Skip to main content

บทที่ ความคิดเรื่องเสรีภาพยุคคลาสสิกและยุคสมัยใหม่ (Classical and Modern Ideas of Liberty)

 

การดำรงอยู่ของระบอบการปกครองที่เรียกกันว่า “ประชาธิปไตยเสรี” หรือ “เสรีประชาธิปไตย” ในปัจจุบันนั้น ชวนให้เข้าใจว่า เสรีนิยมและประชาธิปไตยต่างพึ่งพากันและกัน อย่างไรก็ตาม ความจริงคือ ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองสิ่งทั้งสลับซับซ้อนและมิได้มีความต่อเนื่องหรือเหมือนกันแต่อย่างใด การใช้คำทั้งสองโดยทั่วไปนั้น “เสรีนิยม” หมายถึงมโนทัศน์เฉพาะเกี่ยวกับรัฐที่เข้าใจกันว่ามีอำนาจและหน้าที่อย่างจำกัด ฉะนั้น จึงแตกต่างจากทั้งรัฐสมบูรณาญาสิทธิ์และต่างจากสิ่งที่เรียกกันในทุกวันนี้ว่า รัฐสังคม (social state) ขณะที่ “ประชาธิปไตย” หมายถึงหนึ่งในหลายรูปแบบการปกครองที่เป็นไปได้ กล่าวคือเป็นการปกครองที่อำนาจไม่ได้อยู่ในมือใครคนใดคนหนึ่งหรือเพียงคนกลุ่มเดียว ทว่าเป็นของคนทุกคน พูดอีกอย่างก็คืออำนาจอยู่ในมือของคนส่วนใหญ่ ฉะนั้น ประชาธิปไตยจึงแตกต่างจากรูปแบบเผด็จการ(autocratic) เช่น ระบอบกษัตริย์ และ คณาธิปไตย รัฐเสรีนิยมไม่จำเป็นต้องเป็นประชาธิปไตย อันที่จริง มีตัวอย่างทางประวัติศาสตร์ของรัฐเสรีนิยมมากมายที่อยู่ในสังคมที่การมีส่วนร่วมในการปกครองถูกจำกัดและสงวนไว้ให้อยู่ในมือของชนชั้นที่มั่งคั่งร่ำรวยเท่านั้น ขณะที่การปกครองแบบประชาธิปไตยเองก็ไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นในรัฐเสรีนิยม จริงๆ แล้ว รัฐเสรีนิยมคลาสสิกต่างก็กำลังเผชิญวิกฤตอันเป็นผลมาจากการพัฒนาประชาธิปไตยที่ก้าวหน้า ซึ่งติดตามมาจากการขยายสิทธิ์การเลือกตั้งออกไปจนถึงจุดที่การเลือกตั้งกลายเป็นสิ่งสากล

 

ในการเปรียบเทียบความคิดเกี่ยวกับเสรีภาพในยุคสมัยใหม่กับเสรีภาพในยุคโบราณ เบนยาแม็ง กงสต็อง (1767-1830) ได้จัดวางเสรีนิยมให้อยู่ตรงข้ามกับประชาธิปไตย โดยอภิปรายถึงความแตกต่างระหว่างทั้งสองสิ่งไว้อย่างเฉียบแหลมพอสมควรในคำบรรยายอันโด่งดังที่เขาแสดงแก่ราชบัณฑิตยสถานฝรั่งเศส (The Royal Academy) ณ กรุงปารีส ในปี 1818 เริ่มต้นจากการสืบย้อนไปยังประวัติศาสตร์ของความสัมพันธ์อันซับซ้อนและเป็นที่ถกเถียงกันระหว่างข้อเรียกร้องขั้นพื้นฐานที่ได้ให้กำเนิดรูปแบบของรัฐสมัยใหม่ภายในชาติที่มีระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมสูงที่สุด อันได้แก่ ข้อเรียกร้องให้มีการจำกัดอำนาจรัฐด้านหนึ่ง และข้อเรียกร้องให้เกิดการกระจายอำนาจอีกด้านหนึ่ง เขาเขียนไว้ว่า:

 

เป้าหมายของคนในยุคก่อน คือการกระจายอำนาจทางสังคมในหมู่พลเมืองทุกคน และเรียกสิ่งนี้ว่าเสรีภาพ ขณะที่สำหรับคนสมัยใหม่ เป้าหมายอยู่ที่ความมั่นคงในการแสวงหาความสุขสำราญส่วนบุคคล สำหรับพวกเขา เสรีภาพจึงหมายถึงการให้สถาบันต่าง ๆ รับประกันสิทธิในการแสวงหาความสุขเหล่านี้[1]

 

ในฐานะนักเสรีนิยมเต็มขั้น กงสต็องเห็นว่าเป้าหมายทั้งสองประการนี้ไม่อาจลงรอยกันได้ ในที่ที่ทุกคนมีส่วนร่วมโดยตรงกับการตัดสินใจของส่วนรวม ปัจเจกชนย่อมสำคัญน้อยกว่าสิทธิอำนาจของคนทั้งมวลและสูญเสียเสรีภาพในฐานะบุคคลคนหนึ่ง (private person) ไป นี่คือเสรีภาพส่วนบุคคลที่พลเมืองในทุกวันนี้เรียกร้องจากอำนาจมหาชน ด้วยเหตุนี้ เขาจึงสรุปว่า

 

เราในทุกวันนี้ไม่สามารถใช้ประโยชน์จากเสรีภาพของคนในยุคก่อน อันประกอบด้วยการมีส่วนร่วมในอำนาจส่วนรวมอย่างต่อเนื่องและแข็งขัน ตรงกันข้าม เสรีภาพของพวกเราเป็นเรื่องของความเพลิดเพลินในอิสรภาพส่วนบุคคลอย่างสันติสุข[2]

 

กระนั้น แม้กงสต็องจะอ้างถึงคนยุคก่อน แต่ข้อโต้แย้งของเขากลับพุ่งตรงไปยังบุคคลในยุคสมัยไล่เลี่ยกัน นั่นคือ ฌอง-ฌาร์ค รูโซ อันที่จริง ผู้เขียนหนังสือ สัญญาประชาคม (The Social Contract) ซึ่งใช้ประโยชน์มากมายจากความคิดของนักเขียนยุคคลาสสิก เห็นว่า สาธารณรัฐใดก็ตามที่อำนาจอธิปไตยได้รับการสถาปนาขึ้นจากข้อตกลงของคนทั้งมวลโดยเต็มใจ ย่อมเป็นสิ่งที่สมบูรณ์แบบ และ “ผู้ใต้ปกครองก็ไม่จำเป็นต้องได้รับหลักประกันใดๆ เหตุเพราะเป็นไปไม่ได้ที่องค์คณะ (body) จะทำร้ายสมาชิกทุกคนของตนเอง”[3] แน่นอน รูโซไม่เคยใช้ข้อโต้แย้งเรื่องเจตจำนงทั่วไปเพื่อปฏิเสธความจำเป็นของการจำกัดอำนาจรัฐ จึงเป็นเรื่องเข้าใจผิดที่กล่าวหาเขาว่าเป็นบิดาของ “ประชาธิปไตยแบบเผด็จการ” กระนั้น เขายืนยันว่า สัญญาประชาคมสามารถทำให้องคาพยพทางการเมือง (the body politic) มีอำนาจที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาด อีกทั้งยังยืนยันว่า “องค์อธิปัตย์เองไม่อาจล่ามโซ่ตรวนใดๆ ที่ไม่เป็นประโยชน์ ให้กับผู้ใต้ปกครองของตัวเอง”[4] อย่างไรก็ดี เป็นความจริงที่ว่าข้อจำกัดเหล่านี้หาได้มีอยู่ก่อนหน้าที่รัฐจะได้รับการสถาปนาขึ้นมา เช่นเดียวกับทฤษฎีว่าด้วยสิทธิตามธรรมชาติอันเป็นแกนกลางของความคิดที่เป็นฉากหลังของรัฐเสรีนิยม จริงๆ แล้ว ขณะที่รูโซยอมรับว่า “มนุษย์แต่ละคนมอบให้ .. โดยข้อตกลงทางสังคม เพียงส่วนหนึ่งของอำนาจของตน ... ที่มีความสำคัญจนชุมชนต้องเข้ามาควบคุม' แต่เขากลับยังสรุปว่า “เราต้องยอมรับด้วยเช่นกันว่า องค์อธิปัตย์เป็นเพียงผู้เดียวเท่านั้นที่จะชี้ขาดว่าสิ่งใดคือสิ่งสำคัญที่ว่านี้”[5].

 

 

[1] B. Constant, De la liberté des anciens compare à celles des modernes (1818), in Collection complete des ouvrages, Béchet Libraire, Paris 1820, vol. 4, part 7, p. 253.

 

[2] Ibid.

 

[3] J.-J. Rousseau, The Social Contract and Discourses, vol. 1, p. 7, trans. and introd. G.D.H. Cole, London 1973, p. 176.

 

[4] Ibid., p. 186.

 

[5] Ibid.

 

บล็อกของ Apolitical

Apolitical
ผมชื่นชมแนวคิดของลิขซ้ายที่ “ใช้ลิขสิทธิ์ต่อต้านลิขสิทธิ์” มันเป็นกลเม็ดทางกฎหมายที่งดงาม
Apolitical
เทคโบรทั้งหลายที่พยายามอ้างตัวว่าเป็นอิสรเสรีนิยม...ไม่มีใครเลยสักคนในนี้ที่เป็นอิสรเสรีนิยมจริงๆ
Apolitical
โชคร้ายที่การเลือกไม่หาความรู้เกี่ยวกับเรื่องบางเรื่อง ไม่ได้หมายความว่าคนเราจะไม่มีความเห็นใดๆ เกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ
Apolitical
โลกที่มีแต่การเดินหนีและไม่มีวิธีให้ส่งเสียงขัดแย้งกับอิสรภาพที่แท้จริงของมนุษย์
Apolitical
มหาเศรษฐีไม่ได้ “กักตุน” ความมั่งคั่ง...สิ่งที่พวกเขาทำคือการใช้ความมั่งคั่งเหล่านั้นเพื่อควบคุมการจัดสรรทรัพยากรมากกว่า
Apolitical
มีคนกำลังตายอยู่ทุกวัน และจำนวนก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทุกครั้งที่มีใครตัดสินใจไม่ลุกขึ้นสู้
Apolitical
อินเทอร์เน็ตเคยเป็นที่หลบภัยสำหรับพวกเรา เป็นทางหนีที่พาเราไปเจอพื้นที่เล็กๆ ที่เต็มไปด้วยความหมาย และบางครั้งก็พาไปสู่การใช้ชีวิตอย่างมีความหมาย
Apolitical
ปริมาณของเนื้อหาที่สร้างด้วยเอไอกำลังเริ่มท่วมท้นอินเทอร์เน็ต หรือบางทีคำที่เหมาะกว่าคือกำลังทำให้อินเทอร์เน็ตปนเปื้อน (pollute) ปนเปื้อนทั้งผลการค้นหา หน้าเว็บ หน้าฟีด ปนเปื้อนไปทุกหนทุกแห่ง ผมคาดการณ์มาตั้งแต่ปี 2019 ว่า Generative AI จะส่งผลร้าย
Apolitical
เราสูญเสียผู้คนมากเกินไป ก่อนที่เราจะรู้ตัวว่าเราสามารถเลือกเส้นทางที่แตกต่างได้
Apolitical
การผูกขาดเครดิตตามกฎหมายเปิดช่องให้กลุ่มชนชั้นนำผู้มั่งคั่งสามารถจับทรัพยากรทั้งหมดไว้เป็นตัวประกัน จนกว่าจะได้รับค่าไถ่หรือผลตอบแทนที่สูงพอ
Apolitical
ทุนคลาวด์ทำงานตามอัลกอริทึมที่เราฝึกให้รู้จักเรามากพอที่จะเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เราต้องการและขาย[ความต้องการเทียมนี้]ให้กับเราได้โดยไม่ต้องอาศัยตลาด
Apolitical
ธีมใหญ่ของ "tradwife" ไม่ใช่การบอกว่า ตัวเองรักสิ่งที่ตัวเองทำ แต่คือการเน้นย้ำว่า สิ่งเหล่านี้คือหัวใจหรือ "ธรรมชาติ" ของความเป็นผู้หญิง