"มหาวิทยาลัยเป็นโลกจำลองของสังคมใหญ่" มิตรสหายท่านหนึ่งกล่าว
การเมืองระดับใหญ่ หรือการเมืองระดับไหนก็ตาม มีเรื่องเหมือนกันอยู่อย่างหนึ่งคือเมื่อผู้มีอำนาจเหนือกว่ากระทำผิด แล้วมีการร้องเรียน ระบบการตรวจสอบ 1) ล่าช้า 2) ห่วย
สังคมไทยไม่ค่อยยอมรับว่า "ความขัดแย้ง" และ "ความผิดพลาด" เป็นเรื่องธรรมดา และปัญหาความผิดปกติเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ แต่จะต้องมีกลไกและกระบวนการตรวจสอบ ถ่วงดุล และ "แก้ไข" ให้ถูกต้อง
กรณีการคัดลอกผลงานที่คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นตัวอย่างที่น่าโมโหและน่าเศร้าไปพร้อม ๆ กัน เพราะฝ่ายอาจารย์ที่ถูกขโมยผลงานทำเรื่องร้องเรียนนานข้ามปี แต่ทางมหาวิทยาลัยไม่มีท่าทีที่จะแก้ไขอย่างจริงจัง ต้องขอปรบมือให้การเพียรต่อสู้อย่างไม่ลดละ และขอชื่นชมคณาจารย์หลายท่านที่ช่วยกันสนับสนุนและอยู่เคียงข้างไม่ให้อาจารย์สุรชัยต้องต่อสู้อย่างโดดเดี่ยว
ย้ำว่าเหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นในสิ่งที่เรียกว่า "มหาวิทยาลัย" ซึ่งเป็นสถาบันที่เชื่อกันว่ามีแต่ผู้อุดมปัญญา และมีหน้าที่บ่มเพาะวิทยาการ และจริยธรรมให้ผู้ที่จะจบออกมาเป็นกำลังสำคัญของชาติ หากมหาวิทยาลัยไม่แสดงบทบาทหน้าที่นี้เสียแล้ว... (ซึ่งก็พบได้มากเสียด้วย) เราจะหวังความถูกต้องเป็นธรรมได้จากสถาบันใดในสังคมได้อีก
ก่อนการร้องเรียน กกต. ที่เป็นเรื่องเป็นราวอยู่ตอนนี้ ที่ทำงานของผู้เขียนมีกรณีนักศึกษาร้องเรียนอาจารย์ผู้สอนหลายครั้งในหลายกรณี ตั้งแต่การล่วงละเมิดทางเพศ การมีพฤติกรรมคุกคามนักศึกษา การแสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมซึ่งคาดว่าอาจเกิดจากความผิดปกติทางจิตและอารมณ์ ไปจนถึงการประเมินเกรดจาก "คะแนนเขย่ง"
สองกรณีหลังเป็นเรื่องที่ผู้เขียนมีส่วนเกี่ยวข้องอยู่มาก ทั้งในฐานะสมาชิกของภาควิชาที่ถูกร้อง และผู้ได้รับฟังปัญหาโดยตรงจากกลุ่มนักศึกษาผู้ร้อง
จัดการเรื่องร้องเรียนแนวใด๋
แน่นอน มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่มีช่องทางให้ร้องเรียนตามหลักธรรมาภิบาล นักศึกษาก็ส่งเรื่องไปตามช่องทางนั้น...ทว่า เรื่องกลับ "เงียบ" นานถึง 50 วัน ถ้ารอต่ออีกสักหน่อยก็คงนิมนต์พระสงฆ์มาทำพิธีครบร้อยวันได้
จะว่าไป...ก็ไม่เชิงเงียบสนิท เพราะคณะกรรมการรับเรื่องร้องเรียนได้แจ้งไปยังภาควิชาที่ถูกร้องทั้งแบบเป็นทางการและไม่เป็นทางการโดยละเอียดในทุกจังหวะก้าว
แต่ไม่เคยสักครั้งที่จะมีกระบวนการทางการเพื่อสอบถามกลุ่มนักศึกษาผู้ร้องเสียก่อนว่าเหตุการณ์เป็นมาอย่างไร คับข้องใจอย่างไร และมีมูลหรือไม่ นัยว่าอ่านข้อความคำร้องเพียง 3-4 บรรทัดก็เข้าใจกระจ่างแจ้ง ??
ถ้าจะเทียบกับ กรณี กกต. ตอนนี้ก็คือ ผู้ที่มีอำนาจหน้าที่ควรรับฟังและเก็บข้อมูลก่อนไหม ว่าประชาชนเขาเห็นความผิดปกติอย่างไรบ้างในการนับคะแนน มีมูลหรือเปล่า มีหลักฐานอะไร ไม่ใช่ปล่อยให้ กกต. ยืนกระต่ายขาเดียวปฏิเสธข้อกล่าวหา แถมยังแจ้งความเอาผิดผู้ร้องเสียอย่างนั้น
คณะกรรมการรับเรื่องร้องเรียนในที่ทำงานผู้เขียน แจ้งให้ภาควิชาที่ถูกร้องทำหนังสือชี้แจง ซึ่งทางนั้นก็ส่งมาแต่ มคอ. คือเกณฑ์การพิจารณาเกรด แต่ไม่ได้บอกว่าผลการเรียนเป็นอย่างไรจึงตัดสินเกรดแบบนั้น แล้วคณะกรรมการฯก็ส่งเอกสารนั้นต่อให้นักศึกษาผู้ร้องทาง "อีเมล์" พร้อมบอกว่าถ้าไม่ตอบภายในวันเวลาที่กำหนดแปลว่าพอใจแล้ว "จบ" เรื่อง
ประเด็นคือ อีเมล์ส่งอย่างไรไม่ทราบ นักศึกษาทั้ง 4 คนไม่เคยได้รับ กระทั่งเวลาล่วงเลยไปคล้ายจะ "จบเห่"
ยังไม่ทันรวบรัดว่าเรื่องยุติ นักศึกษาพากันไปขอดูหลักฐาน จึงพบว่าอีเมล์ต้นทางมีข้อความจากระบบว่าอีเมล์นี้อาจส่งไปไม่ถึงเพราะกล่องข้อความของผู้ส่งเต็มอะไรทำนองนั้น นี่เป็นการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่รับเรื่องร้องเรียนที่รอบคอบรัดกุมแล้วใช่หรือไม่ ? คืออาจส่งอะไรไปส่งเดชโดยไม่ต้องติดตามว่าส่งหนังสือ "ราชการ" สำคัญไปถึงที่หมายแน่นอนแล้วหรือเปล่า
ระหว่างยังไม่ได้ข้อยุติ ผู้ถูกร้องซึ่งเป็น "คณาจารย์" กระทำการข่มขู่ ประจานกลุ่มผู้ร้อง (และใกล้จะคุกคาม) นักศึกษาผู้ร้องหลายครั้ง กลุ่มนักศึกษาจึงทำหนังสือร้องเรียนอีกรอบ ซึ่งก็ควรสอบสวนว่ามีเหตุการณ์ตามคำร้องจริงหรือไม่ ตีความว่าเป็นการ "ข่มขู่" หรือ "ประจาน" ได้หรือเปล่า และจะตีความด้วยมาตรฐานอย่างไรที่ไม่ใช่ "ความคิดเห็นส่วนตัว" ของใครบางคน
เรื่องร้องเรียนส่งไปถึงคณะกรรมการชุดเดิม กระบวนการเป็นอย่างเดิมคือ คณะกรรมการรับร้องเรื่องเรียนประชุมกันเอง แล้วเรียกฝ่ายผู้ถูกร้องมาให้ข้อมูล แถมให้หาพยานมาเองด้วย โดยคณะกรรมการยังไม่ได้สอบถามจากกลุ่มผู้ร้องแม้แต่ครั้งเดียว
ในที่ประชุมของฝ่ายผู้ถูกร้องซึ่งมีแต่คณาจารย์ (รวมทั้งผู้เขียน) มีอาจารย์ท่านหนึ่งเรียกได้ว่า "เดี่ยวไมโครโฟน" ร่ายยาวชักแม่น้ำทั้งห้าและออกอ่าวไทยไปไกล โดยที่ประธานคณะกรรมการแทบไม่ทำหน้าที่ซักถามทวนสอบเลยว่าข้อร้องเรียนแต่ละข้อนั้นเท็จจริงประการใด ประธานจึงเป็นประหนึ่งพิธีกรเชิญคนขึ้นคนลงเวที และบางทีก็ไม่ทันได้เชิญเพราะผู้พูดแย่งไมโครโฟนกันเอง
กระทั่งใกล้หมดเวลาประชุม ประธานจึงเพิ่งเห็นเอกสารแนบของผู้ร้องว่ามีตัวเลข "คะแนนเขย่ง" จึงดูเสียอาการเล็กน้อย นั่นหมายความว่าคณะกรรมการอาจไม่ได้พิจารณาคำร้องและหลักฐานที่ส่งไปหลายวันแล้ว ก่อนที่จะดำเนินการสืบหาข้อมูลเพิ่มเติม การจัดประชุมเพื่อรับฟังข้อมูลจึงดูเป็นเรื่อง "พิธีกรรม" ที่ไม่ได้มีกลยุทธ์ที่มุ่งแก้ไขปัญหาคำร้องอย่างจริงจังใช่หรือไม่
สรุปว่า การ "ให้ข้อมูล" จบลงแต่เพียงแค่นั้นโดยไม่ได้สาระใจความอะไร ไม่มีการตรวจสอบว่าเกิดเหตุการณ์ตามคำร้องจริงหรือเปล่า
วันถัดมามีการเรียกพยาน 5 คนซึ่งเป็นนักศึกษาที่ฝ่ายผู้ถูกร้องคัดเลือกเอง มาให้ข้อมูล โดยมีผู้ที่ไม่ใช่คณะกรรมการรับเรื่องร้องเรียนมานั่งประชุมด้วย (ได้ ?) ผลเป็นอย่างไรไม่ทราบ แต่กระบวนการทั้งหมดนับว่าประหลาด ถ้าเปรียบกับการขึ้นศาลก็คือสอบปากคำเฉพาะฝ่ายจำเลยและพยานจำเลย ...ขณะที่ฝ่ายโจทก์ยังไม่มีโอกาสปริปากบอกเล่าข้อเท็จจริงในฝ่ายตนแม้แต่น้อย
ผลการร้องเรียน (หรือจะว่าไปก็คือการร้องทุกข์) ยังไม่ยุติ แต่หากกระบวนการไม่ถูกต้องตามครรลองตั้งแต่แรก ก็ไม่แน่ใจได้ว่าผลที่เกิดขึ้นมันจะเข้าท่า
เหตุของการร้องเรียนเกี่ยวข้องกับการประเมินงานวิจัยของนักศึกษากลุ่มผู้ถูกร้องเรียน ในหัวข้อการถูกทำให้เป็น "ผู้ไร้เสียง" (the Voiceless) ตอนนี้ กลายเป็นว่ากลุ่มนักศึกษาเหล่านี้กลายเป็น "ผู้ไร้เสียง" เสียเอง หรือว่าควรแนะนำให้เปลี่ยนหัวข้อวิจัยเสียเลย โดยใช้กระบวนการวิจัยเชิง (ถูกทำให้ต้อง) ปฏิบัติการ ในฐานะผู้ไร้เสียงในสถาบันการศึกษา
มาถึงการเมืองระดับชาติก็มีความน่าหงุดหงิดใจไม่ต่างกัน สรุปว่า กกต. จะถูก "ใคร" สอบสวนได้สักทีหรือยัง ว่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ... นี่มันไม่ใช่ครั้งแรกที่การเลือกตั้งไม่ชอบมาพากล แต่ กกต. ก็ "รอด" ทุกครั้งไป แถมยังใช้บรรทัดฐานของตัวเองซึ่งถูกหรือไม่ก็ไม่ทราบ "ฟัน" ผู้สมัคร สส. ไปทั่ว
คำถามคือ เมื่อไหร่ใครจะมาฟัน กกต. เสียที