Skip to main content

มหาวิทยาลัยเป็นแหล่งรวมมนุษย์หลากหลายประเภท บางคนแสดงออกถึงความล้นอย่างน่าสงสัยว่าอาจต้องการมาเติมเต็มสิ่งขาดพร่องในชีวิตของตนใช่หรือไม่

ในที่ประชุมแห่งหนึ่งซึ่งกำลังถกเถียงกันอย่างเคร่งเครียดถึงคุณสมบัติของผู้ที่จะรับเข้าทำงานใหม่ เช่น ระดับคุณวุฒิ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ต่าง ๆ ฉับพลันก็มีเสียงหนึ่งกล่าวขึ้นว่า “ใครก็ได้ที่เก่งกว่าผม”

บ่อยครั้งผู้เขียน ปล่อย "มุขตลก” กับเพื่อนสนิทว่า “กูสวย กูเก่ง” ประเมินไว้ล่วงหน้าแล้วว่าจะต้องถูกด่ากลับมาแน่นอน ซึ่งก็ไม่เคยผิดคาด “ของอย่างงี้ต้องให้คนอื่นบอกไหมมึง?” พร้อมเสียงหัวเราะลั่นของทั้งคู่ แต่บริบทนี้เป็นการเล่นหัวกัน ใครได้ฟังก็รู้ ไม่ใช่การประชุมอันตึงเครียดซึ่งรายล้อมไปด้วย ‘นักวิชาการ’

มนุษย์ทุกคนมองตัวเองในด้านบวกอยู่แล้วจึงจะมีพลังผลักดันในการดำเนินชีวิต แต่การคิดบวกกับแสดง "อีโก้" มันก็ต่างกันอยู่มาก

"เก่ง" หรือ "เก่งกว่า" เป็นคุณค่านามธรรมที่ถกเถียงกันได้ยาว ตั้งแต่คำว่า "เก่ง" นั้นหมายถึงอะไร ซึ่งโดยทั่วไปเป็นทัศนะเชิงอัตวิสัยมากกว่า "ข้อเท็จจริง" ที่วัดได้ด้วยหลักฐานเชิงประจักษ์

แม้แต่การใช้ "คะแนน" จากแบบทดสอบเป็นตัวชี้วัด ก็ยังมีคำถามว่าใครเป็นผู้มีอำนาจออกแบบการประเมินนั้น  ใครกำหนดมาตรฐานและเพื่อประโยชน์ของใคร ภายใต้ "ระบอบของความจริง" แบบไหน

ข้อเขียนนี้แค่อยากจะแสดงความเศร้าและกังวลใจหากคนสอนหนังสือ (ซึ่งคงมีอีกจำนวนมาก) มองว่าตนเองเป็นผู้ผูกขาดความรู้และความถูกต้องดีงามทั้งปวงในโลกเสียแล้ว สังคมมันจะบรรลัยได้มาก (จากที่ก็บรรลัยอยู่)

นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญมากมายมักมีทัศนะว่าคนที่ไม่มีความรู้ในเรื่องใดก็ไม่ควรมาวิพากษ์วิจารณ์งานในเรื่องนั้น การพูดในเรื่องที่ตัวเองรู้นั้นไม่แปลก แต่การกีดกันผู้อื่นไม่ให้พูดอันนี้ไม่โอเค

เพราะเป็นการขีดอาณาเขตว่าเฉพาะ "ผู้เชี่ยวชาญ" เท่านั้นจึงจะมีอำนาจในการพูดถึงเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เช่น เฉพาะหมอจึงจะมีสิทธิพูดเรื่องความเจ็บป่วย เฉพาะ กกต. จึงจะบอกได้ว่าการเลือกตั้งอย่างไรถูกต้อง และเฉพาะศาลจึงจะมีอำนาจใช้กฎหมายตัดสินชีวิตคน

พวกนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ กับนักพัฒนาก็ชอบทำกันแบบนี้คือเอาความรู้ของตัวเองไปสั่งสอน "ชาวบ้าน" ว่าควรใช้ชีวิตอย่างไร ทั้งที่นั่นมันชีวิตของเขา ที่อยู่มีใต้เงื่อนไขและข้อจำกัดมากมายที่ทำให้เขา "เลือก" ใช้ชีวิตแบบนั้น

"ความรู้" เหมือนเซลล์ในร่างกายที่พร้อมจะเก่า แก่และเสื่อมสลายไปในทุกวินาที สิ่งที่นักเรียนนักศึกษาควรได้รับจากสถาบันวิชาการ คือความตระหนักว่าเรายังมีเรื่องที่ไม่รู้อีกมาก ควรถูกกระตุ้นให้กระหายใคร่รู้ และฝึกฝนทักษะในการค้นคว้าหาความรู้อยู่เสมอ

ผู้เขียนบอกผู้เรียนว่าแค่เดินออกไปจากห้องเรียนวันนี้ สิ่งที่สอนไปเมื่อกี๊ก็ "เก่า" เสียแล้ว ทั้งยังพูดบ่อย ๆ ด้วยว่าคนเป็นอาจารย์ไม่ได้รู้ทุกเรื่อง แต่ได้เปรียบที่อยู่ในโลกมานานจึงได้อ่านได้ฟังมามากกว่าก็แค่นั้น อย่างไรก็ตาม ความรู้ของอาจารย์ก็อาจจะผิด หรือหลงยุคสมัย ดังนั้น อย่าเชื่อให้มาก ถ้านักศึกษาไปค้นเจอสิ่งที่ถูกต้องกว่าก็ให้มาโต้แย้ง

ตามนัยนี้ ผู้สอนหนังสือไม่ใช่ผู้ผูกขาดความถูกต้อง ดีงาม และไม่ได้เก่งกาจเหนือใคร และไม่มีใครเก่งกว่าใครด้วยอำนาจของมาตรวัดเพียงหนึ่งเดียว

ความตระหนักในความไม่รู้ การยอมรับว่ามีการเสื่อมสลายของความรู้เก่า และการเกิดความรู้ใหม่ ๆ อยู่ตลอดเวลา ทำให้อาชีพสอนหนังสือเป็นงานที่โคตรเหนื่อย เพราะต้องกระตุ้นให้ตัวเองอ่าน คิด และติดตาม เรื่องใหม่ ๆ เสมอ ทั้งในและนอกแวดวงวิชาการ

ถ้าหยุดเมื่อไหร่ก็คือโง่ ขนาดไม่หยุดก็ยังไม่ค่อยฉลาดเอาเสียเลย

นี่จึงแปลกใจมาก ๆ ที่อาจารย์บางคนใช้ตำราเล่มเดิมสอนหนังสือมาเป็นสิบ ๆ ปี ถ้าเป็นทฤษฎีพื้นฐานก็คงพอได้ แต่โลกมันก็ไม่ได้นิ่งงันขนาดนั้น ขนาดว่า มาร์กซ์ เวเบอร์ เดอร์ไคม์ ที่เก่านานนับร้อยปียังถูกนำมาอ่านใหม่และถกเถียงกันได้ไม่รู้จักจบสิ้น

นึกถึงคำครูบาอาจารย์ท่านหนึ่งที่เก็บไว้เป่ากระหม่อมตัวเองทุกครั้งที่ขี้เกียจมากมาย "เราแค่รู้ว่าเรารู้อะไร แต่เราไม่รู้หรอกว่าเรายังไม่รู้อะไรอีกบ้าง"

จักรวาลความรู้มันช่างกว้างใหญ่ เราไม่มีทางรู้ว่าขอบเขตมันอยู่ตรงไหน หรือมันอาจไม่มีเลยก็ได้ทั้งความรู้ และจักรวาลนั้น

บล็อกของ อฉร.

อฉร.
หากคนสอนหนังสือมองว่าตนเองเป็นผู้ผูกขาดความรู้และความถูกต้องดีงามทั้งปวงในโลกเสียแล้ว สังคมมันจะบรรลัยได้มากขนาดไหน
อฉร.
เมื่อ "นักศึกษา" ร้องเรียน "อาจารย์" และผู้รับเรื่องร้องเรียนก็เป็น "อาจารย์"
อฉร.
ปัญหาสัตว์จรจัดในมหาวิทยาลัยและสถานที่ราชการดูจะเป็นเรื่องคุ้นตา ไม่ว่าจะเป็นหมา แมว นกพิราบ หรือแม้แต่ตัวเหี้ย