หัวไม้ story
ทีมข่าวการเมือง การเยือนสหราชอาณาจักรอย่างเป็นทางการของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ระหว่างวันที่ 13-15 มี.ค. มีหลายประเด็นจากการเยือนดังกล่าวที่ยังไม่ได้รับการพูดถึง หลายเรื่องถูกบิดเบือน และผลิตซ้ำ จนกลายเป็นชุดความคิดที่ถูกยอมรับโดยไม่มีการตั้งคำถาม “ประชาไท” ขอนำเสนอเรื่องที่ยังไม่มีการรายงาน เรื่องที่ยังไม่ถูกพูดถึง และเรื่องที่บิดเบือนดังกล่าว ในระหว่างการเยือนอังกฤษของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ 1.เปิดต้นทางข่าว “ไม่ได้หนี แล้วมาอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร” สื่อมวลชนไทยทุกฉบับพร้อมใจรายงานภารกิจของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่เดินทางเยือนสหราชอาณาจักรอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 13-15 มี.ค. แทบจะเป็นไปในทิศทางเดียวกัน และไม่มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงจากรายงานข่าวนั้น โดยในวันที่ 14 มี.ค. เวลา 09.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้ไปปาฐกถาหัวข้อ “การจัดการความท้าทายในการพัฒนาระบอบประชาธิปไตย” ที่ St. John’s College OXFORD และในช่วงตอบคำถามได้อภิปรายโต้ตอบกับ ใจ อึ๊งภากรณ์ อดีตอาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปัจจุบันพำนักอยู่ที่อังกฤษ โดยมีการายงานอย่างครึกโครมในสื่อว่านายอภิสิทธิ์ตอบโต้ ใจ ว่า “ไม่ได้หนี แล้วมาอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร” โดยการนำเสนอลักษณะดังกล่าว ปรากฏในหนังสือพิมพ์ไทยหลายฉบับ เช่น คมชัดลึก ["อภิสิทธิ์"โชว์สปีชย้ำปชต.ไทยเดินหน้า] ไทยโพสต์ ["มาร์ค" เคลียร์สถานการณ์ประเทศไทย ตอก “ใจ” หน้าหงายกลางออกซ์ฟอร์ด] ไทยรัฐ [มาร์คโชว์สปีชอ๊อกฟอร์ด ย้ำปชต.ไทยต้องเดินหน้า] แนวหน้า ["ใจ"ชูตีนตบป่วนปาฐกถา มาร์คตอกกลับหนีคดีหมิ่น แจงผู้ดีปชต.ไทยเริ่มเข้มแข็ง] ประชาทรรศน์ ['มาร์ค'ยันไทยปชต.เต็มใบ'ใจ'โผล่ชูตีนตบโต้กลางวงปาฐกถา] โพสต์ทูเดย์ ["มาร์ค"โต้ "ใจ"กลางวงปาฐก] มติชน ["ใจ อึ๊งภากรณ์"ชูตีนตบรับ"มาร์ค"ที่อ๊อกซ์ฟอร์ด-นายกฯลั่นไม่ยอมให้เสียงข้างมากหักล้างความโปร่งใส] ASTVผู้จัดการออนไลน์ [“มาร์ค” ปาฐกถาออกซฟอร์ด ยันไทยมี ปชต. “ใจ” โผล่พกตีนตบถาม กม.หมิ่น] the Nation [Abhisit vows progress on democracy] ฯลฯ อีกหลายฉบับ รวมถึงรายการเล่าข่าวตอนเช้าของโทรทัศน์ช่องต่างๆ ในบรรดาสื่อมวลชนไทยนั้น จะยกเว้นก็แต่ข่าว Abhisit vows progress on democracy ของ Bangkok Post พูดถึงการเผชิญหน้าระหว่างนายอภิสิทธิ์กับใจเช่นกัน เพียงแต่ไม่ได้รายงานการโต้เถียงกันเรื่อง “หนี” แต่อย่างใด แต่เหตุผลจะมาจากความระมัดระวังของกองบรรณาธิการ หรือหน้ากระดาษในการนำเสนอข่าวอันจำกัดก็ไม่อาจทราบได้ และคำพูดเจ้าปัญหาท่อนที่ว่า “ไม่ได้หนี แล้วมาอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร” ของแต่ละสื่อนั้น พบว่ามีที่มาจากการรายงานของ สำนักข่าวไทย [1] ซึ่งส่งผู้สื่อข่าวติดตามไปทำข่าวนายกรัฐมนตรีที่อังกฤษ หลังจากการนำเสนอของสำนักข่าวไทย จึงเกิดกระบวนการเผยแพร่แบบ “รวมการเฉพาะกิจ” ต่อกันมาจากสื่อไทยฉบับต่างๆ รวมทั้งประชาไท [2] ที่นำข่าวเหล่านั้นมาเรียบเรียงเพื่อเผยแพร่ต่อในคืนนั้นด้วย และหลายวันต่อมาประชาไทจึงมีการนำเสนอการรายงานในมุมมองของผู้ฟังปาฐกถาดังกล่าวโดยแปลมาจากเว็บไซต์นิวมันดาลา [3] การพร้อมใจกันรายงานข่าวของสื่อมวลชนไทยดังกล่าว นำมาสู่การวิจารณ์โดยสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ผ่านกระทู้ “คุณภาพ” ของสื่อไทยกรณีอภิสิทธิ์ที่ Oxford [4] ในกระดานข่าวฟ้าเดียวกัน สมศักดิ์เห็นว่าเป็นการรายงานข่าวเพื่อทำให้ “อภิสิทธิ์ มี "ชัยชนะ" ในการโต้กัน (ซึ่งความจริง เป็นประเด็นจิ๊บจ๊อย) ประเภท สามารถสวนกลับใจ ในสิ่งที่ใจ ตอบไม่ได้ ปัญหาคือ ที่จริง อภิสิทธิ์ ไม่ได้สวนกลับ ใจ ด้วยประโยคทีว่าเลย” “สรุปแล้ว เวลาอ่านหรือฟัง สื่อ ไทย ไม่ว่า ช่องไหน ฉบับไหน ถ้าเป็นเรื่องสำคัญๆ ต้องลอง double-check ให้ดีก่อน ยิ่งถ้าเป็นเรื่องที่เป็นประเด็นที่ถูกนำเสนอ เป็น "หัวข่าว" (คือชูเป็นประเด็นใหญ่) ต้องลองเช็คให้ดีๆ” สมศักดิ์ทิ้งท้าย 2.นักข่าวพลเมืองทลายการปิดกั้นจากสื่อหลัก ผู้ชุมนุมเสื้อแดงเป็นจำนวนมากชุมนุมอย่างสงบภายนอกห้องประชุมที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะปาฐกถา โดยไม่ได้มีจำนวน 2 คน อย่างที่ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวไทยรายงานแต่อย่างใด (ที่มาของภาพ: Thaienews) อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และผู้บริหาร Oxford (ที่มาของภาพ: Thaienews) ใจ อึ๊งภากรณ์ ขอตั้งคำถามและอภิปรายนายอภิสิทธิ์ (ที่มาของภาพ: Thaienews) คนเสื้อแดงถ่ายทอดสดการชุมนุมของตนทางอินเตอร์เน็ตด้วยกล้องที่ติดกับคอมพิวเตอร์โน้ตบุค(ที่มาของภาพ: Thaienews) ไม่ได้มีแค่เรื่อง “ไม่ได้หนี แล้วมาอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร” ที่คลาดเคลื่อนไป แต่ยังมีเรื่องจำนวน “ผู้คัดค้าน” ในการปาฐกถานั้นด้วย โดยการรายงานในช่วง ข่าวภาคค่ำ [5] ในวันที่ 14 มี.ค. ของสำนักข่าวไทย สุปวีณ์ ปฏิภาณวัฒน์ ผู้สื่อข่าวของสำนักข่าวไทย โทรศัพท์รายงานมาจากประเทศอังกฤษถึงบรรยากาศการปาฐกถาของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะและการประท้วงหน้าสถานที่ปาฐกถา โดยสุปวีณ์รายงานว่า มีใจ อึ๊งภากรณ์และคนเพียง 2 คนยืนแจกใบปลิว "ก็มีคนสวมเสื้อโค๊ดสีแดง ไม่แน่ใจว่าเป็นกลุ่มเสื้อแดงหรือเปล่า หรือเป็นเพราะว่าช่วงนี้ประเทศอังกฤษกำลังเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ สีสันก็เลยออกมา เขาก็ไม่ได้ทำอะไรก็ยืนเฉยๆ 2 คน แล้วก็อาจารย์ใจก็เข้ามาในห้องประชุมที่มีการปาฐกถาพิเศษ" นอกจากนี้ยังบอกว่าคนในห้องประชุมไม่ให้ความสนใจกับอาจารย์ใจ และช่วยกันพูดให้อาจารย์ใจเข้าสู่คำถามในช่วงอภิปราย หากเหตุการณ์นั้นมีผู้สื่อข่าวจากสำนักข่าวไทยเป็นผู้รายงานเพียงผู้เดียว นอกจากผู้ที่อยู่ในการปาฐกถานั้นแล้ว ก็คงไม่มีวันทราบว่าที่นั่นเกิดอะไรขึ้นบ้างกันแน่ แต่จากการรายงานข่าวของผู้สื่อข่าวพลเมืองผ่านบล็อก Thaienews [6] ทำให้พบว่านอกจากการคัดค้านอภิสิทธิ์โดยใจแล้ว ภายนอกยังมีผู้ชุมนุมเสื้อแดงจำนวนมากถือป้ายรณรงค์และแจกใบปลิวคัดค้านรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ ไม่ได้มีจำนวน 2 คนอย่างที่ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวไทยรายงาน และในห้องประชุมดังกล่าวก็มีผู้ร่วมประชุมสวมเสื้อแดงหลายราย นอกจากนี้เครือข่ายคนเสื้อแดงในอังกฤษยังทำการถ่ายทอดสดการชุมนุมของตนผ่านทางอินเตอร์เน็ตด้วย สถานทูตปรามเสื้อแดงอย่าทำให้เสียชื่อ นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าจำนวนคนที่อยู่ในห้องประชุมเพื่อฟังปาฐกถาของอภิสิทธิ์นั้นครึ่งหนึ่งเป็นคนที่ถูกเกณฑ์มาจากสถานทูตไทยประจำประเทศอังกฤษ และคณะผู้ติดตามมาประเทศอังกฤษของนายอภิสิทธิ์ นอกจากนี้เจ้าหน้าที่สถานทูตไทยยังโทรศัพท์ถึงแกนนำผู้ชุมนุมเสื้อแดงในอังกฤษว่าอย่าทำให้ประเทศไทยเสียชื่อ พฤติกรรมของเจ้าหน้าที่สถานทูตดังกล่าวสอดคล้องกับที่ กิตติ วะสีนนท์ เอกอัครราชทูตไทย ประจำกรุงลอนดอน ที่ออกอากาศในรายการ “เชื่อมั่นประเทศไทย” ออกอากาศทาง NBT [7] ช่วงเช้าวันที่ 15 มี.ค. ร่วมกับนายอภิสิทธิ์ โดยกิตติกล่าวถึงการเคลื่อนไหวของคนไทยในประเทศอังกฤษว่า “ในความเห็นของผมเรื่องเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นเป็นสิทธิในทางประชาธิปไตย แล้วก็เป็นเรื่องธรรมดาที่ภายในประเทศจะมีความคิดเห็นต่างกัน แต่ใจผมเนี่ย ก็อยากที่จะให้คนไทยนึกถึงหน้าประเทศชาติเหมือนกันว่าเวลาอย่างการเยือนของ ฯพณฯ ท่านนายกรัฐมนตรีเป็นการเยือนในนามของรัฐบาลไทย ท่านมาทำหน้าที่ให้กับประเทศไทย” 3.เรื่องของใจ สำหรับ “ใจ อึ๊งภากรณ์” “บุคคลต้องห้าม” ในทัศนะฝ่ายอนุรักษ์นิยมไทย หลังการออกนอกประเทศพร้อมร่อนแถลงการณ์ “สยามแดง” นั้น ภายหลังจากที่การเข้าฟังปาฐกถาของอภิสิทธิ์ เมื่อ 14 มี.ค. เขาได้ออกจดหมายเปิดผนึกหัวข้อ “อภิสิทธิ์พูดที่ Oxford: คำโกหก คำแก้ตัว และการบิดเบือนความจริง” เผยแพร่ทางอีเมล์ทันที โดยใจความของจดหมายเปิดผนึก [8] โดยสรุป ระบุว่า คำพูดของอภิสิทธิ์เต็มไปด้วยคำโกหกหลอกลวงและคำแก้ตัว แต่ทั้งๆ ที่เขามั่นใจคิดว่าคนทั่วโลกโง่ คนไทยส่วนใหญ่และคนต่างประเทศที่เข้าใจการเมืองไทยไม่มีวันเชื่ออะไรที่ออกมาจากปากเขา ใจ ตั้งข้อสังเกตว่า “สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจคือทางรัฐบาลไทยกลัวประชาชนมาก มีการกีดกันคนไทยธรรมดาที่อยากเข้าไปตั้งคำถามจำนวนมาก” อภิปราย ‘มาร์ค’ นอกห้อง แนะหลังเป็นนายกฯ ให้ไปเล่นตลก ในจดหมายดังกล่าว กล่าวถึงเนื้อหาปาฐกถาของอภิสิทธิ์ว่า อภิสิทธิ์โกหกว่าเขาได้รับการ “เลือกตั้งมาเป็นนายก” และอวดว่าตนเองเป็น “ผู้ปกป้องประชาธิปไตยไทย” แต่กระนั้นเขายังยืนยันว่าต้องมีกฎหมายหมิ่นฯ “เพื่อปกป้องความมั่นคงของประเทศ” และมองว่าใจควรถูกลงโทษจากการเขียนหนังสือวิจารณ์รัฐประหาร 19 กันยา “เพราะไปดูหมิ่นกษัตริย์” เมื่อถูกถามว่าหมิ่นตรงไหนในหนังสือ อภิสิทธิ์บอกว่าจำไม่ได้ ทั้งๆ ที่อ้างว่าอ่านหนังสือเล่มนี้แล้ว เลยแก้ตัวว่ามีคนเล่าให้ฟังว่าหมิ่น นอกจากนี้อภิสิทธิ์พูดว่าคดีคุณโชติศักดิ์ได้ยกเลิกไปแล้ว และการจับกุมผู้บริหารประชาไทเป็น “ความผิดพลาดของตำรวจ” ซึ่งเขาได้ “เคลียร์เรื่องนี้” โดยการโทรศัพท์ไปหาผู้บริหารประชาไทแล้ว หลังจากนั้นอภิสิทธิ์อ้างว่าแกนนำพันธมิตรที่ยึดสนามบินจะโดนคดีแน่ๆ และนายพลที่มีส่วนในการฆ่าคนที่ตากใบจะถูกลงโทษอีกด้วย “หลังจากที่เราเอาเขาออกจากตำแหน่ง อภิสิทธิ์ควรหากินเป็นนักแสดงตลกมั้ง?” ใจ ตั้งคำถาม ทั้งๆ ที่อภิสิทธิ์ขี้ขลาดไม่ยอมรับคำท้าของผมเพื่อโต้วาทีสดในรายการโทรทัศน์ไทย เขาหน้าด้านกล่าวหาผมว่าหนีคดีที่เมืองไทย โดยเสนอว่าศาลมีความยุติธรรม เขาพูดต่อว่า “อย่าดึงกษัตริย์มาในเรื่องการเมือง” แต่คงไม่กล้าพูดอย่างนี้กับเจ้านายของเขาในกองทัพหรือในพันธมิตรฯ ผมจึงแสดงความเห็นว่าทั้งอภิสิทธิ์ (เซ็นเซอร์) อ่อนแอและไร้อุดมการณ์ประชาธิปไตย ในขณะที่เจ้านายแท้ของสังคมคือทหาร แถลงการณ์จากใจ ระบุในช่วงท้ายว่า ช่วงบ่ายมีการประชุมกลุ่มเสื้อแดงที่ออกซ์ฟอร์ดในช่วงบ่าย คนเสื้อแดงในอังกฤษยืนยันจุดยืนเพื่อประชาธิปไตยและตกลงกันว่าจะประชุมเป็นประจำทุกเดือน เราตกลงกันว่าเราจะเรียกร้องให้มีการเลือกตั้งทั่วประเทศก่อนสิ้นปีภายใต้ กติกาของรัฐธรรมนูญปี 40 โดยที่ประชุมเสื้อแดงที่ออคซ์ฟอร์ด ยังให้ความเห็นในเรื่องการปฏิรูปการเมืองว่าประชาชนไทยต้องเป็นผู้ทำ ไม่ใช่ปล่อยให้สถาบันพระปกเกล้าที่ไม่เคยสนับสนุนประชาธิปไตยเป็นผู้เสนอการปฏิรูป ใจยืนยันเสรีภาพทางการเมืองในอังกฤษ ตั้งคำถามคณะมาร์คมามากเหมือน ‘ช็อปปิ้งทริปส์’ ใจยังให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า สาเหตุที่การรณรงค์ของเขาและคนเสื้อแดงในอังกฤษไม่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจและคนของรัฐบาลอภิสิทธิ์จับ เพราะในอังกฤษ ไม่มีการจับผู้ที่แสดงความเห็นทางการเมือง เพราะเป็นสิ่งที่ชอบธรรมตามระบอบประชาธิปไตย ส่วนอภิสิทธิ์และเจ้าหน้าที่รัฐบาลก็ไม่มีสิทธิจับเขาและคนเสื้อแดงเช่นกัน นักวิชาการผู้นี้ยังแนะนำนายอภิสิทธิ์เกี่ยวกับการยกตัวอย่างกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพในประเทศแถบยุโรปว่า ไม่ควรอ้างว่าที่ยุโรปมีคนติดคุกเพราะวิจารณ์สถาบันพระมหากษัตริย์เพราะเป็นเรื่องไม่จริง นอกจากนี้ใจยังฝากถามนายอภิสิทธิ์ด้วยว่าทำไมนายอภิสิทธิ์จึงพาคณะผู้ติดตามมาจากประเทศไทยเป็นจำนวนมากเหมือน ‘ช็อปปิ้งทริปส์’ เผยคลิป ‘ใจ’ ไม่หนี แถมท้าดีเบต มาร์คโอเคแต่ต้องที่เมืองไทย ส่วนที่มีสื่อมวลชนไทยรายงานข่าวว่าอภิสิทธิ์กล่าวตอบโต้กับ ใจ ว่า “ไม่ได้หนี แล้วมาอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร” นั้น จากคลิปที่การโพสต์ไว้ใน youtube.com โดยคุณ 1434278 [9] ซึ่งเป็นช่วงที่อภิสิทธิ์ตอบคำถามกับ ใจ โดยช่วงหนึ่งเขากล่าวในเชิงปกป้องกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ (นาที่ 1.56) โดยอภิสิทธิ์บอกว่ามีกฎหมายเช่นเดียวกันนี้ในประเทศยุโรปบางประเทศ ซึ่งมีสถาบันกษัตริย์ในระบอบรัฐธรรมนูญ เมื่อเร็วๆ นี้ก็มีคนถูกจำคุกในประเทศยุโรปประเทศหนึ่งด้วยกฎหมายที่คล้ายกันนี้ ดังนั้นกฎหมายโดยตัวของมันเองไม่ใช่เรื่องที่ไม่เป็นประชาธิปไตย “ถ้าหากคุณไปพูดแบบนี้ หรือกล่าวหาคนทั่วไปแบบนี้ คุณก็จะถูกฟ้องศาลเช่นกัน สิ่งที่กฎหมายทำก็คือการคุ้มครองราชวงศ์ในแบบเดียวกับที่กฎหมายหมิ่นประมาท คุ้มครองคนทั่วไป” อภิสิทธิ์ กล่าวว่ามีข้อแตกต่างระหว่างกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพกับกฎหมายหมิ่นประมาทคนทั่วไป เนื่องจากราชวงศ์ไทยนั้นเป็นสถาบันที่เป็นกลาง ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด และอยู่เหนือความขัดแย้ง และเป็นสถาบันที่ได้รับความเคารพศรัทธาโดยประชาชนไทย และเป็นเสาหลักของความมั่นคงแห่งชาติ ดังนั้นกฎหมายจึงไม่ต้องการให้สถาบันกษัตริย์ต้องมาฟ้องร้องคดีต่อประชาชน อภิสิทธิ์กล่าวว่า นี่จึงเป็นสาเหตุที่มีคนหลายคนถูกตั้งข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และกำลังต่อสู้คดีอยู่ หลายกรณีก็ได้รับการยกฟ้อง เขายังกล่าวว่ามีคนหลายคนต่อสู้คดีนี้อยู่ในประเทศ เพราะเชื่อว่าพวกเขาบริสุทธิ์ โดยไม่หลบหนีข้อกล่าวหา ซึ่งตรงนี้ใจกล่าวสวนว่า “ผมไม่ได้หลบหนีข้อกล่าวหา” และอภิสิทธิ์กล่าวว่า “ผมก็ไม่ได้พูดว่าคุณหนีนี่” จากคำตอบของอภิสิทธิ์ทำให้มีผู้ชมส่วนหนึ่งปรบมือ จากนั้นใจเอ่ยถามว่าอภิสิทธิ์จะโต้วาทีทางโทรทัศน์กับเขาหรือไม่ อภิสิทธิ์มาเป็นนายกรัฐมนตรีได้อย่างไร ซึ่งมีผู้ชมบางคนปรบมือให้ใจเช่นกัน โดยอภิสิทธิ์กล่าวว่าผมไม่โต้วาทีด้วย และว่าถ้าคุณไม่ชอบคำถามของผม แต่คุณเรียนรู้กับคนที่มีความเห็นที่ต่าง คุณถึงจะเป็นผู้นิยมประชาธิปไตยแท้จริง ช่วงนี้เองที่ผู้ดำเนินรายการบนเวที พยายามตัดบทใจ และบอกว่าคำถามสุดท้ายแล้ว คนอื่นอาจจะมีคำถามอื่น แต่อภิสิทธิ์ปฏิเสธ โดยกล่าวว่าไม่มีปัญหา ผมยังมีประเด็นอีกมากกับเขา และกล่าวว่าเขาจะโต้วาทีกับใจในเมืองไทยเท่านั้น เพราะใจต้องอยู่ภายใต้กฎหมายเช่นเดียวกับประชาชนไทยคนอื่น 4.เก็บตกจากปาฐกถา: สมชาย ตากใบ โชติศักดิ์ จีรนุช และพันธมิตรฯ นอกจากนี้ จากคลิปที่โพสต์ไว้ใน youtube.com โดยคุณ 1434278 ดังกล่่าว อภิสิทธิ์ยังกล่าวถึงคดีของโชติศักดิ์ อ่อนสูง (ผู้ต้องหาคดี ม.112 เนื่องจากไม่ยืนระหว่างการบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี) ว่ามีการถอนฟ้องแล้ว (1.30) อย่างไรก็ตามโชติศักดิ์ยืนยันว่าคดีของเขายังอยู่ในชั้นอัยการ โดยโชติศักดิ์และเพื่อนจะต้องไปฟังคำสั่งอัยการว่าเห็นควรสั่งฟ้องหรือไม่ ในวันที่ 30 มี.ค. อภิสิทธิ์ยังบอกว่าเขาเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกที่เชิญกลุ่ม เน็ทติเซ่น (Netizen) มาพบสองครั้งแล้ว เพื่อที่จะหารือป้องกันการแสดงข้อความที่ผิดกฎหมายทางเว็บไซท์ต่างๆ (5.40) และยังโทรศัพท์เป็นการส่วนตัวกับผู้ที่ถูกจับล่าสุดเพราะความเข้าใจผิดของตำรวจ (หมายถึงกรณีตำรวจกองปราบจับจีรนุช เปรมชัยพร ผอ.เว็บไซต์ประชาไท เมื่อวันที่ 6 มี.ค.) (5.50) ‘มาร์ค’ โทหา ด้าน ‘ผอ.ประชาไท’ ชี้แจงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยเรื่องนี้ จีรนุช ได้ชี้แจงผ่านประชาำไทเว็บบอร์ด [10] หัวข้อลำดับที่ 784710 เมื่อ 16 มี.ค. ว่า อภิสิทธิ์โทรมาจริง ตั้งแต่วันที่ 11 มี.ค. ซึ่งเป็นช่วงที่เครือข่ายพลเมืองเน็ต (Netizen) ไปพบอภิสิทธิ์ตามคำเชิญที่ห้องทำงานที่รัฐสภา ก่อนที่อภิสิทธิ์จะเดินทางไปอังกฤษ ส่วนจีรนุช ตัดสินใจไม่ไปเข้าพบพร้อมกับคณะตัวแทนของเครือข่ายพลเมืองเน็ต เพราะไม่อยากให้กลายเป็นเรื่องการผลประโยชน์ต่อคดี เพราะโดยส่วนตัวอยากให้เครือข่ายพลเมืองเน็ตผลักดันกรณีปัญหาของข้อกฎหมาย และการบังคับใช้กฎหมายในภาพรวม อย่างไรก็ตามเมื่อมีโทรศัพท์มาว่านายอภิสิทธิ์อยากคุยด้วย จึงเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันที่ถูกจับกุมดังกล่าว และอภิสิทธิ์สอบถามเพิ่มเติมว่าทางตำรวจให้เหตุผลเรื่องการออกเป็นหมายจับว่าอย่างไร จึงตอบไปตามที่ได้คำตอบจากตำรวจในวันนั้น ซึ่งตำรวจให้เหตุผลว่าเนื่องจากเป็นคดีที่มีฐานความผิดเกินกว่า 3 ปี และเป็นวินิจฉัยของศาล ซึ่งก็สอบถามต่อไปว่า ตามที่เข้าใจส่วนหนึ่งน่าจะอยู่ที่การตั้งเรื่องจากตำรวจไปที่ศาลไม่ใช่ หรือ และอันที่จริงตำรวจก็สามารถที่จะออกหมายเรียกได้เองโดยไม่จำเป็นต้องขอหมายศาลด้วยซ้ำ ซึ่งคำถามนี้ก็ไม่ได้รับคำตอบจากตำรวจ โดยจีรนุช พูดถึงเท่านี้สายโทรศัพท์ก็ตัดไป คดีพันธมิตรฯ ประเด็นที่ต้องติดตามจากอภิสิทธิ์ นอกจากการตั้งคำถามของใจต่ออภิสิทธิ์ และตามมาด้วยการอภิปรายโต้ของอภิสิทธิ์นั้น ยังมีประเด็นที่น่าสนใจที่อภิสิทธิ์ตอบคำถามของผู้เข้าฟังปาฐกถา [11] โดยนายอภิสิทธิ์กล่าวว่าตั้งใจที่จะทำให้เกิดความยุติธรรมในการรื้อฟื้นการสอบสวนในคดีอื่นๆ อาทิเช่น กรณีการหายตัวไปของทนายสมชาย นีละไพจิตร รวมไปถึงการตั้งข้อกล่าวหากับผู้นำกองทัพที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่ตากใบ เขายังตอบคำถามผู้หญิงไทยคนหนึ่งเกี่ยวกับการดำเนินคดีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยว่า “ตอนนี้พวกตำรวจกำลังเตรียมออกหมายจับในกรณีการยึดทำเนียบรัฐบาล ผมได้รับรายงานจากตำรวจอยู่สม่ำเสมอ และผมก็ได้รายงานต่อรัฐสภาเกี่ยวกับกรณีปิดสนามบิน ครั้งล่าสุดที่ตำรวจรายงานสองสัปดาห์ก่อน รายงานได้เสร็จสิ้นไปกว่า 90 เปอร์เซ็นต์แล้ว คาดว่าจะมีการดำเนินคดีในเร็วๆ นี้” และเมื่อผู้หญิงคนนี้ถามย้ำอีกว่าให้บอกชัดๆ ได้หรือไม่ว่าเมื่อไหร่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ตำรวจบอกว่าคงต้องใช้เวลาอีกสักสองสามสัปดาห์ ทั้งหมดนี้จึงเป็นเรื่อง “ที่ยังไม่ได้รับรายงาน” หลังการเยือนอังกฤษของอภิสิทธิ์และคณะ หลายเรื่องเป็นประเด็นที่รออภิสิทธิ์จัดการ โดยเฉพาะการรับปากว่าจะดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ตากใบ และการดำเนินคดีพันธมิตรฯ และอีกหลายเรื่องโดยเฉพาะวาทะ “ไม่ได้หนี แล้วมาอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร” ก็ถูกทำให้เป็นที่กระจ่างแล้ว อาจจะเหลือก็แค่ สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์และแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ยังแผ่นเสียงตกร่อง ใช้ข้อมูลที่ยังบิดเบือน ปราศรัยขับกล่อมมวลชนที่เวทีพันธมิตรฯ ที่หน้าบ้านเจ้าพระยาเมื่อคืนวันที่ 21 มี.ค. [12] “ใจ อึ๊งภากรณ์ บอกว่าไม่หนี ไม่หนี ไม่หนี พูดที่อังกฤษนะ นายกรัฐมนตรีเลยตอบว่า ไม่หนีแล้วคุณมาอยู่นี่ได้ยังไง คุณมาอยู่นี่ได้ยังไง คุณพูดในประเทศไทย คุณเป็นอาจารย์รัฐศาสตร์จุฬาลงกรณ์ คุณเป็นบุคคลสาธารณะ คุณตั้งพรรคการเมืองกระจอกๆ พรรคหนึ่งแล้วไม่มีใครไปเป็นสมาชิกมากมายอะไรเลย วันนี้คุณไม่หนีแต่คุณไปอยู่อังกฤษ คุณไปอยู่ใกล้ๆ ใครบางคนใช่ไหม เมื่อก่อน คุณไปอยู่แถวนั้นใช่ไหม ที่นั่นคือผู้ลี้ภัยของอาชญากรแผ่นดิน ใช่ไหมครับพี่น้อง” อ้างอิง [1] “อภิสิทธิ์” ยืนยันประชาธิปไตยไทยจะไม่ถอยหลัง, สำนักข่าวไทย, 14/3/2552 [2] ‘มาร์ก’ ลั่นไม่ยอมให้เสียงข้างมากหักล้างความโปร่งใส ถาม ‘ใจ’ ไม่ได้หนี แล้วมาอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร, (ที่มา: สำนักข่าวไทย, มติชนออนไลน์, เว็บไซต์โพสต์ทูเดย์), ประชาไท, 14/3/2552 [3] การพูดของอภิสิทธิ์ที่อ็อกซ์ฟอร์ดและการโต้คารมกับนายใจ รายงานจากผู้ฟังทั้งในและนอกห้อง, ประชาไท, 18/3/2552 [4] "คุณภาพ" ของสื่อไทย กรณี อภิสิทธิ์ ที่ Oxford, กระดานข่าวฟ้าเดียวกัน, 19/3/2552 [5] Abhisit & Giles at St. Johns College OXFORD, (คัดลอกจากสำนักข่าวไทย), meng438, http://www.youtube.com/watch?v=ZvlsNOkjL7g [6] http://thaienews.blogspot.com/2009/03/blog-post_5310.html [7] การปาฐกถาที่ Oxford, (รายการเชื่อมั่นประเทศไทย, NBT, 15/3/2552), AbhisitOrg http://www.youtube.com/watch?v=qBlQljSpQAg&feature=related [8] http://thaienews.blogspot.com/2009/03/blog-post_15.html [9] นายกฯ อภิสิทธิ์ตอบใจ PM Abhisit answered JI, 1434278 http://www.youtube.com/watch?v=V-fsOdpVFsw [10] กระดานข่าวประชาไท ที่ 784710, http://www.prachataiwebboard.com/webboard/wbtopic.php?id=784710 [11] การพูดของอภิสิทธิ์ที่อ็อกซ์ฟอร์ดและการโต้คารมกับนายใจ รายงานจากผู้ฟังทั้งในและนอกห้อง, ประชาไท, 18/3/2552 [12] “สมเกียรติ”สวน“ไข่แม้ว”บอร์ดการท่าฯ 11 ธ.ค.ตำหนิ “เสรีรัตน์”สิ่งปิดสนามบิน, ASTVผู้จัดการออนไลน์, 21 มีนาคม 2552, ASTVผู้จัดการออนไลน์ ข่าวที่เกี่ยวข้อง ‘มาร์ก’ ลั่นไม่ยอมให้เสียงข้างมากหักล้างความโปร่งใส ถาม ‘ใจ’ ไม่ได้หนี แล้วมาอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร, (ที่มา: สำนักข่าวไทย, มติชนออนไลน์, เว็บไซต์โพสต์ทูเดย์), ประชาไท, 14/3/2552 นักเรียนอังกฤษ ยื่นข้อเสนอ ‘มาร์ก’ เรียกร้องปฏิรูป รธน.- กฎหมายหมิ่นฯ ตามด้วยยุบสภา, ประชาไท, 15/3/2552 โชติศักดิ์เผยคดีไม่ยืนฯ อยู่ชั้นอัยการ ยังไม่ยุติอย่างที่นายกฯ บอก, ประชาไท, 17/3/2552 การพูดของอภิสิทธิ์ที่อ็อกซ์ฟอร์ดและการโต้คารมกับนายใจ รายงานจากผู้ฟังทั้งในและนอกห้อง, ประชาไท, 18/3/2552 บทความ “คุณภาพ” ของสื่อไทยกรณีอภิสิทธิ์ที่ Oxford, สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล, 20/3/2552 แน่ใจหรือว่า “ประชาธิปไตย” แบบ ‘อภิสิทธิ์’ หมายถึง “ประชาธิปไตย” จริงๆ, ประชาไท, 19/3/2552 ผมไม่ได้หนี, ประชาไท, 19/3/2552
Hit & Run
Ko We Kyaw เมื่อวันที่ 13 มีนาคม หรือเมื่อวานนี้ นักกิจกรรมพม่ารุ่น’88 ในประเทศไทย นำโดยสมาคมช่วยเหลือนักโทษการเมืองในพม่า (Assistance Association for Political Prisoners-Burma - AAPP) และสมัชชาเพื่อประชาธิปไตยในพม่า (the Forum for Democracy in Burma - FDB) จัด “Free Burma’s Political Prisoners Now!” (“ปล่อยนักโทษการเมืองในพม่าเดี๋ยวนี้!”) (www.fbppn.net) โดยมีการจัดแถลงข่าวที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ (FCCT) กรุงเทพมหานคร และที่ศูนย์นานาชาติ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ดังกล่าวเกิดขึ้นเพื่อล่ารายชื่อกดดันให้รัฐบาลทหารพม่าปล่อยตัวนักโทษการเมือง ซึ่งขิ่น โอมาร์ (Khin Ohmar) ผู้นำนักกิจกรรมพม่าจาก FDB เผยว่า หลังจากเหตุการณ์ประท้วงของพระสงฆ์ในเดือนสิงหาคมปี 2550 มีนักโทษการเมืองในพม่าเพิ่มเป็น 2,100 คนจากก่อนหน้านี้ราว 1,100 คน โดยการรณรงค์ตั้งเป้าการล่าชื่อไว้ที่ 888,888 คน มีการล่าชื่อทั้งในประเทศไทย ออสเตรเลีย แคนาดา ฮ่องกง อินเดีย อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ เกาหลีใต้ อังกฤษ และอีกหลายประเทศ ที่นักกิจกรรมพม่ารุ่น’88 เลือกเอาวันดังกล่าวเปิดตัวการณรงค์ เนื่องจากออง ซาน ซูจี และผู้นำฝ่ายต่อต้านรัฐบาลทหารพม่า ถือเอาวันที่ 13 มีนาคม เป็นวันสิทธิมนุษยชนพม่า (Burma’s Human Rights Day) เพื่อรำลึกถึงการเสียชีวิตของ โพน หม่อ (Phone Maw) และ ซอ หน่าย (Soe Naing) นักกิจกรรมที่เสียชีวิตเนื่องจากการปะทะกับตำรวจในปี 1988 เหตุวิวาทร้านน้ำชาและ ‘จุดเปลี่ยน’ สู่เหตุการณ์ 8888 ปี 1988 สำหรับพม่า ถือเป็นปีแห่งความไม่พอใจ โดยก่อนหน้านี้มีความไม่พอใจรัฐบาลทหารที่นำโดยนายพลเนวินที่มาจากการรัฐประหารในปี 1962 (พ.ศ.2505) ที่มีการดำเนินโครงการสังคมนิยมวิถีพม่า (Burmese Way to Socialism) ทำให้พม่าโดดเดี่ยวจากประชาคมโลก และสภาพเศรษฐกิจของพม่าย่ำแย่ มีการสั่งยกเลิกธนบัตรหลายครั้งโดยไม่มีการชดเชยให้ประชาชน ครั้งที่มีผลกระทบมากที่สุดคือการยกเลิกใบละ 25 จ๊าต 35 จ๊าต และ 75 จ๊าต เมื่อวันที่ 5 กันยายน ปี 1987 (พ.ศ.2530) โดยไม่มีการชดเชยใดๆ ซึ่งทำให้เงินตราของประเทศถึงร้อยละ 75 ที่หมุนเวียนอยู่ในประเทศไร้ค่าทันที โดยในพม่าเหลือเพียงธนบัตรราคา 45 จ๊าต และ 90 จ๊าต ที่นายพลเนวินยังให้ใช้ได้เพราะมูลค่าหารด้วย 9 ลงตัว ซึ่งเลข 9 ถือเป็นเลขนำโชค เมื่อวันที่ 12 มีนาคม ปี 1988 (พ.ศ.2531) ซึ่งอยู่ในช่วงสอบปลายภาคของนักศึกษา กลุ่มนักศึกษาสถาบันเทคโนโลยีแห่งย่างกุ้ง (Rangoon Institute of Technology - RIT) เข้าไปนั่งในร้าน ‘ซานดา วิน’ (Sanda Win) ร้านน้ำชาที่ชื่อร้านบังเอิญไปพ้องกับชื่อบุตรสาวของนายพลเนวิน นักศึกษากลุ่มนี้ต้องการให้ร้านเปิดเทปคาสเซทเพลงของ ‘ชายตีเส่ง’ (Sai Htee Saing, 1950-2008) นักร้องเชื้อสายไทใหญ่ชื่อดังในพม่าที่ร้องเพลงได้ทั้งภาษาพม่าและไทใหญ่ แต่ชาวบ้านกลุ่มอื่นที่นั่งอยู่ในร้านไม่ยอมให้เปิดเพลงของชายตีเส่ง จึงเกิดวิวาทกัน เส่ง หาน (Sein Han) นักศึกษา RIT ยุค 1988 ที่ประสบในเหตุการณ์เช่นกันบอกว่า ในความเป็นจริง มีการปะทะระหว่างนักศึกษาและชาวบ้านในวันที่ 12 มีนาคม “แต่เราก็ไม่ได้ใส่ใจเรื่องนี้มากนัก เนื่องจากเราชินกับเหตุการณ์แบบนี้แล้ว” การวิวาทดังกล่าวทำให้นักศึกษา RIT บาดเจ็บ และตำรวจจับเด็กชาวบ้านคนหนึ่งในข้อหาทำร้ายร่างการนักศึกษา แต่ต่อมาก็ปล่อยตัวไป ทำให้นักศึกษา RIT ไม่พอใจ โดย มิน ซอ (Min Zaw) นักศึกษา RIT ในสมัยนั้น เล่าว่าในวันที่ 13 มีนาคม มีการยกพวกไปขว้างปาก้อนหินใส่ร้านน้ำชา และปะทะกับชาวบ้านที่มีท่อนไม้และมีด มินซอ เล่าว่า ในวันที่ 13 มีนักศึกษากลุ่มหนึ่งที่เขาเองก็ไม่ทราบว่าเป็นใคร ยังพยายามจุดไฟเผาสหกรณ์ และสถาบันผู้ช่วยพยาบาลแห่งพม่า (Burmese Paramedical Institute - BPI) แต่ไม่สำเร็จ นอกจากนี้ยังมีการขว้างก้อนหินใส่รถดับเพลิงที่เข้ามาในสถาบัน RIT จนกระจกหน้ารถแตก ต้องล่าถอยออกไป ต่อมามีรถดับเพลิงเข้ามาใน RIT อีก 5 คัน และฉีดน้ำดับเพลิงเพื่อสลายกลุ่มนักศึกษา แต่นักศึกษาเห็นเป็นเรื่องสนุกที่มีการฉีดน้ำ บางคนก็ขว้างก้อนหินเข้าใส่รถดับเพลิง ฝ่ายเจ้าหน้าที่ดับเพลิงก็ตอบโต้ด้วยการขว้างก้อนหินกลับบ้าง จากนั้นทหารและตำรวจพร้อมปืนและแก๊สน้ำตาก็ยิงเข้ามาในมหาวิทยาลัย เหตุการณ์นั้นเองที่ทำให้นักศึกษาคนหนึ่งชื่อ ‘โพน หม่อ’ (Phone maw) ถูกยิงที่ท้องเสียชีวิต ส่วน ‘ซอ หน่าย’ (Soe Naing) ได้รับบาดเจ็บบริเวณหน้าอก และเสียชีวิตในวันที่ 5 เดือนพฤษภาคมปีนั้น นอกจากนี้ก็มีผู้ได้รับบาดเจ็บจากอาวุธปืนของเจ้าหน้าที่อีกหลายราย จากเหตุวิวาทระหว่างนักศึกษากับวัยรุ่นชาวบ้าน แต่การระงับเหตุ ‘แบบเว่อร์ๆ’ ของรัฐบาลทหารพม่า จนมีนักศึกษาเสียชีวิต ได้ทำให้ฝ่ายนิยมประชาธิปไตยในพม่าเดินขบวนขึ้นในสถาบัน RIT และลุกลามไปยังสถาบันอื่นๆ จากจุดนี้เองทำให้นักศึกษาพม่าซึ่งไม่เคยเดินขบวนประท้วงใหญ่เลยนับตั้งแต่ปี 1962 เริ่มรู้สึกว่าตัวเองเป็นนักกิจกรรม ความไม่พอใจที่เริ่มต้นจากเหตุทะเลาะวิวาทในร้านน้ำชา ขยายตัวไปสู่เรื่องการปกครองของรัฐบาลทหาร การขาดช่องทางในการระบายความคับข้องหมองใจ ความโมโหการกระทำของตำรวจ การบริหารนโยบายเศรษฐกิจที่ล้มเหลว และการทุจริตของรัฐบาล โดยกลางเดือนมีนาคมเกิดการประท้วงขึ้นหลายครั้ง เป็นเรื่องของการร่วมขบวนการของประชาชนกับนักศึกษาในการเรียกร้องให้รัฐบาลชดใช้เงินที่รัฐบาลประกาศยกเลิกอย่างพลการ การสอบสวนกรณีที่เกิดขึ้นกับนักศึกษาในเหตุการณ์เดือนมีนาคม การยกเลิกระบบพรรคการเมืองพรรคเดียว แต่ก็ไม่มีคำตอบจากรัฐบาลนอกจากการปราบปราม มีการสลายการชุมนุมครั้งแล้วครั้งเล่า มีผู้เสียชีวิตจากการปราบปรามจำนวนมาก นอกจากนี้ยังมีเหตุการณ์แก้แค้นจากฝ่ายนักศึกษา เช่น ในเดือนมิถุนายนปี 1988 มีการประกาศไม่ให้เจ้าหน้าที่รัฐบาลเข้ามาในเขตพื้นที่ตน และเกิดการรุมประชาทัณฑ์จนเจ้าหน้าที่เสียชีวิตไปหลายคน จนรัฐบาลต้องประกาศปิดมหาวิทยาลัยย่างกุ้งและสถาบันเศรษฐศาสตร์แห่งย่างกุ้ง เพื่อให้เหตุการณ์ยุติลง และในที่สุดสถานการณ์การเมืองในพม่าก็ดำเนินไปสู่การปราบปรามผู้ชุมนุมอย่างรุนแรงในวันที่ 8 เดือนสิงหาคมปี 1988 หรือที่รู้จักกันในนามเหตุการณ์ ‘8888’ 000 เหตุวิวาทร้านน้ำชาสู่วันสิทธิมนุษยชนพม่า 1989 Phone Maw Day in RIT ที่มา: BINAmojo http://www.youtube.com/watch?v=noFZnTTk1G8 งานรำลึกถึงโพน หม่อ ปีแรกเมื่อ 13 มีนาคม 1989 ที่ RIT ที่มา: BINAmojo http://www.youtube.com/watch?v=noFZnTTk1G8 มิน โก นาย (Min Ko Naing)ที่มา: BINAmojo http://www.youtube.com/watch?v=noFZnTTk1G8 อองซาน ซูจี (Aung San Suu Kyi) ที่มา: BINAmojo http://www.youtube.com/watch?v=noFZnTTk1G8 มีเรื่องที่เล่าต่อๆ กันมาในภายหลังว่า เหตุที่ตำรวจรีบปล่อยวัยรุ่นในเหตุวิวาทร้านน้ำชาเมื่อ 12 มีนาคม เพราะเป็นลูกของเจ้าหน้าที่ในพรรคโครงการสังคมนิยมพม่า (Burma Socialist Program Party – BSPP) พรรครัฐบาล ซึ่งเป็นพรรคการเมืองเดียวที่ถูกกฎหมายในพม่า แต่เรื่องนี้ไม่ได้รับการยืนยัน แต่เรื่องเล่าลักษณะนี้ก็ช่วยทำให้เหตุวิวาทระหว่างชาวบ้านกับนักศึกษาและเหตุการณ์ต่อเนื่องในวันนั้นดู ‘ฟังขึ้น’ ว่าเรื่องความไม่พอใจรัฐบาลทหาร ดูดีกว่าเรื่องเล่าในทำนองที่ว่านักศึกษาไปทะเลาะวิวาทกับชาวบ้าน โดยหลังเหตุการณ์ปะทะในวันที่ 13 มีนาคม 1988 และเหตุการณ์ ‘8888’ อีก 1 ปี ถัดมา ในวันที่ 13 มีนาคม ปี 1989 ก็มีการจัดงานรำลึกถึง ‘โพน หม่อ’ และผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ 13 มีนาคม ที่สถาบัน RIT นั่นเอง มีผู้เข้าร่วมจำนวนมาก ทั้ง มิน โก นาย (Min Ko Naing) ผู้นำนักศึกษา (ปัจจุบันถูกรัฐบาลพม่าจับกุม) รวมทั้ง ออง ซาน ซูจี ซึ่งขณะนั้นกำลังเริ่มมีบทบาททางการเมืองในพม่า หลังร่วมปราศรัยในเดือนสิงหาคมปี 1988 และตั้งพรรคสันนิบาติชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) เมื่อ 24 กันยายน ปี 1988 ก็เข้าร่วมงานนี้ด้วย และต่อมาทั้งอองซาน ซูจี รวมทั้งผู้นำนักศึกษารุ่น’88 ก็ประกาศให้วันที่ 13 มีนาคม เป็นวันสิทธิมนุษยชนพม่า (Burma’s Human Rights Day) มีการรำลึกถึงโพนหม่อและเหตุการณ์วันที่ 13 มีนาคม ตั้งแต่ปี 1989 มาจนถึงทุกวันนี้ โดยถือว่าวันดังกล่าวเป็นจุดเริ่มต้นของเหตุการณ์ ‘8888’ เส่งหาน ผู้ที่กล่าวว่านักศึกษาเองก็ไม่ได้ใสใจเรื่องการปะทะกับชาวบ้านในวันที่ 12 มีนาคม 1988 มากนัก กลับบอกว่า “ทหารพม่าพยายามปกปิดประวัติศาสตร์ แต่ความรับผิดชอบของพวกเรา (ฝ่ายประชาธิปไตย) คือเปิดเผยประวัติศาสตร์ เราควรจัดงานรำลึก “วันสิทธิมนุษยชนพม่า” ทุกๆ ปี เราควรเคารพต่อผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย นักศึกษารุ่นใหม่ในพม่าต้องรับรู้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันที่ 13 มีนาคม ปี 1988” 000 ล่าสุดในปีนี้ ผู้นำนักศึกษารุ่น’88 ก็ถือฤกษ์วันสิทธิมนุษยชนพม่า 13 มีนาคม เปิดตัวการรณรงค์เพื่อล่าชื่อเรียกร้องให้มีการปล่อยตัวนักโทษการเมืองในพม่า คงเป็นที่ยอมรับในหน้าประวัติศาสตร์ว่าเหตุการณ์ในวันที่ 13 มีนาคม 1988 เป็นจุดเริ่มต้นของเหตุการณ์ ‘8888’ ในเดือนสิงหาคม เพราะความไม่พอใจรัฐบาลทหารพม่าที่สะสมมาก่อนหน้านั้นถูกจุดให้เกิดประกายไฟหลังจากวันที่ 13 มีนาคม 1988 นั่นเอง เพียงแต่การกำหนดให้วันที่ 13 มีนาคม เป็น “วันสำคัญ” ระดับ “วันสิทธิมนุษยชนพม่า” คงเป็นที่ถกเถียงและถูกตั้งคำถามที่ต้องการคำตอบ ว่าเหตุการณ์ทะเลาะวิวาทของนักศึกษากับชาวบ้านที่ร้านน้ำชาในวันที่ 12 มีนาคม เพราะเรื่องไม่ยอมเปิดเพลงที่ชื่นชอบ ตามมาด้วยการแก้แค้นเอาคืน และการปราบปรามของรัฐบาลพม่าในวันต่อมาเกี่ยวข้องกับสิทธิมนุษยชนอย่างไร และกรณี 13 มีนาคมนี้สะท้อน “ความเป็นตัวแทน” ปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนร้อยแปดพันประการที่เกิดขึ้นและยังคงดำเนินต่อไปในพม่าและแผ่นดินอันเป็นรัฐของกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ อย่างไร คงเป็นคำถามสำหรับทั้งนักกิจกรรมพม่าและบรรดาผู้รักประชาธิปไตยทั้งหลายต่อไป ว่าการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย เราต้องการข้อเท็จจริง หรือตำนาน หรือต้องการแค่แรงบันดาลใจ โดยละทิ้งข้อเท็จจริงบางด้านไป อ้างอิงส่วนที่เป็นบันทึกของผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ 13 มีนาคม 1988 โปรดดู Interviews With RIT Students in 1988 http://www.scribd.com/doc/13185999/Interviews-With-RIT-Students-in-1988 8888 Uprising, From Wikipedia, the free encyclopediahttp://en.wikipedia.org/wiki/8888_Uprising 1989 Phone Maw Day in RIT, By BINAmojo,http://www.youtube.com/watch?v=noFZnTTk1G8&feature=related 20 ปี 8888: ลุกขึ้นสู้ มุ่งสู่แสงตะวัน วานวันแห่งความมืดมิด และอุดมคติที่เลือนหาย โดย อดิศร เกิดมงคล และบุษยรัตน์ กาญจนดิษฐ์, ประชาไท, 8/8/2551 http://www.prachatai.com/05web/th/home/13128 เงื่อนไขที่จะก่อให้เกิดการลุกฮือในพม่า, ทรงฤทธิ์ โพนเงิน, OKnation, 6/9/2007 http://www.oknation.net/blog/mekong/2007/09/06/entry-1 Political Prisoners Doubled in Two Years, Say Activists, By WAI MOE, Irrawaddy, 13/3/2009http://www.irrawaddy.org/article.php?art_id=15302 เรื่องก่อนหน้านี้‘ตลกพม่า’ ประชัน ‘ตลก.ไทย’ ใครขำกว่า , Ko We Kyaw, 4/10/2008
ฐาปนา
หลายปีที่ผ่านมา พื้นที่การเกษตรขยายตัวอย่างช้าๆ จากพื้นที่ดินเค็มหรือพื้นที่ดอนอันแห้งแล้งก็แปรเปลี่ยนเป็นที่สวน ที่ไร่ ที่นา เมื่อพื้นที่ขยายตัวไปมาก คลองส่งน้ำก็ถูกขุดต่อไปจนถึงพื้นที่ บางแห่งคลองไปไม่ถึงก็ขุดหาแหล่งน้ำใต้ดิน เพื่อจะพลิกฟื้นผืนดินไร้ชีวิตให้กลับมามีชีวิตให้ได้อัตราเร่งเพิ่มขึ้น เมื่อราคาสินค้าเกษตร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "ข้าว" มีราคาสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ที่ดินรกร้าง ที่ป่ารกเรื้อ ถูกรถไถจัดการเสียเรียบเตียน ไม่กี่วันก็พร้อมสำหรับการเพาะปลูก คลองส่งน้ำสายใหม่(เทคอนกรีต) ที่จะถูกต่อมาจากลำคลองสายหลักอยู่ระหว่างการก่อสร้าง เสียงรถเกรดดิน รถบรรทุก รถบด ดังสนั่นลั่นทุ่งตลอดวันจันทร์ถึงวันศุกร์ ลำคลองสายเก่ากว้างแค่เมตรกว่าถูกถ่างให้กว้างถึงห้าเมตร ต่อยาวพาดข้ามหมู่บ้านระยะทางเกือบสองกิโลเมตร เพื่อจะทะลุไปถึงหนองน้ำใหญ่ที่อยู่อีกฟากหนึ่ง
หัวไม้ story
เอเชียตะวันออกเฉียงใต้คือภูมิภาคที่ไม่เคยเป็นตัวแสดงหลักในเกมอำนาจโลกเลยนับจากยุคอาณานิคมมาจนถึงยุคโลกาภิวัตน์ การร่วมตัวกันของชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในนามอาเซียนเป็นความพยายามอย่างหนึ่งของชาติในภูมิภาคนี้ที่จะเสริมสร้างอำนาจในการต่อรองทางเศรษฐกิจในระดับโลก ในยุคสงครามเย็น ภูมิภาคนี้ถูกแบ่งให้เป็น 2 ค่าย ตามบรรยากาศการเมืองโลก แต่หลังจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียต ผู้นำค่ายสังคมนิยม ในช่วงทศวรรษที่ 90 ประเทศในภูมิภาคอาเซียนก็หันหน้าไปในทิศทางเดียวกัน บทหนทางเสรีนิยมเดียวกัน ซึ่งประเทศเหล่านี้ถูกปฏิบัติในฐานที่เป็นชายขอบแดนของอำนาจต่อรองเช่นเดิม แม้ว่าความพยายามของอาเซียนจะต้องการสร้างเสริมอำนาจการต่อรองให้แก่กลุ่มประเทศสมาชิก แต่ทว่า ก็ไม่เคยก้าวข้ามความเป็นชายขอบไปได้ เมื่อพิจารณาจากการพยายามสร้างข้อตกลงการค้ากับประเทศกึ่งชายขอบที่เริ่มขยับเข้าใกล้ความเป็นศูนย์กลางในการต่อรองอย่าง จีน อินเดีย เกาหลีใต้ การเจรจาการค้าก็ยังคงสถานะเดิมๆ นั่นคือ ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทำหน้าที่เป็นฐานในการส่งออกวัตถุดิบ การ แสวงประโยชน์จากสิ่งแวดล้อม และแรงงานราคาถูก ขณะที่นำเข้าสินค้าที่มีเทคโนโลยีขั้นสูงกว่าจากประเทศคู่ค้า อย่าง จีน เกาหลี ญี่ปุ่น อียู ออสเตรเลีย และสหรัฐอเมริกาประเทศชายขอบเหล่านี้มีฐานเป็นเพียงศูนย์กลางของวัตถุดิบทั้งภาคเกษตรและอุตสาหกรรม ซึ่งรีดเค้นมาจากการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างหนักหน่วง และแน่นอนรวมถึงแรงงานราคาถูกด้วยดังนั้นแล้ว หากย้อนหลังไปเพียงช่วงทศวรรษที่ผ่านมา เราจึงสามารถมองเห็นการแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของอาเซียน เป็นไปในทิศทางที่ขุดค้น ฉวยใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่ในภูมิภาคของตนออกมาอย่างเต็มที่ ดังกรณีที่ประเทศลาวประกาศตัวเป็นแบตเตอรี่ของเอเชีย พร้อมด้วยการเปิดรับการสนับสนุนการลงทุนสร้างเขื่อนขนาดใหญ่จำนวนมาก ไทยประกาศตัวเป็นศูนย์กลางการคมนาคมขนส่ง ขณะที่ได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีการแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติของประเทศเพื่อนบ้านอย่างหนักหน่วง มาเลเซียปฏิเสธที่จะพูดถึงประเด็นการรักษาสิ่งแวดล้อม ด้วยเหตุผลว่า เรื่องเหล่านั้นเป็นเรื่องของประเทศพัฒนาแล้วที่สร้างมาตรฐานสูงเกินไป กำเนิดอาเซียนอาเซียนเกิดจากการบรรลุข้อตกลงเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 1967 ตามปฏิญญากรุงเทพฯ (Bangkok Declaration) ที่กรุงเทพฯ มีเป้าหมายที่จะกระตุ้นความร่วมมือระหว่างชติประชาคม ซึ่งเมื่อแรกตั้งประกอบด้วย 5 ชาติคือ ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์ จากนั้น บรูไนได้ผนวกเข้ามาเมื่อปี 1984 เวียดนาม 1995 ลาวและพม่าในปี 1997 และกัมพูชาในปี 1999วัตถุประสงค์เริ่มแรกเพื่อสร้างสันติภาพในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อันนำมาซึ่งเสถียรภาพทางการเมือง และความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม และเมื่อการค้าระหว่างประเทศในโลกมีแนวโน้มกีดกันการค้ารุนแรงขึ้น ทำให้อาเซียนได้หันมามุ่งเน้นกระชับและขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจการค้าระหว่างกันมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ก็ยังคงไว้ซึ่งวัตถุประสงค์หลัก 3 ประการ คือ 1.ส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมในภูมิภาค 2.รักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความมั่นคงในภูมิภาค และ 3. ใช้เป็นเวทีแก้ไขปัญหาความขัดแย้งภายในภูมิภาคกลไกการดำเนินงานด้านเศรษฐกิจของอาเซียน1. การประชุมสุดยอดอาเซียน (ASEAN Summit Meeing) หรือการประชุมระดับผู้นำของ อาเซียน เป็นองค์กรที่มีอำนาจสูงสุดของอาเซียน กำหนดให้มีการประชุมปีละ 1 ครั้ง ประมาณเดือนพฤศจิกายน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้แนวทางในการดำเนินกิจกรรมความร่วมมือและริเริ่มกิจกรรมใหม่ๆของอาเซียน2. การประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน 2.1 การประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Ministers: AEM) กำหนดให้มีการประชุมอย่างเป็นทางการปีละครั้ง ในช่วงเดือนตุลาคม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดแนวนโยบายความร่วมมือทางเศรษฐกิจของอาเซียน รวมทั้ง พิจารณาการขยายกรอบ/ริเริ่มความร่วมมือใหม่ๆ2.2 การประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการ (AEM Retreat) กำหนดให้มีการประชุมปีละครั้ง ในช่วงเดือนพฤษภาคมของทุกปี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้แนวทางและแก้ไขปัญหาความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่เป็นเรื่องจำเป็น เร่งด่วน หรือเป็นพิเศษ3. การประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสด้านเศรษฐกิจอาเซียน (Senior Officials Economic Meeting: SEOM) ประชุมปีละ 4 ครั้งเป็นอย่างน้อย (ประมาณ 3 เดือนครั้ง) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดการดำเนินงาน/การขยาย/การแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับความร่วมมือทางเศรษฐกิจของอาเซียนในทุกด้าน และความร่วมมือระหว่างอาเซียนกับประเทศต่างๆ4. การประชุมคณะกรรมการ/คณะทำงานที่แต่งตั้งโดย SEOM เช่น4.1 คณะกรรมการประสานงานการดำเนินการภายใต้ความตกลง CEPT (CCCA) ประชุมปีละ 4 ครั้ง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อดำเนินการลดภาษีและยกเลิกข้อกีดกันทางการค้าให้เป็นไปตามกฎเกณฑ์ภายใต้อาฟต้า และความตกลงอื่นที่เกี่ยวข้อง4.2 คณะทำงานความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมของอาเซียน (Working Group on Industrial Cooperation: WGIC) ประชุมปีละ 3 ครั้ง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อดำเนินการความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมของอาเซียน (AICO)4.3 คณะกรรมการประสานงานด้านการลงทุน (Coordinating Committee on Investment: CCI) ประชุมปีละ 4 ครั้ง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อดำเนินการจัดตั้งเขตการลงทุนอาเซียน และความร่วมมือด้านการลงทุนต่างๆ4.4 คณะทำงานระดับสูงด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและอิเล็กทรอนิกส์อาเซียน (e-ASEAN Task Force: EATF) และคณะทำงานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและอิเล็กทรอนิกส์อาเซียน (e-ASEAN Working Group: EAWG) ประชุมปีละ 3 ครั้ง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดแนวทางการดำเนินงานภายใต้กรอบความตกลง e-ASEAN4.5 คณะกรรมการประสานงานด้านบริการ (Coordinating Committee on Services: CCS) ประชุมปีละ 4 ครั้ง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดแนวทางการจัดทำข้อผูกพันการเปิดเสรีการค้าบริการในอาเซียน และความร่วมมือด้านบริการอื่น 5. สำนักเลขาธิการอาเซียน (ASEAN Secretariat) เป็นหน่วยประสานงานและเสริมสร้างการดำเนินการตามนโยบาย โครงการและกิจกรรมขององค์กรต่างๆของอาเซียน รวมทั้งทำหน้าที่เลขานุการในการประชุมอาเซียนทั้งนี้รัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน ได้ร่วมกันกำหนดวิสัยทัศน์อาเซียนในปี 2020 ในส่วนเศรษฐกิจ โดยกำหนดให้อาเซียนเป็นเขตเศรษฐกิจที่มีความมั่นคง มั่งคั่ง และสามารถแข่งขันในตลาดโลกในทุก ๆ ด้าน โดยมีวิสัยทัศน์ว่า "อาเซียนปี 2020 เป็นหุ้นส่วนร่วมกันในการพัฒนาอย่างมีพลวัตร" (ASEAN 2020: Partnership in Dynamic Development)" ดร. สุรินทร์ พิศสุวรรณ เลขาธิการอาเซียน คนปัจจุบัน กล่าวเมื่อวันที่ 12 เดือนกันยายน ปี 2007 ว่า แม้ว่าอาเซียนจะมีสมาชิกอยู่ทั้งหมด 10 ประเทศ แต่ในความจริงแล้วอาเซียนนั้นหลอมรวมกับโลกทั้งหมด รวมไปถึงชาติมหาอำนาจ อย่างสหรัฐอเมริกา จีน รัสเซีย อังกฤษ ฝรั่งเศส สหภาพยุโรป และเอเปกซึ่งนั่นก็หมายความว่า ชาติอาเซียนเอง ก็ต้องเร่งปรับแก้กฎหมาย วางแนวนโยบาย และระบบกฎหมายให้สอดคล้องกับข้อเรียกร้องของประเทศเหล่านั้นสิ่งที่ต้องตั้งเป็นข้อสงวนไว้สำหรับชาติอาเซียนก็คือ ว่า ผลิตภัณฑ์จากอาเซียน คือสินค้าเกษตร ประมง ไม้ สิ่งทอ ชิ้นส่วนอิเลกโทรนิกส์ ไอที บริการด้านสุขภาพ และการขนส่งซึ่งเป็นสินค้าหลักของชาติอาเซียนนั้น ง่ายต่อการถูกกีดกันทั้งโดยรูปแบบของภาษีและข้อกีดกันที่ไม่ใช่ภาษี เช่น ปัญหาเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชน และการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ ความหลากหลายบนสถานะของชายขอบเศรษฐกิจโลกประชากรในอาเซียน ปัจจุบันมีราว 570 ล้านคน ผู้คนนับถือ อิสลาม พุทธ คริสต์ ฮินดู มีความแตกต่างด้านสถานะทางเศรษฐกิจอย่างสุดโต่ง นั่นคือ ลาวและพม่าเป็นประเทศที่ประชากรที่มีรายได้เฉลี่ยน้อยที่สุดคือ 209 เหรียญสหรัฐต่อคนต่อปี ขณะที่ค่าเฉลี่ยสูงสุด คือประชากรมีรายได้เฉลี่ย 50,000 เหรียญสหรัฐต่อปีนอกเหนือจากความแตกต่างด้านรายได้ของประชากรแล้ว อาเซียนเป็นภูมิภาคที่ถูกจับตามองและตั้งคำถามเรื่องสิทธิมนุษยชนมาก รวมถึงการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างไม่ถูกต้อง รวมไปถึงความไม่เป็นประชาธิปไตยในภูมิภาคอาเซียน ปัญหาคอร์รัปชั่น และการปิดกั้นเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ซึ่งแต่ละประเทศล้วนมีจุดอ่อนในเรื่องเหล่านี้อย่างไม่มีข้อยกเว้น บางตัวอย่างของการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างไม่ถูกต้อง ปรากฏในรายงานของ UNDP ในปีที่ผ่านมาว่า ประเทศมาเลเซียคือประเทศที่ผลิตสารคาร์บอนออกสู่ชั้นบรรยากาศในเปอร์เซ็นต์ที่เพิ่มขึ้นสูงสุดในโลก ขณะที่ไทยเป็นประเทศที่ผลิตสารคาร์บอนออกสู่ชั้นบรรยากาศมากที่สุดในอาเซียน ข้อสังเกตเหล่านี้ก็ไม่เคยได้รับการตอบสนองที่ดีจากรัฐบาลทั้งสอง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มาเลเซีย ซึ่งในยุคของผู้นำชื่อมหาเธร์ โมฮัมหมัด ซึ่งกล่าวท้าทายมาตรฐานแบบ ‘ตะวันตก' ว่า รอให้มาเลเซียเป็นประเทศพัฒนาแล้ว เราจึงจะมาพูดเรื่องแบบนี้กันปัญหาการคอร์รัปชั่น จากรายงานขององค์กร transparency international จากแผนภูมิภาพด้านล่าง สีแดงเป็นความหมายของคอร์รัปชั่นในระดับสูง เราจะเห็นสีแดงในเฉดที่ต่างกันในภูมิภาคนี้ ที่มา: http://en.wikipedia.org/wiki/Corruption_Perceptions_Indexปัญหาด้านสิทธิเสรีภาพ ตามรายงานขององค์กร freedom House พื้นที่ในเขตเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งหมดมีเสรีภาพเพียงบางส่วน ฟิลิปินส์ได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่อันตรายสำหรับผู้สื่อข่าวและนักกิจกรรมทางสังคมประเทศไทย ถูกบันทึกว่า เสรีภาพดิ่งลงอย่างหนักหลังการรัฐประหาร 19 กันยายน 2005 เป็นต้นมา จากเดิมที่ถูกจัดว่าเป็นประเทศที่มีเสรีภาพตั้งแต่ 1998 ถึงปี 2005 หลังการรัฐประหารในปี 2005 ไทยถูกจัดให้อยู่ในข่ายมีเสรีภาพบางส่วน กัมพูชา และมาเลเซียมีเสรีภาพบางส่วน และอยู่กฎหมายควบคุมการแสดงความคิดเห็นและกีดขวางการแสดงออกทางการเมืองอย่างเข้มงวดบทบาทอย่างสูงของกองทัพ ในพม่าและไทย และฟิลิปปินส์ที่ส่งผลต่อความผันผวนของการเมืองภายใน การรัฐประหารยังเป็นสิ่งที่เกิดได้ง่ายในประเทศเหล่านี้ ขณะที่อินโดนีเซียส่งสัญญาณว่า ดูเหมือนจะหลุดพ้นวงจรอุบาทว์ดังกล่าว แต่ก็เป็นเพียงจุดเริ่มต้น อาเซียนกับปัญหาของตัวเองชาติอาเซียนมีฝันร่วมกันที่ไปสู่ความเป็นประเทศพัฒนาแล้วในปี 2020 ประเทศมาเลเซียยังกล้าประกาศยืนยัน ขณะที่ประเทศไทยกำลังสะบักสะบอมจากการเมืองภายใน ทำให้ฝันนั้นดูลางเลือนลง เวียดนามกำลังบอบช้ำกับภาวะเศรษฐกิจฟองสบู่ซึ่งออกฤทธิ์เมื่อปีที่ผ่านมา และเผชิญกับคนตกงานเป็นจำนวนหลักล้าน ขณะที่ฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นประเทศที่ส่งออกแรงงานจำนวนมาก ขณะนี้กำลังเผชิญกับคนว่างงานถึง 11 ล้านคน กัมพูชาและลาวยังคงประกาศการค้นพบทรัพยากรธรรมชาติ ออกมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งทองคำและน้ำมัน เหมือนเป็นเสียงเชิญชวนให้ประเทศร่ำรวยเข้าไปลงทุนทั้งหมดนี้ ถูกทำให้แย่ลงไปอีก จากภาวะเศรษฐกิจโลก ที่ชาติศูนย์กลางอำนาจของระบบเศรษฐกิจเสรีนิยม อย่างสหรัฐอเมริกา กำลังเผชิญกับคนว่างงานจำนวนหลายสิบล้านคน สหภาพยุโรปเผชิญปัญหาเดียวกัน ญี่ปุ่นทยอยปลดพนักงาน และลดการผลิต รวมถึงหยุดการผลิตในบางบริษัท บริษัทชั้นนำของโลกอย่างโตโยต้าประกาศภาวะขาดทุน "ในฐานะประธานอาเซียน ผมจะทำทุกวิถีทางให้ประเทศไทยเป็นประเทศแห่งเสรีภาพ รอยยิ้มและโอกาส จะดำเนินการทุกวิถีทางให้บรรลุวิสัยทัศน์และความใฝ่ฝันของผู้ก่อตั้งที่จะสร้างประชาคมอาเซียนขึ้นด้วยสังคมที่แบ่งปัน และมีความห่วงใยซึ่งกันและกัน" คำกล่าวขอนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีของประเทศไทยฉายซ้ำจนจำกันได้ขึ้นใจ แต่มันจะเป็นจริงได้อย่างไรเป็นเรื่องที่ต้องติดตามว่าประเทศไทยและอาเซียนจะมีมาตรการใดออกมาเพื่อทำให้ไทยและอาเซียนได้บรรลุเจตนารมณ์ดังกล่าวนอกเหนือจากภาวะชายขอบทางเศรษฐกิจ อาเซียนก็มีปัญหาในตัวของเองอยู่ในทุกประเทศ และยังมีปัญหาระหว่างกันอย่างไม่จบสิ้น มาเลเซีย อินโดนีเซีย เวียดนาม ไทย กำลังเผชิญปัญหาคนตกงานเป็นปัญหาหลัก ขณะที่พม่าและ ลาว ยังถูกทิ้งไว้ข้างหลังในด้านความสัมพันธ์ ด้วยภาวะ การเมืองภายในที่ร้อนระอุต่อเนื่องยาวนานของไทยกว่า 3 ปี ได้เปิดปมขัดแย้งใหม่ๆ กับกัมพูชา ว่าด้วยปัญหาเส้นเขตแดน ซึ่งขณะนี้ ประเด็นสำคัญอยู่ที่เขาพระวิหาร ซึ่งเคยเกือบจะเป็นพื้นที่การพัฒนาร่วม แต่ต้องปิดตัวลงและถูกคุ้มกันอย่างแน่นหนาโดยเจ้าหน้าที่ทหารจากทั้ง 2 ประเทศมาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย ยังคงขัดแย้งกันเรื่องเส้นเขตแดน และการกำหนดว่าเกาะใดเป็นของใคร ทั้งนี้ ขึ้นกับทรัพยากรธรรมชาติที่ค้นพบเป็นสำคัญขณะที่ปัญหาเศรษฐกิจโลกได้เพิ่มโจทย์ใหม่และยากมากขึ้น ประเทศอาเซียนก็ยังคงมีโจทย์เก่าที่ไม่คลี่คลาย ทั้งความไม่เป็นประชาธิปไตย การฉวยประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ สิทธิมนุษยชน และปัญหาการคอร์รัปชั่น ปัญหาที่ถูกรายงานซ้ำโดยหน่วยงานและองค์กรระดับนานาชาติ สะท้อนภาพว่า ชาติอาเซียนยังคงดิ้นรนต่อสู้อยู่ในวงวนเดิมๆ ของตนเอง อ้างอิงhttp://www.moc.go.th/opscenter/cr/asean.htmlhttp://hdr.undp.org/en/climatechange/http://www.freedomhouse.org/template.cfm?page=439http://en.wikipedia.org/wiki/Corruption_Perceptions_Index
หัวไม้ story
ทีมข่าวการเมือง "พฤติกรรมของคนกลุ่มหนึ่งที่ดำเนินอยู่ในขณะนี้ ไม่อยู่ในขอบข่ายของสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ จึงเป็นการใช้กฎหมู่ละเมิดกฎหมายอย่างชัดแจ้ง คือ เป็นราชาธิปไตยยิ่งกว่าองค์พระราชาธิบดี อันเป็นอันตรายต่อราชบัลลังก์ยิ่งนัก ดังที่พวก Ultra Royalist ในฝรั่งเศสสมัยหนึ่งทำให้พระราชวงศ์บูร์บองล่มสลายมาแล้ว" สุพจน์ ด่านตระกูลสถาบันวิทยาศาสตร์สังคม (ประเทศไทย)มีนาคม 2549 1."ลุงสุพจน์" หรือ สุพจน์ ด่านตระกูล นักคิด นักเขียนวัย 86 ปี เสียชีวิตอย่างสงบ หลังล้มป่วยด้วยโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง เมื่อคืนวันที่ 12 ก.พ. ที่ผ่านมาชาญวิทย์ เกษตรศิริ นักประวัติศาสตร์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เคยกล่าวถึง สุพจน์ ด่านตระกูล ผ่านคำนำหนังสือ ปรีดีคิด ปรีดีเขียนฯ ซึ่งเป็นหนังสือที่สุพจน์ ด่านตระกูล เขียนขึ้นและพิมพ์ใน พ.ศ. 2546 เพื่อฉลอง 100 ปี ชาตกาล นายปรีดี พนมยงค์ โดยชาญวิทย์ เขียนถึงสุพจน์ ด่านตระกูลว่า สุพจน์ ด่านตระกูล เป็นหนึ่งในบรรดานัก "ขุดแต่ง" (excavated) และนัก "ฟื้นฟูและบูรณะ" (restored and renovated) "ปรีดี พนมยงค์" น่าแปลกที่สุพจน์นั้นหาได้เป็นญาติมิตรสนิท หาได้เคยทำงานร่วม หรือแม้แต่จะเป็นลูกศิษย์ (มธก.) ของ ฯพณฯ ปรีดี แต่อย่างใดไม่ สุพจน์ "เรียนไม่จบระดับมัธยม" และจากคำบอกเล่าของสุพจน์เอง (5 เมษายน 2552) ก็บอกว่า"ผมเกิดในครอบครัวของพ่อค้าย่อยในชนบท เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2466 ตรงกับวันอาทิตย์ แรม 14 ค่ำ เดือน 9 ปีกุน ณ บ้านปลายคลองหมู่ที่ 6 ตำบลเชียรเขา อำเภอปากพนัง (ต่อมาได้แยกเป็นอำเภอเชียรใหญ่และปัจจุบันได้แยกเป็นอำเภอเฉลิมพระเกียรติ) จังหวัดนครศรีธรรมราช"สุพจน์เล่าต่อไปว่า"เริ่มการศึกษา เบื้องต้นจากโรงเรียนประชาบาลใกล้บ้าน แล้วไปต่อชั้นมัธยมต้นที่โรงเรียนประจำจังหวัด และชั้นมัธยมปลายที่กรุงเทพมหานคร แต่ด้วยเหตุปัจจัยหลายประการ การศึกษาภายใต้ระบบโรงเรียนก็ต้องยุติลงในปี พ.ศ. 2483 ขณะกำลังเรียนอยู่ในชั้นมัธยมปีที่ 6"กล่าวได้ว่าหลังจากนั้นแล้วสุพจน์ก็เล่าเรียนจาก "มหาวิทยาลัยแห่งชีวิต" ดังที่ได้เล่าให้ฟังต่อไปอีกว่า "ความรู้ที่ได้มาจากการศึกษาภายใต้ระบบโรงเรียนจึงเพียงอ่านออก เขียนได้ และคิดเป็น และก็ได้อาศัยความรู้อ่านออกเขียนได้ และคิดเป็นที่ได้มาจากการศึกษาภายใต้ระบบโรงเรียน ศึกษาเรียนรู้โลกต่อมาทั้งโอกาสโลก สังขารโลก และสัตตโลก เพื่ออธิบายโลกและเปลี่ยนแปลงโลก""ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 พรรคพวกได้ชักนำเข้าทำงานกับกองทัพญี่ปุ่นในฐานะเสมียนโกดัง ประจำอยู่ที่ท่าเรือเขาฝาซี อำเภอละอุ่น จังหวัดระนอง อันเป็นท่าเรือที่ญี่ปุ่นสร้างขึ้นใหม่บนฝั่งแม่น้ำละอุ่น กม. 93 เพื่อบริการขนส่งยุทธสัมภาระและกำลังพลทางทะเล จากประเทศไทยสู่พม่าอีกเส้นทางหนึ่ง และในโอกาสนั้นได้เข้าร่วมกับพวกต่อต้านญี่ปุ่น (เสรีไทย) ทำหน้าที่รายงานความเคลื่อนไหวของกำลังพลและยุทธปัจจัยของฝ่ายญี่ปุ่นที่ ผ่านเข้าออกทางท่าเขาฝาซี"ดูเหมือนสงครามโลกครั้งที่ 2 นี่แหละที่ทำให้สุพจน์ ด่านตระกูล เข้าไปสัมผัสกับปรีดี พนมยงค์โดยไม่รู้ตัว และก็เรียนรู้อะไรต่อมิอะไรจากประสบการณ์ของความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่หลวง ของโลกในกลางศตวรรษที่แล้ว และที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นก็คือ "ภายหลังสงครามได้เข้าทำงานหนังสือพิมพ์ เริ่มจากเจ้าหน้าที่ตรวจปรู๊ฟ (พิสูจน์อักษร) ผู้สื่อข่าวโรงพัก (ข่าวอาชญากรรม) ผู้สื่อข่าวกระทรวง (ข่าวการเมืองและข่าวราชการ) และจากหน้าที่ผู้สื่อข่าวการเมือง จึงทำให้เกิดความสำนึกทางการเมืองและนำไปสู่การเคลื่อนไหวทางการเมืองจนกระทั่งถูกจับกุมในคดี 10 พฤศจิกายน 2495 (หรือที่รู้จักกันในนามของกบฏสันติภาพ) ในข้อหากบฏภายในและภายนอกราชอาณาจักร ถูกศาลพิพากษาลงโทษจำคุก 20 ปี แต่ลดเหลือ 13 ปี 4 เดือน แต่ติดคุกอยู่ประมาณ 5 ปีก็ได้รับนิรโทษกรรมในคราวฉลอง 25 พุทธศตวรรษ ในสมัยรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม ออกจากคุณมาประกอบอาชีพหนังสือพิมพ์อยู่ประมาณ 1 ปี ก็ถูกจับกุมอีกครั้งหนึ่งในปี 2501 ในยุคเผด็จการของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ในข้อหากบฏภายในราชอาณาจักรและมีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ ถูกศาลทหารกรุงเทพพิพากษาลงโทษจำคุก 3 ปี ในความผิดต่อความมั่นคงของรัฐ และยกฟ้องข้อหามีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์"มหาวิทยาลัยแห่งชีวิต (ในคุก) นั้น ทำให้สุพจน์กล่าวอย่างมั่นใจว่า "โดยที่มีความสำนึกทางการเมืองและสนใจการเมือง จึงได้ขวนขวายศึกษาหาความรู้เรื่องการเมืองจากท่านผู้รู้ ที่มีความคิดทางการเมือง ฝ่ายก้าวหน้า รวมทั้งแสวงหาหนังสือฝ่ายก้าวหน้ามาอ่าน และสนใจศึกษาค้นคว้าประวัติศาสตร์การเมืองไทยภายหลัง 24 มิถุนายน 2475 อย่างรับผิดชอบ"สุพจน์กล่าวเสริมอีกว่า"รวมทั้งเจริญรอยตามบาทพระพุทธองค์ ศึกษาค้นคว้าเรื่องของโลกทั้งสามอย่างมนสิการ จึงได้สรุปความเข้าใจออกมาเป็นข้อเขียนจำนวนหนึ่ง มีต้นฉบับอยู่ประมาณ 70 เรื่อง ส่วนเขียนแถลงการณ์และสาส์นในโอกาสต่างๆ นั้นอีกจำนวนหนึ่ง"ซึ่งรวมแล้วอาจจะมากกว่าผลงานของดุษฎีบัณฑิตหรือศาสตราจารย์ (ของรัฐ) ด้วยซ้ำไปในบรรดาผลงานนิพนธ์เหล่านั้น ก็มีสิ่งที่เรียกได้ว่าเป็น magnum opus คือ ชีวิตและงานของ ดร.ปรีดี พนมยงค์ ที่ตีพิมพ์ครั้งแรก 2514 (และตีพิมพ์ครั้งที่ 3 ปี 2543) รวมอยู่ด้วยจากการค้นคว้างานชิ้น นี้ก็กลายเป็นฐานทางวิชาการอย่างสำคัญที่ทำให้สุพจน์ ด่านตระกูล สามารถ "ขุดแต่ง ฟื้นฟู และบูรณะ" ปรีดี พนมยงค์ ได้อย่างเข้มข้น รวมทั้งชุดย่อยๆ เล็กๆ ที่ออกมาเป็นครั้งคราว ราคาถูก ในช่วงทศวรรษ 2510 ก็ทำให้ประชามหาชนพอจะได้เปิดหู เปิดตาขึ้นบ้างต่อ "สัจจะและความเป็นจริง" โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "หน้าประวัติศาสตร์อันดำมืดและบิดเบี้ยว" นั้นของ "ชนชาติไทย"... 2.ภายหลังข่าวการจากไปของ "ลุงสุพจน์" ไม่ทันข้ามคืน ในกระดานข่าว "ฟ้าเดียวกัน" ปิยบุตร แสงกนกกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นอกจากจะกล่าวแสดงความอาลัยต่อลุงสุพจน์แล้ว ปิยบุตรยังรวบรวมผลงานของลุงสุพจน์เท่าที่มีผู้เผยแพร่ในอินเตอร์เน็ต "เพื่อให้อนุชนคนรุ่นหลังได้ทราบความคิดและ "สัจจะ" ในประวัติศาสตร์ ที่ลุงสุพจน์พยายามเสนอมาตลอดชีวิต" ปิยบุตรกล่าวว่า ผม ในฐานะผู้สนใจประวัติศาสตร์มือสมัครเล่น ไม่มีอะไรจะอุทิศให้กับลุงสุพจน์ ด่านตระกูล (ผู้ไม่มีปริญญาบัตร เพียงจบการศึกษาในระดับที่ "อ่านออก เขียนได้ และคิดเป็น" แต่กลับเขียนงานได้ดีกว่าผู้แบกปริญญาติดตัวเต็มไปหมด) นอกจากรวบรวมงานของลุงสุพจน์ ที่ปรากฏในโลกไซเบอร์ เพื่อให้อนุชนคนรุ่นหลังได้ทราบความคิดและ "สัจจะ" ในประวัติศาสตร์ ที่ลุงสุพจน์พยายามเสนอมาตลอดชีวิตอนึ่ง ด้วยสถานการณ์ที่ผมอยู่ต่างประเทศ คงทำได้เพียงรวบรวมงานของลุงสุพจน์ในอินเตอร์เน็ตเท่านั้น เชื่อว่าอีกไม่กี่วัน สนพ.มิตรสหาย ลูกศิษย์ทางตัวอักษรของลุงสุพจน์ คงได้รวบรวมงานของลุงสุพจน์ (ซึ่งมีจำนวนมาก มากกว่า ศาสตราจารย์ ดร. หลายๆคน) ให้แพร่หลายต่อไปขอขอบคุณเว็บไซต์ที่รวบรวมงานของลุงสุพจน์ ด่านตระกูล โดยเฉพาะ เว็บไซต์ของบุคคลที่ใช้ชื่อ "แด่บรรพชนผู้อภิวัตน์ 2475"ต่อไปนี้คือผลงานของสุพจน์ในโลกไซเบอร์ที่ปิยบุตรเป็นผู้รวบรวมที่ตั้งลิ้งของงานเขียนเหล่านั้นแด่ สุพจน์ ด่านตระกูล (2466 - 2552)ผู้อุทิศตนให้กับ "สัจจะ" ในประวัติศาสตร์ และความคิด "วิทยาศาสตร์สังคม"1. ชาญวิทย์ เกษตรศิริ เล่าเรื่องของ สุพจน์ ด่านตระกูล ใน คำนำหนังสือ "80 ปี สุพจน์ ด่านตระกูล" http://socialitywisdom.blogspot.com/2007/02/blog-post_9892.html2. ปาฐกถาของสุพจน์ ด่านตระกูล เนื่องใน 75 ปีอภิวัตน์ 2475http://socialitywisdom.blogspot.com/2007/09/blog-post_5305.html3. ปรีดี พนมยงค์กับสถาบันกษัตริย์ และกรณีสวรรคตhttp://www.pridiinstitute.com/autopage/show_page.php?h=12&s_id=5&d_id=84. ตุลาแดงรำลึก เรียบเรียงจากหนังสือ ประวัติรัฐธรรมนูญ ของสุพจน์ ด่านตระกูลhttp://socialitywisdom.blogspot.com/2007/10/blog-post_8476.html http://socialitywisdom.blogspot.com/2007/10/blog-post_8748.html http://socialitywisdom.blogspot.com/2007/10/blog-post_9268.html http://socialitywisdom.blogspot.com/2007/10/blog-post_11.htmlhttp://socialitywisdom.blogspot.com/2007/10/blog-post_8212.htmlhttp://socialitywisdom.blogspot.com/2007/10/blog-post_2586.htmlhttp://socialitywisdom.blogspot.com/2007/10/blog-post_4857.htmlhttp://socialitywisdom.blogspot.com/2007/10/blog-post_6905.htmlhttp://socialitywisdom.blogspot.com/2007/10/blog-post_1348.html 5.สัจจะที่ถูกบิดเบือน เรียบเรียงจากหนังสือ ประวัติรัฐธรรมนูญ ของสุพจน์ ด่านตระกูลhttp://socialitywisdom.blogspot.com/2007/10/blog-post_08.html6. วันชาติที่หายไป เรียบเรียงจากหนังสือ ประวัติรัฐธรรมนูญ ของสุพจน์ ด่านตระกูลhttp://socialitywisdom.blogspot.com/2007/10/blog-post_6632.html7. การต่อสู้ทางชนชั้น เรียบเรียงจากปทานุกรมการเมือง ฉบับชาวบ้าน ของสุพจน์ ด่านตระกูลhttp://socialitywisdom.blogspot.com/2007/09/blog-post_317.html http://socialitywisdom.blogspot.com/2007/09/blog-post_8602.html8. ต้องช่วงชิงอำนาจทางการเมืองเพื่อเข้าสู่อำนาจเศรษฐกิจและวัฒนธรรม เรียบเรียงจากปทานุกรมการเมือง ฉบับชาวบ้าน ของสุพจน์ ด่านตระกูลhttp://socialitywisdom.blogspot.com/2007/09/blog-post_7607.html9. ก้าวหน้า เรียบเรียงจากปทานุกรมการเมือง ฉบับชาวบ้าน ของสุพจน์ ด่านตระกูลhttp://socialitywisdom.blogspot.com/2007/09/blog-post_06.html10. ก้าวกระโดด เรียบเรียงจากปทานุกรมการเมือง ฉบับชาวบ้าน ของสุพจน์ ด่านตระกูลhttp://socialitywisdom.blogspot.com/2007/09/blog-post_299.html11. ขูดรีด เรียบเรียงจากปทานุกรมการเมือง ฉบับชาวบ้าน ของสุพจน์ ด่านตระกูลhttp://socialitywisdom.blogspot.com/2007/09/blog-post_4360.html12. ข้าราชการ เรียบเรียงจากปทานุกรมการเมือง ฉบับชาวบ้าน ของสุพจน์ ด่านตระกูลhttp://socialitywisdom.blogspot.com/2007/09/blog-post_3384.html13. ความคิดทางชนชั้น เรียบเรียงจากปทานุกรมการเมือง ฉบับชาวบ้าน ของสุพจน์ ด่านตระกูลhttp://socialitywisdom.blogspot.com/2007/09/blog-post_6013.html http://socialitywisdom.blogspot.com/2007/09/blog-post_5408.html 14. ชีวทรรศน์ เรียบเรียงจากปทานุกรมการเมือง ฉบับชาวบ้าน ของสุพจน์ ด่านตระกูลhttp://socialitywisdom.blogspot.com/2007/09/blog-post_07.html 15. สังคมศักดินา เรียบเรียงจากปทานุกรมการเมือง ฉบับชาวบ้าน ของสุพจน์ ด่านตระกูลhttp://socialitywisdom.blogspot.com/2007/09/blog-post_11.htmlhttp://socialitywisdom.blogspot.com/2007/09/blog-post_2515.html 16. ปฏิวัติ เรียบเรียงจากปทานุกรมการเมือง ฉบับชาวบ้าน ของสุพจน์ ด่านตระกูลhttp://socialitywisdom.blogspot.com/2007/09/blog-post_10.htmlhttp://socialitywisdom.blogspot.com/2007/09/blog-post_490.html 17. ประวัติศาสตร์ เรียบเรียงจากปทานุกรมการเมือง ฉบับชาวบ้าน ของสุพจน์ ด่านตระกูลhttp://socialitywisdom.blogspot.com/2007/09/blog-post_5435.htmlhttp://socialitywisdom.blogspot.com/2007/09/blog-post_09.html 18.กฎุมพี เรียบเรียงจากปทานุกรมการเมือง ฉบับชาวบ้าน ของสุพจน์ ด่านตระกูลhttp://socialitywisdom.blogspot.com/2007/08/blog-post_29.htmlhttp://socialitywisdom.blogspot.com/2007/08/blog-post_709.html 19. ผู้กุมอำนาจเศรษฐกิจคือผู้กุมอำนาจที่แท้จริง จากหนังสือ ปฏิวัติประชาธิปไตยhttp://socialitywisdom.blogspot.com/2007/08/blog-post_28.html 20. การเปลี่ยนแปลงอำนาจมิอาจปราศจากอำนาจ จากหนังสือ ปฏิวัติประชาธิปไตยhttp://socialitywisdom.blogspot.com/2007/08/blog-post_27.html 21. อธิปไตยพระราชทาน จากหนังสือ "โต้ประมวล รุจนเสรี เรื่องพระราชอำนาจ"http://socialitywisdom.blogspot.com/2007/07/blog-post_30.htmlhttp://socialitywisdom.blogspot.com/2007/07/blog-post_4123.htmlhttp://socialitywisdom.blogspot.com/2007/08/blog-post_01.htmlhttp://socialitywisdom.blogspot.com/2007/08/blog-post_02.htmlhttp://socialitywisdom.blogspot.com/2007/08/blog-post_8511.htmlhttp://socialitywisdom.blogspot.com/2007/08/blog-post_06.htmlhttp://socialitywisdom.blogspot.com/2007/08/blog-post_89.htmlhttp://socialitywisdom.blogspot.com/2007/08/blog-post_9398.htmlhttp://socialitywisdom.blogspot.com/2007/08/blog-post_4623.html 22. จดหมายจากสุพจน์ ด่านตระกูล โต้ระพี สาคริกhttp://socialitywisdom.blogspot.com/2007/07/blog-post_21.htmlhttp://socialitywisdom.blogspot.com/2007/07/blog-post_23.html 23. จดหมายจากปรีดี พนมยงค์ ถึงสุพจน์ ด่านตระกูลhttp://socialitywisdom.blogspot.com/2007/02/blog-post_6415.html 24. รบทำไม และรบเพื่อใครhttp://socialitywisdom.blogspot.com/2008/10/blog-post.htmlhttp://socialitywisdom.blogspot.com/2008/10/blog-post_29.htmlhttp://socialitywisdom.blogspot.com/2008/10/blog-post_30.html 25. โต้กระแสทวนประวัติศาสตร์ ใน ฟ้าเดียวกัน ปีที่ 5(1) 2550 (สารบัญ)http://www.sameskybooks.org/journal/magfah17/ 26. อภิปราย องคมนตรี อำนาจเหนือการเมืองในระบอบประชาธิปไตยแบบไทยๆhttp://www.prachatai.com/05web/th/home/6912 27. สุพจน์ ด่านตระกูล รวมอภิปราย "เบื้องหลังการอภิวัตน์ 24 มิถุนายน 2475" เมื่อวันที่ 24 มิ.ย. 2550 http://www.prachatai.com/05web/th/home/8610 28.ข่าวจากไทยอี นิวส์ มีพูดถึงความเห็นของสุพจน์ ด่านตระกูล เกี่ยวกับรัฐประหาร 19 กันยาhttp://thaienews.blogspot.com/2009/02/blog-post_13.html 29. รายงานของสารคดี มีความเห็นของสุพจน์ ด่านตระกูล เกี่ยวกับธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว 27 มิ.ย. 2475 http://www.sarakadee.com/web/modules.php?name=Sections&op=printpage&artid=737 นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของผลงานสุพจน์ ด่านตระกูล ที่ปิยบุตร แสงกนกกุลรวบรวมไว้เท่านั้น ท่านที่สนใจงานเขียนของนายสุพจน์ ด่านตระกูล ยังสามารถหาอ่านหนังสือเหล่านี้ได้ และต่อไปนี้คือส่วนหนึ่งของหนังสือของสุพจน์ที่รับการตีพิมพ์แล้ว คลิกที่นี่ 3.ไม่เพียงเท่านั้น สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล นักวิชาการประวัติศาสตร์ แห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ยังกล่าวในกระดานข่าว "ฟ้าเดียวกัน" ถึงงานของ "ลุงสุพจน์" ที่ทำให้เขารู้สึกว่า "เป็น "หนี้" อย่างหนึ่งที่ผมติดค้างคุณสุพจน์" ความส่วนหนึ่งว่า (คำขีดเส้นใต้ เน้นโดยสมศักดิ์) "...สืบเนื่องจากข่าวการถึงแก่กรรมของคุณสุพจน์ ด่านตระกูล จากกระทู้นี้ในวันต่อๆ ไป ผมคงจะหาโอกาสเขียน ประเมิน ผลงานคุณสุพจน์ อีก ถ้ามีโอกาส(งานเรื่องสวรรคตทีผมเขียน จะเป็นไปไม่ได้เลย ถ้าไม่ได้งานของคุณสุพจน์)แต่มีประเด็นหนึ่งที่ผมเสียใจ ที่ไม่ได้เขียนก่อนหน้านี้ ทั้งๆที่ คิดอยู่นานว่า จะหาโอกาสเขียนถึงเป็น"หนี้"อย่างหนึ่ง ที่ผมติดค้าง คุณสุพจน์เริ่มตั้งแต่ต้นปี 2549 เมื่อ สนธิ ก่อกระแสพันธมิตร เพื่อโค่นทักษิณนั้นจุด ยืนของผมแต่ต้น ซึ่ง ดังที่รู้กัน ไม่ตรงกับเสียงที่เรียกได้ว่าเป็นเอกฉันท์ ของบรรดาปัญญาชน นักวิชาการ แอ๊กติวิสต์ คือ ผมเห็นว่า ต้องไม่เข้าร่วม ไม่ แม้แต่จะ "โหน" กระแสนั้นไปด้วย อันที่จริง ผมเห็นว่าถ้าขบวนการดังกล่าวของสนธิ ล้มเหลวได้ จะดีส่วนหนึ่ง ผมอาศัยการวิเคราะห์ที่มีรากมาจากการมองประวัติศาสตร์ ช่วง 2500 ซึ่งผมเป็น "หนี้" ข้อคิดส่วนหนึ่งจาก (irony อันนี้) อดีต "ซือแป๋" ของ คำนูญ สิทธิสมาน เอง คือ คุณอำนาจ ยุทธวิวัฒน์ (ผิน บัวอ่อน) ความเห็นของผิน คือ ขบวนการฝ่ายซ้าย ทำความผิดพลาด ที่สมัย 2500 ไปหนุนกระแสสฤษดิ์และประชาธิปัตย์ ร่วมโค่น พิบูล-เผ่าในปี 2549 ปัญญาชน ฯลฯ ดังที่รู้กัน ถ้าไม่ถึงกับกระโดดเข้าร่วมกับสนธิเต็มตัว ก็"โหน" กระแสตามไปด้วย โดยอ้างว่า "ไม่เอาทั้งพันธมิตร ไม่เอาทั้งทักษิณ" ซึ่งผมขนานนามให้ว่า "2 ไม่เอา"ยิ่งสถานการณ์เข้มข้นขึ้น ผมยิ่งเห็นว่า ที่ถูกต้อง จะต้อง defend ทักษิณ ไม่ใช่ ร่วมกระแสโค่น ด้วยเหตุผลหลายประการ: รัฐบาล นั้น ไม่ว่าเราจะชอบหรือไม่ แต่เป็นรัฐบาลที่ประชาชนส่วนใหญ่เลือกมา - (ช่วงนี้ เราพูดถึงประเด็นใจ อึ๊งภากรณ์ ขออนุญาต ให้ผมพาดพิง หน่อยว่า ใช้เวลาเกือบ 2 ปี กว่าใจ จะยอมรับประเด็นนี้ ดูที่เขาเขียน defend รัฐบาลสมชาย ทั้งๆ ที่เพิ่งผ่านเหตุการณ์ 7 ตุลา ว่า แม้จะไม่เห็นด้วย หรือ ไม่ได้เลือก รบ.สมชาย แต่ก็เป็น รบ.ชอบธรรม ซึ่งที่จริง ก็เป็นเหตุผลที่ควรใช้กับ รบ.ตั้งแต่ทักษิณ หรือสมัคร ที่ใจเรียกร้องให้โค่นเหมือนกัน) และการล้มทักษิณได้ ตาม"คณิตศาสตร์การเมือง" ขณะนั้น มีอยู่ทางเดียว ซึ่งพวกสนธิรู้ดี คือ ต้อง activate กำลังนอกรัฐธรรมนูญ - ทั้ง 2 ประเด็นนี้ ผมเชื่อว่า ได้รับการพิสูจน์ว่า ถูกต้องจากเหตุการณ์ที่ตามมาผมยอมรับว่า ในช่วงนั้น มีบางช่วงเวลา ที่ผมเศร้า เหนื่อยหน่าย และท้อมากๆ (ความจริงคิดย้อนหลังแล้วก็ยังรู้สึก นอกจากความโกรธที่มีอยู่เช่นกัน) เพราะเป็นหัวเดียวกระเทียมลีบ ทุกคน แม้แต่คนที่อ้างว่า เห็นภัย ของ "พลังนอก รธน." ล้วนแต่ "เฮโล" เอากับ กระแสสนธิหมด แม้จะอ้างว่า ไม่เห็นด้วยกับข้อเสนออย่าง ม.7 ก็ตาม แต่ก็ยังเอาด้วย ในแง่กระแสจะโค่นทักษิณตอนนั้น มิใย ที่ตอบไม่ได้ว่า จะอาศัยอะไรมาโค่นทักษิณ ถ้าไมใช่ "กำลังนอก รธน." แล้วจะเอาใครมาแทน ถ้าไมใช่ พวกที่อิงอยู่กับกำลังดังกล่าว (เช่น ปชป.) ....ไอเดีย เรื่องว่า ต้อง defend รบ.ทักษิณ นั้น ยิ่งไม่ต้องพูดถึง ..แต่ ในช่วงนั้น มีเหตุการณ์ เล็กๆ อันนึง ที่ทำให้ผมมีความมั่นใจว่า ที่คิดนั้น ไม่ผิด (นอกจากพื้นฐานการวิเคราะห์ของตัวเอง ทั้งจากสถานการณ์ปัจจุบัน และจากกรณีเรียนรู้จาก 2500) คือในบรรดา "แถลงการณ์" ที่มีการออกมาในขณะนั้น เป็นร้อยๆฉบับ ซึ่งเรียกว่า โดยเอกฉันท์ ล้วนเรียกร้องให้โค่นทักษิณ.. มีแถลงการณ์เล็กๆ ฉบับหนึ่ง ที่ออกมา แต่ขณะนั้น คงไม่มีใครสนใจนัก (ผมเชื่อว่า คนที่กำลังอ่านที่ผมเขียนนี้ ส่วนใหญ่ น่าจะไม่เคยเห็น) เพราะคนออก ก็ไม่ใช่ถึงกับ เป็นปัญญาชนนักวิชาการชื่อดังร่วมสมัยอะไร ไม่ได้มี ศ.ดร. หรือ อ.จ. หรือมี มหาล้ัย สังกัด ..แถลงการณ์ที่ว่า คือ แถลงการณ์ของคุณ สุพจน์ ด่านตระกูลใน แถลงการณ์นั้น คุณสุพจน์ ได้เรียกร้องว่า (ผมเขียนจากความจำ เสียดาย ผมไม่มีต้นฉบับเก็บไว้เหมือนกัน) "เราขอเรียกร้องให้ปกป้องรัฐบาลปัจจุบันที่เป็นรัฐบาลที่ประชาชนเลือกตั้ง มา..." อะไรทำนองนี้แถลงการณ์นั้น ทำให้ผมรู้สึกมั่นใจมากขึ้นอย่างมาก ว่า ข้อสรุปที่ตัวเองคิด ถูกต้อง (ผมยังจำความรู้สึกตอนอ่านแถลงการณ์นั้นได้)ผม สารภาพว่า ผมเอง ด้วยความที่พยายามจะ "สื่อสาร" กับ บรรดา แอ๊กติวิสต์ นักวิชาการ จึงพยายาม ที่จะไม่ใช้ภาษาในลักษณะตรงแบบคุณสุพจน์ ("รัฐบาลของประชาชน..") เพราะขณะนั้น แอ๊กติวิสต์ นักวิชาการ ล้วนแต่ "เลือดเข้าตา" เห็นทักษิณ เป็น Evil Number One ทั้งสิ้น คำว่า "ทักษิณ" กับ คำว่า "ประชาชน" เป็นอะไรบางอย่างที่ไม่อยู่คู่กันในใจพวกเขาเลย (irony ขนาดไหน ที่ท่านแอ๊กติวิสต์เหล่านี้ เมื่อมาถึงสมัย รบ.ทักษิณจำแลง เช่น สมัคร สมชาย จำเป็นต้องยอม ยืนยัน ความชอบธรรมว่า เป็นรัฐบาลที่ได้รับการสนับสนุนจากประชาชน!) อย่าว่าแต่คำว่า ต้อง defend ทักษิณ ผมก็ระวัง ที่จะไม่ใช้อย่างเข้มข้นมากไปแต่ แน่นอน ดังที่รู้เช่นกัน ทั้งเสียงคุณสุพจน์ หรือเสียงของผม ก็เป็นเพียงเสียงเล็กๆ ที่ถูกกระแสใหญ่ของบรรดานักกิจกรรมและปัญญาชนทั้งหลาย กลบไปหมด .... ที่เหลือ เป็นอย่างไร ก็คงทราบกันดีผมคิดมาหลายครั้งว่า จะหาโอกาสเขียนเล่าเรื่องนี้ ไว้เป็น record ต่อสาธารณะ เพื่อ acknowledge "หนี้" ทางความคิดเล็กๆ ที่ผมได้จากคุณสุพจน์ ในช่วงเวลาสำคัญคนอื่นที่ไม่ได้แชร์ประสบการณ์หรือจุดยืนในช่วงวิกฤติร่วมกับผม อาจจะรู้สึกว่านี่ไม่สำคัญ แต่ผมเองรู้สึกนี่เป็นการ record อะไรบางอย่างที่ personal สำหรับผมแต่จนแล้วจนรอด ผมก็ไม่เคยได้เขียนเล่าเรื่องนี้เสียทีจนกระทั่ง มาได้ข่าว การถึงแก่กรรมของคุณสุพจน์ ในคืนนี้..."(ดูความเห็นทั้งหมดของสมศักดิ์ เจียมธีรสกุลได้ที่กระดานข่าวฟ้าเดียวกัน) 4.และนี่คือแถลงการณ์ของสุพจน์ ด่านตระกูล ที่สมศักดิ์ เจียมธีรสกุลกล่าวถึง ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับที่ 1334 วันที่ 10 มี.ค. 2549 โดยมีผู้คัดลอกไว้ในเว็บไซต์วิชาการด็อทคอม ความดังต่อไปนี้ .... พวกข้าพเจ้าผู้มีนามข้างท้ายนี้ ได้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในสมัยเลือกตั้งทั่วไป 6 กุมภาพันธ์ 2548 ให้กับผู้รับสมัครเลือกตั้งที่พรรคไทยรักไทยส่งลงสมัครรับเลือกตั้งในเขตที่ พวกข้าพเจ้ามีถิ่นที่อยู่ตามทะเบียนราษฎร์จากการเลือกตั้งทั่วไปครั้งนั้น ยังผลให้พรรคไทยรักไทยได้จัดตั้งรัฐบาล โดยมี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรีในการที่พวกข้าพเจ้าลงคะแนนเลือกพรรคไทยรักไทย ก็เพื่อให้พรรคไทยรักไทยได้มีโอกาสเข้าไปแก้ไขปัญหาของชาติซึ่งมีอยู่มากมาย และพรรคไทยรักไทยในฐานะรัฐบาลก็ได้ดำเนินการไปตามขีดความสามารถและศักยภาพ ของพรรคแต่บัดนี้ได้มีปัญหาเฉพาะหน้าของชาติเกิดขึ้น โดยมีคนกลุ่มหนึ่งปลุกปั่น ยุยง ส่งเสริม ด้วยวิธีการต่างๆ ให้ประชาชนละเมิดรัฐธรรมนูญ รวมทั้งกฎหมายแพ่ง มีเป็นอาทิ(1) ปลุกปั่นยุยงส่งเสริมให้มีการถวายพระราชอำนาจคืนแก่สถาบันกษัตริย์ อันหมายถึงการล้มล้างระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข(2) ใช้กฎหมู่บีบบังคับขืนใจให้นายกรัฐมนตรีลาออกจากตำแหน่งพฤติกรรม ตามข้อ 1-2 นั้น ถ้าเป็นการกระทำของปัจเจกชนโดยสุจริตใจไม่ได้นัดหมายจัดตั้ง ก็เป็นสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญที่พึงจะกระทำได้ แต่พฤติกรรมของคนกลุ่มหนึ่งที่ดำเนินอยู่ในขณะนี้ ไม่อยู่ในขอบข่ายของสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญจึงเป็นการใช้กฎหมู่ละเมิดกฎหมายอย่างชัดแจ้งคือ เป็นราชาธิปไตยยิ่งกว่าองค์พระราชาธิบดี อันเป็นอันตรายต่อราชบัลลังก์ยิ่งนัก ดังที่พวก Ultra Royalist ในฝรั่งเศสสมัยหนึ่งทำให้พระราชวงศ์บูร์บองล่มสลายมาแล้วพวกข้าพเจ้าจึงขอเรียกร้องให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ยึดถือและปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญที่บังคับใช้อยู่ในเวลานี้อย่างเคร่งครัด พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและอยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันดังนั้น การออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีก็จะต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเช่นเดียวกันธัมโม หท รักขติ ธัมมจารี ธรรมย่อมคุ้มครองผู้ประพฤติธรรม สุพจน์ ด่านตระกูลสถาบันวิทยาศาสตร์สังคม (ประเทศไทย) 000หมายเหตุ:ชื่อบทรายงาน "สุพจน์ พลพากษ์ ทวนกรากกระแสชล" นำมาจากบทกาพย์ยานี 11 ที่คุณมังกรดำประพันธ์เมื่อ 12 กุมภาพันธ์ 2552 ที่ประชาไทเว็บบอร์ด ระบุว่า "ด้วยเจตนา รจนาคำแทนธูป เพื่อคารวะดวงวิญญาณสุพจน์ ด่านตระกูล บุรุษผู้ยิ่งใหญ่ของแผ่นดินท่านนี้" โดยบทประพันธ์มีดังนี้บรรพ ๑-------0 สะบัด ธงทิวราย แจ้งหมาย สัจธรรมสัญญาณ เพื่อรุกนำ อิสระ เสรีผล0 สุพจน์ พลพากษ์ ทวนกรากกระแสชลความจริง เพื่อขุดค้น ให้ข้อคิด แห่งความจริง0 ธงทิว พริ้วสะบัด เพื่อชี้ชัด ใช้อ้างอิงต่อนี้ ใครจะติง เมื่อผืนธง ละลิ่วลา ------- บรรพ ๒0 เมื่อมือ ซึ่งถือธง ทรุดร่างลง สยบพื้นที่เหลือ ก็หยัดยืน และยื่นมือ รับช่วงธง 0 ร้อยแสน พันหมื่นมือ ปักธงถืออย่างมั่นคงแน่วแน่ แม้ชีพปลง ส่งช่วงธง มือต่อมือ
หัวไม้ story
[บันทึกคำปราศรัย 'กษิต ภิรมย์' ถึง 'ฮุน เซน' ในการชุมนุมพันธมิตรฯ เมื่อ 15 ต.ค. และ 27 ต.ค. 2551 โปรดอ่านเพื่อให้เห็น ‘วิสัยทัศน์' และ ‘ท่าที' ต่อประเทศเพื่อนบ้านของรัฐมนตรีผู้ซึ่ง ‘อภิสิทธิ์' ลงทุน 'อุ้ม'] โดย ทีมข่าวการเมือง ประชาไท กษิต ภิรมย์ที่ทำเนียบรัฐบาลเมื่อ 22 ธันวาคม 2551 (ที่มา: Daylife.com/Reuters) เส้นไหน โควตาใครกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กลายเป็นสายล่อฟ้า รัฐบาล ‘มาร์ค 1' เพราะข้อครหาว่าเป็นรัฐมนตรีโควตา ‘พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย' จากบทบาทปราศรัยบนเวทีพันธมิตรประชาธิปไตยอยู่บ่อยครั้งนับตั้งแต่ ‘เฟส 1 - 2549' และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ‘เฟส 2 - 2551'โดยพิภพ ธงไชย แกนนำพันธมิตรฯ ซูฮกว่าอภิสิทธิ์ "แสดงความกล้าหาญอย่างหนึ่ง" ในการตั้งกษิตเป็นรัฐมนตรีเพราะ "นายกษิตกล้าที่จะแสดงถึงความถูกต้องอย่างชัดเจนที่จะปกป้องบ้านเมือง และยังเป็นทูตที่ประเทศต่างๆ ให้การยอมรับ"พิภพยืนยันว่านี่ไม่ใช่โควตาพันธมิตรฯ "การที่คุณกษิตได้เป็นรัฐมนตรีนั้นอย่าคิดว่าพันธมิตรฯ ส่งไป คุณกษิตไม่ได้มีแผลอย่างคนในรัฐบาลบางคน ซึ่งเป็นการดีที่คุณกษิตเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ และจะได้ไปชี้แจงกับต่างชาติว่า คุณทักษิณทำอะไรไว้กับประเทศไทยบ้าง ถ้าประชาธิปัตย์ตั้งคนดีเข้ามาบริหารประเทศ เราก็สนับสนุน แต่ถ้าไม่ดีเราก็ต้องคัดค้านแน่นอน"เช่นเดียวกับ ‘สุเทพ เทือกสุบรรณ' รองนายกรัฐมนตรี และผู้จัดการรัฐบาลก็ยืนยันว่าต้องแยกกัน กลุ่มพันธมิตรจริงคงไม่ใช่ แต่อาจจะเป็นคนของพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งเคยไปทำกิจกรรมทางการเมืองในเวทีของพันธมิตรโดยเส้นทางของกษิตหลังเกษียณอายุราชการในปี 2547 ได้มาช่วยงานพรรคประชาธิปัตย์ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีเงา ในเดือนสิงหาคมปี 2549 ได้เลื่อนการบรรจุชื่อเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ สำหรับการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในกลางเดือนตุลาคม แต่เกิดรัฐประหารเสียก่อนอดีตของกษิต เคยเป็นเอกอัครราชทูตประจำอินโดนีเซีย เยอรมนี ญี่ปุ่น ก่อนเกษียณอายุราชการในตำแหน่ง เอกอัครราชทูตไทย ประจำกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ประเทศสหรัฐอเมริกา เขาเคยเผยว่าในปี 2544 เคยช่วยงานรัฐบาลไทยรักไทยที่โอนเขามาทำงานในสำนักนายกรัฐมนตรี เคยชื่นชมทักษิณ ก่อนที่จะปวารณาตัวว่าต้องโค่นล้มทักษิณให้ได้ และเข้าร่วมกับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยโดยตลอด ทัศนคติที่เป็นอันตรายกษิตถูกวิจารณ์ว่ามี ‘ทัศนคติที่เป็นอันตราย' จากกรณีการแสดงความเห็นเรื่องพันธมิตรฯ ปิดสนามบินสุวรรณภูมิ ต่อผู้สื่อข่าวต่างประเทศ เมื่อ 19 ธ.ค. 51 ซึ่งเรื่องนี้หลายฝ่ายทั้งในไทยและต่างประเทศเห็นว่าเป็นความผิดเทียบชั้นการก่อการร้ายสากล แต่นักการทูตอย่างกษิตเห็นเป็นเรื่องสนุก อาหารดี ดนตรีไพเราะ ทำให้ภายหลังเจ้าตัวออกมาปฏิเสธและว่าสื่อมวลชนต่างประเทศตีความหมายผิดและมีเจตนาที่ไม่ดีนอกจากนี้ เป็นที่เกรงกันว่าบุคลิกและภาพลักษณ์ของกษิตจะทำให้ไทยมีปัญหากับเพื่อนบ้านโดยเฉพาะกับกัมพูชา เพราะช่วงที่มีการชุมนุมของพันธมิตรฯ มีการพิพาทดินแดนไทย-กัมพูชาด้านปราสาทพระวิหารอยู่หลายหน แน่นอน กษิต บนเวทีปราศรัยย่อมไม่พลาดที่จะพาดพิงถึงกัมพูชา และสมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ด้วยถ้อยคำเรียกขานอย่างรุนแรง ทั้ง "เด็กเมื่อวานซืน" "นักเลงข้างรั้วประเทศไทย" "มึงเป็นใคร ไอ้ฮุน เซน" หรือ "คนบ้าๆ บอๆ" และ "กุ๊ยแบบฮุน เซน" ซึ่งพลั้งปากออกมาสมัยออกรายการคมชัดลึก ช่องเนชั่นชาแนลเมื่อ 14 ต.ค. 51แต่เมื่อเขารับตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศ และไปเยือนกรุงพนมเปญ เมื่อ 26 ม.ค. ที่ผ่านมา เขาก็ยกย่องฮุน เซนเป็น "ผู้หลักผู้ใหญ่" เป็น "ผู้อาวุโส" ในอาเซียน! จับไม้จับมือกับคนที่ตัวเองเคยหยามว่าเป็นกุ๊ย เป็นนักเลงข้างรั้วประเทศไทยได้"ผมคิดว่าท่านฮุนเซน ท่านเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ครับ และท่านได้พูดกับผมประโยคแรกว่า เราเคยรู้จักกันเมื่อ 20 ปีที่แล้ว เพราะฉะนั้น ท่านเป็นผู้หลักผู้ใหญ่พอ แล้วก็เป็นสุภาพบุรุษ เป็นผู้อาวุโสสูงสุดในแวดวงการเมืองของอาเซียน คิดว่าท่าน (สมเด็จฮุนเซน) ก็คงจะมองไปข้างหน้าในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างกัน ผมคิดว่าท่านไม่ใช่เป็นเด็กตอแย และผมคิดว่าพวกเรา (ผู้สื่อข่าว) ก็อย่าทำหน้าที่หรือพูดตอแยนะครับ เราควรจะรุดหน้าและช่วยกันสร้างสรรค์ ให้ความสัมพันธ์เดินไปข้างหน้าได้" นายกฯ สองมาตรฐานแม้พฤติกรรมของกษิตเข้าข่ายมี ‘ทัศนคติที่อันตราย' และอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีเองก็ให้แนวทางการทำงานของรัฐมนตรีไว้ 9 ข้อ ในหลายๆ ข้อนั้นให้รัฐมนตรีปฏิบัติตนโดยคำนึงถึงความรู้สึกของประชาชน ไม่อยากให้มีเหตุการณ์นำไปสู่ความไม่เชื่อมั่นไม่ศรัทธา รัฐมนตรีไม่มีสิทธิเหนือประชาชนในแง่ของการปฏิบัติตามกฎหมาย และความรับผิดชอบทางการเมืองมีมาตรฐานสูงกว่ากฎหมายที่สำคัญอภิสิทธิ์ยังบอกด้วยว่าหากการดำรงตำแหน่งของรัฐมนตรีเป็นอุปสรรคต่อการแก้ไขปัญหาของบ้านเมือง แม้ว่าจะไม่ผิดกฎหมาย หรือจะไม่ได้กระทำความผิดก็ขอให้รัฐมนตรีทุกคนรวมทั้งนายกรัฐมนตรีต้องยึดถือว่าประโยชน์ส่วนรวมมาก่อนประโยชน์ส่วนตนและประโยชน์ของรัฐบาลแต่อภิสิทธิ์ก็ทำลายมาตรฐานที่เขาตั้งไว้เอง โดยเมื่อวันที่ 24 ธ.ค. 51 เขาบอกว่าการให้สัมภาษณ์ของนายกษิตที่ปรากฏออกไปและอ้างว่าเป็นปัญหากันอยู่นั้นก็เกิดก่อนที่จะเข้ามาเป็นรัฐมนตรี หลังจากนี้ไปจุดยืนของรัฐบาลและรัฐมนตรีก็จะเป็นไปตามที่ตนได้ประกาศไป และไม่มีแนวทางอื่นดังนั้น อภิสิทธิ์จึงเลี่ยงไม่พ้นข้อครหาเรื่องเลือกปฏิบัติ-สองมาตรฐาน โดยก่อนหน้านี้อภิสิทธิ์เองก็เล่นงานจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีสมัยรัฐบาลพลังประชาชนด้วยข้อหามี "ทัศนคติที่เป็นอันตราย"โดยจักรภพถูกอภิสิทธิ์เรียกร้องให้แสดงความรับผิดชอบกับเนื้อหาและถ้อยคำที่จักรภพไปบรรยายทางวิชาการ ซึ่งมีเนื้อหาย้อนไปไกลถึงสมัยสุโขทัยและอยุธยาเปรียบเทียบกับสภาพสังคมปัจจุบันไม่ต่างจากคำบรรยายของนักวิชาการทางประวัติศาสตร์ในชั้นเรียนสถาบันอุดมศึกษา ซึ่งเรื่องนี้อภิสิทธิ์ให้ ศิริโชค โสภา กรรมการบริหารพรรค ลงทุนแปลคำบรรยายของจักรภพ นอกจากนี้ยังได้แรงกระเพื่อมจากการปั่นของพันธมิตรฯ จนจักรภพตัดสินใจพิจารณาตัวเองด้วยการลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีขณะที่กษิตทำความผิดซึ่งหน้า มีส่วนร่วมและรู้เห็นในการชุมนุมของพันธมิตรฯ ไปร่วมปราศรัยในพื้นที่ที่ยึดมาจากราชการ ทั้งในทำเนียบรัฐบาลและที่สนามบินสุวรรณภูมิ มีการปราศรัยยั่วยุประเทศเพื่อนบ้านมาโดยตลอด แถมยังให้การรับสารภาพ เพราะให้สัมภาษณ์อย่างภาคภูมิใจในวีรกรรมปิดสนามบินสนุก อาหารดี ดนตรีไพเราะของตน! กษิตได้รับการยกเว้นและได้รับโอกาสในการทำงานจากอภิสิทธิ์ทั้งสองรายเหตุการณ์เกิดขึ้นก่อนการรับตำแหน่งเหมือนกัน รายหนึ่งอภิสิทธิ์กดดันให้ลาออก ส่วนอีกคนหนึ่งไม่ถือเป็นความรับผิดชอบ อภิสิทธิ์จึงใช้ไม้บรรทัดกับกษิตอย่างหนึ่ง ใช้กับจักรภพอีกอย่างหนึ่ง ผู้ตัดสินชื่อ ‘เวลา'กษิตยังยืนยันการที่เขาไปร่วมเคลื่อนไหวกับพันธมิตรฯ เป็นสิ่งถูกต้อง เขากล่าวว่า "พันธมิตรฯ ได้ทำผิดอะไรเหรอครับ หมายความว่าไม่ได้เป็นองค์การโจรหรืออะไรทำนองนั้น แต่เป็นการแสดงออกซึ่งการเป็นประชาธิปไตย เพราะเป็นประชาชนส่วนใหญ่ซึ่งมีแม่บ้านถึงหกสิบ-เจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ ที่ออกมาเรียกร้องความยุติธรรม เรียกร้องธรรมาภิบาลในสังคม ต่อต้านคอรัปชั่น" ... "ผมคิดว่าการที่จะไปข้องแวะกับพันธมิตรฯ ไม่ใช่เป็นเรื่องบาป"ทั้งหมดนี้คงหนีไม่พ้นที่จะให้ ‘กาลเวลา' เป็นผู้ตัดสินและนี่เป็นส่วนหนึ่งของบทบันทึกเพื่อรอการตัดสินนั้น โดยเป็นบันทึกการปราศรัยของ ‘กษิต ภิรมย์' ถึง ‘ฮุน เซน' เป็นการปราศรัยต่อผู้ชุมนุมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่เวทีทำเนียบรัฐบาล เมื่อ 15 ต.ค. และ 27 ต.ค. 2551 โปรดอ่านเพื่อให้เห็น ‘วิสัยทัศน์' และนโยบายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ‘ท่าที' ต่อประเทศเพื่อนบ้านของรัฐมนตรี ‘กษิต ภิรมย์' ผู้นี้ ซึ่ง ‘อภิสิทธิ์' แสดงความ ‘ตาถึง' รับมานั่งแท่นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และลืมมาตรฐานที่ตนตั้งไว้เสียสิ้น เพื่ออุ้ม ‘กษิต' ทำงานต่อ... 000 (1)15 ตุลาคม 2551กษิต ภิรมย์ ปราศรัยที่เวทีพันธมิตรประชนเพื่อประชาธิปไตย ในทำเนียบรัฐบาล(ที่มา: mms://tv.manager.co.th/videoclip/11News1/Footage/Kasit_151008_H.wmv) "อดคิดไม่ได้ว่า ความผิดพลาดของผู้หลักผู้ใหญ่ฝ่ายการเมือง หรือนายพล ผลกระทบก็คือศักดิ์ศรีของประเทศไทยที่ปล่อยให้ฮุน เซน เด็กเมื่อวานซืน นักเลงข้างรั้วประเทศไทย สามารถที่จะมายื่นคำขาดให้กับประเทศไทยได้ ต้องถามว่ามึงเป็นใคร ไอ้ฮุน เซน" สวัสดีครับท่านด็อกเตอร์นักรบกู้ชาติทั้งหลายวันนี้ไม่พูดเรื่องเขมรคงจะเชยมากๆ และเป็นการที่ไม่สมควรอย่างยิ่ง ก่อนอื่นขอต่างจากคุณวีระ (นายวีระ สมความคิด) ก็ขอชมกองทัพบกเมื่อวานนี้ ที่ได้มีการประชุมกันและประกาศอย่างแน่ชัดให้พวกเราสบายใจว่า ยึดมั่นใจพื้นที่ของแผ่นดินไทย ไม่ถอย และพร้อมที่จะปกป้องแผ่นดินไทย และ ณ วันนี้ กองทัพภาคที่ 2 ก็ได้แสดงฝีมือให้เห็นว่าปกป้องอธิปไตยของไทยอย่างแน่นอน ขอให้ช่วยกันปรบมือให้กับกองทัพสักนิดหนึ่งแต่อดคิดไม่ได้ว่า ความผิดพลาดของผู้หลักผู้ใหญ่ฝ่ายการเมือง หรือนายพล ผลกระทบก็คือศักดิ์ศรีของประเทศไทยที่ปล่อยให้ฮุน เซน เด็กเมื่อวานซืน นักเลงข้างรั้วประเทศไทย สามารถที่จะมายื่นคำขาดให้กับประเทศไทยได้ ต้องถามว่ามึงเป็นใคร ไอ้ฮุน เซนแล้วก็ ผลอีกอันหนึ่งก็คือว่า จะเป็นตำรวจที่หน้ารัฐสภาก็ดี แล้วจะเป็นที่ชายแดนไทยกับกัมพูชาก็ดี หรือประชาชนโดยทั่วๆ ไป เมื่อผู้หลักผู้ใหญ่ตัดสินใจที่ผิดแล้ว ชั้นผู้น้อย คนยากคนจน คนเดินบนท้องถนน ข้าราชการตำรวจทหารชั้นผู้น้อยเท่านั้นที่จะเป็นคนที่สูญเสียชีวิต นี่ก็เป็นอุทาหรณ์เพื่อให้นักการเมืองที่มีอำนาจทำอะไรไปคิดแต่ประโยชน์ส่วนตัว ความยิ่งใหญ่ ความโลภของตัวเอง และไม่ได้คิดถึงชั้นผู้น้อย ข้าราชการชั้นผู้น้อยที่น่าอดสูเป็นอย่างยิ่งเพราะฉะนั้นก็มีจำเป็นที่จะต้องมีสังคมใหม่ที่มันโปร่งใส เราจะไม่มีนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรี หรือแม่ทัพนายกอง ไปทำอะไร ไปตกลงกับต่างประเทศ แล้วก็ผลก็ออกมาเหมือนกับว่าเราได้ขายดินแดน ได้ขายประเทศชาติ นี่เป็นสิ่งที่เราจะต้องยึดมั่นและต้องต่อสู้กันต่อไปว่า ไอ้ความเฮงซวยของผู้นำประเทศที่ในอดีตที่ผ่านมาจะต้องไม่เกิดขึ้นในสังคมไทยอีกต่อไปนะครับผมอยากจะมาคุยว่า แล้วทำไมฮุน เซนเขาถึงสามารถที่จะท้าทาย ก้าวร้าว และก็หยาบคาย แล้วก็หยามสังคมไทยได้ มันคงจะมี 6-7-8 เหตุผลด้วยกันผมคิดว่าอันแรกเลยก็ฮุน เซนก็รบกับเรามา 20 - 30 ปี ตั้งแต่เขาเป็นเขมรแดง ตั้งแต่เขาเอาตัวเข้าไปอยู่กับเวียดนาม แล้วก็มารบราฆ่าฟันกับเรา แล้วเขาก็ไม่เป็นมิตรกับเรามาโดยตลอดเวลา อันนี้อาจจะเป็นความรู้สึกส่วนตัวที่มันฝังอยู่เลือดเขา มันก็เป็นสิ่งที่ช่วยไม่ได้เพราะเขาเกิดมาต้องรบราฆ่าฟันกับฝ่ายไทย แล้วก็ไม่รักไม่ชอบ เพราะฉะนั้นเมื่อมีเหตุผลอันหนึ่งอันใดที่สามารถจะทำอะไรให้ไทยขายหน้าได้ เขาก็จะกระทำ อาจจะเป็นเหตุผลอันหนึ่งส่วนอันที่สอง อาจจะมีความบ้าๆ บอๆ เป็นขุนพลของกัมพูชาที่ไม่รู้จักคำว่าสันติภาพ ไม่รู้ว่าเจรจาคืออะไร จะต้องได้อย่างเดียวคืออยู่บนท่ามกลามความขัดแย้ง ก็อาจต้องแนะนำให้สหประชาชาติส่งหมอจิตแพทย์ไปรักษาฮุน เซนแต่ว่าประเด็นที่สามที่มันน่าเป็นห่วงคือทำไมเขาถึงได้ทำเช่นนั้น เพราะว่าเขาอยากจะทวงสนธิสัญญา สิ่งที่ได้ตกลงกับคุณทักษิณกับคุณสมัคร คุณนพดล รวมทั้งคุณสมชายเพราะช่วงนั้นแกเป็นรองนายกรัฐมนตรีใน ครม. ด้วย รวมทั้งคุณสมพงษ์ รัฐมนตรีต่างประเทศแต่ก็อยู่ใน ครม.ชุดที่แล้ว แล้วเมื่อเราได้ไปทำ Joint Communiqué แถลงการณ์ร่วมไปแล้วเกิดถูกบีบคั้นภายในประเทศ ก็อยากไปเลิกสัญญา ฮุน เซนก็คงเจ็บแค้นว่า เอ๊ะ ทำไมไม่ส่งมอบสิ่งที่ได้ตกลงกันไหว ไหนจะให้ดินแดนที่ติดกับปราสาทเขาพระวิหารประมาณ 4.5 ตารางกิโลเมตร แล้วไหนบอกว่าวันนี้ไม่มีพื้นที่ทับซ้อนแล้ว ทำไมถึงจะมาบอกว่าเป็นดินแดนของไทย แต่ว่าตอนพูดกับสมัครก็ดี ตอนพูดกับทักษิณก็ดี ตอนพูดกับฮุน เซนหรือสมชายก็ดีในไม่กี่เดือนนี้ ก็บอกว่าส่วนนี้เป็นพื้นที่ทับซ้อนหรืออาจเป็นของเขมร เพราะมีแผนที่แนบไปด้วยกับ Joint Communiqué เพราะฉะนั้นเขาคงจะเจ็บแค้นและคงอยากจะทวงหนี้คราวนี้มันจะมาทวงหนี้กับประเทศไทยไม่ได้ ใช่ไหมครับ เพราะนี่มันเป็นสมบัติของไทยแต่ว่าเราจะต้องดำเนินการอย่างไม่ลดละ กับผู้ที่ได้ขายชาตินะครับ ทักษิณและสหายแล้วก็ลูกน้องทั้งหลาย อันนี้เราต้องไม่ลืม แล้วจะต้องดำเนินการอย่างลดละ และเราต้องช่วยกันให้ความสนับสนุนกับขบวนการยุติธรรมให้เขาเร่งทำงานและทำงานด้วยดี แล้วเอาพวกขายชาติไปติดคุกติดตารางให้ได้ส่วนอีกประเด็นหนึ่งอาจจะเป็นเหตุผลข้อที่ 5 ว่าทำไมฮุน เซนถึงเป็นอย่างนี้ อันนี้ไม่อยากจะคิดร้ายนะฮะ แต่ก็เป็นข้อคิดอีกอันหนึ่งว่า เขาก็เป็นลูกน้องของเวียดนาม พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม และอาจจะได้มีลูกพี่บอกว่าให้มีเรื่องยุ่งกับประเทศไทยไปเรื่อยๆ เงินลงทุนของต่างประเทศจะได้ไหลมาเทมาไปลงที่เวียดนาม แล้วก็ไม่ได้ลงที่ประเทศไทย ก็อาจจะเป็นสาเหตุอันหนึ่ง อันนี้อาจจะคิดไม่ดีกับเวียดนาม แต่ก็อดคิดไม่ได้ว่าอันนี้อาจจะเป็นหนึ่งในห้าหกประเด็นว่าทำไม ณ วันนี้ ฮุน เซนถึงเป็นอย่างนี้อย่างไรก็ตาม วันนี้กองทัพภาคที่สองได้พิสูจน์ฝีมือแล้วว่า อธิปไตยของไทยนั้นเข้ามาไม่ได้ แล้วพื้นที่ 4.5 ตารางกิโลเมตร ทางด้านตะวันออกของปราสาทพระวิหารนั้นเป็นของประเทศไทยร้อยเปอร์เซ็นต์นะครับคราวนี้ทางออกจะทำอย่างไร มันไม่ใช่ว่าจะมีแค่ทางตัน ถ้าเผื่อฮุน เซนยังมีสติ และคุณสมชายมีความกล้าหาญ มันก็สามารถที่จะโทรศัพท์กันได้ที่เรียกว่า Hot Line ก็บอกว่าวันนี้ก็รบกันไปแล้ว บาดเจ็บกันไปแล้ว เลิกรากันซะน่ะ มาเจรจากันดีกว่า อันนี้ก็สามารถกระทำได้นะครับ เราก็มีสนธิสัญญาปี 2447 ร้อยกว่าปีมาแล้ว เรามีข้อตกลงบันทึกช่วยจำสมัยรัฐบาลชวนเมื่อปี 2543 มีการจัดตั้งคณะกรรมาธิการชายแดนร่วม มีกลไกต่างๆ นอกจากนั้นแล้ว ในยุคสมัยนี้เทคโนโลยีนี้มันก็มีมากมาย เราสามารถที่จะทำแผนที่โดยมีดาวเทียม กล้องที่อยู่ที่ดาวเทียมในอวกาศนั้นสามารถเป็นเครื่องมืออย่างดีในการเจรจาแล้วก็ปักปันเขตแดนได้ ถ้าเผื่อฮุน เซน และนายกฯ ของเราไม่หงอ มันก็เจรจากันที่โต๊ะเจรจาได้ มีทั้งตัวบทกฎหมาย มีทั้งเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ แล้วมีคนที่มีสติปัญญาทั้งฝ่าย เพราะฉะนั้นสันติภาพมันกลับมาได้ แต่สันติภาพอันนี้จะกลับมาได้หมายความผู้นำทั้งสองประเทศต้องทำงานเพื่อประเทศชาติ เพื่อคนไทยเพื่อคนกัมพูชา แต่ไม่ใช่ว่าเป็นการฮั้วกันระหว่างสองตระกูลของทั้งสองประเทศ เพื่อจะรับประทานไทยกับกัมพูชาเสมือนว่าเป็นอาหารส่วนตัว 000 (2)27 ตุลาคม 2551กษิต ภิรมย์ ปราศรัยที่เวทีพันธมิตรประชนเพื่อประชาธิปไตย ในทำเนียบรัฐบาล,(ที่มา: mms://tv.manager.co.th/videoclip/11News1/Footage/Kasit_271008_H.wmv) "ผมเดาเอาว่าทางฝ่ายกระบวนการทักษิณมีแผนการที่จะมอบ 4.5 ตารางกิโลเมตรทางด้านตะวันตกของปราสาทพระวิหารให้ไปกับทางฮุน เซนประมาณ 2,000 กว่าไร่ แลกกับสัมปทานที่ให้กับขบวนการทักษิณที่เกาะกง แลกกับโอกาสในการสำรวจทางทะเลสำหรับแก๊สกับน้ำมันในพื้นที่ทับซ้อนแต่ฮุน เซนก็ไม่หยั่งรู้ซึ่งพันธมิตรฯ ที่นั่งอยู่ที่นี่ว่า กูไม่ให้มึงทั้ง 4.5 ตารางกิโลเมตรและพื้นที่ในทะเลก็ไม่ให้เหมือนกัน ส่วนเรื่องเอ็งเสียรู้ทักษิณ เรื่องให้สัมปทานเกาะกงก็เรื่องของมึง" สวัสดีครับ ท่านนิสิตนักศึกษา นักรบแห่งประเทศไทย มี 2-3 เรื่องวันนี้ มีเวลาสิบกว่านาทีเรื่องแรกขอคุยเรื่องเขมร ฮุน เซน เพื่อนรักของเราสักนิดหนึ่งนะครับ ว่าเขาได้เพียรพยายามจะเอาเรื่องปราสาทพระวิหารไปสหประชาชาติ ก็ไม่มีใครเล่นด้วย เขาก็มาขู่เราว่าจะไปศาลโลก ก็ไม่มีใครเล่นด้วย เขาก็บอกว่าจะเอาเรื่องนี้ไปแฉในวงการอาเซียน ก็ไม่มีใครเล่นด้วย เขาก็เคลื่อนทัพมายิงกับเราไป 1 วัน ก็ทำอะไรเราไม่ได้ นะครับเขาก็พยายามตอแยเราไปเรื่อยๆ แต่เขารู้แล้วว่าเขาถึงทางตันแล้ว เพราะว่า ประชาคมโลกไม่เล่นกับฮุน เซน ประชาคมอาเซียนไม่เล่นกับฮุน เซน เขาค่อนข้างจะ ภาษาอังกฤษต้องใช้คำว่า frustrated อึดอัดใจเป็นอย่างยิ่ง เขาก็ต้องพยายามทำอะไรก็ได้ เพื่อหยามไทย หยามรัฐบาลนี้ บีบไปเรื่อยๆ ถ่มน้ำลายรดเข้ามาทุกวันๆทำไมเขาต้องการทำเช่นนั้น ก็เพราะว่าเขาคงจะเริ่มคิดแล้วว่าเขาถูกทักษิณหลอก ถูกสมัคร ถูกนพดล ถูกสมชายหลอก หลอกในเรื่องอะไรครับ ผมเดาเอาว่าทางฝ่ายกระบวนการทักษิณมีแผนการที่จะมอบ 4.5 ตารางกิโลเมตรทางด้านตะวันตกของปราสาทพระวิหารให้ไปกับทางฮุน เซนประมาณ 2,000 กว่าไร่ แลกกับสัมปทานที่ให้กับขบวนการทักษิณที่เกาะกง แลกกับโอกาสในการสำรวจทางทะเลสำหรับแก๊สกับน้ำมันในพื้นที่ทับซ้อนแต่ฮุน เซนก็ไม่หยั่งรู้ซึ่งพันธมิตรฯ ที่นั่งอยู่ที่นี่ว่า กูไม่ให้มึงทั้ง 4.5 ตารางกิโลเมตรและพื้นที่ในทะเลก็ไม่ให้เหมือนกัน ส่วนเรื่องเอ็งเสียรู้ทักษิณ เรื่องให้สัมปทานเกาะกงก็เรื่องของมึง ขอพูดคำหยาบนิดหนึ่งคราวนี้เขาก็โกรธมาก เขาก็พยายามที่จะบีบรัฐบาลสมชายไปเรื่อยๆ หาเรื่องมาต่างๆ เหล่านี้ พบกับคุณสมพงษ์ (อมรวิวัฒน์) รัฐมนตรีต่างประเทศ แป๊บเดียวก็เคลื่อนทัพมายิงกันตูมตาม เพิ่งพบกับคุณสมชายที่ปักกิ่งช่วงประชุมอาเซียน กลับมาปั๊บก็ฟ้องแล้วว่าทหารไทยใช้ระเบิดไปยิงโบราณสถาน วัตถุโบราณ ทำอย่างนี้คือแสดงออกซึ่งความอึดอัดใจว่าได้เสียรู้ทักษิณไปเสียแล้วโดยปริยาย ทั้งๆ ที่ทักษิณไม่อยากจะหลอกอะไรหรอก แต่ทักษิณคิดว่าอำนาจของตัวเอง สามารถจะสั่งสมัคร จะสั่งนพดล สั่งสมชายได้ และคิดว่าคนไทยทั้งประเทศมันแสนจะโง่ พูดอะไรมาก็เชื่อทั้งนั้นแต่ว่าได้เจอของจริงคือพันธมิตรฯ เจอของจริงที่ยังมีนายทหารรักชาติ ยังมีคนที่สุรินทร์ ศรีษะเกษยังรักชาติและหวงดินแดนอยู่ และที่สำคัญที่สุดคือศาลปกครองและศาลรัฐธรรมนูญของเรา ยังสถิตไว้ซึ่งความยุติธรรมและศักดิศรีของความเป็นนักกฎหมายที่ดีครับเพราะฉะนั้นระหว่างคุณทักษิณกับฮุน เซน ก็นั่งกันหน้าแห้งต่อไป ไม่รู้จะทำอย่างไรเพราะหาทางออกไม่ได้ เอ็งไม่มีทางได้ที่ดิน 2,000 กว่าไล่รอบๆ ปราสาทพระวิหารในชาตินี้และในชาติหน้าเพราะฉะนั้น สิ่งที่เราจะต้องช่วยกันบ่งบอกก็คือว่า คุณสมชายอย่าได้ขยับอะไรในเรื่องปราสาทพระวิหารอีกเป็นอันขาด สิ่งเดียวที่คุณจะทำได้คือให้คณะกรรมาธิการร่วมชายแดนไทย-กัมพูชา เจรจากันไปเรื่อยๆ เสร็จเมื่อไหร่แล้วมาพูดกันในเรื่องปราสาทพระวิหาร หลังจากที่ปักปันเขตแดนกันเรียบร้อยแล้ว ไม่ต้องไปเต้นแร้งเต้นกากับฮุน เซน ไม่ต้องแคร์ว่ายูเนสโกจะว่าอย่างไร คณะกรรมการมรดกโลกเป็นอย่างไร แผ่นดินของไทย ข้าพเจ้าขอนั่งทับไว้อย่างนี้ ใครจะทำอะไร แม้กระทั่งสหประชาชาติก็ทำอะไรเราไม่ได้เรื่องที่สอง ก็ขอพูดเรื่องผมกับคุณทักษิณ สักนิดหนึ่ง ก็รู้จักกันมาตั้งแต่ปี 2537 ผมเคยไปช่วยงานทั้งที่พลังประชาชน ไทยรักไทย เคยไปเป็นที่ปรึกษาในช่วงปี 2544 ที่ทำเนียบ ยืมตัวจากกระทรวงต่างประเทศไปนั่งอยู่ที่ทำเนียบทำงานกับคุณทักษิณเป็นปีแรก แล้วก็ได้เห็นอะไรต่างๆ เหล่านี้ผมก็นั่งคิดตลอดเวลา เพราะว่าได้เริ่มต้นก็เหมือนพวกเราทั่วๆ ไปว่าชื่นชมคุณทักษิณที่ได้ประสบความสำเร็จอย่างสูงในเรื่องธุรกิจ มาเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ มาเป็นหัวหน้าพรรคพลังธรรม ก่อตั้งพรรคไทยรักไทย แล้วก็มาเป็นนายกรัฐมนตรีที่สุด ผมคิดว่าทำไมถึงเป็นแบบนี้ ทำไมถึงเข้าไปแทรกแซงระบบราชการ ทำไมเข้าไปยุ่งกับกระบวนการศาล อะไรต่างๆ นานาเหล่านี้ แล้วทำไมมันดูไม่ชอบมาพากล ผมนั่งครุ่นคิดอยู่เป็นปีที่กรุงโตเกียว จนกระทั่งปลายปี 2546 มันก็เกิดความใสสว่างขึ้นมาในสมอง ในจิตสำนึกว่า ที่คุณทักษิณเป็นอย่างนี้ ทั้งๆ ที่ได้เป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว เป็นอภิมหาเศรษฐีระดับโลกแล้ว เหตุที่เขายังเป็นอย่างนี้อยู่ เพราะเขาอยากจะเป็นจักรพรรดิแห่งประเทศไทยและเมื่อปลายปี 2546 ผมถึงได้พูดกับตัวเองและได้ปวารณาตัวว่า กูจะต้องล้มมึงให้ได้ไอ้ทักษิณ ขอพูดคำหยาบนะฮะ ทั้งๆ ที่ผมยังเป็นเอกอัครราชทูต ยังเป็นข้าราชการประจำ ผมก็เหมือนกับมนุษย์ที่มีสองภาค งานหนึ่งต้องทำไปในฐานะข้าราชการประจำ รัฐบาลมีนโยบายเรื่อง เอฟทีเอ โอท็อป อะไรต่างๆ ก็ดำเนินการอย่างเต็มที่ แต่ในใจครุ่นคิดอยู่ตลอดเวลาว่าเรามีมารร้ายเป็นนายกรัฐมนตรี เขาต้องการทำลายทุกสิ่งทุกอย่างในสังคมไทย เพื่อให้เขาเป็นผู้นำแต่คนเดียวเพราะฉะนั้นความคิดของผมว่า คุณทักษิณหรือขบวนการทักษิณนี้พร้อมที่จะล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์หรือศาสนานี้ ไม่มีความสงสัยในตัวผมตั้งแต่เมื่อ 4 ปีที่แล้วนะครับเพราะฉะนั้น จึงจะได้อธิบายว่าอยู่ดีๆ ผมเป็นข้าราชการอะไรต่างๆ ทำไมถึงมาเข้าร่วมกับพันธมิตรฯ ทำไมไปเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ตั้งแต่แรกเลย ก็ด้วยความมุ่งมั่นอันนี้ว่าหนึ่งเข้าไปอยู่ในพรรคการเมืองที่จะสู้กับทักษิณในระบอบรัฐสภา มาอยู่เวทีพันธมิตรเพื่อจะได้ร่วมทำงานกับทางภาคประชาสังคมและประชาชน แล้วชนกับแม่งมึงให้ได้ ขอหยาบอีกคำนะฮะแต่ในช่วงปลายปี 2546 หรือ 2547 ผมจะไปเล่าให้ชาวบ้านฟังว่าทักษิณต้องการล้มทุกสิ่งทุกอย่างในสังคมไทยนี้ เขาคงคิดว่าผมบ้า เพราะฉะนั้นคนที่เห็นผมไม่ค่อยจะบ้า คือภรรยาผม ลูกสาวผม และพี่น้องของผมที่ได้เล่าให้ฟังมาตั้งแต่ต้น แต่วันนี้และในช่วงหลายสัปดาห์หลายเดือนที่ผ่านมา มันได้พิสูจน์เป็นที่ประจักษ์แล้วว่า สิ่งที่ผมได้ตัดสินใจไปแล้วว่าผมต้องต่อสู้กับทักษิณ มันเป็นจริง เพราะเขาต้องการจะล้มทุกสิ่งทุกอย่างในสังคมไทยแล้วผมก็แน่ใจ ญาติพี่น้อง นิสิตนักศึกษาที่นั่งที่นี่ ณ บัดนี้เรามีความมั่นใจ 1,000% ว่าทักษิณต้องการจะทำลายทุกสิ่งทุกอย่างในสังคมไทย แล้วมันก็ไม่ใช่แค่ทักษิณเท่านั้น ลิ่วล้อ ไอ้เวรตะไลทั้งหลายของเขา รวมทั้งอดีต พล.ต.อ. ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติล่าสุดด้วยนะครับเพราะฉะนั้นวันนี้ในสังคมไทย ที่จะเป็นท่านจำลองก็ดี คุณสนธิ คุณพิภพเลยก็พูดว่า มันเป็นสีขาว สีดำ มันจะเอาแดงเผด็จการ หรือมันจะเอาสีเหลืองแห่งธรรมะ ศีลธรรม เป็นที่ตั้ง มันก็มีทางเลือกกันแค่นี้ว่ามันไม่มีตรงกลาง ไม่มีความสมานฉันท์ มันเป็นเรื่องแพ้ชนะ ข้าอยู่ เอ็งต้องไป เท่านั้นเอง ไม่ใช่เอ็งอยู่แล้วข้าไป ไม่มีครับ มีแต่ ข้าอยู่และเอ็งไป เท่านั้น ทั้งขบวนการทักษิณ คุณทักษิณ และลิ่วล้อ สงครามเปิดขึ้นแล้วและในวงกว้างประเด็นที่จะถามคือว่า ท่านแม่ทัพ นายกอง ท่านปลัดกระทวง ท่านเลขาธิการ ท่านผู้อำนวยการ ท่านซีอีโอ เจ้าของบริษัท ท่านคิดอย่างไร ท่านไม่ต้องคิดมากหรอกครับท่านต้องการให้สังคมไทยมีระบอบประชาธิปไตย มีรัฐสภา มีพระมหากษัตริย์ มีประชาชนที่จะสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร มีประชาชนที่จะเป็นเจ้าของอำนาจ ที่สามารถร่วมในกระบวนการตัดสินใจเกี่ยวกับอนาคตของตัวเอง ของสังคมไทย หรืออยากจะมีท่านจักรพรรดิฮิตเลอร์ทักษิณ เรื่องมันมีแค่นี้เองนะครับและมีสิ่งหนึ่งที่อยากจะวิงวอนกับเพื่อนสื่อมวลชนทั้งหลาย พวกบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ทุกๆ ฉบับ เจ้าของหนังสือพิมพ์ทุกๆ ฉบับว่า ถ้าเผื่อระบอบทักษิณ 2 กลับมาสู่ประเทศไทย ท่านทั้งหลายไม่มีสิทธิ เสรีภาพใดๆ จะเหลือเลย ท่านจะไม่ได้อ้าปาก ท่านจะไม่ได้มีแม้กระทั่งที่จะคิดได้ เพราะระบอบทักษิณสองไม่ยอมให้ท่านมีความคิด มีสิทธิเสรีภาพใดๆ เลยทั้งสิ้นนะครับส่วนอีกประเด็นหนึ่ง ก็ต้องวิ่งวอนญาติพี่น้องที่เป็นเกษตรกรเป็นกระดูกสันหลังของชาติ ในระบอบทักษิณถ้าเผื่อเขาจะกลับมาอีก เขาจะไม่ให้ท่านทั้งหลายมีที่ทำกินของตนเอง เขาจะแปลงสภาพเกษตรกรของเราให้เป็นแรงงานเกษตรกร 8 โมงเช้า หรือ 6 โมงเช้าเอ็งไปไถนา ตอนเย็นเอ็งกลับมาข้ามีข้าวให้กิน แต่อย่าได้คิดว่าจะเป็นเจ้าของที่ดิน กำหนดชีวิตตัวเอง ไม่มีทางครับในระบอบทักษิณผมพูดอันนี้ ไม่ใช่มาพูดเล่น เพื่อมาเล่นตบมือกันสนุกสนาน อันนี้พูดมาจากที่ได้วิเคราะห์ไตร่ตรองมาเป็นเวลาหลายปี และได้มีข้อยุติแล้วว่าเราปล่อยให้คุณทักษิณมาเดินลอยชายอยู่ในสังคมไทยไม่ได้ เราปล่อยให้ลิ่วล้อทักษิณออกมาพูดอะไรคลุมเครือตลอดเวลาเกี่ยวกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไม่ได้ จำเป็นที่เราจะต้องร่วมกันดำเนินการและถ้าเผื่อนายพลก็ดี นายตำรวจก็ดี ปลัดก็ดี ซีอีโอทั้งหลาย ถ้าเผื่อพวกนี้ไม่ทำอะไรเลย เท่ากับว่าพวกท่านเหล่านั้น เห็นชอบกับระบอบฮิตเลอร์ของประเทศไทยภายใต้คนที่ชื่อทักษิณ เราจะยอมให้สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ เพราะฉะนั้นท่านทั้งหลายที่อยู่อำนาจในวันนี้ โดยเฉพาะที่อยู่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปลี่ยนใจซะวันนี้ ไม่อย่างนั้นแล้วท่านเป็นศัตรูของเรา เป็นศัตรูต่อสิ่งดีงามของสังคมไทย อย่างแน่นอน อย่าได้คิดลังเล อย่าได้มาเล่นลิ้นแปรธาตุ และทำตนเลี่ยงคัมภีร์ ทำตนเป็นศรีธนญชัยแต่ปล่อยให้ระบอบทักษิณอันสามานย์สกปรกแล้วก็โหดร้ายทารุณนั้นมาทำร้ายสังคมได้แม้กระทั่งอีกนิ้วหนึ่ง อ้างอิงหนังสือพิมพ์"จักรภพ"ปัดดึงเบื้องสูง-"มาร์ค"ส่งบทแปล (เดลินิวส์) ใน ข่าวมอนิเตอร์ประจำวันที่ 16 พ.ค. 2551, ประชาไท, 16 พ.ค. 2551 http://www.prachatai.com/05web/th/home/12170"อภิสิทธิ์"แถลงโต้กรณี"จักรภพ", ข่าวสดรายวัน, 28 พ.ค. 51, หน้า 6http://www.matichon.co.th/khaosod/view_news.php?newsid=TUROd2Iyd3dNVEk0TURVMU1RPT0 "กษิต" ว่าที่ รมว.ต่างประเทศ ชี้ขึ้นเวทีพันธมิตรฯ ผิดตรงไหน ย้ำเป็นข้าราชการ 37 ปี ไม่มีด่างพร้อย, ประชาไท, 20 ธ.ค. 51 http://www.prachatai.com/05web/th/home/14928กษิต ภิรมย์: ยึดสนามบินสนุก อาหารดี ดนตรีไพเราะ, ประชาไท, 23 ธ.ค. 51 http://www.prachatai.com/05web/th/home/14969"สุเทพ"ปัด ตอบแทนตำแหน่งที่ปรึกษา เลขาฯ รมต. ให้ พธม. ลั่น หาก "กษิต" ผิดจริง จะปลดด้วยตัวเอง, แนวหน้า, 13 ม.ค. 2552, http://www.naewna.com/news.asp?ID=142888‘มาร์ค' ป้อง ‘กษิต' ยันไม่ปลดจากเก้าอี้บัวแก้ว, ประชาไท, 25 ม.ค. 52 http://www.prachatai.com/05web/th/home/14985"กษิต" เปลี่ยนไป๋ ยกย่องสมเด็จฮุน เซน จาก "กุ๊ย" กลายเป็น "ผู้หลักผู้ใหญ่", ประชาไท, 26 ม.ค. 52 http://www.prachatai.com/05web/th/home/15351"พิภพ"ชม "มาร์ค"กล้าหาญตั้ง"กษิต"-แนะเพิ่มความกล้าจัดการกลุ่มเนวิน, ASTVผู้จัดการออนไลน์, 31 ม.ค. 52 http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9520000011519 มัลติมีเดียคลิปกษิต ภิรมย์ รายการคมชัดลึก เนชั่นชาแนล, 14 ต.ค. 51 http://www.youtube.com/watch?v=_UCi-mgmIDsกษิต ภิรมย์ปราศรัยที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อ 15 ต.ค. 51, ASTVผู้จัดการออนไลน์ mms://tv.manager.co.th/videoclip/11News1/Footage/Kasit_151008_H.wmvกษิต ภิรมย์ปราศรัยที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อ 27 ต.ค. 51, ASTVผู้จัดการออนไลน์ mms://tv.manager.co.th/videoclip/11News1/Footage/Kasit_271008_H.wmv
Hit & Run
จิรนันท์ หาญธำรงวิทย์ เมื่อปีที่แล้ว ตอนที่จีนเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันโอลิมปิก สถานีโทรทัศน์ในจีนถูกสั่งให้ดีเลย์สัญญาณออกอากาศออกไป 10 วินาที เพื่อพวกเขาจะได้มีเวลาจัดการกับการแพร่ภาพในกรณีที่เกิดการประท้วงจากกลุ่มที่เรียกร้องให้ปลดปล่อยทิเบต หรือกลุ่มทางการเมืองอื่นๆ มาหนนี้ ดูเหมือนสถานีโทรทัศน์ CCTV ของจีนจะไม่ได้เตรียมการอะไรไว้ระหว่างถ่ายทอดสดการกล่าวสุนทรพจน์ของโอบามาในพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีคนที่ 44 ของสหรัฐฯ เมื่อเวลาประมาณตี 1 ของวันที่ 20 ก.พ. (เวลาประเทศจีน) เพราะขณะแพร่ภาพการกล่าวสุนทรพจน์ของโอบามา พร้อมๆ กับแปลไปด้วยนั้น อยู่ๆ เสียงของโอบามาก็ถูกเฟดลง และผู้ดำเนินรายการก็ตัดฉับไปที่ผู้สื่อข่าวที่วอชิงตันและถามเธอว่า โอบามามีวิธีรับมือกับปัญหาเศรษฐกิจอย่างไรhttp://www.youtube.com/watch?v=yxBVmkP04Ag ช่วงที่ขาดหายไปเป็นตอนที่โอบามากล่าวถึงคนรุ่นก่อนที่ต้องเผชิญกับ ‘ลัทธิคอมมิวนิสต์' และ ‘ฟาสซิสม์' สุนทรพจน์ของโอบามาที่ถูกแปลเป็นภาษาจีนเผยแพร่บนเว็บไซต์สำนักข่าวซินหัว ไชน่าเดลี่ รวมถึงเว็บดังหลายแห่ง คำว่า "คอมมิวนิสต์" ถูกตัดออกไปดื้อๆ รวมถึงท่อนที่โอบามากล่าวถึงเสรีภาพในแสดงความเห็นด้วย "ผู้ที่ยึดติดอยู่กับอำนาจที่ได้จากการคอร์รัปชั่น การโกหกหลอกลวงและการปกปิดความขัดแย้ง พึงทราบว่าท่านอยู่ในประวัติศาสตร์ข้างที่ไม่ถูกต้อง แต่เราจะยื่นมือช่วยเหลือ ถ้าท่านยินดีที่จะคลายหมัดของท่านออก" ขณะที่ในรายงานฉบับภาษาอังกฤษในเว็บไซต์ต่างๆ นั้น ความยังอยู่ครบ หวัง จินฮง รองผู้อำนวยการ แผนกตัดต่อของ CCTV บอกว่าเขาไม่ได้ชมการถ่ายทอดพิธีสาบานตน แต่คิดว่าการตัดภาพกลับไปที่ห้องส่งเป็นเรื่องปกติ "มักมีการตัดภาพ แม้แต่ขณะที่ถ่ายทอดการประชุมของจีนเอง คนอเมริกันอาจจะให้ความสำคัญกับพิธีสาบานตนของประธานาธิบดี แต่คนจีนอาจจะไม่ได้สนใจนัก" ขณะที่บรรณาธิการคนหนึ่งของเว็บไซต์ไชน่าเดลี่บอกว่าไม่ได้มีการสั่งให้เซ็นเซอร์ และว่า ผู้แปลและบรรณาธิการกะกลางคืนนั้นตัดสินใจด้วยตัวของพวกเขาเอง "ในฐานะชาวจีน เรามีพันธกิจที่จะต้องปกป้องผลประโยชน์ของชาติ" การเซ็นเซอร์แบบจะแจ้งนี้ทำให้นึกถึงตอนที่เพื่อนร่วมงานคนหนึ่งในประชาไทแวะเข้าร้านหนังสือในเมืองจีน และพบการเซ็นเซอร์กันจะๆ ในหนังสือโลนลี่แพลนเน็ต ส่วนที่กล่าวถึง (และจิกกัด) จัตุรัสเทียนอันเหมิน โดยมีการนำสติ๊กเกอร์สีขาวแปะทับข้อความส่วนนั้นเอาไว้ (อ่านรายละเอียด: สำรวจแดนมังกร: พรรคคอมมิวนิสต์ในยุคไซเบอร์สเปซ) การเซ็นเซอร์คงไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศน้องใหม่มหาอำนาจอันดับสามทางเศรษฐกิจของโลกอย่างจีนเท่านั้น แต่เกิดขึ้นทั่วไปในประเทศที่ยังจำกัดสิทธิเสรีภาพค่อนข้างสูงซึ่งประเทศแถวนี้/ตรงนี้ก็อินเทรนด์ไปกับประเทศกลุ่มนี้ไม่แพ้กัน โดยสงสัยจะลืมไปว่า ยิ่งปิดก็ยิ่งอยากรู้ ยิ่งอยากรู้ก็ยิ่ง เปิด !เพราะแม้เทคโนโลยีที่ทันสมัยจะช่วยให้การปิดกั้นทำได้เร็วขึ้นในกรณีทีวีเฟดเสียงของโอบามาให้ค่อยลงแล้วตัดไปที่ห้องส่งก็ถือเป็นอีกความสำเร็จของความทันสมัยนั้น แต่ก็เทคโนโลยีอีกนั่นเองที่ทำให้เราได้เห็นฉากดังกล่าวครั้งแล้วครั้งเล่าผ่านคลิปต่างๆ ที่มีผู้บันทึกเหตุการณ์เอาไว้ รวมถึงทราบข่าวสารเรื่องที่มีการเซ็นเซอร์ในเว็บไซต์ได้อย่างรวดเร็ว กลายเป็นว่าจากที่ไม่อยากให้ใครรู้กลับเป็นว่ารู้กันในวงกว้างขึ้นกว่าเดิม "สิ่งที่โอบามาพูดนั้นเป็นความจริง แล้วไงต่อ" ความเห็นหนึ่งในอินเทอร์เน็ตกล่าว "เขาดูถูกคนจีน 1.3 ล้านล้านคนไปเรียบร้อยแล้ว" ความเห็นอีกรายโต้กลับมา ถ้าใช่ แล้วไง? ถ้าไม่ใช่ แล้วยังไง? สิ่งที่โอบามาพูดจะถูกจะผิด คนที่ฟังไม่ใช่หรือจะต้องเป็นคนตัดสินมันเอง เช่นเดียวกับข้อมูลอีกล้านแปด(แถวๆนี้) ที่ถูกปิด ถูกกั้น ไม่ให้เข้าถึงได้ ถ้าบอกว่าหวังดีต่อกันจริงจะต้องเคารพกันและเชื่อว่า เรา เขา เธอ จะตัดสินใจเองได้ ไม่ใช่ต้องกลัวว่าจะเรา เขา และเธอเหล่านั้นกลวงโบ๋จนคิดเองไม่เป็น การปกป้องอย่างสุดลิ่มทิ่มประตู สุดท้ายแล้วมันอาจจะทำให้คนที่ถูกปกป้องอ่อนแออย่างสุดขีด เพราะไม่ได้เผชิญความจริง (ไม่ว่าความจริงเท็จๆ หรือความจริงจริงๆ) ด้วยตัวเองก็ได้ ข้อมูลเพิ่มเติมhttp://news.yahoo.com/s/ap/20090121/ap_on_re_as/as_inauguration_china_obamahttp://www.miamiherald.com/news/world/AP/story/865577.htmlhttp://www.americablog.com/2009/01/china-censors-obamas-inauguration.htmlhttp://www.latimes.com/news/nationworld/nation/la-fg-china-censor22-2009jan22,0,5545412.storyhttp://uncyclopedia.wikia.com/wiki/Censorship
หัวไม้ story
"เขาไม่ให้ผมประกันตัว เขาบอกกลัวผมหลบหนี ผมจะหนีไปไหน ผมเป็นคนไทยนะ จะให้ผมไปไหน ผมจ่ายภาษีปีละหลายหมื่นบาท แต่วันนี้ผมรู้สึกเหมือนเป็นแค่คนที่มาอาศัยแผ่นดินอยู่ เขาไม่ให้ผมประกันตัว เขาบอกว่าผมจะทำความผิดซ้ำ จะทำลายหลักฐาน ผมจะทำทำไม ในเมื่อถ้าทำแล้วมีแต่น้ำตา และมันไม่ใช่น้ำตาของผมคนเดียว แต่เป็นน้ำตาของคน 5 คน คือครอบครัวผม ลูกเมียผม ชีวิตผมตอนนี้มีแต่น้ำตา" สุวิชา ท่าค้อ ผู้ต้องหาคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพรายล่าสุด เอ่ยปากผ่านม่านน้ำตาที่ไหลพร่างพรูต่อหน้าแผ่นกระจกบางๆ ที่กั้นระหว่างเขาและผู้สื่อข่าวสุวิชามีการเครียดมาก ร้องไห้เกือบตลอดเวลา และอยากจะบอกให้คนข้างนอกที่ยังมีเสรีภาพได้รู้ว่าเขาได้รับการปฏิบัติเช่นไรก่อนที่ถูกส่งตัวเข้ามาในเรือนจำคลองเปรมแห่งนี้"เขาหลอกให้ผมพูด เขาบอกว่าถ้าผมบอกให้หมดว่าในกระบวนการมีใครบ้าง แล้วเขาจะปล่อยผมกลับบ้าน เขาจะกันตัวผมไว้เป็นพยาน ผมอยากกลับบ้าน ผมจึงยอมรับสารภาพ เขาถามอะไรผมก็บอก อะไรที่ผมไม่รู้ ผมก็พยายามแต่งเรื่องให้มันจบๆ ไป ให้มันเป็นเรืองเป็นราว เขาถามว่าผมรู้จักคนนั้นคนนี้ไหม คนนั้นเป็นใคร คนนี้เป็นใคร ผมก็บอกไปว่าผมรู้จัก ผมไม่รู้หรอก แต่ผมเดาเอาว่าน่าจะเป็นอย่างงั้นอย่างงี้ เพราะผมอยากกลับบ้าน เขาว่าถ้าผมให้ความร่วมมือดี ผมก็จะได้กลับบ้าน แต่เขากลับส่งผมมาอยู่ที่นี่"สุวิชา ท่าค้อ เป็นผู้ต้องหารายล่าสุดที่ถูกจับกุมคุมขัง และฟ้องร้องในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เป็นความผิดอาญามาตรา 112 ผนวกกับความผิดตามพระราชบัญญัติอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ ที่เพิ่งผ่านสภามาเมื่อต้นปีที่แล้วคำร้องของพนักงานสอบสวนระบุว่า เมื่อระหว่างวันที่ 27 เม.ย.-26 ธ.ค.2551 ผู้ต้องหากระทำผิดกฎหลายบท หลายกรรม ด้วยการเผยแพร่ข้อมูลรูปภาพ ซึ่งเป็นการกระทำดูหมิ่นองค์พระมหากษัตริย์และองค์รัชทายาท ต่อมาวันที่ 14 ม.ค.2552 พนักงานสอบสวนติดตามจับกุมตัวผู้ต้องหาได้ตามหมายจับศาลอาญา ที่ 92/2552 บริเวณหน้าร้านสุวรรณการช่าง ต.ในเมือง อ.เมือง จ.นครพนม เขาถูกควบคุมตัวจาก นครพนมมายังกรุงเทพฯ ด้วยสายการบินบางกอกแอร์เวย์ วันที่ 16 มกราคม พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษ คุมตัวนายสุวิชา หรือชินภัสร์ ท่าค้อ อายุ 34 ปี ผู้ต้องหาคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ผ่านทางเว็บไซต์ มายังศาลอาญา รัชดาภิเษก ยื่นคำร้องขอฝากขังครั้งแรก 12 วัน ไปจนถึงวันที่ 27 มกราคม โดยระบุว่า ได้ควบคุมตัวผู้ต้องหามาจนครบกำหนดแล้ว แต่การสอบสวนยังไม่เสร็จสิ้น ต้องรอสอบปากคำพยานอีก 15 ปาก รอผลการตรวจพิสูจน์หลักฐานทางคอมพิวเตอร์จำนวน 3 เครื่อง แผ่นซีดี และเอกสารอีกจำนวนหลายรายการ จึงขอฝากขังไว้เป็นเวลา 12 วัน จนถึง 27 ม.ค. ท้ายคำร้องพนักงานสอบสวนขอคัดค้านการประกัน เนื่องจากคดีนี้เป็นคดีสำคัญ เกรงว่าผู้ต้องหาจะกระทำผิดซ้ำอีก อีกทั้งผู้ต้องหาทำงานกับบริษัทเอกชนต่างชาติ ต้องเดินทางไปต่างประเทศเป็นประจำ จึงอาจมีพฤติการณ์หลบหนี ศาลพิจารณาคำร้องและสอบถามผู้ต้องหาแล้ว อนุญาตให้ฝากขังได้ กระบวนการทั้งหมดนี้กระทำไปโดยที่ผู้ต้องหาไม่มีทนายให้คำปรึกษาการจับกุมตัวเขาเกิดขึ้นที่หน้าร้านสุวรรณการช่าง อ.เมือง จ.นครพนม เป็นการจับกลางตลาดอย่างที่เป็นข่าวตามสื่อทั่วไป แต่ความจริงอีกประการคือ เขาไม่ได้หลบหนีไปกบดานอยู่ที่ จ.นครพนมอย่างที่เป็นข่าว หากแต่เขาพำนักอยู่ที่นั่นสุวิชา ทำงานให้กับบริษัทขุดเจาะน้ำมันแห่งหนึ่ง เป็นระยะเวลากว่า 10 ปีมาแล้ว ตำแหน่งสุดท้ายคือ วิศวกรคุมเครื่องจักร ได้รับเงินเดือน 58,000 บาทต่อเดือน และได้เบี้ยเลี้ยงเมื่อเดินทางไปปฏิบัติในพื้นที่ขุดเจาะน้ำมันอีกประมาณ 2,000 บาท ต่อวัน รายได้ทังหมดของเขา เลี้ยงดูครอบครัวซึ่งมีทั้งหมด 5 คน คือตัวเขา ภรรยา ซึ่งทำหน้าที่เป็นแม่บ้านดูแลลูกๆ ลูกชายซึ่งกำลังเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และลูกชายลูกสาว อีก 2 คน กำลังศึกษาอยู่ที่ จ.นครพนมเขามีบ้าน 2 แห่ง ที่หนึ่งคือ กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นที่พักอาศัยของลูกชาย และตัวเขาที่ลงมาพักกับลูกชายเป็นครั้งคราว สัปดาห์ละ 2-3 วัน อีกที่หนึ่งคือที่ จ.นครพนม "ตอนแรกเราก็อยู่ที่กรุงเทพฯ แต่ว่า พอเศรษฐกิจเริ่มไม่ดี สุวิชาเขาคิดว่าคงต้องประหยัด เพราะเรามีลูกตั้ง 3 คน หนูก็ไม่ได้ทำงาน เป็นแม่บ้านดูแลลูก เขาเลยย้ายครอบครัวเรากลับไปที่นครพนม แต่สุวิชาส่งลูกชายคนโตเรียนโรงเรียนมัธยมที่สอนระบบ 3 ภาษา เพราะเขาหวังว่าลูกจะเก่งเรื่องภาษา จะได้หางานได้ง่าย จริงๆ แล้วเขาอยากให้ลูกได้เข้าทำงานที่เดียวกับเขา" ภรรยาของสุวิชา เล่าแต่วันนี้ ความหวังนั้นของสุวิชา คงเป็นไปได้ยาก เพราะแม้แต่ตัวเขาเอง ล่าสุด บริษัทได้ยื่นจดหมายให้ออก โดยไม่จ่ายค่าชดเชย อ้างเหตุที่เขาถูกฟ้องคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ทำให้บริษัทเสื่อมเสียชื่อเสียง เราถามภรรยาของสุวิชาว่าจะเตรียมการอย่างไรต่อไป แต่ไม่ได้คำตอบ เธอยังอยู่ในอาการช็อก งงงัน และยังพูดจาไม่ปะติดปะต่อ ในวันที่เราไปพบ แต่เธอจำวันที่สามีถูกจับกุมได้แม่นยำ"หนูกลัวมาก ตอนแรกที่โดนจับ หนูงงมาก ว่ามาจับสามีหนูทำไม แต่หนูจำได้ว่าวันแรกน่ะ หนูไปกับเขา เราไปซื้อของในตลาด แล้วก็พอเรากำลังจะออกรถ ตรงนั้นอยู่หน้าร้านสุวรรณการช่าง ตำรวจเขาก็มาจอดท้ายรถ แล้วก็ลงมาบอก ขอเชิญสามีหนูไปสถานีตำรวจ หนูก็งง นึกว่าเขามาชนท้าย หนูยังลงไปดูบอกว่า ไม่เป็นไรหรอก ท้ายรถหนูมันบุบอยู่แล้ว เขาก็เอาหมายจับมากาง ตอนนั้นหนูงง แต่หนูก็ตามไปทุกที่ หนูนึกอะไรไม่ออก รู้แต่ว่าเขาเอาสามีหนูไปไหน หนูก็จะไปด้วย"บริษัทที่สุวิชาทำงานด้วยนั้นเป็นบริษัทด้านขุดเจาะน้ำมัน ซึ่งยังไม่มีการเปิดเผยชื่อว่าเป็นบริษัทใด ทั้งนี้ บริษัทดังกล่าวมีการดำเนินกิจการภายนอกประเทศ ทำให้ที่ผ่านมา สุวิชาต้องเดินทางออกไปนอกประเทศเป็นประจำ"แต่ตอนนี้ เขาไล่ผมออกแล้ว ผมไม่มีความจำเป็นอะไรต้องไปต่างประเทศแล้ว" สุวิชากล่าวสิ่งที่สุวิชาต้องการที่สุดตอนนี้ก็คือ.... "ผมไม่ต้องการอะไร ผมคิดถึงลุกมาก แต่จะให้ลูกมาเจอผมที่นี่ ผมยอมไม่ได้ ผมอยากเจอลูก พบอยากออกไปพบลูก แต่ผมไม่อยากให้ลูกมาเจอผมในนี้ ในสภาพแบบนี้ ผมบอกเมียผมเด็ดขาดว่าอย่าให้ลูกรู้ ให้เขากลับไปดูแลลูก ผมคิดถึงลูกมาก เวลาพักจากงาน ผมนอนกอดลูกเกือบทุกคืน ตำรวจที่จับกุมผม เขาบอกผมว่า เขาก็มีครอบครัวเหมือนกัน เขาเข้าใจ ขอแค่ผมตอบคำถามเขาให้หมด ให้ผมให้ความร่วมมือ เขาก็จะให้ผมกลับบ้านไปอยู่กับลูก เขาเอาอกเอาใจผมทุกอย่าง พูดจาดีต่างๆ นานา แต่สุดท้ายก็เอาผมมาฝากขัง"สุวิชา เป็นที่รู้จักดีในหมู่ผู้เล่นกีฬาร่มบิน หรือพารามอเตอร์ ในนามของ ‘นุ้ย นครพนม' เขาเป็นนักร่มบินระดับล่ารางวัลคนหนึ่ง และมีบล็อกส่วนตัวเกี่ยวกับกีฬาร่มบิน http://www.geocities.com/tk_airsport/index.html พี่สาวของเขากล่าวว่า หากไม่ได้ประกันตัว และคดีของสุวิชาดำเนินไปเช่นเดียวกับกรณีของแฮรี่ นิโคไลดส์ ซึ่งไม่ได้รับการประกันตัวจนกระทั่งให้การรับสารภาพในชั้นศาลและถูกตัดสินจำคุก 3 ปีไปเมื่อวันที่ 19 ม.ค. ที่ผ่านมา เธอคิดว่า อาจจะต้องขายร่มบินของเขาเป็นทุนสำหรับครอบครัว และใช้ในการต่อสู้คดีต่อไป"เขาไม่ให้ผมประกันตัว ผมถามหน่อย ผมฆ่าใครตายหรือ ผมเห็นคนฆ่าคนตายก็ยังได้ประกันตัว คนข่มขืนเด็กไม่กี่ขวบก็ได้ประกันตัว คนที่เจอข้อหาเดียวกับผมแต่เป็นคนที่มีชื่อเสียงก็ได้ประกันตัวหลายคน แต่ผมไม่ได้ประกันตัว มาตรฐานการให้ประกันตัวของคดีนี้คืออะไร"ก่อนจากกัน เราถามสภาพความเป็นอยู่ภายในเรือนจำ เขาบอกว่า เจ้าหน้าที่ปฏิบัติต่อเขาเป็นปกติดี เขาไม่มีปัญหาอะไร แต่สภาพการเป็นอยู่นั้น เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เขาคาดว่าห้องที่พักนั้นน่าจะมีขนาดประมาณ 5 X10 เมตร จุผู้ต้องขังไว้ประมาณ 35 คน "เรานอนเท้าชนเท้า มีพื้นที่กันคนละประมาณ 1 -1.5 ตารางเมตร ผู้ต้องขังจำนวนไม่แน่นอน มีเพิ่มเข้า หรือออกไปอยู่ตลอด บางคนก็มีรอยสักเยอะมาก แต่รวมๆ แล้วผมยังไม่พบผู้ต้องขังที่น่ากลัว พวกเขารู้ว่าผมถูกฟ้องคดีอะไร แต่ไม่มีใครที่มีท่าทีไม่เป็นมิตร ผู้คุมก็รู้ แต่ไม่มีปัญหาอะไร บางคนยังบอกว่า อยู่ในนี้น่ะ ปลอดภัยกว่าอยู่ข้างนอก"คำฝากสุดท้าย ถึงผู้ใช้อินเตอร์เน็ต "ผมอยากบอกว่า อีเมล์ทุกฉบับของผม เขาเข้าไปอ่านหมดแล้ว เขาตั้งหน่วยไล่ล่า เขามี the most wanted ซึ่งเขาพยายามเชื่อมโยงว่าเป็นเครือข่าย ผมไม่คิดว่าประเทศไทยจะเป็นอย่างนี้ครับ" ความคืบหน้าล่าสุด ทางทนายของผู้ต้องหาได้ยื่นอุทธรณ์ขอประกันตัวเมื่อวันที่ 23 ม.ค. ที่ผ่านมา แต่เนื่องจากเอกสารบางส่วนไม่ครบถ้วน จึงเตรียมยื่นอุทธรณ์อีกครั้งในวันจันทร์ที่ 26 ม.ค. ที่จะถึงนี้ด้าน พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว ผบช.น. กล่าวเมื่อวันที่ 16 ม.ค.ที่ผ่านมา ถึงการปราบปรามเว็บไซต์หมิ่นเบื้องสูงว่า กองบัญชาการสอบสวนกลาง (บช.ก.) ดำเนินการอยู่ เท่าที่ทราบพบว่ามีมากถึงกว่า 1,500 เว็บไซต์ ส่วนของ บช.น.จะรับผิดชอบคดีหมิ่นฯ ตาม ป.อาญา ม.112 เฉพาะส่วนที่เกิดเหตุในนครบาล แม้จะไปแจ้งความที่ใดก็จะรวบรวมทำคดีทั้งหมด ขณะนี้เร่งพิจารณาที่มีอยู่ประมาณ 17 คดี ประชุมไปครั้งล่าสุดเหลืออยู่ 8 คดี ฟ้องหมดทุกคดี ไม่มีการเว้นว่าจะเป็นฝ่ายใด และจะติดตามจับกุมผู้ต้องหาคดีเหล่านี้ทุกราย รวมทั้งนายสุชาติ นาคบางไทร มีการตรวจสอบการใช้โทรศัพท์ พบว่ายังหลบหนีอยู่นอกประเทศ ถ้าเข้ามาเมื่อใดก็จับทันที
หัวไม้ story
ทีมข่าวการเมือง"สิ่งที่เขาเขียนนั้นเป็นเพียงการกล่าวถึงเรื่องความสัมพันธ์ลับๆ ของพระราชวงศ์ในลำดับที่ใกล้ชิดกับพระมหากษัตริย์โดยไม่แม้แต่จะเอ่ยนามว่าเป็นพระราชวงศ์พระองค์ใด ข้อความที่เขียนนั้นยาวเพียง 2 ประโยค จากหนังสือที่พิมพ์เผยแพร่แค่ 50 เล่ม แต่เขาอยู่ในคุกไทยมาแล้ว 4 เดือนเต็มๆ โดยคำร้องขอประกันตัวถูกปฏิเสธไปแล้ว 4 ครั้ง"ย่อหน้าข้างบนเป็นการให้ข้อมูลจากองค์การผู้สื่อข่าวไร้พรมแดน ซึ่งแสดงความวิตกกังวลในระดับที่หนักขึ้นเกี่ยวกับสถานการณ์สิทธิเสรีภาพในประเทศไทย โดยจดหมายอิเล็กโทรนิกส์ที่ส่งไปยังเครือข่ายนักกิจกรรมด้านเสรีภาพในการแสดงความเห็นทั่วโลก ระบุว่าองค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนขอย้ำคำเรียกร้องให้ปล่อยตัวผู้ต้องหาชาวออสเตรเลียผู้นี้แฮรี่ นิโคไลดส์ คือใครแฮรี่ นิโคไลดส์ วัย 41 ปีเป็นชาวเมลเบอร์น ออสเตรเลีย มีเชื้อสายกรีก จบการศึกษาจาก La Trobe University ในปี1988 ถูกจับกุมในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 31 สิงหาคม 2551 ด้วยข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เขาเดินทางมายังประเทศไทยเมื่อปี 2003 นอกเหนือจากเขียนหนังสือแล้วเขาเป็นบล็อกเกอร์ด้วย เคยสอนภาษาอังกฤษระยะสั้นๆ ที่มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย "ระหว่างนั้น ผมยังเคยช่วยแปลซับไตเติ้ลสารคดีเฉลิมพระเกียรติที่ทางมหาวิทยาลัยผลิตเป็นภาษาอังกฤษ แต่วันนี้ผมถูกจับข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ" เขารำพึงผ่านกำแพงใสๆ ที่ทำหน้าที่กั้นผู้ต้องขังกับผู้เข้าเยี่ยมคุกและการปรับตัวสำนักข่าวกรีกออนไลน์รายงานว่า ในวันแรกที่โดนจับ แฮรี่ระบุว่าเขากลัวมาก เขาถูกขังรวมกับนักโทษคนอื่นๆ อีกเกือบ 80 คนในห้องขังเล็กๆ นอนกับพื้น มีคนที่มีรอยสัก จ้องมองเขาอย่างเย็นชา และเขาอยากฆ่าตัวตายในตอนแรกเขามีเพียงผ้าห่มผืนเดียวสำหรับรองนอน แต่โดยการประสานงานของเจ้าหน้าที่สถานทูตออสเตรเลีย ขณะนี้เขามีเสื่อรองนอนแล้ว ได้ย้ายห้องขังไปอยู่อย่างแออัดน้อยลง มีเพื่อนร่วมห้องขังประมาณ 50 คน และเขาได้รู้ว่า แดนขังของเขาส่วนใหญ่เป็นนักโทษคดียาเสพติด เดือนพฤศจิกายน 2551 ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ขณะที่เรานั่งรออยู่ด้วยความระทึกว่า ‘เขา' จะออกมาพบเราหรือไม่ เพราะเราไม่เคยรู้จักกันมาก่อน สิ้นเสียงประกาศให้เข้าพบผู้ต้องหารอบที่ 3 เราได้ยินชื่อแฮรี่ นิโคไลดส์ เราจึงเดินเข้าไปยังห้องเยี่ยมนักโทษห้องที่ 2 แนะนำตัวและเขาไม่คิดว่าเราเป็นผู้สื่อข่าว"ผมเคยสอนหนังสือสองแห่ง ที่ราชภัฏภูเก็ตกับที่แม่ฟ้าหลวง แต่ผมไม่เคยเห็นเด็กที่สนใจการเมือง หรือกรณีของผมมาเยี่ยมผมมาก่อนเลย" เราแนะนำตัว และยืนยันว่าเรียนจบแล้ว เขาหัวเราะและกระเซ้าว่าไม่น่าเชื่อ "อย่างคุณนี่อายุไม่น่าจะเกิน 19 เลย" เขาหัวเราะพร้อมชี้ไปที่คนหนึ่งในพวกเรา"คุณดูเหมือนจะปรับตัวได้แล้วนะ" เราถาม"ใช่ ผมเริ่มปรับตัวได้แล้ว รีแลกซ์ขึ้น" เขาตอบพร้อมอธิบายว่า ก่อนหน้านี้ เมื่อถูกจับใหม่ๆ เขาเครียดและเป็นห่วงครอบครัวมาก สิ่งที่ไม่เข้าใจเลยก็คือ หากมีการสอบสวนว่าเขากระทำผิดจริง เหตุใดเจ้าหน้าที่จึงไม่เข้าจับกุมในระหว่างที่เขายังอยู่ในเมืองไทย และเดินทางไป-มา ระหว่างไทยกับประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หลายครั้ง"ผมทราบภายหลังว่ามีการออกหมายจับผมตั้งแต่เดือนมีนาคม 2551 แต่ระหว่างนั้น จนถึงวันที่ผมถูกจับเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม ระหว่างนั้น 5 เดือน ผมเดินทางเข้าออกประเทศไทยหลายครั้ง แต่ไม่มีปัญหาใดๆ ที่ตม.แต่กลับมาจับกุมผมขณะที่ผมกำลังจะเดินทางกลับบ้าน"มากกว่า 2 บรรทัด ว่าด้วยข่าวลือ จำนวนพิมพ์ 50 เล่ม ขายไปแล้ว 10 เล่มรายงานข่าวอ้างจำนวนพิมพ์ที่ต่างกัน บางแห่งระบุว่า เขาพิมพ์หนังสือฉบับที่มีปัญหานี่ จำนวน 70 เล่ม บางแหล่งระบุว่า 50 เล่ม สถานีโทรทัศน์วิทยุออสเตรเลีย หรือ ABC รายงานเมื่อวันที่ 12 พ.ย. 2551 ว่า หนังสือของแฮรี่ เล่มดังกล่าวพิมพ์เมื่อปี 2005 เพียง 50 เล่ม และขายไปได้ 10 เล่มด้วยจำนวนการเข้าถึงเพียงน้อยนิดนี้เอง เจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังเข้าถึงข้อมูลที่เขาเขียนได้เพราะแฮรี่เองเป็นคนส่งให้ดู "ผมส่งหนังสือให้สำนักพระราชวังพิจารณา ว่าข้อความเช่นนี้หมิ่นเหม่หรือไม่ และไม่ได้รับการตอบกลับ" แฮรี่กล่าวอย่างไรก็ตาม เขาถูกออกหมายจับเมื่อเดือนมีนาคม 2551 แฮรี่ระบุว่า ระหว่างเดือนมีนาคม ถึงเดือนสิงหาคม เขาเดินทางเข้าออกระหว่างไทยและประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 5 ครั้ง ระหว่างนั้นไม่มีการดำเนินการใดๆ และเขาไม่รู้ว่ามีการออกหมายจับดังกล่าว จนกระทั่งเมื่อเขาจะเดินทางกลับไปยังออสเตรเลีย บ้านเกิด ในวันที่ 31 สิงหาคม เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ไปรอจับกุมเขาที่สนามบินสุวรรณภูมิในหนังสือ verisimilitude ที่ตีพิมพ์ไม่เกิน 50 เล่มนี้ กล่าวถึง ‘ข่าวลือ' เรื่อง ‘โรแมนติก' ของเชื้อพระวงศ์ โดยไม่ได้ระบุชื่อ มีเนื้อความประมาณ 1 ย่อหน้าคดีนี้ไม่เป็นข่าว (ดัง)คดีของแฮรี่ ได้รับการปฏิบัติที่แตกต่างไปจากกรณีของ โจนาธัน เฮด ผู้สื่อข่าวบีบีซี ซึ่งกลายเป็นข่าวหน้าหนึ่งในเว็บไซต์ข่าวของไทย เมื่อถูกฟ้องร้องข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ จากการทำหน้าที่ผู้ดำเนินรายการที่นายจักรภพ เพ็ญแข ไปเป็นผู้บรรยายที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศประจำประเทศไทย (FCCT) เมื่อแฮรี่ถูกจับในวันที่ 31 สิงหาคม ไม่มีข่าวปรากฏ คดีนี้ไม่ถูกนำไปใช้ในทางการเมืองซึ่งสาดโคลนเข้าใส่ฝ่ายตรงข้ามกันอย่างไม่บันยะบันยัง เขาถูกกักขังอย่างเงียบๆ โดยมีสถานทูตออสเตรเลียเป็นผู้ประสานงานและจัดหาทนายให้ และต่างกันกับกรณีของ Oliver Jufer, วัย 57 ชาวสวิสเซอร์แลนด์ ผู้อาศัยอยู่ในเมืองไทยกว่า 10 ปี ถูกตัดสินและเนรเทศออกจากประเทศไทยอย่างรวดเร็ว ภายหลังจากที่เขาพ่นสีสเปรย์ใส่พระบรมฉายาลักษณ์ ขณะมึนเมา เหตุเกิดที่ จ.เชียงใหม่ ในคืนวันที่ 5 ธันวาคม 2550 กรณีของแฮรี่เงียบ โดนเฉพาะในความรับรู้ของคนไทยขณะเดียวกันสื่อในออสเตรเลียเองก็เริ่มระแคะระคายและติดตามเรื่องนี้ ทั้งตั้งคำถามต่อรัฐบาลของตนเองว่ามีส่วนทำให้เรื่องดังกล่าว เงียบด้วยเหตุผลเรื่องความสัมพันธ์อันดีระหว่างสองประเทศหรือไม่ รายงานชิ้นแรกของสื่อออสเตรเลีย นำเสนอโดยสำนักข่าว เอบีซีนิวส์ทางเว็บไซต์ เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2551 หรือ3 วันหลังจากที่เขาถูกจับกุม เอบีซี ระบุว่าเขาถูกจับกุมในวันที่ 31 สิงหาคม ถูกปฏิเสธการประกันตัวและถูกส่งกลับไปยังเรือนจำกลางกรุงเทพฯ พร้อมให้ข้อมูลไว้ท้ายข่าวว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่มีกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพที่รุนแรงที่สุดในโลก รายงานข่าวในสื่อของออสเตรเลียระบุว่า ทางครอบครัวของเขาได้ยื่นหนังสือขอพระราชทานอภัยโทษผ่านทางสถานทูตออสเตรเลีย เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2551 หลังจากที่คำร้องขอประกันตัวถูกปฏิเสธไปแล้ว 2 ครั้ง โดยทางการไทยให้เหตุผลว่า เพื่อป้องกันการหลบหนี และก่อเหตุซ้ำอีก ความเงียบ และแรงกระเพื่อมของข่าวสารหลังผ่านความเงียบของของข่าวสาร เอบีซี ได้นำเสนอคดีของแฮรี่ เป็นสารคดีทางโทรทัศน์ ในช่วงเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยสัมภาษณ์แหล่งข่าวหลายราย พี่ชายและทนายความของแฮรี่ระบุว่า กระทรวงการต่างประเทศของออสเตรเลียขอให้พวกเขาอยู่เงียบๆ ไม่เปิดเผยข้อมูลของคดี ทว่ากระทรวงการต่างประเทศเองก็ล้มเหลวในการให้ข้อมูลใดๆ ที่เกี่ยวกับการปล่อยตัวแฮรี่ สิ่งที่ครอบครัวของแฮรี่เรียกร้องต่อรัฐบาลออสเตรเลียคือ การให้ข้อมูลว่ารัฐบาลได้ดำเนินการอะไรไปแล้วบ้าง ทั้งนี้ แม้ว่าเจ้าหน้าที่สถานทูตจะระบุว่าได้พบกับแฮรี่แล้วไม่ต่ำกว่า 15 ครั้ง และกระทรวงการต่างประเทศได้ยื่นเรื่องต่อรัฐบาลไทยแล้วไม่ต่ำกว่า 30 ครั้ง แต่คำถามก็คือ "ทางการออสเตรเลียได้ยื่นเรื่องอะไรต่อรัฐบาลไทย และเจราจาเรื่องนี้กับใครในรัฐบาลไทย" ฟอร์ด นิโคไลดส์ พี่ชายของเขาตั้งคำถามที่ทำให้ประเด็นก้าวไปไกลกว่านั้นก็คือมาร์ก ดีน ทนายความชาวออสเตรเลียกล่าวว่า เรื่องนี้เป็นความรับผิดชอบของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ออสเตรเลียซึ่งควรให้ความสำคัญกับแฮรี่ก่อนประเด็นเรื่องความละเอียดอ่อนในความสัมพันธ์ระหว่างออสเตรเลียและไทย ขณะที่ แอนดรูว์ วอล์กเกอร์ นักมานุษยวิยาจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลียกล่าวว่า แฮรี่ เป็นพลเมืองออสเตรเลียซึ่งชาวออสเตรเลียจะต้องมีความกังวลต่อสิทธิมนุษยชนของเพื่อนร่วมชาติขณะที่เขาอยู่ในต่างแดน จาก 50 เล่ม สู่โลกออนไลน์ และสถานีโทรทัศน์ในออสเตรเลียประเด็นการกักขังแฮรี่ นิโคไลดส์ เริ่มขยายวงแห่งการรับรู้ไปยังมวลชนชาวออสเตรเลีย ผ่านสื่อกระแสหลักในประเทศอย่างเอบีซี ขณะที่ก่อนหน้านั้น ข่าวคราวของเขาเผยแพร่อยู่ในวงของบล็อกเกอร์ และสื่อทางเลือก และได้รับรายงานจากสื่อกระแสหลักของประเทศอื่น เช่นรอยเตอร์ และไทมส์ ขณะนี้ พ่อแม่ของแฮรี่ได้รวบรวมรายชื่อชาวออสเตรเลียเชื้อสายกรีกจากชุมชนกรีกในเมลเบิร์น ได้จำนวนหลายพันรายชื่อเพื่อยืนต่อสถานทูตไทยและรัฐบาลออสเตรเลีย เรียกร้องให้ปล่อยตัวแฮรี นิโคไลดส์ นอกจากนี้ ยังปรากฏการรณรงค์ออนไลน์ เรียกร้องให้ปล่อยตัวแฮรี่ และดำเนินการต่อคดีของเขาอย่างเป็นธรรมเว็บไซต์ นวมณฑล หรือ New Mandala เขียนถึงกรณีนี้โดยอ้างอิงถึงกรณีอื่นๆ ที่มีการดำเนินการเกี่ยวเนื่องกับกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา ทั้งการแบนหนังสือ เว็บไซต์ การดำเนินคดีต่อคนต่างชาติรายอื่น คือ โจนาธัน เฮด และนายโอลีเวอร์ จูเฟอร์ การดำเนินคดีกับคนไทย คือนายจักรภพ เพ็ญแข และนายโชติศักดิ์ อ่อนสูง ในบทความ "กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพและแฮรี่ นิโคไลดส์" (Lèse majesté and Harry Nicolaides) ระบุว่า ระบบกฎหมายไทย โทษของข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพพระมหากษัตริย์และราชวงศ์มีโทษจำคุกสูงสุด 15 ปี พร้อมทั้งระบุว่าในประเทศไทย แม้แต่การรายงานข่าวคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพโดยไม่ต้องกังวลว่าจะถูกแทรกแซงก็เป็นเรื่องยาก การรายงานเนื้อหาอย่างละเอียดกลายเป็นความเสี่ยงที่จะถูกฟ้องร้องเสียเอง และโดยการเซ็นเซอร์ตัวเอง จึงเป็นการยากที่จะได้เห็นข่าวของแฮรี่ นิโคไลดส์ในสื่อของไทย หนังสือของแฮรี่ อาจจะตีพิมพ์เพียง 50 เล่ม แต่ขณะนี้ข้อความในหนังสือของเขาถูกเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ และบล็อกของชาวออสเตรเลีย และชาวออสเตรเลียเชื้อสายกรีก และเริ่มขยายการวิพากษ์วิจารณ์ไปสู่กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพของไทย "ผมคิดว่าประเทศไทยพยายามส่งสัญญาณถึงสื่อ นักเขียน บล็อกเกอร์ และผู้คนในระดับนานาชาติที่นำเสนอเรื่องราวผ่านอินเตอร์เน็ตว่า ราชวงศ์ของไทยนั้น ห้ามแตะต้อง" แอนดรูว์ วอล์กเกอร์ นักมานุษยวิยา จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลียกล่าวในสารคดีที่เผยแพร่ผ่านสถานีโทรทัศน์และวิทยุออสเตรเลีย อ้างอิงผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนจับตารัฐบาลไทยเข้มปิดเว็บ ร้องปล่อยตัวนักเขียนชาวออสเตรเลียที่ถูกจับคดีหมิ่นฯhttp://www.prachatai.com/05web/th/home/15081 Aust man refused bail for insulting Thai Kinghttp://www.abc.net.au/news/stories/2008/09/03/2354659.htmLèse majesté and Harry Nicolaideshttp://rspas.anu.edu.au/rmap/newmandala/2008/10/02/lese-majeste-and-harry-nicolaides/Thai king insult could land Swiss in jailhttp://www.timesonline.co.uk/tol/news/world/asia/article1502337.ece Australian author jailed for offending Thai royalswww.abc.net.au/7.30/content/2008/s2417963.htm หมายเหตุแก้ไขข้อมูลของแอนดรูว์ วอล์กเกอร์ เวลา 21.03 น. ตามคำท้วงติงของคุณ 'ผู้อ่าน' โดยอ้างอิงจาก www.prachatai.com/english/news.php%3Fid%3D746+Andrew+Walker&hl=th&ct=clnk&cd=3&gl=th ขอขอบพระคุณที่ท้วงติงจากคุณ "คนอ่าน" และขออภัยอย่างสูงในความผิดพลาด
หัวไม้ story
ทีมข่าวการเมืองภายในประเทศ สื่อไทยและรัฐบาลใหม่ดูจะยังดำเนินไปตามขนบที่เป็นมายาวนานคือยังอยู่ในช่วงเวลาน้ำผึ้งพระจันทร์ แต่นอกพรมแดนรัฐไทยออกไป กลับเป็นบรรยากาศที่แตกต่าง ข้อมูลข่าวสารที่ถูกรายงานออกไปดูจะไม่เป็นมิตรต่อรัฐบาลใหม่ของประเทศจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แห่งนี้สักเท่าใด น้ำผึ้งไม่หวาน พลันที่ประเทศไทยได้รัฐบาลใหม่ที่มีพรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำ สิ่งที่รอยเตอร์แนะนำเกี่ยวกับนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของไทยก็คือ....
หัวไม้ story
โดย ทีมข่าวการเมือง 000 “ติดใจทฤษฎีแมลงสาบ กลัวว่าพรรคคู่แข่งจะว่า แต่ดูแล้วตอนนี้รัฐบาลชุดนี้ทำตัวเหมือนแมลงสาบเหมือนกัน ในแง่ชอบความสกปรก ความมืด ที่สำคัญคือขยายตัวได้เร็วมาก ปีกว่าๆ ก็แพร่พันธุ์ได้มากมาย ตนคิดว่าหลักการปฏิรูปที่แท้จริงคือทุกคนต้องเข้าใจในสิทธิเสรีภาพ หากนักการเมืองคิดถึงแต่อำนาจก็ไม่มีทางปฏิรูปได้สำเร็จ เพราะการปฏิรูปต้องผ่องถ่ายอำนาจ ไม่ใช่ใช้อำนาจได้ตามใจและกลัวว่าจะมีการตรวจสอบได้ตามขอบเขตที่กฎหมายกำหนด” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ, รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์7 เมษายน 2545 000 “เราได้รับการเลือกตั้งมาจากประชาชน ให้ถือกระป๋องไบกอนเขียวปราบแมลงสาบที่ชอบทำอะไรในมุมมืด ให้แตกออกจากรัง ประชาชนจะได้เห็นว่าทุกมุมมืดมีสิ่งที่ไม่ดี รัฐบาลได้เข้าไปรื้อเพื่อสกัดไม่ให้สัตว์พวกนี้มาเกาะกินประเทศ ในทางกลับกันแมลงสาบเท่านั้นถึงจะเข้าใจพวกสัตว์ ที่เป็นแมลงสาบด้วยกันดี และรู้ว่ามีพฤติกรรมอย่างไรและชอบอยู่แบบไหน ฝ่ายค้านในปัจจุบันเหมือนแมลงสาบที่กำลังแตกรัง เนื่องจากถูกไล่ฆ่า จะเห็นได้ว่าข้อวิจารณ์ต่างๆ ไม่มีข้อเสนอแนะ หรือนโยบายใหม่ๆ ให้ประชาชน” สุรนันท์ เวชชาชีวะ, โฆษกพรรคไทยรักไทย8 เมษายน 2545 (ภาพซ้าย) ศ.ดร.กนก วงษ์ตระหง่าน (คนซ้าย) ร่วมกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และทีมงานพรรคฯหาเสียงเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2550 ณ สวนเบญจสิริ กรุงเทพฯ ที่มา: http://www.drkanok.net (ภาพขวา) นายสุรนันท์ เวชชาชีวะ อดีตโฆษกพรรคไทยรักไทย ที่มา: วิกิพีเดีย
กอแก้ว วงศ์พันธุ์
สิ่งที่ดีที่สุดของปีนี้สำหรับผู้เขียนคือ "การได้รักใครบางคน" ช่วงเวลามหัศจรรย์ที่เกิดเมื่อไม่นานนัก แต่สัมผัสได้ว่า การได้รัก (อีกครั้ง) มันเกิดพลังสร้างสรรค์ อยากทำในสิ่งที่เป็นบวกแก่คนรอบข้าง และเมื่อความอ่อนโยนอบอุ่นส่งตอบกลับมา ยิ่งก่อความอิ่มเอิบในใจและอิ่มเอมในอารมณ์ยิ่งนัก จากซึมๆ เศร้าๆ ก็กระฉับกระเฉงอย่างบอกไม่ถูก ความต้องการสรรหาแต่สิ่งดีให้แก่ความรัก ตื่นตัวตลอดเวลา...ถือว่าการได้รักใครบางคน เป็นของสิ่งที่ดีที่สุดและเป็นของขวัญวันปีใหม่ให้กับตัวเอง