การสังหารหมู่นักศึกษาเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม ปี 2519 เป็นเหตุการณ์ที่น่าสะเทือนใจมากซึ่งน่าจะเป็นเรื่อง"ไทยฆ่าไทย" ครั้งสุดท้ายโดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันที่สงครามเย็นได้สิ้นสุดไปและคนไทยน่าจะมีความรู้เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนดีกว่าเมื่อหลายสิบปีก่อน แต่การสังหารหมู่ประชาชนกลางเมืองหลวงเมื่อหลายปีก่อน ทำให้ผมคิดว่าปัจจัยที่ทำให้เหตุการณ์การสังหารผู้บริสุทธิ์เช่นนี้เกิดขึ้นได้เรื่อยๆ ในอนาคตมีหลายปัจจัย แม้ว่าจะมีงานรำลึกถึงอยู่ทุกปีในสถานที่ศึกษาต่างๆ
ปัจจัยแรกคือวัฒนธรรมแบบไทยๆ (รวมไปถึงประเทศโลกที่ 3) ที่ไม่มีใครต้องรับผิด (Culture of Impunity) คือรัฐสามารถเข่นฆ่าประชาชนได้เรื่อยๆ หากประชาชนกลุ่มนั้นถูกตราหน้าว่าเป็นศัตรูแห่งรัฐอย่างเช่นเป็นคอมมิวนิสต์ โดยที่ผู้ฆ่าหรือใช้ความรุนแรงมีความภูมิใจว่าสามารถรักษาชาติบ้านเมืองได้โดยไม่ต้องพบกับการถูกลงโทษ ในยุคหลังมีงานวิจัยพบว่าผู้สังหารนักศึกษาในวันที่ 6 กลับรู้สึกอับอายและปิดบังบทบาทของตนเพื่อรอเวลาให้เหตุการณ์นี้ต้องจางหายไปจากความทรงจำรวมหมู่ของสังคมไทยหรืออย่างน้อยจนกว่าตัวเองจะตาย แต่นั้นก็ไม่ใช่ปัญหาอะไรสำหรับผู้ที่จะเป็นนักสังหารในอนาคตตราบใดที่พวกเขาทราบว่าหากมี "แบ็คดี" ตนก็ไม่ต้องถูกจับดำเนินคดี หรืออีกอย่างหนึ่งคือผู้เขาจะต้องถูกรัฐปลูกฝังให้สังหารศัตรูโดยปราศจากการลังเลสงสัยแม้แต่เสี้ยวเดียวอันเกิดจากปัจจัยที่ 2
ปัจจัยที่ 2 คืออุดมการณ์อันเกิดจากความรู้สึกแบบแบ่งขาวกับดำ หรือ ธรรมะกับอธรรม โดยที่รัฐจารีตนิยมกษัตริย์นิยมจะเป็นฝ่ายธรรมะที่ต้องกำจัดอธรรมโดยใช้ความรุนแรงที่ศาสนาพุทธซึ่งที่จริงแล้วต่อต้านความรุนแรงแต่สามารถอะลุ่มอล่วยได้บางกรณี (หรือว่าตามจริงศาสนาพุทธแบบไทยๆ คือการเลือกเอาหลักคำสอนบางอย่างของพระพุทธเจ้ามาปรับใช้กับตัวเองเสียมากกว่า) ดังคำพูดของพระกิตติวุฑโฒที่ว่า "ฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป" ในขณะที่ความรู้สึกร่วมกันของคนไทยจำนวนมากในยุคนั้น มองเหมือนกับที่พวกขวาจัดปลุกระดมไปว่านักศึกษาเป็นคอมมิวนิสต์ เป็นสายลับเวียดนามปลอมตัวมาหรืออย่างน้อยที่สุดก็เหมือนกับเป็นเด็กเว้นที่ซุกซนได้ใจตั้งแต่ได้รับชัยชนะเมื่อ 14 ตุลาคม ต้องใช้ความรุนแรงเข้าจัดการ โดยความคิดดังกล่าวยังคงอยู่จนถึงปัจจุบัน
ปัจจัยที่ 3 คือความพยายามของรัฐที่พยายามหลีกเลี่ยงการกล่าวถึงเหตุการณ์ 6 ตุลาคม เช่นไม่ยอมกำหนดให้เป็นวันสำคัญหรือวันหยุดแห่งชาติ อันมีชะตากรรมเดียวกับเหตุการณ์อื่นเช่น 24 มิถุนายน 2475 หรือ 14 ตุลาคม 2516 นอกจากนี้เหตุการณ์ 6 ตุลายังปราศจากอนุสาวรีย์ ซึ่งแย่ยิ่งกว่าเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ที่ยังมีอนุสาวรีย์แถว 4 แยกคอกวัว (กระนั้นอนุสาวรีย์ดังกล่าวก็ไม่ค่อยมีความศักดิ์สิทธิ์เท่าไรนัก เพราะขาดการสนับสนุนของรัฐและไม่สอดคล้องกับความเชื่อแบบพุทธพราหมณ์ไสยแบบไทยๆ) งานรำลึกถึงถูกจัดโดยกลุ่มคนเล็กๆ หรือในแวดวงปัญญาชน และมักถูกนำเสนอผ่านสื่อกระแสหลักอย่างจำกัด ยกเว้นหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ซึ่งปีนี้นำเสนออย่างต่อเนื่อง แต่เป็นเรื่องตลกร้ายว่าหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษฉบับนี้ก็ถูกกล่าวหามีส่วนในการป้ายสีบรรดานักศึกษาด้วย
ปัจจัยที่ 4 ถึงแม้นักศึกษาที่ทั้งเสียชีวิตและรอดชีวิตมาได้จะเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไปว่าไม่ได้เป็นคอมมิวนิสต์หรือไม่ได้เป็นภัยต่อสถาบันหลักของชาติ (สมมติว่าถ้าพวกเขาเป็นคอมมิวนิสต์จริงๆ รัฐบาลจะสามารถหลีกเลี่ยงโดยการเพียงแค่จับกุมและดำเนินคดีทางกฎหมายได้หรือไม่) หากเพียงเพราะพวกเขาเรียกร้องให้ดำเนินคดีกับจอมพลถนอม กิตติขจร แต่พวกเขาก็ไม่สามารถถูกผนวกเข้ากับโครงเรื่องของการเป็นวีรบุรุษแห่งชาติดังที่ลัทธิชาตินิยมของไทยได้เพียรผลิตซ้ำให้กับประชาชน เพราะวีรบุรุษแห่งชาติไม่ว่ากษัตริย์หรือสามัญชนคือนักสู้เพื่อชาติ แต่สิ่งที่นักศึกษาเรียกร้องก็คือประชาธิปไตยกับความยุติธรรม ซึ่งมักถูกรัฐไทยจัดให้เป็นสิ่งที่ถูกสร้างโดยตะวันตก (ถึงแม้"ชาติ"ก็เป็นสิ่งประดิษฐ์ของตะวันตกเหมือนกัน) ดังนั้นโครงเรื่อง 6 ตุลาคมจึงไม่สามารถสร้างความประทับใจให้กับคนในวงกว้างได้เหมือนกับโครงเรื่องปลุกใจชาตินิยมตามสื่อต่างๆ เสมอมา อันทำให้เหตุการณ์ 6 ตุลาคมถูกละเลยและไม่สามารถเป็นตัวอย่างให้กับคนรุ่นใหม่ได้มากเท่าที่ควร
ปัจจัยที่ 5 คือการศึกษาซึ่งหนังสือเรียนสังคมไม่ได้มีการกล่าวถึงเหตุการณ์อย่างชัดเจนนัก ด้วยปัจจัยที่ 4 เพราะโครงเรื่อง 6 ตุลาคมไม่สามารถถูกผนวกเข้ากับลัทธิชาตินิยมได้อย่างที่หนังสือเรียนมีความถนัดในการเผยแพร่นัก อีกทั้งหนังสือพยายามบิดเบือนไปว่าเป็นความเข้าใจผิดของเจ้าหน้าที่บ้านเมืองแทนที่จะชี้แจงให้เห็นถึงสาเหตุอันแท้จริง รวมถึงพยายามปกปิดตัวตนของผู้อยู่เบื้องหลังการเข่นฆ่านักศึกษา (แต่ลองมานึกถึงความเป็นไปได้ว่าผู้จัดทำตำราเรียนถึงแม้จะทราบแต่ก็ทำไม่ได้เพราะนั้นหมายถึงอนาคตของพวกเขา) แม้แต่นักศึกษาประวัติศาสตร์และรัฐศาสตร์ในมหาวิทยาลัยโดยมากดูเหมือนจะไม่ใส่ใจเหตุการณ์นี้เท่าไรนัก สาเหตุเพราะสื่อจำนวนมากที่พวกเขาเสพอยู่ทุกวันก็ได้นำเสนอการสังหารหมู่กันในประวัติศาสตร์ของมนุษย์จนถึงปัจจุบัน (อย่างเช่นกรณีซีเรีย) อันทำให้เกิดการด้านชาทางความรู้สึก กระนั้นคนไทยก็ยังไม่อาจเข้าใจอะไรเกี่ยวกับสังหารหมู่ซึ่งอาจจะเกิดอีกในอนาคตก็ได้
และปัจจัยที่ 6 คือเหตุการณ์เช่นความวุ่นวายทางการเมืองในแต่ละยุคสามารถเกิดขึ้นได้โดยมีลักษณะเฉพาะตนอันทำให้พยากรณ์ได้ยากว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไร และอย่างไร จะป้องกันอย่างไร ดังเช่นการประท้วงของเสื้อแดงที่ราชประสงค์เมื่อปี 2553 ซึ่งไม่อาจมีคนทำนายได้ว่าจะนำไปสู่การสังหารหมู่แบบ 6 ตุลาคม เช่นเดียวกับรูปแบบการฆ่าและโฉมหน้าของผู้ฆ่าก็แตกต่างกัน กระนั้นเป็นที่น่าสนใจว่าสังคมที่ไม่เป็นประชาธิปไตยหรือเป็นเผด็จการแบบซ่อนเร้น ซึ่งรัฐและประชาชนส่วนใหญ่มักมองข้ามเรื่องสิทธิมนุษยชนหรือการยอมรับความคิดของผู้เห็นต่าง สามารถก่อให้เกิดการสังหารหมู่เช่นนี้ได้ง่ายกว่าสังคมที่เป็นประชาธิปไตยดังเช่นเหตุการณ์การสังหารหมู่ประชาชนกลางกรุงเทพฯ ดังที่ว่านี้และในอนาคตที่กำลังจะมาถึงนี้
บล็อกของ อรรถสิทธิ์ เมืองอินทร์
อรรถสิทธิ์ เมืองอินทร์
ช่วงนี้หลายประเทศได้ทำการเฉลิมฉลองเนื่องในวาระครบรอบการสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 คือเมื่อ 75 ปีที่แล้ว (ปี พ.ศ.1945 หรือ พ.ศ.2488) ประเทศที่ได้รับชัยชนะอย่างเช่นสหรัฐอเมริกาและพันธมิต
อรรถสิทธิ์ เมืองอินทร์
I remember reading the interview by the last promoter of คณะราษฏร (People's Party or PP) from the Sarakandee magazine ,probably a decade ago.At that time he was ageing , frail ,but still p
อรรถสิทธิ์ เมืองอินทร์
n the future of disruptive world,if I am able to make the documentary film about Sergeant Major Chakaphan Thomma who committed the worst Mass shooting in Thai history , what will the t
อรรถสิทธิ์ เมืองอินทร์
Puzzling that it may seem when Thai authority chose the day king Naresuan reputedly fought with Hongsawadee's viceroy on the elephants as the Army Day.This is because, on that glorious
อรรถสิทธิ์ เมืองอินทร์
เห็นกระแสแปนิคเมื่อหลายวันก่อน ทำให้นึกได้ว่าชาวโลกมีการคาดหมายหรือหวาดกลัวมานานแล้วว่าจะเกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 เริ่มได้ตั้งแต่ยุติสงครามโลกครั้งที่ 2 มาหมาดๆ นั่นคือการกลายเป็นศัตรูระหว่างสหรัฐฯ กับสหภาพโซเวียตซึ่งเคยเป็นพันธมิตรกันแบบหลวมๆ ในการต่อสู้กับฝ่ายอักษะ การสิ้นสุดของสงครามได้ทำให้ฝ่า
อรรถสิทธิ์ เมืองอินทร์
นตำราเรียนมักบอกว่าหลังสิ้นสุดสงครามเย็นและการล่มสลายของสหภาพโซเวียตในปี 1991 มีประเทศที่ยังเป็นคอมมิวนิสต์เหลืออยู่เพียง 5 ประเทศคือจีน เวียดนาม ลาว คิวบาว และเกาหลีเหนือ (ตลกดีมีคนที
อรรถสิทธิ์ เมืองอินทร์
เมื่อวันที่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมาป็นวันครบรอบ 70 ปีของการก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งมีการเฉลิมฉลองครั้งยิ่งใหญ่ของรัฐบาลจีนไปพร้อมกับการประท้วงของชาวฮ่องกงซึ่งมุ่งมั่นท้าทายรัฐบ
อรรถสิทธิ์ เมืองอินทร์
"...All right, Mr. DeMille, I'm ready for my close-up."
อรรถสิทธิ์ เมืองอินทร์
หากใครมาดูหนังเรื่อง Wild Strawberries แล้วเคยประทับใจกับหนังเรื่อง About Schmidt (2002) ที่ Jack Nicholson แสดงเป็นพ่อหม้ายชราที่ต้องเดินทางไปกับรถตู้ขนาดใหญ่เพื่อไปงานแต่งงานของลูกสาวและได้ค้นสัจธรรมอะไรบางอย่างของชีวิตมาก่อน ก็จะพบว่าทั้งสองเ
อรรถสิทธิ์ เมืองอินทร์
Throne of Blood (1957) หรือ"บัลลังก์เลือด" เป็นภาพยนตร์ขาวดำของยอดผู้กำกับภาพยนตร์ญี่ปุ่นคืออาคิระ คุโรซาวา ที่ทางตะวันตกยกย่องมาก เกือบจะไม่แพ้ Seven Samurai หรือ Rashomon เลยก็ว่าได้ ลักษณะเด่นของมันก็คือการดัดแปลงมาจาก Macbeth