Skip to main content

เมื่อวาน (20 พฤศจิกายน 2555) นักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เชิญไปบรรยายในงานสัมมนา "การเมืองเรื่องคนธรรมดา" ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ขอตัดส่วนหนึ่งของบทบรรยายของผมที่ใช้ชื่อว่า "การเมืองวัฒนธรรมดา: ความไม่ธรรมดาของสามัญชน" มาเผยแพร่ในที่นี้


สายลมแห่งการเปลี่ยนแปลงที่พัดโชยไปทั่วโลกกำลังแสดงให้เห็นว่า ขณะนี้เรากำลังก้าวเข้าสู่ศตวรรษของการเมืองวัฒนธรรมดา การเมืองวัฒนธรรมดาเป็นการเมืองของสามัญชน เป็นการเมืองที่สามัญชนเข้ามามีส่วนร่วมทั้งทางตรงและผ่านระบบการเมืองมากขึ้น อันที่จริงสามัญชนมีความสำคัญเสมอในการเมือง วัฒนธรรมของสามัญชนก็สำคัญเสมอในประวัติศาสตร์สังคม เพียงแต่บทบาทของสามัญชนเริ่มปรากฏชัดขึ้นเรื่อยๆ เมื่อไม่นานมานี้เอง อย่างน้อยก็ในซีกโลกที่สามัญชนถูกละเลย หยามหมิ่นตลอดมา อย่างไรก็ดี เราไม่ควร romanticize หรือให้ค่ากับวัฒนธรรมดาและคนสามัญ จนราวกับว่ามันคือคำตอบของทุกสิ่งทุกอย่าง และจนราวกับว่าวัฒนธรรมดาและสามัญชนมีตัวตนของตนเองอยู่นอกเหนือการควบคุมครอบงำของระบบที่วัฒนธรรมดาและสามัญชนอาศัยอยู่.

เมื่อเร็วๆ นี้ ผมได้เสนองานวิจัยในวงสนทนาปิดวงหนึ่ง วงสนทนาประกอบไปด้วยนักวิชาการสำคัญๆ ของประเทศหลายคน เมื่อเสนอผลงานเสร็จ นักวิชาการเหล่านี้ก็ระดมคำถามวิจารณ์งานที่คณะผู้วิจัยเสนอ ส่วนหนึ่งแสดงทัศนะแบบที่ผมขอเรียกว่าเป็น "ทัศนะไม่เห็นหัวชาวบ้าน" เช่นว่า 
 
"ถึงชาวบ้านจะเลือกด้วยตัวเอง แต่การเลือกตั้งนั้นก็ถูกกำหนดมาแล้วโดยทักษิณ เขาซื้อผู้สมัครสส.ไว้ก่อนแล้ว นักการเมืองถูกซื้อแล้ว คนเลือกตั้งไม่รู้หรอก" คำพูดแบบนี้สรุปไปเลยว่า ชาวบ้านไม่รู้เส้นสนกลใน มีแต่นักวิชาการบางคนเท่านั้นที่สามารถเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกสุดใจเท่านั้นที่จะสามารถรู้ได้
 
"งานวิจัยนี้พูดถึงคนเสื้อแดงมากเกินไป ไม่ยุติธรรมกับคนเสื้อเหลือง" คำพูดแบบนี้ละเลยข้อเท็จจริงที่ว่า ตลอดระยะเวลากว่าหกปีของความขัดแย้งทางการเมืองรอบนี้ มีแต่คนพยายามเข้าใจคนเสื้อเหลืองมาตลอด และ "ความยุติธรรม" ดูเหมือนจะเข้าข้างคนเสื้อเหลืองมาตลอด คนเสื้อแดงต่างหากที่ต้องการความยุติธรรม คนเสื้อแดงต่างหากที่ต้องการคำอธิบาย แล้วมันยุติธรรมหรือที่พวกเขาจะถูกสังหารโหด ถูกขังคุกฟรี โดยที่สังคมไทยไม่เคยพยายามเข้าใจพวกเขาเลย
 
"ทั้งคนเสื้อเหลืองและคนเสื้อแดงถูกสื่อกล่อมเกลา ฟังแต่สื่อของตนเอง จนหลงเชื่อไปหมด" คำพูดแบบนี้กำลังจะบอกว่ามีแต่นักวิชาการเท่านั้น มีแต่คนใส่เสื้อไม่มีสีเท่านั้น (มีด้วยหรือ เสื้อแบบนั้น) ที่ฉลาด รู้เท่าทันสื่อ ส่วนชาวบ้านนั้นโง่เสมอหน้ากันหมด
 
"ที่บอกว่า ‘ทักษิณเป็นอุดมการณ์’ นั้นไม่ถูกต้อง เพราะทักษิณไม่ได้มีอุดมการณ์อะไร" คำกล่าวแบบนี้ ไม่เข้าใจว่า สำหรับคนสามัญแล้ว เขาไม่รู้จักจีดีพี ค่าสัมประสิทธิ์จีนี หรือค่าเช่าทางเศรษฐกิจ เขาพูดคำว่า "ทักษิณ" ก็เพราะเขาเห็นประโยชน์ต่างๆ ที่ทักษิณให้กับพวกเขา และเขาเห็นใจคนที่ช่วยเหลือเขาถูกยึดอำนาจไปอย่างไม่ถูกต้อง
 
คำกล่าวเหล่านี้แม้จะไม่เลวร้ายเท่ากับการกล่าวว่า “ชาวบ้านโง่-จน-เจ็บ” แบบในหลายทศวรรษก่อนหน้า และจึงมองว่าคนสามัญตกอยู่ในระบอบอุปถัมภ์ตลอดกาล ไม่สามารถตัดสินใจทางการเมืองด้วยตนเองได้ แต่คำกล่าวเหล่านี้ก็เป็นทัศนะในทำนองเดียวกัน เช่นเดียวกับคำพูดจากปากนักเศรษฐศาสตร์การเมืองที่เคยมีชื่อเสียงว่าต่อสู้เพื่อคนยากคนจนมาตลอด มาทุกวันนี้กลับมากล่าวว่า  “ชาวนาไม่ได้เสียภาษี จะเอาเงินไปช่วยชาวนาทำไม" เป็นคำกล่าวที่ไม่เพียงดูแคลนชาวบ้านผู้เสียภาษี แต่ยังจงใจบิดเบือนความจริงที่ว่า งบประมาณของประเทศไทยส่วนใหญ่มาจากภาษีมูลค่าเพิ่มที่ทุกคนจ่ายอย่างเสมอหน้ากันเมื่อซื้อสินค้าอุตสาหกรรม ฉะนั้นชาวไร่ชาวนาน่าจะเสียภาษีมากกว่าคนในกรุงเสียอีก ตลอดจนคำกล่าวของเพื่อนนักวิชาบางท่านว่า “เดี๋ยวนี้ชาวบ้านก้าวร้าว ไม่เหมือนแต่ก่อน” “ทักษิณใช้เงินซื้อชาวบ้านไว้หมดแล้ว” ก็ล้วนหันหลังให้คนสามัญไปเสียหมดแล้ว
 
แทบจะตรงกันข้ามกันนั้น งานวิจัยของผมและคณะนักวิชาการที่ทำด้วยกัน ต้องการตอบคำถามในระดับโครงสร้างของเศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรมว่า อะไรคือสาเหตุทำให้เกิดความขัดแย้งทางการเมืองล่าสุดนี้ (ขอขอบคุณแหล่งทุนที่สนับสนุนงานวิจัยนี้) ผลการวิจัยเท่าที่เปิดเผยได้ในขณะนี้คือ ความขัดแย้งนี้ไม่ใช่ความขัดแย้งเฉพาะกลุ่มคนแล้วนำเอามวลชนมาเป็นเดิมพัน หากแต่เป็นความขัดแย้งที่มีรากลึกทั้งในเชิงเศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรม ดังที่ผมได้เคยนำเสนอประเด็นเหล่านั้นมาอย่างต่อเนื่องแล้วว่า 
 
(1) ในเชิงเศรษฐกิจ ความขัดแย้งนี้เป็นความขัดแย้งระหว่างชนชั้นกลางเก่า ท่ีเติบโตมาจากการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจตั้งแต่ต้นทศวรรษ 2500 กับชนชั้นใหม (emerging class) ที่เติบโตขึ้นมาจากการกระจายทรัพยากรและการปรับโครงสร้างทางการเมืองตั้งแต่ทศวรรษ 2530 เป็นต้นมา 
 
(2) ในเชิงการเมืองและอุดมการณ์ ชนชั้นกลางเก่าเป็นพันธมิตรกับชนชั้นนำสายอนุรักษ์นิยม ส่วนกลุ่มชนชั้นใหม่เป็นพันธมิตรกับกลุ่มทุนนิยมเสรีประชาธิปไตย แน่นอนว่าคนทั้งสองกลุ่มมีหลายกลุ่มปลีกย่อย เช่น กลุ่มชนชั้นกลางเก่ามีตั้งแต่กลุ่มที่ต้องการแช่แข็งประเทศไทย เป็นอนุรักษ์นิยมสุดขั้ว รักลุ่มหลงกับสถาบันกษัตริย์อย่างสุดขั้ว เกลียดนักการเมืองสุดขั้ว และไม่ยอมรับระบอบประชาธิปไตยอย่างสุดขั้ว หรือกลุ่มที่ต้องการสร้างกลไกตรวจสอบนักการเมืองที่นอกเหนือไปจากรัฐสภา ส่วนสุดขั้วของชนชั้นใหม่มีตั้งแต่กลุ่มที่ต้องการให้พรรคเพื่อไทยบริหารประเทศ เพราะเชื่อมั่นในการแก้ไขปัญหาปากท้อง หรือกลุ่มที่เน้นพัฒนาการประชาธิปไตยแบบตัวแทน
 
น่าแปลกใจที่นักวิชาการจำนวนมากศึกษา “ชาวบ้าน” มาอย่างยาวนาน แต่กลับไม่เคยเห็นหัวชาวบ้าน ที่น่าแปลกใจยิ่งกว่านั้นคือ นักวิชาการบางคนที่ใจอยู่ข้างชาวบ้าน แต่ก็ยังไม่เชื่อมั่นว่าชาวบ้านจะก้าวข้ามอุปสรรคทางอุดมการณ์ เพื่อรับรู้ถึงภววิสัยของปรากฏการณ์ทางสังคมและการเมืองได้ด้วยตนเอง เช่นบางคนเสนอว่า ต้องเลิกการกล่อมเกลาทางการเมือง เลิกอุดมการณ์ยกย่องเทิดทูนสถาบันกษัตริย์จนเกินพอดีกันเสียที ทั้งๆ ที่เอาเข้าจริงแล้ว เราจะเห็นได้ไม่ยากว่า กระบวนการทางการเมืองที่ผ่านมาได้ทำให้ทัศนดติของชาวบ้านต่อสถาบันกษัตริย์เปลี่ยนไปอย่างมาก ชาวบ้านไม่ได้เชื่อสิ่งที่ทีวีและสื่อต่างๆ ประโคมป้อนให้อย่างง่ายๆ อีกต่อไป ปรากฏการณ์ "ตาสว่าง" เกิดขึ้นได้ทั้งๆ ที่การโหมประโคมข่าวเกี่ยวกับสถาบันกลับเพิ่มมากขึ้นด้วยซ้ำ (ข้อความหลังสุดนี้ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับงานวิจัยของผม เพราะสถาบันที่ให้ทุนผมวิจัยเซ็นเซอร์ ไม่ยินดีให้ทีมวิจัยกล่าวถึงสถาบันกษัตริย์ในลักษณะนี้ จึงขอบอกว่า ข้อมูลนี้ไม่ได้ได้มาจากการวิจัยที่ได้รับทุนสนับสนุนจากสถาบันวิจัยนั้น)
 
อันที่จริงเดิมทีพวกเขาก็ไม่ได้เชื่ออย่างนั้น คงมีเพียงชนชั้นกลางสายอนุรักษ์เท่านั้นที่เชื่อว่าใครๆ ก็มีทัศนคติต่อสถาบันกษัตริย์แบบเดียวกับที่ตนมีทั้งสิ้น ในงานวิจัยของ Katherine Bowie ที่ศึกษาการฝึกลูกเสือชาวบ้านในหมู่บ้านภาคเหนือในทศวรรษ 2510 ชี้ให้เห็นไว้นานก่อนปรากฏการณ์ตาสว่างว่า มีเพียงชาวบ้านกลุ่มชนชั้นนำและชนชั้นกลางระดับบนในหมู่บ้านเท่านั้นที่จะดืมด่ำฟูมฟายกับการอบรมลูกเสือชาวบ้าน ส่วนชนชั้นล่างในหมู่บ้านสมัยนั้น ก็ไม่ได้ดื่มด่ำกับสถาบันกษัตริย์เช่นเดียวกับชนชั้นนำในหมู่บ้านเลย (Bowie 1997) ถ้าดูดังนี้แล้ว ดูเหมือนการเมืองไทยจะไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนัก เพียงแต่คนกลุ่มหนึ่งที่ไม่เคยมีปากมีเสียงในทางการเมือง ได้ออกมาแสดงตัวมากขึ้นเรื่อยๆ
 
การทำความเข้าใจพลังของวัฒนธรรมดาและคนสามัญจึงมีความสำคัญ ไม่เช่นนั้นเราก็จะผลิตซ้ำวาทกรรมชาวบ้านโง่-จน- เจ็บ ผลิตซ้ำทัศนคติดูแคลนชาวบ้านแม้ว่าจะรักชาวบ้าน สืบไปตลอด
 

บล็อกของ ยุกติ มุกดาวิจิตร

ยุกติ มุกดาวิจิตร
หลายปีที่ผ่านมา สังคมปรามาสว่านักศึกษาเอาใจใส่แต่ตัวเอง ถ้าไม่สนใจเฉพาะเสื้อผ้าหน้าผม คอสเพล มังหงะ กับกระทู้ 18+ ก็เอาแต่จมดิ่งกับการทำความเข้าใจตนเอง ประเด็นอัตลักษณ์ บริโภคนิยม เพศภาวะ เพศวิถี เกลื่อนกระดานสนทนาที่ซีเรียสจริงจังเต็มไปหมด
ยุกติ มุกดาวิจิตร
อันที่จริงผมก็นึกไม่ถึงว่าจะมีคนสนใจข่าวนี้กันมากนัก เรื่องอาจจะเป็นเพราะมีการใช้คำในการรายงานข่าวเบื้องต้นอย่างคลาดเคลื่อนไป ก็เลยทำให้เป็นที่น่าตกใจ แต่อีกนัยหนึ่งก็ชี้ให้เห็นปัญหาการลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนจนกระทั่งเมื่อมีการแสดงการต่อต้านด้วยการปฏิเสธที่จะอยู่ใต้อำนาจกดทับนั้น คนก็จึงตอบรับกันอย่างกระหน่ำ อย่างไรก็ดี ผมก็อยากชี้แจงให้กระจ่างเพิ่มเติมว่า ทำไมผมจึงเลือกที่จะแสดงสถานภาพในการเดินทางมาต่างประเทศของผมในครั้งนี้เพิ่มเติมผ่านข้อเขียนนี้
ยุกติ มุกดาวิจิตร
เพิ่งผ่านมาเพียง 5 เดือนอาจจะยังเร็วเกินไปที่จะถามว่า หลังรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 แล้วขบวนการประชาชนจะเป็นอย่างไรต่อไป แต่หากมองย้อนกลับไป แล้วมองไปข้างหน้าอีกสักหน่อย ก็น่าจะลองคิดถกเถียงกันบ้างว่า ขบวนการประชาชนน่าจะไปทางไหนต่อไป
ยุกติ มุกดาวิจิตร
TED รายการบรรยายสาธารณะที่มีชื่อเสียงและผมก็ติดตามเรียนรู้มาสม่ำเสมอ ได้เผยแพร่คลิปบรรยายของคีท เชน นักเศรษฐศาสตร์ที่เสนอข้อถกเถียงว่า ภาษามีความเชื่อมโยงกับการออมตั้งแต่เมื่อ 2 ปีที่แล้ว แต่ผมเพิ่งได้ยินเกี่ยวกับการศึกษานี้มาตั้งแต่ต้นภาคการศึกษานี้ในชั้นเรียนวิชามานุษยวิทยาภาษา ที่นักศึกษาคนหนึ่งเอ่ยถึงการศึกษานี้ และเพิ่งได้ดูด้วยตัวเองเมื่อ 3-4 วันก่อนนี้เอง เห็นว่าน่าสนใจดีก็เลยนำไปให้นักศึกษาดูและถกเถียงกันในชั้น 
ยุกติ มุกดาวิจิตร
การอัตวินิบาตกรรมของคุณนวมทอง ไพรวัลย์ทำให้เกิดข้อวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง นัยหนึ่งถือว่าเป็นการประท้วงต่อการรัฐประหาร อีกนัยหนึ่งถือเป็นการยืนยันความจริงจังและบริสุทธิ์ใจต่ออุดมการณ์ อีกนัยหนึ่งอาจปลุกเร้าสำนึกของผู้ร่วมอุดมการณ์ หรืออีกนัยหนึ่งก็เกรงว่าจะเป็นความสูญเสียที่สูญเปล่า
ยุกติ มุกดาวิจิตร
การสอนหนังสือในมหาวิทยาลัยแตกต่างจากการสอนหนังสือในระดับโรงเรียนก็คงจะตรงที่ว่า ผู้สอนในระดับมหาวิทยาลัยไม่ได้เรียนการสอนมาก่อน อาจจะมีการอบรมเรื่องการเรียนการสอนบ้าง มีการประเมินผลให้ผู้สอนพิจารณาปรับปรุงตนเองบ้าง มีการประเมินตนเองบ้าง แต่ถึงที่สุดแล้ว ผู้สอนมีส่วนสร้างระบบการเรียนการสอนด้วยตนเอง
ยุกติ มุกดาวิจิตร
"อาร์บอรีทั่ม" (Arboretum) เป็นสวนพฤกษศาสตร์ขนาดใหญ่ร่วม 3 พันไร่ของมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-แมดิสัน สวนนี้ไม่ได้ตั้งอยู่ในบริเวณที่ตั้งมหาวิทยาลัย แต่ก็อยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก หากขยันเดิน สักชั่วโมงหนึ่งก็ถึง ถีบจักรยานไปก็สัก 20 นาที อาจเร็วกว่าขับรถที่ต้องเจอกับป้ายหยุด ทางแยก ไฟสัญญาณ กว่าจะถึงก็สัก 30 นาที
ยุกติ มุกดาวิจิตร
นักวิชาการมิได้มีสถานภาพพิเศษแตกต่างไปจากคนอื่นๆ ในสังคม เพียงแต่อาชีพนักวิชาการเป็นอาชีพที่ต้องพัฒนาความคิดความอ่านตลอดเวลา นักวิชาการจึงไม่ควรมีขอบเขตของความคิดความอ่าน พร้อมๆ กับที่ไม่ควรปิดกั้นขอบเขตของความคิดคนอื่น 
ยุกติ มุกดาวิจิตร
กว่า 3 เดือนที่ผ่านมาผมไปชมการแสดงดนตรีไม่รู้เท่าไหร่ต่อเท่าไหร่ นึกเสียดายที่เมื่อ 10 กว่าปีก่อนที่มาเรียนไม่ค่อยมีโอกาสได้เข้าร่วมกิจกรรมเหล่านี้เลย เมื่อวานนี้ (ตามเวลาที่อเมริกา) ผมก็เพิ่งออกจากห้องแสดงดนตรีมา จนทำให้ผมคิดขึ้นมาได้ว่า นี่ผมอยู่ในโลกไหนกัน แล้วทำไมที่ที่ผมอยู่เป็นปกติเขาถึงไม่ทำสถาบันการศึกษาให้เป็นสถานที่บ่มเพาะความเจริญของจิตใจได้อย่างนี้บ้าง 
ยุกติ มุกดาวิจิตร
เดอร์ แรธสเคลเลอร์เป็นบาร์เบียร์ของมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-แมดิสัน ตั้งอยู่ในตึกกิจกรรมนักศึกษา (ที่นี่เรียกว่า Memorial Union) ตึกกิจฯ นี้ตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 1928 โน่นเลย บาร์เบียร์แห่งนี้ก็น่าจะอายุไม่น้อยไปกว่าตึกที่มันอาศัยอยู่เท่าใดนัก
ยุกติ มุกดาวิจิตร
สัปดาห์ที่ผ่านมาผมเข้าร่วมกิจกรรมสังคมวิชาการซ้ำซ้อนกันหลายงาน ตั้งแต่บรรยายเรื่องการทำวิจัยในเวียดนามให้นักศึกษาบัณฑิตศึกษาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ฟัง ต่อด้วยปาร์ตี้ประจำปีของศูนย์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษาของมหา'ลัยวิสคอนซิน ซึ่งเป็นงานแบบ potluck party และก็ฟองดูปาร์ตี้เล็กๆ ที่บ้านอาจารย์ท่านหนึ่ง ซึ่งก็ไม่ใช่อะไรมากไปกว่าขนมปังจุ่มชีสต้มเดือด ทั้งหมดนั้นได้อะไรสนุกๆ มามากมาย
ยุกติ มุกดาวิจิตร
ผ่านมาได้ 3 สัปดาห์ วิชาที่ผมสอนที่วิสคอนซินเริ่มสนุกขึ้นเรื่อยๆ ในห้องมีนักเรียน 10 คน ขนาดพอๆ กับที่เคยสอนที่ธรรมศาสตร์ แต่ที่ต่างคือในห้องเดียวกันนี้มีทั้งนักเรียนปริญญาตรี โท และเอกเรียนร่วมกัน เพียงแต่ข้อกำหนดของงานและความคาดหวังจากนักเรียนระดับ ป.ตรีกับ ป.โท-เอก ย่อมแตกต่างกัน