หมาแก่อันตราย : สังคมไทยบนปลายกระบอกปืน

             ท่ามกลางความวุ่นวายในช่วงสามสัปดาห์ที่ผ่านมาทั้งในรัฐสภา ทั้งบนท้องถนน เราได้เห็นภาพที่ไม่น่าเชื่อปรากฏขึ้นต่อสายตาของใครหลายคน ภาพเหล่านั้นทำให้ใครหลายคนต่างเริ่มรู้สึกเบื่อหน่ายกับระบอบที่ถูกเรียกประชาธิปไตยว่า ช่างไม่มีความสงบสุขเลยแม้แต่น้อย หลายคนถึงสิ้นหวังกับระบบนี้และคิดว่า ควรได้เวลาเปลี่ยนแปลงมันเสียทีแต่ว่า คำถามคือ ควรจะเปลี่ยนแปลงมันไปในทางใดกัน นั้นคือสิ่งที่หลายคนที่เบื่อหน่ายเองก็ไม่รู้คำตอบนั้นราวไร้ทางออกลงไปทุกที

 

หากเปรียบแล้วมันคงถูกเรียกว่า ภาวะสุดทาง นั้นเอง
 
 
แน่นอนว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ทำให้ผมนึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในหนังเรื่องหนึ่งที่หลายคนพลาดที่จะชมภาพยนตร์เรื่องนี้ไปแบบน่าเสียดายในช่วงที่หนังเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ จนกระทั่งหนังออกแผ่นมาให้ชมถึงที่บ้านก่อนที่เราจะได้พบว่า นี่คือหนึ่งในหนังที่ดีที่สุดของผู้กำกับยุทธเลิศ ซึ่งฝีมือการทำหนังไม่ค่อยเสถียรสักเท่าไหร่ เพียงแต่สิ่งที่โดดเด่นของเขายังคงอยู่เสมอนั้นก็คือการเล่าเรื่องของคนตัวเล็กๆ ชายขอบของสังคมไทยควบคู่ไปด้วยการตีประเด็นใหญ่ๆของสังคมไปด้วย ไล่มาจากมือปืนในมือปืนโลกพระจัน, คนไทยในต่างแดน,ผีสาวในบุปผาราตรี,กระเทย คนงานพม่าในโกยเถอะเกย์ และอีกมากมายที่ล้วนแล้วแต่เป็นเหมือนชิ้นส่วนของกระจกที่สะท้อนให้เห็นภาพของสังคมไทยได้อย่างไม่น่าเชื่อ และเขาก็กลับมาตั้งคำถามเกี่ยวกับคนชายขอบอีกครั้งกับการหยิบหนังมือปืนที่สร้างชื่อให้ออกมาซอยเป็นสามภาคที่เล่าเรื่องคู่ขนานกันไป โดยที่ออกฉายก่อนคือ มือปืนดาวพระเสาร์ และ มือปืนดาวพระศุกร์หรือหมาแก่อันตรายนั้นเอง และคราวนี้ประเด็นของหนังไปไกลยิ่งกว่าหนังไทยหลายเรื่องเสียอีกเพราะในฉากหน้าของหนังมือปืนเรื่องนี้มีสภาพเป็นการจำลองภาพสังคมไทยในเวลานี้ได้อย่างชะงักงันยิ่ง
 
จะเรียกว่าเป็นหนังที่ว่าด้วยสังคมประชาธิปไตยยุคไทยๆนั้นเอง
 
จากมาร์ค มือไรเฟิ่ล นกเขาไม่ขันกับคริส หญิงสาวที่หมดสิ้นซึ่งความรักในมือปืนดาวพระเสาร์นั้นนำมาสู่เรื่องราวของมือปืนรุ่นเก๋าที่มีชื่อว่า เป๋ อูซี่หรือเป๋ ท่าทราย ที่พึ่งออกมาจากคุก ผู้ที่ได้รับรู้ความลับว่า ตัวเขานั้นมีลูกสาวที่เกิดกับภรรยาที่เลิกรากันไปนานแล้ว และที่สำคัญลูกสาวของเขาตอนนี้ก็เป็นตำรวจหญิงอนาคตไกล ซึ่งมีอีกด้านหนึ่งที่หลายคนไม่รู้ก็คือ เธอเป็นเลสเบี้ยนหรือทอมนั้นเอง อันที่จริงทั้งคู่ไม่รู้จักซึ่งกันและกันจนกระทั่งวันหนึ่งโชคชะตาได้เล่นตลกให้เธอต้องออกไล่ล่าเขาที่เป็นคนที่ทำให้พ่อบุญธรรมของเธอต้องตาย เธอต้องออกไล่ล่าเขาโดยที่ในใจนั้นเธอตั้งคำถามว่า เขาเป็นใครกันแน่
 
 
สิ่งที่โดดเด่นที่สุดในหนังชุดนี้ก็คือ การหาญกล้าหยิบตลกคาเฟ่มารับบทนำ ซึ่งก็เป็นมาตั้งแต่หนังเรื่องแรกของเขาอย่าง มือปืนโลกพระจันแล้วที่เอาพวกเขามารับบทนำ ซึ่งก่อนหน้านี้พวกเขามีทีท่าในโลกภาพยนตร์ในฐานะตัวประกอบหรือตัวตลกที่มีเอาไว้เสริมให้ขำเท่านั้น ไม่ได้มีใครคิดว่าพวกเขาจะสามารถมารับบทนำได้จนกระทั่งการมาของหนังเรื่องมือปืนโลกพระจันที่ได้เปลี่ยนสถานะของพวกเขาทุกคนไปตลอดกาล จากตลกคาเฟ่กลายเป็นตลกทีวีและกลายเป็นดารานำที่ขาดไม่ได้ในหนังเรื่องต่างๆ ซึ่งต้องขอบคุณความโด่งดังของหนังเรื่องนั้นที่ทำให้ตลกมีคุณค่ามากขึ้นในสายตาของคนไทย และแน่นอนว่า เมื่อพวกเขามาสวมบทเป็นอาชีพชายขอบอย่างมือปืน อาชีพที่หลายคนไม่มีใครอยากทำหากไม่มีความจำเป็นจริงๆ สิ่งเราได้เห็นก็คือ การที่คนชายขอบได้รับบทชายขอบจริงๆขึ้นมาเลยเกิดภาพความสมจริงขึ้นมาอย่างยิ่งราวกับเป็น วัตถุอันเดียวกันเสียอีก
 
เราคงสงสัยว่า ทำไมพวกเขาต้องเป็นมือปืนกันในเมื่อพวกเขาสามารถทำอาชีพอื่นได้ คำตอบก็ง่ายอย่างยิ่งด้วยคำง่ายๆว่า
 
เพราะเงินนั้นเอง
 
 จริงๆแล้วหากมองทะลุไปในเชิงโครงสร้างของประเทศไทย เราได้รับรู้ว่าในสังคมแบบนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่การศึกษาแต่เป็นเงินต่างหาก เพราะถ้าไม่มีเงิน คุณก็ไม่อาจจะเข้าโรงเรียนหรือทำอย่างอื่นได้ ชีวิตของคุณก็ไม่มีวันดีขึ้นหากไม่มีเงินมากๆ คำพูดที่ว่า การศึกษาคือการลงทุนนั้นก็เสมือนเป็นนิยามที่ทำให้เรารับรู้ได้ถึงภาพความสำคัญของเงินได้ทีเดียว และนั้นก็โยงไปถึงคำถามที่ยุทธเลิศได้ตั้งเอาไว้นั้นก็คือ
 
ระบอบประชาธิปไตยของไทยนั้นล้มเหลวจริงหรือ
 
เขามองว่าระบอบประชาธิปไตยนั้นล้มเหลวต่อการสร้างความหวังให้กับประชาชน ในเรื่องนี้เราได้เห็นพรรคการเมืองต่างๆมากมายออกหาเสียงจะทำนู้นทำนี้เพื่อชักจูงให้คนไปลงคะแนนให้มากมาย บ้างก็ถึงขั้นลดแลกแจกแถมกันอย่างหนัก บ้างก็ถึงขั้นใช้เงิน ใช้อิทธิพลทุกวิถีทางเพื่อซื้อเสียงหรือหาทางทำให้ตัวของพวกเขาได้เข้าไปนั่งในสภา รวมทั้งพฤติกรรมมากมายของนักการเมืองที่ต่างด่าทอ สาดโคลนกันไปมา เล่นเกมการเมืองเพื่อความได้เปรียบของตัวเองตลอดเวลาโดยที่ไม่สนใจใดๆประชาชนที่เลือกพวกเขามากับมือได้แต่มองตาปริบๆประมาณว่า เฮ้ย เลือกไปแล้วเป็นแบบนี้ไม่เลือกมันซะดีกว่า นั้นส่งผลให้ประชาชนเบื่อการเมืองและเริ่มมองหาความหวังอื่นที่ไม่ใช่นักการเมืองละครลิงพวกนี้แทน อันเป็นภาวะที่ผมพูดไปแล้วว่า มันคือภาวะสุดทางหรือทางตัน หรืออาจจะเรียกสุญญากาศทางการเมืองนั้นเอง
 
ซึ่งในหนัง หลายคนคงแอบเชียร์ให้เป๋เอาปืนไปยิงนักการเมืองชั้วพวกนี้ให้ตายเสียให้หมดเพราะมองไม่เห็นทางว่า พวกเขาจะเป็นตัวแทนที่ดีได้อย่างไร ซึ่งนั้นก็ไม่ต่างกับการที่เราเรียกร้องหาอำนาจพิเศษให้มาจัดการกับพวกเขา(อย่างเช่น การรัฐประหาร ตุลาการภิวัฒน์ หรืออำนาจนอกระบบอื่นๆ) แน่นอนว่า มันไม่ได้ช่วยอะไรเลยนอกเสียจากทำให้ทุกอย่างวุ่นวายมากไปกว่าเดิมเสียอีก (ประเด็นนี่ไปชัดเจนยิ่งใน มือปืนดาวพระเสาร์) ซึ่งหากเปรียบปืนของเป๋กับอำนาจพิเศษ เป๋ก็เป็นตัวแสดงแทนอำนาจยุคเก่าที่ล้าสมัยและตกยุค ที่ใกล้จะปลดระวางไปทุกที เราจะไปหวังได้กับชายคนนี้ที่เอาตัวเองยังไม่รอดเลย และจะไปหวังอะไรได้ว่าเขาจะมาช่วยเปลี่ยนแปลงสังคมนี้ได้
 
 
ในขณะที่ตัวนางเอกของเรื่องเองก็ใช่ว่าจะเป็นความหวังของเราได้เลยสักทีเดียว เพราะตัวเธอนั้นยังไม่รู้ตัวเองเลยด้วยซ้ำว่าตัวเองควรจะทำอะไรต่อไปตามเพศสภาพของเธอที่ตัวจะเป็นหญิงแต่กายมีรสนิยมทางเพศอีกแบบหนึ่ง เธอมีรุ่นพี่ตำรวจที่คอยแสดงท่าทีตลอดเวลาว่าชอบเธอ ในขณะที่เธอกำลังคบกับรุ่นน้องสาวเลสเบี้ยนอยู่นั้นทำให้เธอรู้สึกสับสนตัวเองควรจะทำอย่างไรดีกันแน่ นอกจากนี้เธอยังมีคำถามในใจหลายอย่างที่ชวนให้สับสนเช่น ชายที่คนที่ฆ่าพ่อของเธอเกี่ยวพันอะไรกับแม่ และทำไมเขาต้องฆ่าพ่อของเธอด้วย นั้นคงไม่ต่างกับคนไทยหน้าซื่อตาใสสักเท่าไหร่นักที่ต่างสับสนกับชีวิตของตัวเองว่า ควรจะไปทางไหนกันแน่ ซึ่งแสดงถึงภาวะสุญญากาศทางการเมืองและเอาแน่เอานอนอะไรไม่ได้ต่ออนาคตได้เป็นอย่างดี
สิ่งที่ทำให้หนังดูจะก้าวไปไกลอย่างยิ่งก็คือ การที่หนังทำท่าด้วยการจะจบด้วยดี เมื่อเราได้เห็นเป๋เขียนจดหมายบอกเล่าความจริงให้กับเธอว่า มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ทั้งเขาเป็นใคร เขาเกี่ยวข้องอะไรกับเธอ เขาฆ่าพ่อของเธอทำไม แต่หนังกลับพลิกด้วยการให้เขาโยนจดหมายนั้นทิ้งและทิ้งเพียงคำสั้นๆแค่ว่า
 
อโหสิให้ผมด้วย
 
นั้นเป็นการบอกว่า ตอนจบแบบนิยายไม่ได้มีจริงบนโลกบวมๆใบนี้ ผมว่าไม่มีใครคิดว่า ทุกอย่างจะจบลงด้วยดีแบบนั้นหรอกครับบนโลก ซึ่งมันต่างจากตอนจบโลกสวยแบบที่หลายคนคิดว่า พ่อกับลูกจะมาเข้าใจกันกอดกันบอกผิดไปแล้วอะไรพวกนี้แล้วพวกเขาก็มีความสุขไปตลอดชีวิต 
 
เรื่องจริงไม่มีแบบนั้นหรอกครับ ในหนังก็เช่นกันแค่เป๋หยิบจดหมายออกจากด้านในเสื้อก็ยิงโดนไม่ทันได้ทำอะไรแล้วก็บ่งบอกว่า หากเขาเขียนบอกแบบนั้นไปจริงๆ นางเอกของเรื่องก็คงติดอยู่ในความทุกข์ระทมตลอดไป ดังนั้นข้อความที่ว่า อโหสิให้ผมด้วยจึงเป็นการขอให้เธออภัยให้เขาที่ไม่บอกเรื่องราวความจริงใดๆเพราะบอกไปก็ไร้ประโยชน์อยู่ดีนั้นเอง ดังนั้นการที่เลือกจะยอมรับเพศสภาพของตนเองด้วยการบอกรุ่นพี่ที่แอบชอบเธอว่าเธอเป็นทอมก็เป็นเหมือนการต่อต้านระบบสังคมที่วางเอาไว้แล้ว เมื่อยิ่งมองถึงภาพสัญลักษณ์อำนาจที่ปลายกระบอกปืนคือ อำนาจของผู้ชาย ถ้าเช่นนั้นการที่ผู้หญิงมาถือปืนนั้นและไล่ฆ่าพ่อนั้นมีค่าเท่ากับการเป็น ขบถต่อภาพที่สังคมอยากให้เป็นนั้นเอง
 
ที่จริงหนังเรื่องนี้ควรจะเป็นหนังที่ได้ฉายก่อนเพราะเอาจริงๆแล้ว สารของหนังค่อนข้างเก่ากว่าหนังมือปืนดาวพระเสาร์อย่างเห็นได้ชัดแจ้งที่หนังเรื่องนั้นตั้งคำถามว่า 
 
มันจะเป็นยังไง ถ้าพวกคุณฆ่านักการเมืองตายหมดแล้ว
 
มันก็ไม่ต่างกับเรื่องนี้ที่สุดท้ายแล้วอำนาจพิเศษแบบเก่าหรืออำนาจแบบพ่อก็มีวันเสื่อมสลายและยอมตายอย่างสงบ


ในคนที่รุ่นหลังก็ต้องรอความหวังกันต่อไป
 
......

ความเห็น

Submitted by น้ำลัด on

เขียนดีครับ...แอบซ่อนความหมายในทางการเมืองไว้เยอะแยะไปหมด

มันน่าคิดนะครับ...
เมื่อเราเกลียดนักการเมือง
แล้วฆ่านักการเมืองให้หมด
ปัญหามันจะหมดไปจริงหรือ?

ยังไงๆมันก็เกิดนักการเมืองรุ่นใหม่วันยังค่ำ
เพียงแต่มันจะเกิดนักการเมืองรูปแบบไหนขึ้นมาเท่านั้นแหละ

ผมมองว่านักการเมืองจากการแต่งตั้งนั้น
น่ากลัวกว่านักการเมืองแบบเลือกตั้งหลายเท่าตัว

Submitted by wirot tongnoon on

นักการเมืองที่มาจากการแต่งตั้งก็น่ากลัวแต่นักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งก็ใช่ว่าจะดีเสมอไปลองสำรวจดูซิว่าส.ส.ที่เราเลือกกันเข้ามาแต่ละคนเป็นบรรดาลูกหลานของผู้มีอิทธิพลในแต่ละท้องถิ่นทั้งนั้น

Submitted by น้ำลัด on

"ส.ส.ที่เราเลือกกันเข้ามาแต่ละคนเป็นบรรดาลูกหลานของผู้มีอิทธิพลในแต่ละท้องถิ่น"

ผมกลับมองว่ามันเป็นสีสันของประชาธิปไตยครับ
ใช่เขาถูกเลือกเข้ามาจริง แต่เขาก็ต้องปฏิบัติตัวให้ดีนี่ครับ
เมื่อเขาปฏิบัติตัวไม่ดี ชาวบ้านเขาก็ไม่เลือก ก็เท่านั้น
เมื่อเลือกเข้ามาแล้วใช่ว่าจะต้องเลือกตลอดไป
ผมว่าการเมืองระยะหลังนี้ กลุ่มอิทธิพลท้องถิ่นถูกเลือกมาน้อยลงไปนะครับ
ถ้าเทียบกับยุคก่อนหน้านี้ ซึ่งสส.ส่วนใหญ่เป็นผู้มีอิทธิพลในท้องภิ่นทั้งนั้น
ผมว่าเรามีพัฒนาการที่ดีขึ้น ถ้าเรื่องนี้ไม่ถูกใส่ความกันมากเกินไป

จริงๆแล้วเราไม่อาจเปรียบเทียบกันระหว่างนักการเมืองแต่งตั้งกับนักการเมืองเลือกตั้งในตอนนี้ได้
ตอนนี้เหมือนนักการเมืองแต่งตั้งต้องพยายามแข่งขันกับนักการเมืองเลือกตั้ง ต้องดูดีกว่าแน่นอน
แต่ในระยะยาวแล้วถ้าหากประชาชนหลวมตัว หันไปใช้บริการนักการเมืองแต่งตั้งเต็มตัวเมื่อไหร่
เมื่อนั้นสิ่งต่างๆจะค่อยๆแปรเปลี่ยนไป มันคาดการณ์ได้อยู่แล้วครับ ว่าอะไรจะเกิดขึ้นได้บ้าง
การมีวาระของนักการเมืองก็อาจเปลี่ยนไปเป็นจนกระทั่งเกษียณ หรืออาจจะตลอดชีวิต
นักการเมืองแต่งตั้งคือตัวแทนของอำนาจจากผู้แต่งตั้งซึ่งจะต้องป้องกันรักษาอำนาจของตนเองไว้
สุดท้ายกฎหมายป้องกันรักษาอำนาจตนเองก็จะลามปามมาปกปักรักษานักการเมืองแต่งตั้งด้วย
ถึงวันนั้นก็คงจะเป็นการยากที่จะหวนกลับมาใช้สิทธิของตนเองที่จะเลือกใครไม่เลือกใคร

อีกอย่างหนึ่งเราก็มีเคยตัวอย่างของนักการเมืองแต่งตั้งมาแล้ว
ในอดีตก่อนที่จะเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ก็ล้วนเป็นแบบนักการเมืองแต่งตั้งทั้งนั้น
อำนาจที่นักการเมืองแต่งตั้งมีอยู่นั้นเป็นอำนาจเต็มที่ได้รับมาจากผู้แต่งตั้ง
และย่อมมีโอกาสที่เขาจะอยู่เหนือกฏหมาย ถึงแม้จะมีกฎหมายอยู่ก็ตาม
ถ้าเขตใดส่วนงานใดได้คนดีไปก็แล้วไป หากเขตไหนส่วนงานไหนได้คนเลวไปก็บรรลัยกันพอดี
แล้วที่สำคัญ...เราไม่มีโอกาสเรียกร้อง อย่าว่าแต่โอกาสที่จะขอเปลี่ยนตัว โอกาสจะด่ายังไม่มีเลย

Submitted by แสงดาว ศรัทธามั่น on

ถึงอย่างไรฉันคิดว่า นักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งก็ยังดีกว่านักการเมืองที่มาจากการแต่งตั้งของใครก็ไม่รู้ ของเผด็จการนอกระบบ แม้นการเลือกตั้งจะเป็นเผด็จการรัฐสภาที่ีอ้างเสียงข้างมาก(ครจักว่าไม่เป็นแต่ฉันว่าเป็น เมื่อนักธุรกิจกินเมืองโกงเมือง นักเลือกอาชีพฯลฯ เขามาบริหารประแล้วไม่ฟังเสียงประชาชนคนรากหญ้าที่ต่อสู้เพื่อรัษารากเหง้าวิถีชีวิตของชุมชน ของประชาชน.. ของพวกชนชั้นผลประโยชน์ด้วย จะโดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัว หรือแสร้งทำเป็นโง่ ก็ตาม ฯลฯ เช่นการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ ดิน น้ำ้ ป่า ไม่ว่าจะเป็นกรณีเขื่อนปากมูล เขื่อนราษีไศล หรือเขื่อนแม่วงศ์ที่กำลังกระหายจะสร้าง (เอ ปูนซีเมนต์อันมหาศาลที่จะเอามาสร้างเขื่อนมันเป็นของนายทุนคนใด ตระกุลใด ฟ่ะ์ ตอบหน่อยพวก ... ถ้าเป็นแบบนี้ฉันก็ถือว่าเป็นเผด็จการรัฐสภาพลเรือน แต่ถึงอย่างไรก็ยังดีกว่าพวกเผด็จการสายพันธุ์อื่นเช่นเผด็จการท็อปบูททหาร และเผด็จการแฝงเร้น ศักดินาอมาตยา)อย่าไปเติมคำว่า"ประชาธิปไตยต่อท้ายนะ) เผด็จการทหารยิ่งร้ายประชาชนพูดไม่ได้ ตรวจสอบไม่ได้ ดังเช่นเผด็จการคอมมิวนิสต์สังคมนิยมเสือตัวใหม่ทั้งหลายไม่ว่าจะเป็น จีน ลาว เขมร เวียดนามฯลฯ ที่ประชาชนตรวจสอบการทำงานไม่ได้ แมร่งก้อโคตรฉ้อฉลทั้งนั้น ใครประท้วงใครโวยวาย มะแร่งก็เอาลูกตะกั่วลูกไม่กี่บาทยัดปาก พวกเผด็จการพลเรือนประชาชนตรวจสอบได้ สื่อมวลชนตรวจสอบได้ ถ้าเขาทำริยำ ประชาชนก็จักตรวจสอบวิพากษ์วิจารณ์ ตรวจสอบได้ คงต้องให้เวลาประชาชนที่จะรู้เท่าทัน ... เราอย่าไร้เดียงสาให้ใครก็ไม่รู้มาแต่งตั้งให้มันมาปกครองประเทศเลย มันบาปหนา และดูไร้กิ๋น พะ เจ้า คับ...จบเจ้า

Happy Birthday Father : แสงสว่างสู่ความมืดมนจากพรหมพิราม สู่ เชียงราย

เสียงปืนที่ดังขึ้นภายในงานเลี้ยงของกำนันผู้มีอิทธิพลในจังหวัดเชียงรายดังขึ้น ร่างของกำนันคนดังล้มลงกองกับพื้น หลังจากพึ่งรับตำแหน่งได้ไม่นาน เสียงหวีดร้องของผู้คนในงาน เสียงร่ำไห้ และ ความตื่นตะลึงเกิดขึ้น มือปืนยืนนิ่งอยู่ตรงหน้าของศพที่แน่นิ่งจมกองเลือดอย่างไร้ซึ่งอารมณ์ ข

ครั้งแรกของผม มันไม่ได้สวยงามขนาดนี้หรอก !! : 10 ผู้กำกับกับหนังเรื่องแรกอันแสนวายป่วง

               สำหรับหลายคน หนังเรื่องแรกเป็นเสมือนความฝันอันงดงามที่อยากจะทำให้สำเร็จ แต่สำหรับผู้กำกับหลายคนนั้นหนังเรื่องแรกของพวกเขานั้นไม่ได้สวยงามหรืออกมาราบรื่นอย่างที่คิด บางคนถูกไล่ออกจากโปรเจ็ท บางคนเกือบสติแตก หรือ บางคนก็เจอการกดดันจากอิทธิพลที่เหนือกว่าตัวเองจนหนังพังพินาศไปก็มี นี่ค

ถึงทุนต่ำ แต่ใช่ว่า ไม่มีฝีมือ : 10 หนังทุนน้อย เปลี่ยนโลก

              ระหว่างที่ผมกำลังนั่งเขียนต้นฉบับอยู่ตอนนี้ภาพยนตร์ซอมบี้ทุนต่ำเรื่องใหม่จากเกาะญี่ปุ่นที่มีชื่อว่า One Cut of the dead กำลังสร้างกระแสครั้งใหญ่ให้กับวงการหนัง เมื่อ หนังซอมบี้ทุนต่ำเรื่องนี้ทำรายได้ถล่มทลายไปแล้วทั่วโลกกว่า 10 ล้านดอลลาร์ จากทุนสร้างไม่ถึง 30000 เห

จากอูเมซุ สู่ เสียงกระซิบจากคนตาย : ความสยองที่ไม่มีคำอธิบาย

คิชิดะ จุน เป็นเด็กหนุ่มมัธยมปลายที่มองเห็นคนตายได้ และ ข้าง ๆ เขานั้นมี ฮายาคาวะ เคียวโกะ เพื่อนสมัยเด็กที่ถูกฆ่าตายและมาปรากฏตัวอยู่เคียงข้างเขา ท่ามกลางเรื่องราวสยองขวัญ ลึกลับที่เกิดขึ้นรอบตัวเขา