Skip to main content

วันก่อนปฐมนิเทศนักศึกษาปริญญาโท-เอกของคณะ ในฐานะคนดูแลหลักสูตรบัณฑิตศึกษาทางมานุษยวิทยา ผมเตรียมหัวข้อมาพูดให้นักศึกษาฟัง 4 หัวข้อใหญ่หนึ่งคือ เป้าหมายของหลักสูตร สองคือ ตัวหลักสูตรเอง สามคือ วิธีเรียนให้สำเร็จ สี่คือ มีปัญหาปรึกษาใคร พูดไปพูดมาอย่างรวบรัดตัดตอนรายละเอียดของทุกประเด็นย่อย แต่เร่งแค่ไหนก็ยังเกินหนึ่งชั่วโมงอยู่ดี 

แน่นอนว่าในแต่ละประเด็นใหญ่ 4 ประเด็นนั้น ยังมีประเด็นย่อยมากมาย แล้วย่อยๆๆ ลงไปอีก  

อย่างเอาเฉพาะประเด็นวิธีเรียนให้สำเร็จ คือเรียนอย่างไรให้จบน่ะแหละ ผมเสนอว่าต้องฝึกอ่าน ฝึกค้นคว้า ฝึกเขียน ฝึกฟัง ฝึกถาม ฝึกสร้างคุณูปการต่อวงวิชาการ แต่ขณะนี้อยากเขียนถึงเรื่องการฝึกอ่านที่ผมเล่าให้นักศึกษาฟังก่อน 

แต่ไหนแต่ไรมาผมมีวิธีอ่านงานวิชาการอยู่ 4 ระดับด้วยกัน คืออ่านเอาเรื่อง อ่านเอารส อ่านถอดเรื่อง แล้วก็อ่านหาเรื่อง 

อ่านเอาเรื่องคืออ่านให้รู้เรื่องนั่นแหละ อ่านให้เข้าใจคืออ่านแบบพื้นฐานที่สุด คือหาสาระให้ได้ว่า เนื้อเรื่องคืออะไร ประเด็นคือ อะไร ข้อเสนอคืออะไร คนเขียนเถียงอะไรกับใคร เขาต้องการนำเราไปไหน ยิ่งเข้าใจระดับของความหมายได้มากเท่าไหร่ เราคือผู้อ่านก็จะยิ่งได้ประโยชน์ที่อาจจะไกลกว่าคนเขียนมากขึ้นเท่านั้น 

แต่การอ่านกันอย่างจริงจังแบบที่ผมทำแล้วอยากบอกนักศึกษาน่ะ ไม่ใช่แค่อ่านแล้วรู้ว่าคนเขียนจะบอกอะไรแค่นั้น แต่ต้องอ่านแล้วรู้รสของงานเขียน งานเขียนทางวิชาการเอง ที่ว่าเป็นงานวิชาการน่ะ ที่จริงมันก็มีหลายรสการประพันธ์  

เอาเฉพาะในขนบของงานวิชาการแบบทางการ ก็ยังต้องแบ่งการเขียนทบทวนวรรณกรรม ออกจากเขียนพรรณนาผู้คน สิ่งของ สถานที่ เวลา อย่างสัมพันธ์กับประเด็นที่ศึกษา ออกจากเขียนวิเคราะห์สอดแทรกแนวคิดให้เชื่อมโยงและดึงประเด็นนามธรรมออกมาจากข้อมูลเชิงพรรณนา ออกจากเขียนข้อถกเถียงทางทฤษฎี ออกจากเขียนวิธีการศึกษา เขียนบทสรุป เขียนบทคัดย่อ แต่ละแบบไม่เหมือนกันเลย  

นี่ยังไม่นับว่าหากใครอ่านเอาอรรถรสของการเขียนตามสไตล์ที่แตกต่างกันของนักวิชาการที่เขียนแบบมีสไตล์ได้แล้วล่ะก็ จะยิ่งสนุกกับการอ่านงานวิชาการเพิ่มอีกมาก 

ระดับต่อไปคือการอ่านถอดเรื่อง เอาแบบระดับพื้นๆ ของการอ่านถอดเรื่องคือ ต้องถอดโครงเรื่องของงานวิชาการที่เราอ่านได้ งานวิชาการส่วนใหญ่ไม่ได้เขียนแบบด้นไปเรื่อยๆ งานที่ดี งานที่พิมพ์ในมาตรฐานสูง อย่างในวารสารวิชาการชั้นนำ หรือสำนักพิมพ์ชั้นนำ มันจะถูกจัดระบบมาอย่างดี ไม่มั่ว การอ่านงานพวกนี้แล้วสามารถถอดโครงส้รางการนำเสนอออกมาได้ ก็คือการได้เรียนการเขียนอย่างเป็นระบบจากครูการเขียน 

แต่เป้าหมายใหญ่ของการอ่านถอดเรื่องมีมากกว่านั้น คือต้องอ่านให้ได้ว่างานเขียนที่เราอ่านแล้วเป็นงานที่ดี เป็นงานที่น่าเชื่อถือ เป็นงานที่เรายอมรับนั้น ทำไมมันถึงเป็นงานที่ดี เขาเขียนอย่างไรจึงทำให้เราเชื่อได้ เขานำเราไปสู่ข้อเสนอและข้อสรุปอย่างนั้นได้อย่างไร ผมเชื่อว่าถ้าเราอ่านออกว่า งานเขียนพวกนี้เขานำเราไปสู่ข้อสรุปได้อย่างไร เราจะได้เรียนรู้ระดับของการเขียนงานวิชาการที่ว่าด้วยการสร้างข้อเสนอทางวิชาการ  

ผมว่าไม่มีใครสอนการสร้างข้อเสนอทางวิชาการได้ มีแต่ต้องเรียนรู้เอาเองจากการอ่าน  

หากใครคิดว่าแค่เรียนตรรกวิทยามา แล้วแค่เขียนตามหลักตรรกวิทยา แล้วก็คิดว่าจะสร้างข้อเสนอได้ ง่ายๆ แค่นั้นเองล่ะก็ ผมว่างานคุณจะไม่มีใครอ่านในที่สุด เพราะมันจะทื่อมาก แล้วคิดเหรอว่าโลก โดยเฉพาะทางสังคม และที่เกี่ยวกับความยอกย้อนของมนุษย์น่ะ มันจะทื่อๆ ตามหลักตรรกวิทยาพื้นๆ ที่ใครก็สามารถ master มันได้ภายในไม่กี่วัน 

ถึงที่สุด ผมว่าการอ่านระดับสูงจะต้องไปให้ถึงการอ่านหาเรื่อง คืออ่านจับผิด แต่จะต้องเป็นการจับผิดอย่างสมเหตุสมผล อย่างมีหลักฐานอ้างอิงได้ อย่างน่าเชื่อว่าจะล้มล้างข้อเสนอได้

อ่านหาเรื่องก็ทำได้หลายอย่าง อย่างที่ง่ายที่สุดคือหาหลักฐานข้อมูลที่แตกต่างออกไปจากที่เสนอในหนังสือหรือบทความที่เราอ่าน มาหักล้างข้อเสนอ เนื่องจากหลักฐานใหม่ๆ ชวนให้คิดถึงข้อสรุปใหม่ๆ ได้ อีกวิธีที่ผมว่ายากกว่าหน่อยคือ หาเหตุผลใหม่ๆ มาอธิบายข้อมูลชุดเดียวกันกับที่หนังสือหรือบทความที่อ่านอยู่ใช้ การอ่านแบบนี้คือการตีความหรือสร้างคำอธิบายใหม่กับข้อมูลที่มีอยู่แล้ว  

แต่ผมว่าวิธีอ่านที่สนุกที่สุดคือวิธีอ่านที่ผมเรียนมาจากนักถอดรื้อโครงสร้าง คือการอ่านแบบ deconstruction คืออ่านด้วยการหาความย้อนแย้งในงานเขียนนั้นเอง เอาข้อเสนอในงานนั้นเองมาวิพากษ์ตัวงานนั้นเอง  

เช่น งานโซซู นักภาษาศาสตร์โครงสร้างคนแรกๆ ด้านหนึ่งเสนออะไรที่ก้าวหน้ามากว่าความหมายไม่ได้อยู่ในตัวของมันเอง แต่มาตกม้าตายที่ยังถือมั่นกับ phonocentrism คือคิดว่าเสียงเป็นภาษาที่สำคัญที่สุดเพราะใกล้กับความคิดที่สุด คือก็ยังเชื่อว่ามีอะไรลึกๆ อยู่กว่าร่องรอยที่เชื่อมความคิดกับตัวหมายอยู่นั่นเอง 

การอ่านหาเรื่องถึงที่สุดมันจึงเป็นการอ่านเพื่อสร้างข้อเสนอใหม่ๆ ในทางวิชาการ ถ้าอ่านแล้วไม่เถียงกับงานที่เราอ่านอยู่ เราก็ได้แค่เป็นผู้เรียนและผลิตซ้ำความรู้ของคนอื่น แต่หากอ่านแล้วไปพ้นจากงานที่อ่านได้ ด้วยการหาเรื่องใหม่ๆ หาข้อผิดแล้วก้าวข้ามไปเสนออะไรใหม่ๆ นั่นแหละจึงจะมีโอกาสที่เราจะสร้างงานใหม่ๆ เองได 

สรุปคือ จะเขียนให้ดีได้ก็ต้องอ่านให้ดีให้ได้ แต่เวลาเราบอกว่า คนนั้นคนนี้อ่านงานแตกไม่แตก คำถามคือ อ่านแตกน่ะอ่านอย่างไร บางทีเราไม่ค่อยสอนกันว่าจะอ่านงานวิชาการกันอย่างไร ก็เลยได้แค่อ่านเพื่อเอาเรื่อง แต่อ่านแค่เอาเรื่องน่ะ ยังไม่ทำให้เปลี่ยนจากการเป็นคนอ่านไปเป็นคนเขียนได้หรอก ยังต้องอ่านระดับอื่นๆ อีกดังที่บอกไป 

แต่ถึงที่สุดแล้ว มีคนจำนวนมากที่อ่านโดยไม่เขียน การเป็นนักอ่านอย่างแตกฉาน ถึงที่สุดก็ต้องเขียนในแบบที่ตนเองอยากอ่านเองบ้าง หรือเขียนให้แตกต่างจากที่อ่านมาแล้วบ้าง ถ้าเราเอาแต่อ่านอย่างเดียวแต่ไม่เขียน ไม่ว่าจะอ่านกันได้พิสดารขนาดไหน โลกก็คงไม่ก้าวไปไหน เพราะไม่มีอะไรใหม่ๆ ให้อ่านกัน

บล็อกของ ยุกติ มุกดาวิจิตร

ยุกติ มุกดาวิจิตร
หลายปีที่ผ่านมา สังคมปรามาสว่านักศึกษาเอาใจใส่แต่ตัวเอง ถ้าไม่สนใจเฉพาะเสื้อผ้าหน้าผม คอสเพล มังหงะ กับกระทู้ 18+ ก็เอาแต่จมดิ่งกับการทำความเข้าใจตนเอง ประเด็นอัตลักษณ์ บริโภคนิยม เพศภาวะ เพศวิถี เกลื่อนกระดานสนทนาที่ซีเรียสจริงจังเต็มไปหมด
ยุกติ มุกดาวิจิตร
อันที่จริงผมก็นึกไม่ถึงว่าจะมีคนสนใจข่าวนี้กันมากนัก เรื่องอาจจะเป็นเพราะมีการใช้คำในการรายงานข่าวเบื้องต้นอย่างคลาดเคลื่อนไป ก็เลยทำให้เป็นที่น่าตกใจ แต่อีกนัยหนึ่งก็ชี้ให้เห็นปัญหาการลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนจนกระทั่งเมื่อมีการแสดงการต่อต้านด้วยการปฏิเสธที่จะอยู่ใต้อำนาจกดทับนั้น คนก็จึงตอบรับกันอย่างกระหน่ำ อย่างไรก็ดี ผมก็อยากชี้แจงให้กระจ่างเพิ่มเติมว่า ทำไมผมจึงเลือกที่จะแสดงสถานภาพในการเดินทางมาต่างประเทศของผมในครั้งนี้เพิ่มเติมผ่านข้อเขียนนี้
ยุกติ มุกดาวิจิตร
เพิ่งผ่านมาเพียง 5 เดือนอาจจะยังเร็วเกินไปที่จะถามว่า หลังรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 แล้วขบวนการประชาชนจะเป็นอย่างไรต่อไป แต่หากมองย้อนกลับไป แล้วมองไปข้างหน้าอีกสักหน่อย ก็น่าจะลองคิดถกเถียงกันบ้างว่า ขบวนการประชาชนน่าจะไปทางไหนต่อไป
ยุกติ มุกดาวิจิตร
TED รายการบรรยายสาธารณะที่มีชื่อเสียงและผมก็ติดตามเรียนรู้มาสม่ำเสมอ ได้เผยแพร่คลิปบรรยายของคีท เชน นักเศรษฐศาสตร์ที่เสนอข้อถกเถียงว่า ภาษามีความเชื่อมโยงกับการออมตั้งแต่เมื่อ 2 ปีที่แล้ว แต่ผมเพิ่งได้ยินเกี่ยวกับการศึกษานี้มาตั้งแต่ต้นภาคการศึกษานี้ในชั้นเรียนวิชามานุษยวิทยาภาษา ที่นักศึกษาคนหนึ่งเอ่ยถึงการศึกษานี้ และเพิ่งได้ดูด้วยตัวเองเมื่อ 3-4 วันก่อนนี้เอง เห็นว่าน่าสนใจดีก็เลยนำไปให้นักศึกษาดูและถกเถียงกันในชั้น 
ยุกติ มุกดาวิจิตร
การอัตวินิบาตกรรมของคุณนวมทอง ไพรวัลย์ทำให้เกิดข้อวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง นัยหนึ่งถือว่าเป็นการประท้วงต่อการรัฐประหาร อีกนัยหนึ่งถือเป็นการยืนยันความจริงจังและบริสุทธิ์ใจต่ออุดมการณ์ อีกนัยหนึ่งอาจปลุกเร้าสำนึกของผู้ร่วมอุดมการณ์ หรืออีกนัยหนึ่งก็เกรงว่าจะเป็นความสูญเสียที่สูญเปล่า
ยุกติ มุกดาวิจิตร
การสอนหนังสือในมหาวิทยาลัยแตกต่างจากการสอนหนังสือในระดับโรงเรียนก็คงจะตรงที่ว่า ผู้สอนในระดับมหาวิทยาลัยไม่ได้เรียนการสอนมาก่อน อาจจะมีการอบรมเรื่องการเรียนการสอนบ้าง มีการประเมินผลให้ผู้สอนพิจารณาปรับปรุงตนเองบ้าง มีการประเมินตนเองบ้าง แต่ถึงที่สุดแล้ว ผู้สอนมีส่วนสร้างระบบการเรียนการสอนด้วยตนเอง
ยุกติ มุกดาวิจิตร
"อาร์บอรีทั่ม" (Arboretum) เป็นสวนพฤกษศาสตร์ขนาดใหญ่ร่วม 3 พันไร่ของมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-แมดิสัน สวนนี้ไม่ได้ตั้งอยู่ในบริเวณที่ตั้งมหาวิทยาลัย แต่ก็อยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก หากขยันเดิน สักชั่วโมงหนึ่งก็ถึง ถีบจักรยานไปก็สัก 20 นาที อาจเร็วกว่าขับรถที่ต้องเจอกับป้ายหยุด ทางแยก ไฟสัญญาณ กว่าจะถึงก็สัก 30 นาที
ยุกติ มุกดาวิจิตร
นักวิชาการมิได้มีสถานภาพพิเศษแตกต่างไปจากคนอื่นๆ ในสังคม เพียงแต่อาชีพนักวิชาการเป็นอาชีพที่ต้องพัฒนาความคิดความอ่านตลอดเวลา นักวิชาการจึงไม่ควรมีขอบเขตของความคิดความอ่าน พร้อมๆ กับที่ไม่ควรปิดกั้นขอบเขตของความคิดคนอื่น 
ยุกติ มุกดาวิจิตร
กว่า 3 เดือนที่ผ่านมาผมไปชมการแสดงดนตรีไม่รู้เท่าไหร่ต่อเท่าไหร่ นึกเสียดายที่เมื่อ 10 กว่าปีก่อนที่มาเรียนไม่ค่อยมีโอกาสได้เข้าร่วมกิจกรรมเหล่านี้เลย เมื่อวานนี้ (ตามเวลาที่อเมริกา) ผมก็เพิ่งออกจากห้องแสดงดนตรีมา จนทำให้ผมคิดขึ้นมาได้ว่า นี่ผมอยู่ในโลกไหนกัน แล้วทำไมที่ที่ผมอยู่เป็นปกติเขาถึงไม่ทำสถาบันการศึกษาให้เป็นสถานที่บ่มเพาะความเจริญของจิตใจได้อย่างนี้บ้าง 
ยุกติ มุกดาวิจิตร
เดอร์ แรธสเคลเลอร์เป็นบาร์เบียร์ของมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-แมดิสัน ตั้งอยู่ในตึกกิจกรรมนักศึกษา (ที่นี่เรียกว่า Memorial Union) ตึกกิจฯ นี้ตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 1928 โน่นเลย บาร์เบียร์แห่งนี้ก็น่าจะอายุไม่น้อยไปกว่าตึกที่มันอาศัยอยู่เท่าใดนัก
ยุกติ มุกดาวิจิตร
สัปดาห์ที่ผ่านมาผมเข้าร่วมกิจกรรมสังคมวิชาการซ้ำซ้อนกันหลายงาน ตั้งแต่บรรยายเรื่องการทำวิจัยในเวียดนามให้นักศึกษาบัณฑิตศึกษาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ฟัง ต่อด้วยปาร์ตี้ประจำปีของศูนย์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษาของมหา'ลัยวิสคอนซิน ซึ่งเป็นงานแบบ potluck party และก็ฟองดูปาร์ตี้เล็กๆ ที่บ้านอาจารย์ท่านหนึ่ง ซึ่งก็ไม่ใช่อะไรมากไปกว่าขนมปังจุ่มชีสต้มเดือด ทั้งหมดนั้นได้อะไรสนุกๆ มามากมาย
ยุกติ มุกดาวิจิตร
ผ่านมาได้ 3 สัปดาห์ วิชาที่ผมสอนที่วิสคอนซินเริ่มสนุกขึ้นเรื่อยๆ ในห้องมีนักเรียน 10 คน ขนาดพอๆ กับที่เคยสอนที่ธรรมศาสตร์ แต่ที่ต่างคือในห้องเดียวกันนี้มีทั้งนักเรียนปริญญาตรี โท และเอกเรียนร่วมกัน เพียงแต่ข้อกำหนดของงานและความคาดหวังจากนักเรียนระดับ ป.ตรีกับ ป.โท-เอก ย่อมแตกต่างกัน