ข้าพเจ้ามีความฝัน แด่ ดร. มาร์ติน ลูเธอร์ คิง และวันของเขา 19 มกราคม (บางส่วนจากบทนำวิภาษา 60)

ประโยคหนึ่งที่ถูกสลักจารึกที่ชานปลายบันได บนทางเดินก่อนเข้าอนุสรณ์สถานลินคอล์น (Lincoln Memorial) ที่ซึ่งถือกันว่าเสมือนวิหารแห่งประชาธิปไตยอันเป็นที่ตั้งของรูปสลักอับราฮัม ลินคอล์น ประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา สลักเอาไว้ว่า “ข้าพเจ้ามีความฝัน“ (I have a dream) ประโยคนี้เป็นบทเริ่มต้นของสุนทรพจน์ของ ดร. มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ (Martin Luther King, Jr.) เพราะมันถูกบรรจงสลักเอาไว้ ณ จุดที่เขาเคยยืนกล่าวปาฐกถาในวาระที่เรียกว่า March on Washington เพื่อหยุดยั้งการแบ่งและกีดกันอันเนื่องมาจากสีผิว ในวันที่ 28 สิงหาคม ค.ศ. 1963 (พ.ศ. 2506) มีผู้สนับสนุนกว่าสองแสนห้าหมื่นคน 

 

ณ ที่นี้ ดร. คิง ได้กล่าวสุนทรพจน์ที่สำคัญและมีชื่อเสียงมากที่ที่สุดในชีวิตของเขาชื่อว่า “ข้าพเจ้ามีความฝัน” อันมีความตอนหนึ่งว่า

 

“…ข้าพเจ้ามีความฝัน ความฝันที่มีรากอยู่บนความฝันแบบอเมริกัน ว่าวันหนึ่งชาตินี้จะยืนขึ้นและธำรงอยู่บนหลักการของศาสนา พวกเรายืนหยัดในสัจจะที่ชัดแจ้งโดยตัวมันเองว่า มนุษย์ทุกคนถูกสร้างขึ้นมาให้เท่าเทียมกัน...”

 

ก่อนจะถึงสุนทรพจน์ชิ้นสำคัญนี้ ดร. คิง ผ่านการต่อสู้เพื่อสิทธิพลเมือง (civil rights movement) ของสหรัฐอเมริกามาไม่น้อย เขาเป็นนักเทศน์เมื่ออายุเพียง 25 ปี ก่อนจะเรียนจบปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยบอสตัน (Boston University) ในปีถัดมา 

ในเวลานั้นเองเขาเริ่มมีบทบาทในการต่อสู้เพื่อบอยคอตรถบัส ของเมือง Montgomery รัฐอัลบามา ที่ยึดการแบ่งแยกที่นั่งบนรถสาธารณะตามสีผิวอย่างเคร่งครัด การแบ่งแยกนี้เดินมาถึงวันที่ 1 ธันวาคม 1955 นางโรซา ปาร์คส์ (Rosa Parks) เนื่องจากเธอปฏิเสธคำสั่งของคนขับรถให้เธอสละที่นั่งให้คนผิวขาวและย้ายไปนั่งในแถวที่นั่งสำหรับคนผิวสีจนทำให้เธอถูกจับและกักขัง 

สิ่งที่เกิดขึ้นกับโรซ่า ปาร์คส์เป็นกรณีที่สร้างความไม่พอใจจากชาวผิวดำมากที่สุด ชาวผิวดำทำการบอยคอตโดยไม่ขึ้นรถเมล์ เดินทางไปทำงานไปไหนมาไหนด้วยการเดินยาวนานถึง 385 วัน (ข้อมูลบางแห่งก็ว่า 381 วัน) ส่งผลสะเทือนอย่างมากต่อขบวนการสิทธิพลเมืองและนำไปสู่การสิ้นสุดการแบ่งแยกสีผิวตามกฎหมายในที่สุด

แม้กรณีของโรซา ปาร์คส์จะเป็นแรงบันดาลใจให้คนผิวดำและคนผิวขาวผู้รักความเป็นธรรมหันมาใส่ใจเรื่องสิทธิพลเมืองและการแบ่งแยกกีดกันสีผิว แต่ดูเหมือนว่าการแบ่งแยกกีดกันอันเนื่องมาแต่สีผิวยังไม่ได้หยุดลง สิ่งสำคัญที่พึงพิจารณาก็คือความหมายของการแบ่งแยกกีดกันสีผิวคือการปฏิเสธคุณค่าของความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมกันจากภูมิหลังทางสังคมการเมืองและสีผิว 

ดร. คิง ได้รับผลกระทบจากการเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิพลเมืองอยู่ไม่น้อย ดังจะเห็นได้จากการที่บ้านของเขาถูกปาระเบิดระหว่างการรณรงค์บอยคอตรถบัส แต่กระนั้นเขาก็ยึดแนวทางสันติวิธีไม่ใช้ความรุนแรง ต่างไปจากกลุ่มอื่นๆ ที่เห็นว่าสันติวิธีไม่ใช่ทางออก เช่น พวก Black Panther 

ในที่สุด ดร. คิงตัดสินใจรณรงค์เพื่อสิทธิพลเมืองครั้งใหญ่ด้วยการเดินเข้าสู่กรุงวอชิงตัน ดีซี ในวันที่ 28 สิงหาคม 1963 

เขาได้รับรางวัลโนเบล สาขาสันติภาพในขณะที่อายุเพียง 35 ปีวันที่ 14 ตุลาคม 1964 นับเป็นผู้รับรางวัลที่อายุน้อยที่สุด ที่ได้รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้ 

ดร. คิงกล่าวสุนทรพจน์ในโอกาสนี้ว่า

 

“…ผมรับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพในห้วงเวลาที่ชาวนิโกร 22 ล้านคนในสหรัฐอเมริกากำลังง่วนอยู่กับการต่อสู้เพื่อจะยุติห้วงยามแห่งความอยุติธรรมที่ยาวนานและมืดมิดอันเนื่องมาจากเชื้อชาติ

ผมรับรางวัลนี้ในนามของขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิพลเมือง ซึ่งกำลังเคลื่อนไหวด้วยการตัดสินใจที่มีภยันตรายและความเสี่ยงเพื่อจะสร้างยุคสมัยแห่งเสรีภาพและกฎแห่งความยุติธรรม

แม้ในยามนี้ เมื่อวานก็ยังเกิดเหตุการณ์ในเมืองเบอร์มิงแฮม รัฐอัลบามา ลูกหลานของเราที่กำลังเรียกร้องเพื่อภราดรภาพ ถูกตอบรับด้วยสายฉีดน้ำดับเพลิง สุนัขตำรวจ หรือกระทั่งความตาย

ในฟิลาเดลเฟีย มิสซิสซิปปี คนหนุ่มสาวกำลังหาหนทางที่จะสร้างหลักประกันในสิทธิที่จะเลือกตั้งกลับถูกทำร้ายอย่างป่าเถื่อน บ้างก็ถูกสังหาร

เฉพาะเมื่อวานนี้ ในรัฐมิสซิสซิปปีเพียงรัฐเดียว โบสถ์กว่า 40 แห่งถูกวางเพลิง เพียงเพราะว่าให้ที่พำนักพักพิงแก่คนที่ร่วมต่อต้านการแบ่งแยกสีผิว ผมสนใจว่าการหารือและลดปัญหาความยากจนอันเป็นเรื่องที่ทำให้พี่น้องของผมทุกข์ทรมานและถูกพันธนาการเข้ากับการเป็นบันไดขั้นต่ำสุดในการพัฒนาเศรษฐกิจ

หลังจากที่ได้ไตร่ตรองแล้ว ผมสรุปว่า รางวัลที่ได้รับนี้ เป็นการรับแทนขบวนการเคลื่อนไหวที่ยึดถือหลักการไม่ใช้ความรุนแรงว่าเป็นคำตอบของคำถามทางการเมืองและศีลธรรมที่สำคัญในยุคสมัยของเรา เป็นความจำเป็นที่มนุษย์ต้องเอาชนะการกดขี่และความรุนแรง โดยไม่ใช้ความรุนแรงและการกดขี่ในแบบเดียวกัน...”

 ดร. คิง มีบทบาทสำคัญในการต่อต้านสงครามเวียดนามและร่วมต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจในปี ค.ศ. 1968 แต่ในวันที่ 4 เมษายน ค.ศ. 1968 เขาถูกยิงเสียชีวิตในขณะที่อายุได้เพียง 39 ปีเท่านั้น

แผ่นป้าย ณ จุดที่ ดร. คิงกล่าวสุนทรพจน์ข้าพเจ้ามีความฝันนั้นได้รับการติดตั้งเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม ค.ศ. 2013 ในวาระครบรอบ 40 ปีของเหตุการณ์เดินสู่วอชิงตัน ดีซี เพื่อเรียกร้องสิทธิพลเมือง โดยมีคนเข้าร่วมนับพันคน ในบรรดาคนที่มีชื่อเสียงนั้นรวมถึงอดีตประธานาธิบดีจิมมี่ คาร์เตอร์ อดีตประธานาธิบดีบิล คลินตัน ประธานาธิบดีบารัค โอบามาและครอบครัวของ ดร. คิง

นับถึงวันนี้ ผ่านไปกว่าสี่สิบปี แต่สุนทรพจน์ของ ดร. คิง ทั้งจากเรื่องข้าพเจ้ามีความฝันกับสุนทรพจน์ในการรับรางวัลโนเบลยังก้องกังวานถึงปัจจุบัน และดูเหมือนเรื่องสิทธิพลเมืองยังเป็นปัญหาในระดับเส้นประสาท (nerve) ของประเทศนี้ไปอีกนาน

 

หมายเหตุ: ข้อมูลเรื่องการจราจลในเมืองเฟอร์กูสันเก็บความจากรายงานข่าวของ ccn.com, ข้อมูลเรื่อง ดร. คิง มาจาก wikipedia บางส่วน และสุนทรพจน์ในโอกาสรับรางวัลโนเบลจาก http://www.nobelprize.org/nobel_prizes/peace/laureates/1964/king-accepta...

 

 

 

 

 

 

 

ข้อเสนอผ่าทางตันประเทศไทย 2020 (ตอนที่ 2)

ประการที่สอง เรื่องการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ซึ่งผมเห็นว่าเป็นเรื่องกระบวนการทางการเมืองควรได้พิจารณาจากบทเรียนความรุนแรงทางการเมืองและความพยายามแสวงหาทางออก ซึ่งมีบทเรียนสำคัญจากสองกรณี ได้แก่

ข้อเสนอผ่าทางตันประเทศไทย 2020 (ตอนที่ 1)

ในสถานการณ์ที่เยาวชนลุกขึ้นเรียกร้องให้รัฐบาลหยุดคุกคามประชาชน ยุบสภาและร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ในหลายแห่งและขยายตัวไปทุกภูมิภาคทั่วประเทศนั้น หลายคนมองว่าเป็นเพียงปรากฏการณ์ของเด็กที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ บ้างก็หมิ่นแคลนว่าไม่เคยช่วยพ่อแม่ล้างจานจะมาแก้ปัญหาประเทศได้อย่างไร หรือหางานและจ่ายภาษีได้แล้วค