Skip to main content

บทที่ 3 ขีดจำกัดของอำนาจรัฐ (The Limits of State Power)

 

ถึงตอนนี้ เราได้พูดถึงรัฐที่มีอำนาจจำกัดและการจำกัดอำนาจรัฐโดยทั่ว ๆ ไปกันไปแล้ว ได้เวลาที่ต้องอธิบายให้กระจ่างว่า เรื่องที่ว่านี้ครอบคลุมถึงปัญหา 2 แง่มุมที่มักไม่ได้แยกขาดจากกันอย่างแน่ชัดเสมอไป นั่นคือ ปัญหาว่าด้วยการจำกัด (1) อำนาจ และ (2) บทบาทหน้าที่ ของรัฐ ทฤษฎีเสรีนิยมนั้นรวมสองประเด็นนี้ไว้ด้วยกัน แม้จะพูดถึงอย่างแยกจากกันก็ตามที เสรีนิยมเสนอให้เราจำกัดทั้งอำนาจและบทบาทหน้าที่ของรัฐ ในแง่การจำกัดอำนาจ คนเราทุกวันนี้พูดถึงรัฐที่ให้ความสำคัญกับสิทธิ (right-based state) ขณะที่คำว่า รัฐที่มีบทบาทจำกัด (minimal state) หมายถึงการจำกัดในเชิงบทบาทหน้าที่ แม้ว่าเสรีนิยมจะเข้าใจคำว่า "รัฐ" ว่าเป็นทั้งรัฐที่ให้ความสำคัญกับสิทธิและรัฐที่มีบทบาทจำกัดไปพร้อม ๆ กัน แต่รัฐที่ให้ความสำคัญกับสิทธิที่มีบทบาทไม่จำกัดก็เป็นไปได้ (อย่างเช่นรัฐสังคม (social state) ในปัจจุบัน) เช่นเดียวกับรัฐที่มีบทบาทจำกัด แต่ไม่ได้ให้ความสำคัญเรื่องนี้ (อย่างในกรณี Leviathan ของฮ็อบส์ (Hobbes) ซึ่งรัฐมีลักษณะเสรีนิยมในพื้นที่ทางเศรษฐกิจ แต่ขณะเดียวกัน ก็เป็นรัฐสมบูรณาญาสิทธิทางการเมือง) ในขณะที่รัฐที่ให้ความสำคัญกับสิทธิอยู่ตรงข้ามกับรัฐสมบูรณาญาสิทธิที่ 'อยู่เหนือกฎหมาย' (legibus solutus) รัฐที่มีบทบาทจำกัดก็อยู่ตรงข้ามกับรัฐที่มีบทบาทอย่างเต็มที่ (maximal state) อาจกล่าวได้ว่า การต่อสู้เพื่อปกป้องรัฐที่ให้ความสำคัญกับสิทธิเหนือรัฐสมบูรณาญาสิทธิ และต่อสู้เพื่อปกป้องรัฐที่มีบทบาทจำกัดเหนือรัฐที่มีบทบาทเต็มที่ดำเนินต่อไปในนามของรัฐเสรีนิยมเท่านั้น แม้ว่า แรงผลักดันอันเป็นอิสระ (emancipatory impulse) ทั้งสองจะไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกันทั้งในทางประวัติศาสตร์และในทางปฏิบัติเสมอไป

 

เราเข้าใจกันทั่วไปว่า รัฐที่ให้ความสำคัญกับสิทธิ ก็คือรัฐที่อำนาจมหาชนถูกจำกัดด้วยบรรทัดฐานทั่วไป (กฎพื้นฐานหรือกฎหมายรัฐธรรมนูญ)  และรัฐจะใช้อำนาจได้ภายใต้กรอบโครงของกฎหมายที่กำกับไว้เท่านั้น ในขณะที่พลเมืองก็ได้รับการรับประกันสิทธิในการขอความช่วยเหลือจากกระบวนการยุติธรรมที่เป็นอิสระ เพื่อสร้างหรือป้องกันไม่ให้เกิดการใช้อำนาจในทางที่ผิดหรือล้นเกิน ในแง่นี้ รัฐที่ให้ความสำคัญกับสิทธิ จึงเป็นภาพสะท้อนของทฤษฎีเก่าแก่ที่สืบย้อนกลับไปถึงยุคคลาสสิกและสืบทอดมาสู่ทฤษฎีทางการเมืองในยุคกลาง นั่นก็คือ การเสนอว่า การปกครองโดยกฎหมายนั้นอยู่เหนือกว่าการปกครองโดยมนุษย์ หรือที่กล่าวกันว่า 'กฎหมายเป็นผู้สร้างกษัตริย์' (lex facit regem)[1] แม้กระทั่งในยุคสมบูรณาญาสิทธิเอง ทฤษฎีดังกล่าวก็ยังดำรงอยู่ภายใต้หลักการที่ว่า 'ผู้ปกครองอยู่เหนือกฎหมาย' (princes legibus solutus)[2] อันหมายความว่า ในขณะที่ได้รับการละเว้นจากกฎหมายบ้านเมืองที่เขาตราขึ้นเอง องค์อธิปัตย์กลับยังคงตกอยู่ใต้กฎของพระผู้เป็นเจ้าหรือกฎธรรมชาติ และกฎเกณฑ์ขั้นพื้นฐานของราชอาณาจักรอยู่ดี อย่างไรก็ตาม เมื่อเราพูดถึงรัฐที่ให้ความสำคัญกับสิทธิในบริบทของคำอธิบายรัฐแบบเสรีนิยม เราจำต้องเพิ่มเติมคุณลักษณะอีกประการให้กับมัน นั่นคือ การบัญญัติหลักการพื้นฐาน (constitutional formulation) ของสิทธิตามธรรมชาติขึ้นมา หรือพูดอีกอย่างก็คือ การเปลี่ยนให้สิทธิเหล่านี้ให้กลายเป็นสิทธิที่ได้รับการคุ้มครองโดยกฎหมาย และเป็นสิทธิที่ได้รับการรับรองตามกฎหมายอย่างเหมาะสม ในทฤษฎีเสรีนิยม รัฐที่ให้ความสำคัญกับสิทธิไม่ใช่เพียงรัฐที่อำนาจมหาชนอยู่ใต้กฎทั่วไป (ข้อจำกัดที่เป็นธรรมเนียมปฏิบัติล้วน ๆ) ของประเทศ ทว่าตัวกฎเองยังต้องอยู่ภายใต้ข้อจำกัดสำคัญอันมีที่มาจากการยอมรับในสิทธิขั้นพื้นฐานบางอย่างที่ได้รับการรับรองโดยรัฐธรรมนูญในฐานะหลักการสำคัญอัน 'ล่วงละเมิดมิได้' (เช่นทีบัญญัติไว้ในมาตรที่ 2 ของรัฐธรรมนูญอิตาลี) จากมุมมองเช่นนี้ เราจึงสามารถแยกแยะ รัฐที่ให้ความสำคัญกับสิทธิในความหมายทีลึกซึ้ง ออกจากรัฐที่ให้ความสำคัญกับสิทธิในความหมายที่ตื้นเขิน ซึ่งไม่ได้หมายถึงรัฐที่ปกครองแบบเผด็จการและปกครองด้วยกฎหมายแทนที่จะโดยมนุษย์ ขณะเดียวกันก็ยังแยกแยะ รัฐที่ให้ความสำคัญกับสิทธิที่ตื้นเขินกว่านั้นออกมาได้ อย่างเช่นในมุมมองของเคลเซ่น (Kelsen) ที่เมื่อถูกจำกัดให้เหลือเพียง บทบัญญัติทางกฎหมาย (juridical ordinances) รัฐทุกรัฐสำหรับเขา ก็ล้วนเป็นรัฐที่ให้ความสำคัญกับสิทธิทั้งสิ้น ซึ่งนับเป็นนิยามที่ได้ทำให้รัฐที่ให้ความสำคัญกับสิทธิสูญเสียพลังในการอธิบายทั้งหมดลงไป

 

ในแง่ความหมายที่ลึกซึ้งที่ทฤษฎีเสรีนิยมอ้างถึง รัฐที่ให้ความสำคัญกับสิทธิได้คุณลักษณะที่แน่นอนตายตัว มาจากกลไกทางรัฐธรรมนูญทั้งหมด ที่คอยขัดขวางหรือกีดกั้นการใช้อำนาจอย่างไม่ชอบธรรมและตามอำเภอใจ รวมทั้งยังกีดขวางหรือยับยั้งการใช้อำนาจในทางที่ผิดและละเมิดกฎหมายด้วย ส่วนสำคัญที่สุดของกลไกเหล่านี้ก็คือ (1) การทำให้อำนาจบริหารอยู่ใต้นิติบัญญัติ หรือพูดให้ถูกก็คือ การทำให้รัฐบาลที่ถือครองอำนาจการบริหาร อยู่ใต้รัฐสภาที่เป็นที่มาของอำนาจนิติบัญญัติและอำนาจในการกำหนดทิศทางทางการเมืองในท้ายที่สุด (2) การทำให้รัฐสภามีความพร้อมรับผิดอย่างถึงที่สุดต่อการบังคับใช้อำนาจโดยปกติของตน ภายใต้อำนาจของศาลที่รับผิดชอบต่อแง่มุมทางนิติบัญญัติทั้งปวงตามรัฐธรรมนูญ (3) การให้ความเป็นอิสระเชิงสัมพัทธ์ (relative autonomy) ทั้งในแง่รูปแบบและลำดับชั้น แก่รัฐบาลท้องถิ่นเมื่อเปรียบเทียบกับรัฐบาลกลาง (4) การทำให้ฝ่ายตุลาการเป็นอิสระจากสิทธิอำนาจทางการเมือง (political authority) 

 

 

[1] H. Bracton, De legibus et consuetudinibus Angliae, ed. G.E. Woodbine, Harvard University Press, Cambridge, Mass. 1968, vol. 2, p. 33.

 

[2] Ulpiano, Dig., vol. 1, part 3, p. 31.

 

บล็อกของ Apolitical

Apolitical
ผมใส่ Red Moon ของคิม สแตนลีย์ โรบินสัน (Kim Stanley Robinson) ไว้ในรายการ “อยากอ่าน” (to-read) บน Goodreads มานานแล้ว หลักๆ เป็นเพราะผมเป็นแฟนผลงานอื่นๆ ของเขาและชื่อเรื่องก็ฟังแล้วน่าสนใจมากๆ ด้วย เสียดายที่ผมดันผัดผ่อนไปเรื่อยไม่ได้อ่านจริงๆ สักทีเพราะคำโปรยใน Goodreads แทบไม่บอกเลยว่
Apolitical
อเมริกาฝึกฝนการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์จนชำนาญก่อนที่นาซีจะถือกำเนิดเสียอีก การกำจัดทรัมป์ไม่อาจแก้ปัญหาใดๆ ได้ หากรัฐยังดำรงอยู่ดังเดิม
Apolitical
ทางออกเดียวคือการกระจายอำนาจลงไป และมอบอำนาจบริหารจัดการให้ผู้ที่มีส่วนร่วมผลิตสินค้าหรือบริการจริงๆ หรือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการตัดสินใจนั้นโดยตรง
Apolitical
การพูดว่า “อเมริกาและทุนนิยมเป็นฟาสซิสต์มาตลอด” ทำให้เราสูญเสียความสามารถในการกล่าวถึงความเป็นจริงอย่างมีความหมายและความสามารในการลงมือเปลี่ยนแปลงมัน
Apolitical
“คอมมูนร่วมลงทุน” (venture communism) เป็นแนวทางในการจัดระเบียบฐานทางวัตถุของชีวิต รวมถึงวัตถุเพื่อชุมชนผู้ผลิตแบบเพียร์ทูเพียร์
Apolitical
ภายใต้ระบบทุนนิยมผูกขาด การทำให้สิ่งต่างๆ แย่ลงมักสร้างกำไรได้มากกว่าการทำให้มันดีขึ้น
Apolitical
นักวิชาการจำนวนมากจากสถาบันในโลกตะวันตกสร้างเส้นทางอาชีพของตนโดยมุ่งศึกษาเขตภูมิภาคโลกที่สาม เช่น เมียนมา พร้อมใช้วาทกรรมเรื่อง “การปลดแอกจากอาณานิคม” (decolonization) เพื่อกลบเกลื่อนสิ่งที่แท้จริงแล้วเป็นการสืบต่อทั้งวาทกรรมผู้กอบกู้ผิวขาว (white savior narrative) และวาระของลัทธิล่าอาณานิคม นักว
Apolitical
นี่คือจุดจบของระบบทุนนิยม ไม่ใช่ด้วยเสียงปะทุจากการปฏิวัติ แต่ด้วยเสียงครวญแห่งวิวัฒนาการ ทุนนิยมค่อยๆ ย่องเข้ามาแทนที่ระบบศักดินา จนกระทั่งวันหนึ่งความสัมพันธ์ของมนุษย์จำนวนมากก็ดำเนินไปตามกลไกตลาด แล้วระบบศักดินาก็พลันหายสาบสูญไป ทุกวันนี้ทุนนิยมกำลังเผชิญชะตากรรมเดียวกัน มันกำลังถูกรุกไล่โดยระ
Apolitical
ผู้สนับสนุนรายได้พื้นฐาน (Basic Income) ยกเหตุผลมากมายเพื่อชี้ให้เห็นถึงประโยชน์ของมัน แต่ผมไม่คิดมาก่อนเลยว่า คนอย่างจอห์น สตอสเซล จะเป็นคนที่ให้เหตุผลที่มีน้ำหนักที่สุด (“Universal Bas
Apolitical
คุณจะได้อะไร คำตอบคือ “เขตเสรีพิเศษขนาดย่อมๆ” (Special Little Freedom Zones)
Apolitical
การวิพากษ์แนวคิดเลิกโต (degrowth) โดยฝ่ายซ้าย “อีโคโมเดิร์นนิสต์” และเร่งสภาพการณ์นิยมอย่างลีห์ ฟิลิปส์ (อ่านคำวิจารณ์ของผมได้ที่นี่) และอิสรเสรีนิยมฝ่ายขวาอย่างสตีเฟน กรีนฮัท คล้ายคลึงกันเป็นอย่างมาก ทั้งคู่ต่างแสดงความเกียจคร้านเชิงแนวคิดในระดับสูง ค
Apolitical
ขบวนการเลิกโต (degrowth) ให้ความสำคัญมากกว่ากับการเติบโตในฐานะกระบวนการนำทรัพยากรทางวัตถุมาใช้งาน หรือ “กระบวนการเผาผลาญพลังงานทางสังคม”