ปัญหาสัตว์จรจัดในมหาวิทยาลัยและสถานที่ราชการดูจะเป็นเรื่องคุ้นตา ไม่ว่าจะเป็นหมา แมว นกพิราบ หรือแม้แต่ตัวเหี้ย
ผู้เกี่ยวข้องในเรื่องพวกนี้ส่วนใหญ่จะมีกัน 3 ฝ่าย ฝ่ายหนึ่งพยายามจัดการ ควบคุม หรือจำกัดจำนวน อีกฝ่ายหนึ่งแสดงความเอื้ออาทร ให้อาหาร ดูแล เมตตา กับฝ่ายสุดท้ายคือไม่นำพาอะไรตราบใดที่ไม่มีปีปัญหามากระทบถึงตัวเอง
...ก็เหมือนทุกเรื่องนั่นแหละ...มีคนที่พยายามทำ ไม่ยอมทำ และไม่รู้ไม่ชี้
ในที่ทำงานของผู้เขียน มีปัญหาหมา ๆ เรื้อรัง เห็นมาตั้งแต่เริ่มทำงาน จนเดี๋ยวนี้ก็ย่างเข้าปีที่ 18 แล้ว
ความจี๊ดมันอยู่ที่มีคนพาหมา (จร ?) เข้ามาอยู่ในพื้นที่ "ทำงาน" ที่ใช้ร่วมกันโดยไม่เกรงใจใคร
ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่หมากับคน แต่เป็นปัญหาของคนกับคนที่สับสนว่าจะทำยังไงกับหมา
ความเป็นหรือไม่เป็น “เจ้าของ” หมาอยู่ในสภาวะก้ำกึ่ง และนี่คือหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ปัญหานี้คาราคาซังมานาน
ในทางปฏิบัติมันมีคนให้อาหาร ดูแล และถึงกับพาหมาขึ้นมานอนเล่นเย็นใจอยู่ในห้องทำงานบนชั้นสองของอาคาร (ย้ำว่าไม่ใช่ชั้นล่าง)
แต่ครั้นมีคนท้วงติงก็จะได้รับคำตอบว่าเขาไม่ใช่เจ้าของหมา และไม่ได้เป็นคนนำมา ก็หมามันเดินมาเอง...เออ นั่น !! ก็ไม่ได้อุ้มมาจริง ๆ
แต่ถ้าใครไปไล่หมาคนนั้นจะโดนด่านะจ้ะ
พื้นที่ทำงานร่วมกันค่อย ๆ กลายสภาพเป็นที่นอนหมา โต๊ะและเก้าอี้ถูกแทะแหว่งวิ่นไปตามความขบเคี่ยวเคี้ยวฟันของสันดานหมา
บางครั้งบางเวลาผู้ไม่ใช่เจ้าของหมาถึงขั้นสั่งแม่บ้านประจำตึกให้มาเปิดพัดลมในห้องทำงาน หมาจะได้นอนสบาย แม้ว่าจะไม่มีคนทำงานอยู่ในห้องก็ตาม (ค่าไฟเงินใครก่อน ?)
กาลครั้งหนึ่งนานมา เมื่อผู้เขียนจะไปนั่งที่โต๊ะทำงานของตัวเอง ทุกครั้งจะต้องคอยไล่หมาที่นอนสบายอยู่ใต้โต๊ะ คล้ายต้องขอขอนุญาตหมาก่อนเข้ามาทำงานประมาณนั้น
เรื่องความสะอาด กลิ่น เห็บ หมัด อันนี้ไม่ต้องพูดถึง ก็บอกแล้วว่าสภาพมันก้ำกึ่ง ลุคส์หมาจรแต่มีคนให้ข้าวให้น้ำก็แค่นั้น
ด้านหนึ่ง ก็ไม่ยอมรับความเป็นเจ้าของอย่างเป็นทางการ แต่อีกด้านก็พามาร่วมใช้พื้นที่ทำงาน ภาระเรื่องหมาจึงตกอยู่กับคนผู้ร่วมใช้ห้อง จำต้องแก้ไขด้วยการ “ลี้ภัย” ตัวเองออกจากห้องทำงาน
อาณาบริเวณมหาวิทยาลัยแห่งนี้ไม่ได้มีแค่หมา แต่ยังมีเหี้ยอยู่มากมายในบึงน้อยใหญ่ภายในรั้วนั่นแหละ ดีที่เหี้ยก็อยู่ส่วนเหี้ย ไม่มีใครอุตริพามาเลี้ยงไว้ในห้องทำงานด้วย
แต่กระนั้นก็เถอะ ความบรรลัยเกิดขึ้นในวันหนึ่ง เมื่อเหี้ยแวะขึ้นมาเดินเล่นบนบกแล้วบังเอิญเจอหมา หมานึกสนุกวิ่งไล่เหี้ย แล้วเหี้ยก็วิ่งหนีหมาเข้าไปในห้องทำงานของภาควิชาหนึ่งที่อยู่ชั้นล่าง บัดนั้นจึงน้ำร้อน น้ำชา กาแฟ แก้ว ชาม พินาศวอดวาย
เข้าใจว่าไม่ได้จบด้วยการชดใช้หรือชดเชยอะไร (มั้ง) ก็หมามันไม่มีเจ้าของ และเหี้ยก็เป็นสมบัติส่วนรวมของมหาวิทยาลัยอ่ะนะ
กรณีพีค ๆ ยังมีอีกเยอะ ก็อยู่มานานข้ามทศวรรษทำไมจะมีแค่นี้เล่า
ครั้งหนึ่งมีกรณีหมาไล่กัดผู้อยู่อาศัยในมหาวิทยาลัย จนเกิดการร้องเรียนขึ้น และมีหนังสือเตือนลงมาจากฝ่ายบริหาร แต่ผู้เลี้ยงหมาบ่นว่าหมามันก็อยู่ของมันตรงนั้นประจำ คนนั่นแหละที่เดินเข้าไปหาให้หมากัดเอง ...เป็นเช่นนั้นเอง...
นักศึกษากับหมามีเรื่องกันมาหลายรุ่นอยู่เหมือนกันบางรุ่นถึงกับเขียนป้ายห้ามให้อาหารหมาหน้าห้องทำงานศิลปะ ค่าที่หมาก็จรไปไม่รู้ขอบเขต คนก็คอยตามเอาอาหารไปให้ในทุกอาณาเขตเหมือนกัน
แน่นอน หมาคงไม่อ่านป้าย แต่ก็ไม่แน่ใจว่าคนจะอ่านหรือไม่
ที่ห้องเดียวกันหลายปีต่อมา เกิดกรณีหมาไปเยี่ยวรดผลงานศิลปะเข้า เรื่องเยี่ยวหมาจึงกลายเป็นเรื่องของคนกับคน นักศึกษาบอกว่าไม่ให้หมาเข้าไปในห้อง แต่คนให้อาหารหมาขอความเมตตาเพราะหมามันป่วย พอนักศึกษาถามว่าถ้ามันทำเลอะอีกจะทำยังไง คำตอบคือ "เดี๋ยวจะมาเช็ดเอง"
นักศึกษาจึงย้ำว่ามาเช็ดเองจริง ๆ นะ เท่านั้นล่ะ !นักศึกษาโดนด่าเลยเถิดไปถึงบุพการีโน่นเลย
อีกกรณีไม่นานมานี้ คือหมาการขับถ่ายบนอาคารชั้น 2 เลอะข้ามอาณาเขตดินแดนไปหลายภาควิชา ร้องเรียนกันไปถึงผู้บริหารคณะวิชาทั้งแบบเป็นและไม่เป็นทางการ...ก็จบลงด้วยการไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
ผู้ให้อาหารหมาอ้างเหมือนเดิมว่าหมามันขึ้นตึกมาเอง และหมามันก็ป่วยเป็นเรื่องช่วยไม่ได้ที่ขับถ่ายเลอะเทอะ ที่สำคัญ คนที่เหยียบสิ่งปฏิกูลแล้วเดินผ่านไปนั่นแหละที่ไม่รู้จักระมัดระวังเอง ...อ่า..
คล้ายกับว่าผู้บริหารคณะวิชาหลายต่อหลายชุดมีความพยายามจัดการปัญหานี้มาโดยตลอด เท่าที่ผู้เขียนทำงานมาก็นับได้ไม่ต่ำกว่า 4-5 ชุดแล้ว แต่ก็ไม่เห็นว่าจะมีอะไรเปลี่ยนแปลง
ส่วนที่จัดการไม่ได้จริง ๆ ก็คือ “คน” นั่นแหละ
ใครก็ตามที่แตะเรื่องนี้จะถูกตอบโต้ว่าไร้เมตตาต่อสัตว์โลก เมตตา กรุณา ต่อ "หมา" ถูกยกขึ้นมาอ้างเป็นเกราะกำบังตลอด โดยไม่เคยพูดถึงความรับผิดชอบต่อผู้อื่นในพื้นที่สาธารณะที่ "มนุษย์" ต้องใช้ร่วมกัน
แน่นอนว่าถ้าไปถาม จะมีหนึ่งคนที่บอกว่าเรื่องเหล่านี้ไม่เคยเกิดขึ้น แต่ผู้เขียนกุเรื่องขึ้นมาเอง
เอาน่า..มันต้องมีสักหลายคนแหละที่เคยรู้ เคยเห็น เคยอยู่ในเหตุการณ์อย่างใดอย่างหนึ่งบ้างเป็นแน่
แต่ที่น่าสงสัยคือผู้บริหารที่รับรู้เรื่องนี้ส่วนใหญ่ก็ยังมีชีวิตอยู่กันทั้งนั้น ทำไมไม่มีใคร "กล้า" ทำอะไรเพื่อแก้ไขปัญหา หรือมองว่าไม่ใช่ "ปัญหา" แต่เป็นเรื่องธรรมดาที่อยู่กับพวกเรามาเกือบ 20 ปีแล้ว ?
อยากรู้เหมือนกันว่าสถาบันอื่นเขาจัดการเรื่องหมา ๆ แบบนี้ยังไง มหาวิทยาลัยที่เคยเรียนมาก็ไม่เห็นเคยมีปัญหาแบบนี้นะจะว่าไป
ตั้งแต่เกิดมาเป็นคนผู้เขียนก็เพิ่งเคยเห็นการพาหมาเข้ามาอยู่ในที่ทำงานส่วนรวมอย่างไม่เกรงใจผู้อื่นก็ที่นี่แหละ
นี่คือมหาวิทยาลัยที่อ้างว่าผลิตคนสร้างสรรค์นวัตกรรมก้าวหน้า แต่กลับไม่สามารถจัดการปัญหาหมา ๆ ที่เรื้อรังมาเกือบยี่สิบปีเลยทีเดียว
แล้วเรื่องอื่นล่ะ เป็นยังไงบ้างนะ ? (คอยติดตามตอนต่อไป)
อนึ่งจะว่าไป นวัตกรรมล่าสุดก็มีอยู่นะ เขาติดประตูกันหมา (ด้วยเงินหลวง) ตรงบันไดทางขึ้นตึก พร้อมติดป้ายตัวโต ๆ ให้เห็นชัดเจนว่า "ปิดประตูทุกครั้ง"
แต่...ล่าสุดฝูงหมาก็ยังเรียงสลอนนอนกระจายอำนาจกันอยู่บนตึกนั่นแหละค่า
มหาวิทยาลัยใหญ่โต เขาก็คงทำกันได้แค่นี้จริง ๆ สินะ ?
เรื่องหมา ๆ จะว่าเล็กก็ใช่ จะว่าใหญ่ก็ไม่เชิง แต่มันสะท้อนศักยภาพและความสามารถในการบริหารองค์กรของสถาบันวิชาการที่มีมนุษย์จำนวนมากใช้ทรัพยากรสาธารณะร่วมกัน
ที่นี่เลยนะ...แหล่งผลิตปัญญาชนแถวหน้าของประเทศ...แต่กันอาณาเขตที่ทำงานให้เป็นสัดส่วนไม่ได้
เสียดายที่พรรคการเมืองซึ่งมีนโยบายจัดการหมาจรไม่ได้เป็นรัฐบาล ไม่เช่นนั้นอาจได้เห็นโครงการเริ่มต้นจากที่นี่ พรี่จะยกมือให้มาทำโครงการนำร่องเลยค่า