Skip to main content

Soak the Rich

การแลกเปลี่ยนว่าด้วยทุน หนี้ และอนาคต (ตอนที่ 1)

โดย เดวิด เกรเบอร์ (David Graeber - G) และ โตมาส์ ปิเก็ตตี้ (Thomas Piketty - P)

 

*บทสนทนานี้เรียบเรียงจากงานเสวนาที่จัดขึ้นโดย École Normale Supérieure ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ดำเนินรายการ [M] โดยโฌเซฟ กงฟาวโรซ์ (Joseph Confavreux) และเฌด แลงด์การ์ (Jade Lindgaard) เรียบเรียงเป็นภาษาฝรั่งเศสโดยเอ็ดวี เปลเนล (Edwy Plenel) แปลเป็นภาษาอังกฤษโดยโดนัลด์ นิโคลสัน-สมิธ (Donald Nicholson-Smith) เผยแพร่ในเว็บไซต์ The Baffler 

 

Capitalism, C. K. Wilde

 

 

M: ดูเหมือนคุณทั้งสองคนต่างคิดว่า ระบบการเงินและเศรษฐกิจโดยทั่ว ๆ ไปกำลังดำเนินไปถึงจุดจบและไม่อาจคงสภาพอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ได้อีกต่อไป อยากให้คุณทั้งสองช่วยอธิบายประเด็นนี้ด้วยครับ

 

P: อย่างน้อยที่สุด ในมุมมองทางเศรษฐศาสตร์เพียงอย่างเดียว ผมไม่แน่ใจว่าเรากำลังยืนอยู่ในจุดที่ระบบทุนนิยมใกล้ล่มสลาย ผมคิดว่ามันขึ้นอยู่กับอะไรหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นปฏิกิริยาทางการเมือง หรือความสามารถของชนชั้นนำในการจูงใจคนที่เหลือให้รับกับสถานการณ์ที่เป็นอยู่ตอนนี้ได้ หากมีเครื่องมือจูงใจที่มีประสิทธิภาพ ก็ไม่มีเหตุผลใดจะอธิบายได้ว่า ทำไมระบบจึงไม่ควรดำเนินต่อไป ผมเองไม่เชื่อว่าปัจจัยทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวจะเร่งให้ระบบล่มสลายเร็วขึ้น

 

คาร์ล มาร์กซ์คิดว่า อัตรากำไรที่หดตัวลงจะทำให้ระบบทุนนิยมล่มสลายลงอย่างเลี่ยงไม่ได้ ในแง่นี้ ผมออกจะมองโลกในแง่ร้ายกว่ามาร์กซ์ เพราะผมเชื่อว่า กระทั่งอัตราตอบแทนต่อทุน (return on capital) ที่คงที่ เช่น ร้อยละ 5 และเศรษฐกิจขยายตัวอย่างสม่ำเสมอ ความมั่งคั่งก็อาจกระจุกตัวโดยที่อัตราการสั่งสมความมั่งคั่งที่ได้รับสืบทอดมา (inherited wealth) จะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ได้

 

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะนำไปสู่การล่มสลายทางเศรษฐกิจโดยตัวมันเอง ฉะนั้น ข้อเสนอของผมจึงแตกต่างจากข้อเสนอของมาร์กซ์และเกรเบอร์ แน่นอนว่าเราทุกคนเห็นกันอยู่ว่า ปัญหาการขยายตัวของหนี้สิน โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา กำลังเกิดขึ้นจริง แต่ขณะเดียวกัน ทุนก็ขยายตัวในระดับที่มากกว่าหนี้สินเช่นกัน

 

ด้วยเหตุนี้ ความมั่งคั่งสุทธิที่เกิดขึ้นจึงมีผลเป็นบวก เพราะทุนได้เติบโตแซงหน้าหนี้สินที่เพิ่มขึ้น ผมไม่ได้กำลังบอกว่านี่เป็นเรื่องดีงามอะไรนะ เพียงแต่กำลังบอกว่า ตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวไม่อาจทำให้เราได้ข้อสรุปว่า ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่นี้จะนำไปสู่การล่มสลายของระบบเศรษฐกิจและการเงิน

 

M: แต่เป็นคุณไม่ใช่หรือที่บอกว่าอัตราความเหลื่อมล้ำเพิ่มสูงเกินทนแล้ว

 

P: ใช่ครับ แต่ก็นั่นหละ กลไกในการจูงใจ หรือปราบปราม หรือผสมผสานทั้งสองวิธีการ ขึ้นอยู่กับว่าเราพูดถึงประเทศไหน อาจทำให้เราทนต่างสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่ได้ ย้อนไปหนึ่งศตวรรษก่อน แม้จะมีการเลือกตั้งที่เป็นสากลแล้ว แต่ชนชั้นนำในประเทศอุตสาหกรรมก็ประสบความสำเร็จในการยับยั้งการเก็บภาษีอัตราก้าวหน้า ต้องรอจนสงครามโลกครั้งที่ 1 เกิดขึ้น ภาษีอัตราก้าวหน้าจึงเกิดขึ้นได้จริง

 

G: แต่คุณคิดหรือเปล่าว่าการที่คนหนึ่งเป็นหนี้ก็คือการที่อีกคนหนึ่งร่ำรวยขึ้นด้วย

 

P: เป็นคำถามที่ดีครับ ผมเองชอบหนังสือของคุณนะ ยังไงก็ตาม ผมมีข้อวิจารณ์เพียงเรื่องเดียวนั่นคือ เราไม่สามารถลดทอนทุนให้กลายเป็นหนี้สินได้ จริงอยู่ครับที่ว่าหนี้สินสำหรับคนกลุ่มหนึ่ง ไม่ว่าจะหนี้สาธารณะหรือส่วนตัว ย่อมหมายถึงการที่คนอีกกลุ่มมีทรัพยากรเพิ่มขึ้นด้วย แต่คุณไม่ได้พูดถึงความแตกต่างที่เป็นไปได้ระหว่างหนี้สินกับทุนโดยตรง คุณเสนอราวกับว่า ประวัติศาสตร์ของทุนแยกไม่ออกจากประวัติศาสตร์ของหนี้สิน ผมคิดว่าคุณพูดถูกนะที่บอกว่า หนี้สินมีบทบาทสำคัญในประวัติศาสตร์มากกว่าที่เราคิดกัน โดยเฉพาะตอนที่คุณปฏิเสธนิทานก่อนนอนของนักเศรษฐศาสตร์เกี่ยวกับการสะสมทุน ระบบแลกเปลี่ยนแบบไม่ใช่เงินตรา (barter) การประดิษฐ์เงินตรา หรืออัตราแลกเปลี่ยน วิธีที่คุณดึงความสนใจของเราด้วยการเน้นย้ำถึงความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจกับการครอบงำที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความสัมพันธ์ของการเป็นหนี้นั้นน่าชื่นชมมาก ๆ แต่ข้อเท็จจริงคือ ทุนยังคงมีประโยชน์ในตัวของมันเอง สิ่งที่เป็นปัญหาคือความเหลื่อมล้ำที่เกิดจากทุน ไม่ใช่ทุนโดยตัวมันเอง และทุกวันนี้ เราก็มีทุนมากขึ้นกว่าแต่ก่อนด้วย

 

G: ผมเองไม่ได้จงใจจะบอกว่าเราสามารถลดทอนทุนให้กลายเป็นหนี้ได้ ตรงกันข้าม นั่นคือสิ่งที่เราทุกคนถูกกรอกหู และผมคิดว่าเป็นหน้าที่ของพวกเราในการเติมเต็มช่องว่างที่คำอธิบายแบบนั้นละเลยไป ไม่ว่าจะในแง่ของประวัติศาสตร์แรงงานที่มีค่าแรง ทุนนิยมอุตสาหกรรม และรูปแบบของทุนในยุคเริ่มแรก ว่าแต่ ทำไมคุณถึงบอกว่าทรัพยากรเพิ่มขึ้นทั้ง ๆ ที่หนี้สินเพิ่มขึ้นด้วย?

 

P: เพราะความมั่งคั่งสุทธิเพิ่มขึ้นไงครับ “ความมั่งคั่ง” หมายถึงทรัพยากรเท่าที่เราสามารถคำนวณได้ และมันเป็นแบบนี้แม้แต่เมื่อเราพิจารณาถึงหนี้สินด้วยก็ตาม

 

G: คุณจะบอกว่า ตอนนี้เรามีความมั่งคั่งต่อหัวมากกว่าเมื่อก่อนงั้นเหรอครับ

 

P: ถูกต้องครับ ดูอย่างเรื่องบ้าน ไม่ใช่แค่เรามีบ้านมากกว่าเมื่อห้าสิบหรือร้อยปีก่อน แต่ในปีการผลิตหนึ่ง ๆ การมีบ้านและหนี้สินสุทธิยังเพิ่มขึ้นด้วย ในส่วน GNP ต่อปี ถ้าลองคำนวณทุนแห่งชาติ (ผลรวมของรายรับจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั้งหมด) เทียบกับหนี้สินส่วนบุคคลและส่วนสาธารณะในประเทศ ๆ หนึ่ง เราจะพบว่า ในประเทศร่ำรวย ทุนจะเพิ่มขึ้นในอัตราสัมพันธ์กับการเติบโตของหนี้สิน การเพิ่มขึ้นของทุนนี้อาจไม่ได้เด่นชัดมากนักในสหรัฐฯ เมื่อเทียบกับที่เกิดขึ้นในยุโรปหรือญี่ปุ่น แต่ยังไงมันก็เกิดขึ้นอยู่ดี ทรัพยากรกำลังเพิ่มขึ้นในอัตราที่เร็วกว่าหนี้สินครับ

 

ภาพ: Capitalism, C. K. Wilde

บล็อกของ Apolitical

Apolitical
ผมใส่ Red Moon ของคิม สแตนลีย์ โรบินสัน (Kim Stanley Robinson) ไว้ในรายการ “อยากอ่าน” (to-read) บน Goodreads มานานแล้ว หลักๆ เป็นเพราะผมเป็นแฟนผลงานอื่นๆ ของเขาและชื่อเรื่องก็ฟังแล้วน่าสนใจมากๆ ด้วย เสียดายที่ผมดันผัดผ่อนไปเรื่อยไม่ได้อ่านจริงๆ สักทีเพราะคำโปรยใน Goodreads แทบไม่บอกเลยว่
Apolitical
อเมริกาฝึกฝนการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์จนชำนาญก่อนที่นาซีจะถือกำเนิดเสียอีก การกำจัดทรัมป์ไม่อาจแก้ปัญหาใดๆ ได้ หากรัฐยังดำรงอยู่ดังเดิม
Apolitical
ทางออกเดียวคือการกระจายอำนาจลงไป และมอบอำนาจบริหารจัดการให้ผู้ที่มีส่วนร่วมผลิตสินค้าหรือบริการจริงๆ หรือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการตัดสินใจนั้นโดยตรง
Apolitical
การพูดว่า “อเมริกาและทุนนิยมเป็นฟาสซิสต์มาตลอด” ทำให้เราสูญเสียความสามารถในการกล่าวถึงความเป็นจริงอย่างมีความหมายและความสามารในการลงมือเปลี่ยนแปลงมัน
Apolitical
“คอมมูนร่วมลงทุน” (venture communism) เป็นแนวทางในการจัดระเบียบฐานทางวัตถุของชีวิต รวมถึงวัตถุเพื่อชุมชนผู้ผลิตแบบเพียร์ทูเพียร์
Apolitical
ภายใต้ระบบทุนนิยมผูกขาด การทำให้สิ่งต่างๆ แย่ลงมักสร้างกำไรได้มากกว่าการทำให้มันดีขึ้น
Apolitical
นักวิชาการจำนวนมากจากสถาบันในโลกตะวันตกสร้างเส้นทางอาชีพของตนโดยมุ่งศึกษาเขตภูมิภาคโลกที่สาม เช่น เมียนมา พร้อมใช้วาทกรรมเรื่อง “การปลดแอกจากอาณานิคม” (decolonization) เพื่อกลบเกลื่อนสิ่งที่แท้จริงแล้วเป็นการสืบต่อทั้งวาทกรรมผู้กอบกู้ผิวขาว (white savior narrative) และวาระของลัทธิล่าอาณานิคม นักว
Apolitical
นี่คือจุดจบของระบบทุนนิยม ไม่ใช่ด้วยเสียงปะทุจากการปฏิวัติ แต่ด้วยเสียงครวญแห่งวิวัฒนาการ ทุนนิยมค่อยๆ ย่องเข้ามาแทนที่ระบบศักดินา จนกระทั่งวันหนึ่งความสัมพันธ์ของมนุษย์จำนวนมากก็ดำเนินไปตามกลไกตลาด แล้วระบบศักดินาก็พลันหายสาบสูญไป ทุกวันนี้ทุนนิยมกำลังเผชิญชะตากรรมเดียวกัน มันกำลังถูกรุกไล่โดยระ
Apolitical
ผู้สนับสนุนรายได้พื้นฐาน (Basic Income) ยกเหตุผลมากมายเพื่อชี้ให้เห็นถึงประโยชน์ของมัน แต่ผมไม่คิดมาก่อนเลยว่า คนอย่างจอห์น สตอสเซล จะเป็นคนที่ให้เหตุผลที่มีน้ำหนักที่สุด (“Universal Bas
Apolitical
คุณจะได้อะไร คำตอบคือ “เขตเสรีพิเศษขนาดย่อมๆ” (Special Little Freedom Zones)
Apolitical
การวิพากษ์แนวคิดเลิกโต (degrowth) โดยฝ่ายซ้าย “อีโคโมเดิร์นนิสต์” และเร่งสภาพการณ์นิยมอย่างลีห์ ฟิลิปส์ (อ่านคำวิจารณ์ของผมได้ที่นี่) และอิสรเสรีนิยมฝ่ายขวาอย่างสตีเฟน กรีนฮัท คล้ายคลึงกันเป็นอย่างมาก ทั้งคู่ต่างแสดงความเกียจคร้านเชิงแนวคิดในระดับสูง ค
Apolitical
ขบวนการเลิกโต (degrowth) ให้ความสำคัญมากกว่ากับการเติบโตในฐานะกระบวนการนำทรัพยากรทางวัตถุมาใช้งาน หรือ “กระบวนการเผาผลาญพลังงานทางสังคม”