใดๆในโลกนี้อีกเลยข้าคือความอัปลักษณ์คือสิ่งที่น่าเกลียดข้าเป็นความอัปลักษณ์ของสิ่งใดสิ่งนั้นย่อมแลดูต่ำต้อยด้อยค่าถ้าใครสักคนหนึ่ง...ได้รู้จักตัวข้าด้วยตัวของเขาเองอย่างแท้จริงเขาย่อมไม่ปรารถนาจะได้พบปะความอัปลักษณ์ใดๆในโลกนี้อีกข้าคือความเลวคือการกระทำที่ไม่ถูกต้องข้าเป็นความเลวของสิ่งใดย่อมมีการกระทำที่ไม่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรมของสิ่งนั้นข้าจึงมีแต่ความขัดแย้ง เบียดเบียน…
ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
ข้าคือความจริงข้าคือสิ่งที่ไม่โกหกหลอกลวงใครข้าเป็นความจริงของสิ่งใดข้าย่อมมีอยู่เป็นอยู่ตามความเป็นจริงของสิ่งนั้นไม่ว่าใครจะกล่าวบิดเบือนตัวข้าอย่างไรก็ไม่อาจทำให้ข้าเปลี่ยนไปเป็นอื่นได้ถ้าใครสักคนหนึ่ง...ได้พบปะตัวข้าด้วยตัวของเขาเองอย่างแท้จริงเขาก็จะไม่เชื่อถือสิ่งใดในโลกนี้อีกเลย