Skip to main content

เร็วๆ นี้ เบธ มิตรสหายอนาธิปไตยของผมให้ความเห็นไว้ว่า “ภาพการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่เรามีในหัวนั้นไม่ถูกต้อง” การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ “แทบไม่เคยมีหน้าตาเหมือนกับเหตุการณ์โฮโลคอสต์” ซึ่งเกี่ยวข้องกับการสังหาร “ผู้คนนับพันนับล้านในค่ายกักกัน” แต่มักเกิดจาก “เรือนจำหรือการเนรเทศธรรมดาๆ ที่ถูกจัดการอย่างเลวร้ายจนผู้คนเริ่มเสียชีวิต มันคือการต่อยอด ไม่ใช่การตัดขาด จากการกดขี่ที่เกิดขึ้นเป็นปกติอยู่แล้วในชีวิตประจำวัน

คุณจะสังเกตเห็นได้แน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้ก็เกิดขึ้นภายใต้ระบอบทุนนิยม “ปกติ” เช่นกัน นั่นเพราะว่า แม้จะเป็นภัยคุกคามเฉพาะที่ต้องต่อสู้ด้วยวิธีแตกต่างออกไป แต่ฟาสซิสต์ไม่ได้คิดค้นอะไรใหม่ พวกนั้นแค่หยิบเอาเครื่องมือปราบปรามที่มีอยู่แล้วมาใช้ แล้วก็ลงมือกดขี่อย่างเต็มกำลัง [เน้นโดยผู้เขียน]

น่าเสียดายที่พวกนักเลงคียบอร์ดซ้ายๆ ทั้งหลายไม่สามารถเข้าใจระดับความซับซ้อนของประเด็นนี้ได้ สำหรับคนพวกนี้ ความแตกต่างเล็กๆ น้อยๆ ของคำที่เราใช้เรียกสิ่งต่างๆ กลายเป็นรูปแบบหนึ่งของความยอมจำนนทางอุดมการณ์ [พวกเขามักคิดว่า] หากทุนนิยมตอนปลาย ทุนนิยมการเงิน หรือทุนนิยมแร้งกินซาก (vulture capitalism) เกี่ยวข้องกับการเร่งให้แนวโน้มที่มีอยู่แล้วในทุนนิยมรุนแรงขึ้น เราก็ไม่มีเหตุผลให้ต้องใช้ชื่อเฉพาะอย่างทุนนิยมแร้งกินซาก ใครที่เรียกริชาร์ด สเปนเซอร์กับพรรคพวกว่า “กลุ่มขวาทางเลือก” (alt right) แทนที่จะเรียกตรงๆ ว่า “ฟาสซิสต์” จะถูกกล่าวหาว่าลดทอนความเป็นการเมืองแบบฟาสซิสต์ของคนเหล่านี้ลง และถ้าฟาสซิสต์แบบอเมริกันในปัจจุบันซึ่งเกิดจากขบวนการ MAGA เป็นเพียงการแตกแขนงต่อยอดจากลักษณะที่ปรากฏอยู่เดิมในวัฒนธรรมอเมริกันในระดับหนึ่ง ดังนั้นทุนนิยมอเมริกันและรัฐเสรีนิยมกระฎุมพีก็ต้องเป็นพวกฟาสซิสต์มาโดยตลอด

ปัญหาของการคิดเรื่องภาษาอย่างทื่อๆ เช่นนี้ก็คือ มันทำให้ภาษาในฐานะเครื่องมือคิดวิเคราะห์มีประโยชน์น้อยลง ครั้งหนึ่งมีคนในทวิตเตอร์เคยถามผมว่า การใช้คำว่า “ทุนนิยมแร้งกินซาก” มีประโยชน์อะไร ในเมื่อโมเดลการทำกำไรของทุนนิยมก็ประกอบไปด้วยการสกัดค่าเช่า และการทำลายมูลค่าหรือการขัดขวางการสร้างมูลค่ามาแต่ไหนแต่ไรแล้ว คำตอบของผมคือ ภายใต้ทุนนิยมแร้งกินซากหรือทุนนิยมการเงิน การขายปลดทรัพย์ (asset stripping) และการทำให้สินค้าบริการห่วยลง (enshittification) อันเป็นแหล่งสร้างกำไรหลัก ได้ทวีปริมาณขึ้นจนในเชิงคุณภาพแล้วเรียกได้ว่ามันเป็นระยะใหม่ของทุนนิยม [เน้นโดยผู้แปล] คนคนนั้นถามต่อว่า แต่ถ้านี่คือพัฒนาการระยะสุดท้ายของทุนนิยมซึ่งไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้ การตั้งชื่อเฉพาะให้มันจะมีประโยชน์อะไรเพราะระยะสุดท้ายที่ว่าก็คือระยะสุดท้ายของตัว “ทุนนิยม” เอง ผมตอบไปว่า ถ้าคิดแบบนี้ เราก็ไม่ควรต้องมีชื่อเฉพาะไว้เรียกเด็กทารกหรือคนแก่เหมือนกัน เพราะทั้งหมดก็เป็นแค่ขั้นตอนหนึ่งของวัฏจักรชีวิตของมนุษย์ แต่การทำแบบนั้นย่อมจะทำให้ภาษามีประโยชน์น้อยลงด้วยในการบรรยายชีวิตของมนุษย์

ทำนองเดียวกัน ถ้าคุณเรียกกลุ่มขวาทางเลือกว่า “ฟาสซิสต์” โดยไม่ได้แยกแยะความแตกต่างอะไรให้ชัดเจน คุณก็จะขาดเครื่องมือทางความคิดในการจัดการกับลักษณะเด่นที่ไม่เหมือนใครของอุดมการณ์ฟาสซิสต์รูปแบบเฉพาะ ซึ่งถือกำเนิดขึ้นมาในโลกโซเชียลมีเดียในทศวรรษ 2000 ภายใต้อิทธิพลของวัฒนธรรมปฏิกิริยาใหม่และวัฒนธรรมเกม ดังตัวอย่างของริชาร์ด สเปนเซอร์ หรือ GamerGate

ย้อนกลับมาที่ตัวอย่างต้นเรื่องของเรา [ถ้าเรามองว่า]ฟาสซิสต์แบบทรัมป์ (Trumpian fascism) เป็นเพียงการแตกแขนงต่อยอดมาจากแนวโน้มแบบอำนาจนิยมอันเสื่อมทรามที่มีอยู่แต่เดิมในวัฒนธรรมอเมริกัน เราก็จะไม่สามารถจำแนกระดับของความอำนาจนิยมซึ่งถือกำเนิดขึ้นตั้งแต่ขบวนการทีปาร์ตี้และมาบรรจบที่ทรัมป์ ออกจากระดับของความอำนาจนิยมที่เคยมีอยู่ในประวัติศาสตร์อเมริกันก่อนหน้านี้ได้เลย ถ้าเราคิดทื่อๆ แค่ว่า “อเมริกาเป็นฟาสซิสต์มาโดยตลอด”เราจะใช้แนวคิดอะไรมาอธิบายรัฐบาลที่ทั้งฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติตั้งอยู่บนมุมมองแบบชมิทท์ และกลายเป็นคัมภีร์ชี้ทางให้คนอย่างออร์บาน, เออร์โดกัน และปูติน ในการพยายามทำลายความเป็นอิสระของศาลและองค์กรภาคประชาสังคมทั้งหมดอย่างเป็นระบบ ดังที่เบธโต้แย้งไปข้างต้น พวกฟาสซิสต์ใช้งานเครื่องมือแบบอำนาจนิยมที่มีอยู่แล้วในสังคม แต่ระดับของความเข้มข้นรุนแรงแตกต่างจากเดิมมาก

การเน้นย้ำถึงภัยฟาสซิสต์ที่เติบโตอย่างโดดเด่นในปัจจุบัน ไม่ได้หมายความว่ามันเป็นแค่การแตกหน่อต่อขยายมาจากกระแสอำนาจนิยม ปิตาธิปไตย และลัทธิเหยียดเชื้อชาติอย่างเข้มข้น ซึ่งดำรงอยู่ตลอดประวัติศาสตร์ของประเทศเรา ตรงกันข้าม ข้อเท็จจริงที่ว่าลัทธิอำนาจนิยมระดับใหม่นี้เติบโตมาจากวัฒนธรรมอเมริกันเดิมทำให้เห็นได้ชัดเจนว่าเราไม่อาจย้อนกลับไปสู่สภาพเดิมก่อนการเปลี่ยนแปลงได้อีกต่อไป เมื่อลัทธิทรัมป์พ่ายแพ้ เราจะไม่มีวันกลับไปสู่ “ภาวะปกติ” ได้อีก เราจำเป็นต้องสานต่องานของการก่อสร้างฟื้นฟูใหม่ (Reconstruction) ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นเลยจนกระทั่งหลังสงครามกลางเมือง และสิ้นสุดลงก่อนที่จะได้เริ่มอย่างจริงๆ จังๆ ในช่วงการทรยศครั้งใหญ่ (Great Betrayal) ในปี 1877 เราต้องเผชิญหน้ากับวัฒนธรรมทางเศรษฐกิจ สังคม การเมืองที่เป็นพิษในสังคมของเรา ต้องเผชิญหน้ากับความอยุติธรรมเชิงโครงสร้างในระดับที่ใหญ่โตยิ่งกว่าการกวาดล้างนาซีในเยอรมนียุคหลังสงครามเพื่อให้แน่ใจว่าสิ่งเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นอีกในอนาคต

ดูเหมือนจะมีจุดร่วมที่อาจไม่ใช่เรื่องบังเอิญระหว่างนักเลงคียบอร์ดที่คอยพูดว่า “อเมริกา/ทุนนิยมเป็นฟาสซิสต์มาโดยตลอด” กับฝ่ายซ้ายหนุนเผด็จการ (tankie) สักแต่ต้านอเมริกา (campist) และพูดจาด่ากราด (Dirtbag) เช่นคนอย่างกรีนวาลด์, ดอร์ และทาอิบบี ซึ่งจริงๆ แล้วเกลียดเสรีนิยมและพวกสายกลางยิ่งกว่าที่เกลียดพวกฟาสซิสต์ คนกลุ่มนี้มีอะไรหลายอย่างที่คล้ายคลึงกับสตาลินยุคที่สาม (Third Period Stalin) ที่ออกมาโจมตีพรรคประชาธิปไตยสังคมนิยมว่าเป็น “ฟาสซิสต์สังคมนิยม” และสั่งห้ามไม่ให้พรรคคอมมิวนิสต์จับมือเป็นแนวร่วมกับพรรคดังกล่าว สิ่งนี้ส่งผลให้พรรคนาซี[ของเยอรมนี] ก้าวสู่อำนาจได้สะดวกขึ้น พร้อมทั้งผลักผู้ที่อาจจะเป็นแนวร่วมออกไปอีกเป็นจำนวนมาก 

ที่จริงแล้ว แม้คนกลุ่มนี้จะพูดว่า “อเมริกาเป็นฟาสซิสต์มาโดยตลอด” และ “พวกเสรีนิยมก็คือฟาสซิสต์” แต่พวกเขามักลงเอยด้วยการปฏิเสธว่าพวกฟาสซิสต์ตัวจริงเสียจริงไม่ใช่ฟาสซิสต์เสียอย่างนั้น นั่นจึงเป็นที่มาของความเกลียดชังเป็นพิเศษต่อ “พวกเสรีนิยมงี่เง่า” (shitlibs) และ “ชนชั้นผู้จัดการ-วิชาชีพ” (professional-managerial class) จนถึงขั้นที่พยายามเอาชนะคนกลุ่มนี้ด้วยข้อถกเถียงแบบฝ่ายขวา (เช่นหาว่าเป็นพวก “เกลียดทรัมป์จนเป็นบ้า” หรือ “หมกมุ่นกับคดี Russiagate จนเว่อไป”) เราเห็นสิ่งนี้ได้จากการพยายามแย่งกันไปเป็นแขกรับเชิญในรายการของทัคเกอร์ คาร์ลสัน จากการที่คนอย่างแมตต์ ทาอิบบี อาสาไปช่วยทำข่าว “Twitter files” ให้อีลอน มัสก์ ภายใต้ฉากหน้าความเป็นซ้าย แท้ที่จริงพวกเขากลับเป็นมิตรกับฟาสซิสม์เสียมากกว่า

ผลกระทบในทางปฏิบัติของการพูดว่า “อเมริกาเป็นฟาสซิสต์มาโดยตลอด” “ทุนนิยมเป็นฟาสซิสต์มาโดยตลอด” ก็ไม่ต่างอะไรจากพจนานุกรมฉบับที่สิบเอ็ดของ Newspeak ใน 1984 นั่นคือ มันทำให้เราสูญเสียความสามารถในการกล่าวถึงความเป็นจริงอย่างมีความหมาย หรือความสามารถในการลงมือเปลี่ยนมัน

แปลจาก When Owning the Libs Trumps Fighting Fascism | C4SS | เผยแพร่ครั้งแรกใน https://c4ss.org/content/60820

บล็อกของ Apolitical

Apolitical
ผมชื่นชมแนวคิดของลิขซ้ายที่ “ใช้ลิขสิทธิ์ต่อต้านลิขสิทธิ์” มันเป็นกลเม็ดทางกฎหมายที่งดงาม
Apolitical
เทคโบรทั้งหลายที่พยายามอ้างตัวว่าเป็นอิสรเสรีนิยม...ไม่มีใครเลยสักคนในนี้ที่เป็นอิสรเสรีนิยมจริงๆ
Apolitical
โชคร้ายที่การเลือกไม่หาความรู้เกี่ยวกับเรื่องบางเรื่อง ไม่ได้หมายความว่าคนเราจะไม่มีความเห็นใดๆ เกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ
Apolitical
โลกที่มีแต่การเดินหนีและไม่มีวิธีให้ส่งเสียงขัดแย้งกับอิสรภาพที่แท้จริงของมนุษย์
Apolitical
มหาเศรษฐีไม่ได้ “กักตุน” ความมั่งคั่ง...สิ่งที่พวกเขาทำคือการใช้ความมั่งคั่งเหล่านั้นเพื่อควบคุมการจัดสรรทรัพยากรมากกว่า
Apolitical
มีคนกำลังตายอยู่ทุกวัน และจำนวนก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทุกครั้งที่มีใครตัดสินใจไม่ลุกขึ้นสู้
Apolitical
อินเทอร์เน็ตเคยเป็นที่หลบภัยสำหรับพวกเรา เป็นทางหนีที่พาเราไปเจอพื้นที่เล็กๆ ที่เต็มไปด้วยความหมาย และบางครั้งก็พาไปสู่การใช้ชีวิตอย่างมีความหมาย
Apolitical
ปริมาณของเนื้อหาที่สร้างด้วยเอไอกำลังเริ่มท่วมท้นอินเทอร์เน็ต หรือบางทีคำที่เหมาะกว่าคือกำลังทำให้อินเทอร์เน็ตปนเปื้อน (pollute) ปนเปื้อนทั้งผลการค้นหา หน้าเว็บ หน้าฟีด ปนเปื้อนไปทุกหนทุกแห่ง ผมคาดการณ์มาตั้งแต่ปี 2019 ว่า Generative AI จะส่งผลร้าย
Apolitical
เราสูญเสียผู้คนมากเกินไป ก่อนที่เราจะรู้ตัวว่าเราสามารถเลือกเส้นทางที่แตกต่างได้
Apolitical
การผูกขาดเครดิตตามกฎหมายเปิดช่องให้กลุ่มชนชั้นนำผู้มั่งคั่งสามารถจับทรัพยากรทั้งหมดไว้เป็นตัวประกัน จนกว่าจะได้รับค่าไถ่หรือผลตอบแทนที่สูงพอ
Apolitical
ทุนคลาวด์ทำงานตามอัลกอริทึมที่เราฝึกให้รู้จักเรามากพอที่จะเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เราต้องการและขาย[ความต้องการเทียมนี้]ให้กับเราได้โดยไม่ต้องอาศัยตลาด
Apolitical
ธีมใหญ่ของ "tradwife" ไม่ใช่การบอกว่า ตัวเองรักสิ่งที่ตัวเองทำ แต่คือการเน้นย้ำว่า สิ่งเหล่านี้คือหัวใจหรือ "ธรรมชาติ" ของความเป็นผู้หญิง