Skip to main content

หมาขนฟูสีขาวในรถยนต์คันใหญ่ที่จอดติดไฟแดงอยู่ตรงสี่แยกนั้น ทำให้ฉันคิดถึงลัคกี้

สมัยที่ฉันยังรับจ้างทำงานในองค์กรพัฒนาเอกชนแห่งหนึ่ง สำนักงานเราเป็นบ้านเช่าที่อยู่ติดกับรั้วด้านหลังของบ้านสวนกว้างใหญ่ เจ้าของบ้านสวนก็คือเจ้าของบ้านเช่า รวมทั้งหอพักปากซอย ร้านค้าและตึกแถวใหญ่ในตลาด แถมที่ดินจัดสรรอีกหลายแห่ง

คุณนายเจ้าของบ้านเช่ามีลูกสาวทำงานอยู่ต่างประเทศ ครั้งหนึ่งลูกสาวกลับมาเยี่ยมบ้านพร้อมกับซื้อลัคกี้มาฝากแม่ 

เราเห็นหมาตัวโตขนยาวขาวสะอาดนั่งชูคอในรถยนต์ไปไหนๆ กับคุณนาย ที่ชอบใจนักเวลามีคนชมความสวยสง่าของลัคกี้ แล้วเธอก็จะคุยให้ใครๆ ฟังถึงลูกสาวคนเก่ง

ลัคกี้ร่าเริงและชอบอยู่ใกล้ๆ คน มันเคยมุดรั้วเข้ามาวิ่งเล่นในสำนักงาน แต่อยู่ๆ เราก็รู้สึกว่าลัคกี้หายหน้าไป

“ลัคกี้ไปไหนหรือคะ” ฉันเลียบๆ เคียงๆ ถามเมื่อคุณนายแวะมาเก็บค่าเช่า
“อู๊ย ก็อยู่บ้านนั่นละค่า” คุณนายตอบเสียงหวาน “แต่มันนิสัยไม่ดี ชอบไปเล่นกับหมานอกบ้าน สกปรกจะตายไป เปลืองค่าอาบน้ำ ต้องล่ามไว้ค่ะ ดัดนิสัยมัน”

ฉันไม่แน่ใจว่าการล่ามนั้นคือวิธีดัดนิสัย แต่เจอลัคกี้อีกครั้ง ฉันเกือบจำมันไม่ได้ ขนยาวสีขาวสวยของมันร่วงเป็นหย่อมๆ ผิวหนังเฉอะแฉะ ขี้ตาสีเหลืองขุ่นเกรอะกรัง มันถูกล่ามโซ่ไว้ใต้ต้นมะม่วงข้างรั้วหลังบ้าน ใกล้ๆ สำนักงานของฉัน

ฉันไม่กล้าถามคุณนาย จึงไปดักถามแม่บ้านที่เข้ามาซักผ้าและทำความสะอาดบ้านสวนทุกๆ สองวันว่าลัคกี้ไปอยู่ตรงนั้นได้อย่างไร

“คุณ...เขาไม่ชอบ” ป้าเอ่ยชื่อคุณนาย “เขาว่ามันเหม็น สกปรก ให้เอาไว้ห่างๆ กลัวแขกไปใครมาเห็น ป้าไม่รู้จะเอาไปไว้ไหน เลยเอาไปผูกไว้ตรงนั้น มันร่มหน่อย”
“อ้าว ก็อาบน้ำ รักษาแผลมันสิคะ จะได้สวยเหมือนเดิม”
ฉันแนะนำแบบงงๆ
“โอ๊ย ใครจะทำ เจ้าของมันยังไม่เอาธุระ ตั้งแต่ซื้อมาเห็นพาไปอาบน้ำที่ร้านหนเดียวมั้ง แล้วอย่าไปชี้ไปแนะอะไรเขาล่ะ เขาไม่ชอบร้อก” แกว่า

“สงสารมันนะป้า แล้วถ้ามีใครเขาอยากได้ล่ะ” ฉันถามอย่างเต็มใจจะเพิ่มจำนวนสมาชิกบ้านสี่ขา (ที่ตอนนั้นยังน้อยอยู่)
“เขาไม่ให้ใครหรอก ลูกสาวรู้จะได้โกรธปะไร อุตส่าห์ซื้อมาให้แพงๆ” ป้าบอก

บางทีก็เป็นเรื่องยากเหลือเกินที่เราจะทำความเข้าใจวิธีคิดของคนอื่น หัวใจคนไม่ได้เป็นสีแดงเสมอไป
ลัคกี้ถูกทิ้งให้อยู่ข้างรั้วอย่างถาวร ไม่มีใครมาดูแล นอกจากป้าแม่บ้านที่เทอาหารเม็ดไว้ให้ทุกสองวัน รั้วด้านนั้นมีช่องโหว่อยู่ ฉันจึงใช้เป็นทางมุดเข้าไปดูลัคกี้ เอาขันใส่น้ำไปวางไว้ให้มันกิน ลัคกี้มีทีท่าดีใจ แต่ก็ไม่ร่าเริงเหมือนเคย

ครั้งหนึ่ง ลัคกี้เห็นคุณนายเดินอยู่ในสวน มันตื่นเต้นดีใจจนฉี่ราด เห่าเสียงดังและกระโดดเต็มแรง แต่โซ่ที่ล่ามไว้สั้นๆ ทำให้มันล้ม มันรีบตะเกียกตะกายลุกขึ้น แต่คุณนายก็เดินลับตาไปเสียแล้ว

“อยากพาลัคกี้ไปหาหมอจัง” ฉันบ่นกับน้องที่ทำงานองค์กรเดียวกัน เขาเคยเล่นกับลัคกี้
“ผมต้องเอารถออกไปติดต่องานข้างนอก ผมช่วยพาพี่ไปได้นะ แต่จะเอามันไปยังไงล่ะ คุณนายคงไม่โอเคหรอก กลัวเสียหน้า” น้องโอมพูดขำๆ

ฉันทำการลักหมาไปหาหมอ ด้วยการมุดรั้วเข้าไปปลดโซ่ลัคกี้ แล้วพามุดออกไปอีกด้านหนึ่งโดยไม่มีใครเห็น น้องโอมปูกระดาษหนังสือพิมพ์หลายชั้นเพราะกลัวรถของสำนักงานเปื้อนแล้วความจะแตก

เราพาลัคกี้ไปคลินิกหมออนันต์ ลัคกี้เป็นโรคผิวหนังอย่างรุนแรง ทั้งยังเป็นพยาธิหนอนหัวใจ มีเห็บตัวเป้งๆ เกาะติดเต็มตัว มันต้องกินยาหลายขนาน ทั้งยากำจัดพยาธิ ยาบำรุงเลือด ยาฆ่าเชื้อ ยากระตุ้นภูมิ รวมแล้ววันละเป็นสิบเม็ด

อาการลัคกี้ไม่ดีขึ้น ฉัน(แอบ)พามันลอดรั้วไปหาหมออนันต์อีกสามสี่ครั้งด้วยความช่วยเหลือของน้องโอม แต่ละครั้ง เราสามคนจะยืนล้อมวงกันรอบโต๊ะ ช่วยกันดึงเห็บตัวโตๆ ออก หมอแบ่งอาหารเสริมชนิดป้ายปาก(ซึ่งค่อนข้างแพง) มาให้โดยไม่คิดเงิน

ทุกวันก่อนกลับบ้าน ฉันจะมุดรั้วเข้าไปป้อนยา ทายา คุยเล่นด้วย แต่ลัคกี้ซึมเศร้า เอาแต่เดินวนไปมาเท่าที่ความยาวของโซ่จะไปได้ อาหารเม็ดที่ค้างอยู่เต็มจานมีแต่มดขึ้น

ฉันคลุกข้าวไปให้ แต่ลัคกี้กินน้อยลงทุกวัน พอป้อนยาเสร็จ มันก็อ้วกออกมาทั้งยาทั้งข้าว วันไหนที่ฉันอยู่ทำงานจนดึก มักได้ยินเสียงมันหอนเบาๆ ด้วยเสียงที่ฟังแล้วเศร้าเหลือประมาณ

เย็นวันหนึ่งฉันมุดเข้าไปพร้อมถุงข้าวและยาตามปกติ เห็นลัคกี้เดินงุ่มง่ามอยู่ห่างจากรั้ว ปรากฏว่าโซ่หลุด ท่าทางมันคงจะเดินไปหาเจ้าของ แต่แล้วมันก็หยุดเดิน ชะเง้อมองไปยังทิศทางของบ้าน ครางเบาๆ ในลำคออย่างเศร้าสร้อย

แล้วมันก็ล้มทั้งยืน ชักตาตั้ง ฉันวิ่งแน่บไปเรียกน้องโอมที่สำนักงาน น้องก็วิ่งตามมาทั้งๆ ที่กำลังจะกลับบ้านอยู่แล้ว เราใช้รถสำนักงานไม่ได้ จึงช่วยกันหามลัคกี้มุดออกไปเรียกตุ๊กตุ๊กที่ถนน กว่าจะเจอคันที่ยอมรับหมาขึ้นรถ ฉันก็เกือบร้องไห้

หมออนันต์รีบฉีดยากระตุ้นหัวใจให้ทันที ลัคกี้ลืมตาขึ้นมากระดิกหางอย่างอ่อนแรงทีหนึ่งแล้วแน่นิ่งไป หมอรีบปั๊มหัวใจเป็นการใหญ่

ลัคกี้ฟื้นขึ้นมามองหน้าคนนั้นคนนี้ครู่หนึ่งก็เงียบไปอีก หมอต้องปั๊มอีกรอบ เสียงลมพ่นออกมาทางจมูกและปากมันดังฟืดๆ ตามจังหวะที่หมอออกแรงกดตรงซี่โครง ฉันกับน้องโอมได้แต่ยืนลุ้น ฉันกลั้นน้ำตา พร่ำพูดแต่ว่า ทนหน่อยลัคกี้ ทนหน่อยลัคกี้
ลัคกี้หายใจได้อีกครั้ง แต่ก็แผ่วเบามาก หมออนันต์ปาดเหงื่อบอกว่าคงไม่ปั๊มอีกแล้ว เพราะหัวใจของมันอ่อนแอเกินไป เรายืนรอบเตียง มองร่างผ่ายผอมของลัคกี้ที่ขยับช้าลง ช้าลง จนหยุดนิ่ง มันหมดลมหายใจท่ามกลางคนที่รัก ห่วงใยและจริงใจกับมัน (ยิ่งกว่าเจ้าของ)

“บางทีอาจจะดีนะพี่ ที่มันตาย มันจะได้ไม่ต้องทรมานอีกต่อไป” น้องโอมพูดขรึมๆ

แต่บางครั้ง ฉันก็เคยคิดว่า หัวใจของมันอาจจะตายไปนานแล้ว ตายไปก่อนหน้านี้สองเดือน นับตั้งแต่วันที่มันถูกล่ามทิ้งไว้ข้างรั้ว

บล็อกของ มูน

มูน
“เธอยังไม่รู้อีกหรือ ว่าแม่อยู่ในกระดูกของเธอตลอดเวลาเชียวละ” The Joy Luck Club     สงสัยว่า แม่กับลูกสาวบ้านอื่นๆ เขาเป็นยังไง ทะเลาะกัน เถียงกัน และทั้งๆ ที่รักกัน แต่บางเวลาก็เบื่อหน่ายกันอย่างฉันกับแม่บ้างหรือเปล่า   ตอนที่ฉันยังเด็ก บ้านเราไม่ร่ำรวย (จะว่าไป ตอนนี้ก็ยังไม่ร่ำรวย พูดง่ายๆ คือไม่เคยรวยเลยดีกว่า) แต่ก็ไม่ได้ยากจนข้นแค้น เพียงแต่เราไม่เคยมีพอที่จะซื้อหาอะไรตามต้องการได้มากนัก บางช่วง ฉันยังพับถุงกระดาษขาย (ร้อยใบได้สิบสลึง) เพื่อหาเงินไปโรงเรียน ทุกเย็นก็เดินเก็บยอดกระถินข้างทางมาจิ้มน้ำปลาพริกป่นกินกับข้าว วันไหนอยากดูโทรทัศน์ก็วิ่งไปชะเง้อดูบ้านคนอื่น…
มูน
ตอนที่แล้ว ฉันบ่นงึมงำเรื่องที่ข้าวสารบ้านสี่ขาเหลือแค่ ๒ กิโล จนต้องลงนั่งกุมขมับ แล้วก็คิดถึงวันหนึ่งเมื่อหลายปีมาแล้ว ที่โรงเรียนบนภูเขาในจังหวัดเลย วันที่ฉันต้องรับบทแม่ครัวจำเป็น เลือกไม่ถูกว่าจะภูมิใจหรือกลุ้มใจ ที่ได้รับเกียรติให้แปรวัตถุดิบมูลค่า ๗๐ บาท อันประกอบด้วยแป้งเส้นใหญ่ ๓ กิโล น้ำมันหมูเป็นไข ๒-๓ ถุง น้ำตาลทราย ๑ ถุง กับสารพัดผักดอย ให้กลายเป็นก๋วยเตี๋ยวราดหน้า โดยมีปากท้องของเด็กน้อยร้อยกว่าคนเป็นเดิมพัน ไม่แน่ใจว่าโชคชะตาแกล้งฉันหรือแกล้งเด็กๆ กันแน่ มาถึงตอนนี้ก็ต้อง(กัดฟัน)เล่าต่อ ว่าสุดท้าย ฉันและเด็กๆ รวมทั้งหมา (ภูเขา)จะลงเอยอย่างไร
มูน
วันหนึ่ง เปิดถังข้าวสารแล้วพบว่า เหลือข้าวหุงให้หมาอยู่ราวๆ ๒ กิโลกรัม ฉันปิดฝาถัง มองเก้าอี้ตัวเล็กที่พลิกคว่ำด้วยการกระโจนของเจ้าแตงกวาหมาบ้าพลัง จับเก้าอี้ขึ้นตั้งให้ถูกด้าน แล้วนั่งลงยกมือกุมขมับ (ตอนแรกว่าจะไปนอนก่ายหน้าผาก แต่ขี้เกียจเดินไปนอนที่แคร่)
มูน
...ตัวเดียวมาไร้คู่ เหมือนเราอยู่เพียงเอกา   ก็เพลงมันพาไป จริงๆ ไม่ได้อยู่เพียงเอกาหรอก มีหมาหมู่นั่งอยู่เป็นเพื่อนตั้งหลายสิบตัว ร้องเพลงนี้ตอนแดดผีตากผ้าอ้อมเริ่มจาง เห็นนก(อะไรไม่รู้) บินเฉียงๆ เป็นหมู่ๆ อยู่เหนือยอดสะเดา (ดอกและยอดงามพรั่งพรู เก็บไปลวกจิ้มน้ำพริกมื้อเย็นนี้ดีกว่า) บ้านสี่ขายามเย็นแสนจะสงบ โค้งฟ้าตะวันตกเป็นสีหมากสุก ลมพัดแผ่วเบาเห่กล่อมใบประดู่ ใจหวนคะนึงถึงความหลัง น้ำใสๆ ก็เอ่อล้นในดวงตา (จะดราม่าไปไหน?)
มูน
หนูเล็กๆ ตัวหนึ่ง วิ่งทะเล่อทะล่าเข้าไปในกรงของสตางค์ “อ้าว เข้าไปทำไมน่ะ” ฉันรำพึงกับตัวเองมากกว่าจะถามหนู ส่วนแม่ที่หันมองตามฉันร้องว้าย “ตายแล้ว ออกมาเร้ว สตางค์อย่านะ” แม่ร้องเตือนหนูและห้ามแมวไปพร้อมๆ กัน ราวกับว่ามันสองตัวจะฟังรู้ภาษา แต่เจ้าสตางค์ที่กำลังนอนหงายผึ่งพุงอยู่ แค่เอียงหน้ามองหนูผู้บุกรุก เหยียดตัวบิดขี้เกียจทีหนึ่ง แล้วพลิกตะแคงไปอีกด้าน หันก้นให้หนูซะอย่างนั้น
มูน
บางครั้ง ฉันคิดว่าตัวเองกำลังจะเหมือนพวกป้าๆ ในหนังสือเรื่อง Island of the Aunts ที่เขียนโดย Eva Ibbotson     ป้าสามคนพี่น้อง อาศัยอยู่บนเกาะกลางทะเลที่ไม่ปรากฏในแผนที่โลก โชคดีที่ไม่มีคนรู้จักเกาะนี้ นอกจากเหล่าแมวน้ำ เงือก นกนางนวล และนานาสัตว์ป่วยจากทวีปต่างๆ ที่พากันเดินทางข้ามมหาสมุทรมายังเกาะที่แสนบริสุทธิ์ เพื่อให้ป้าทั้งสามปลอบโยนและเยียวยาบาดแผลทั้งกายและใจ งานของป้ามีสารพัด เป็นต้นว่า ป้อนนมแมวน้ำกำพร้า ล้างคราบน้ำมันออกจากตัวนางเงือก หาอาหารให้นกบูบรีที่กำลังจะออกไข่ ส่งแมงกะพรุนกลับบ้าน รักษาปลาหมึกตาเจ็บ เก็บขยะที่คลื่นซัดมาบนหาด บางวัน…
มูน
เจ้าสี่ขาตัวเล็กมองลอดซี่กรงออกมาสบตากับฉัน ดวงตากลมโตคู่นั้นใสแจ๋ว เท้าน้อยๆ เขี่ยข้างกรงดังแกรกๆ มันคงไม่เข้าใจว่าทำไมจึงถูกขัง มันจะรู้ไหมว่ากรงนั้นเปิดได้ มันกำลังรอให้ฉันเปล่อยมันหรือเปล่า
มูน
“จะฝังตรงไหนล่ะคราวนี้” แม่ถาม ในขณะที่ฉันยืนถือเสียมอยู่ข้างบ่อน้ำ กวาดตาไปทั่วบริเวณบ้านสี่ขา หญ้าคาและวัชพืชหน้าฝนแข่งกันแทงยอดท่วมหัวเข่าจนยากที่จะเจาะจงชี้ชัดลงไปว่า ตรงไหนเป็น “ที่” ของใคร นึกแล้วก็น่าที่จะปักป้ายไว้ให้รู้แล้วรู้รอด จะได้ไม่ต้องมาเปลืองหัวคิด แต่ถ้าปักป้ายชื่อไว้เหนือกองดินทุกกองที่เราเคยขุดและกลบฝัง บ้านสี่ขาคงดูคล้ายๆ ภาพประกอบการ์ตูนผีเล่มละบาทสมัยก่อน
มูน
มีชามใหม่ใบหนึ่งวางอยู่ที่ป้ายรถเมล์ ก่อนชามใบนี้ เคยมีขันพลาสติกใบละสิบบาทวางอยู่ ก่อนหน้าขันเป็นกะละมังบุบๆ และก่อนของก่อนหน้ากะละมังบุบ ก็เป็นถาดโฟมที่เคยใส่อาหารมาก่อน
มูน
  เป็นโชคที่ไม่รู้จะจัดว่าร้ายหรือดี ที่ฉันมีโอกาสเข้าสนามม้าตั้งแต่อายุยังไม่ถึงสิบขวบ ภาพสนามหญ้ากว้างใหญ่ไพศาลผุดขึ้นในความทรงจำ รั้วไม้สีขาวเป็นแนวยาว ขนานไปกับเส้นทางเรียบโค้งเป็นวงกลมใหญ่ เหนือสนามขึ้นไป เป็นอัฒจรรย์ที่เต็มไปด้วยเก้าอี้มากมายนับไม่ถ้วน  ในวันเวลานั้น แม่ของฉันทำงานหนักเพื่อหารายได้เพิ่มเติมสำหรับการเลี้ยงลูกเล็กๆ สามคน นอกจากเงินเดือนข้าราชการชั้นผู้น้อยที่ชักหน้าไม่ถึงหลัง แม่ยังรับจ้างพิมพ์ดีดในวันเสาร์ และทำงานเป็นคนขายตั๋วแทงม้าในวันอาทิตย์แม่ไม่ชอบสนามม้า แต่คิดว่าเมื่อโชคดีมีงานพิเศษเข้ามาก็ควรจะคว้าไว้ เพื่อให้เรามีค่ากับข้าวเพิ่มขึ้น…
มูน
“มีคนเขาว่าเราไปดูถูกเขาแน่ะ” น้าอู๊ดถีบจักรยานมากระซิบกระซาบบอกฉันที่หน้าบ้านในคืนวันหนึ่ง ก็น้าอู๊ดเจ้าเก่าที่เคยมาเรียกฉันออกไปทัวร์กองขยะตอนเที่ยงคืนแล้วเจอ “ความลับในกระสอบ” นั่นละค่ะ (http://www.prachatai.com/column-archives/node/2522)
มูน
ฉันไม่แน่ใจว่า ไฉไลเป็นเพื่อนบ้าน หรือว่าเป็นสมาชิกสี่ขาอีกตัวหนึ่งของครอบครัว เราพบกันครั้งแรกในเช้าวันหนึ่งเมื่อสองสามปีก่อน เธอนั่งนิ่งอยู่หน้าประตูรั้วบ้าน "มาเที่ยวเหรอ" ฉันถาม แต่ไฉไลเฉย ดูเหมือนเธอสนใจอย่างอื่นมากกว่าฉัน"บ้านอยู่ไหนล่ะจ๊ะ" ฉันนั่งลงถาม พยายามสบตาเธอ แต่เธอยังคงเฉย ตากลมๆ ออกจะโปนๆ เหลือบมองฉันแวบหนึ่ง แล้วมองโน่นนี่ในบ้านอย่างสำรวจตรวจตรา "ตามสบายนะ" ฉันบอก แง้มประตูรั้วไว้หน่อยหนึ่งแล้วออกไปทำงานตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ฉันก็ได้เห็นหน้าไฉไลทุกวัน ไม่ทันสังเกตว่าเธอมาตอนไหนหรือกลับออกไปตอนไหน เห็นทีไร ไฉไลก็มักจะนั่งอยู่ใต้ต้นแก้วบ้าง หมอบข้างๆ กอเฮลิโคเนียบ้าง…