Skip to main content

เรื่องแรกที่ต้องนำมาพูดกันก่อนเลยเห็นจะไม่พ้นว่า กฎหมายคืออะไร เพราะไม่งั้นคงไปต่อไม่ได้ และที่จริงเรื่องนี้ก็เป็นปัญหามากในความเป็นจริง  เนื่องจากหลายครั้งเรามีปัญหากับคนอื่น หรือสังคมมีความขัดแย้งเถียงกันไม่จบไม่สิ้นก็ไม่รู้ว่า เรื่องนี้ควรจะจบลงอย่างไร ชีวิตจะเดินต่อไปแบบไหน   ซึ่งปัญหาแบบนี้ไม่ได้พึ่งเกิดขึ้นบนโลก   มันเป็นของคู่กันกับสังคมคนหมู่มากอยู่แล้ว จริงๆแค่อยู่กันสองคนก็มีเรื่องทะเลาะกันบ้างอยู่แล้วใช่ไหมล่ะครับ คนมีคู่ทั้งหลาย ฮ่าๆๆ

            ดังนั้นกฎหมาย จึงเป็นกฎ กติกา ที่บอกว่า “เวลาเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นเราจะทำอย่างไร ใครจะผิด ใครจะถูก แล้วต้องทำอย่างไรกันต่อไปดี”  เช่น ขับรถเข้าไปในเมืองหนึ่ง ถ้าขับอยู่คันเดียวทั้งถนนก็คงไม่เป็นไรจะขับเบียดซ้ายเบี่ยงขวาอะไรใครคงไม่ว่า ถ้าไม่ชนใครหรือชนอะไรเข้า   แต่ถ้าเมื่อไหร่ไปขับชนคนหรือรถคันอื่นเข้า ทีนี้ล่ะครับ งานเข้า!!!   เราจะรู้ได้ไงว่าใครผิดใครถูก ใครต้องรับผิดชอบหรือรับโทษ

ถ้าตกลงกันไม่ได้ ปล่อยให้ยืนเถียงกันบนถนนก็ไม่พ้นต้องต่อยตีกันตายไปข้าง หรือหาพักพวกมาเข้าข้างกดดันอีกฝ่าย แล้วอีกฝ่ายที่อาจพ่ายแพ้ในวันนี้ก็อาจไม่รวบรวมสมัครพรรคพวกมาเอาคืนวันหลัง   ทะเลาะกันไม่จบไม่สิ้นใช่ไหมครับ   นี่ล่ะครับที่มาว่าจะต้องเขียนกฎหมายว่า “ต้องขับรถอย่างไร” หากเกิดการเฉี่ยวชน ใครผิดกว่า ใครถูกกว่า โดยดูว่ากฎหมายกำหนดว่าอย่างไร   สรุป กฎหมายจึงเป็นการให้ความหมาย นะครับ ว่าอะไรทำได้ อะไรห้ามทำ

กฎหมายมักจะบอกไว้ว่าอะไรทำได้ เช่น เรามีสิทธิจะขับรถบนถนน ถ้ามีใบขับขี่ รถผ่านการตรวจสภาพ มีประกันบุคคลที่สาม ขับในความเร็วที่กฎหมายกำหนด ฯลฯ ถ้าเราทำตามเป๊ะๆๆ ก็เอาเลยครับอยากขับไปไหนมาไหนเวลาเท่าไหร่ก็ขับไป   เว้นแต่บางช่วงจะมีคนออกกฎหมายพิเศษมาบอกว่าห้ามขับรถออกมาหลังสองทุ่ม ซึ่งถูกประกาศเป็นพื้นที่อัยการศึก ก็อด...   แหะ แหะ แหะ รถถังก็มายึดถนนของรถยนต์ไปแทน

นั่นไงไม่ง่ายละชีวิต เห็นแล้วใช่ไหมครับว่า กฎหมายสามารถกำหนดได้เหมือนกันว่า “ห้ามทำอะไร”   ถ้าเราบอกว่า เอ้า! มาห้ามกันได้ไง ก็นี่มันรถของเรา ถนนเราก็มีส่วนสร้างจากเงินภาษีที่เสียไป   แล้วทหารเป็นใคร ใหญ่มาจากไหน จะมาห้ามไม่ให้เราขับรถไปหาแฟนได้ไง ก็คนมันคิดถึงอ่ะ เข้าใจไหม คนรักกันเป็นห่วงกันจะขับรถไปหาแฟนด้วยความห่วงใยในสถานการณ์ฉุกเฉินมันผิดมากไหม

ทหารที่ด่านและเจ้าหน้าที่ก็จะบอกว่า กฎอัยการศึก “ฝ่าฝืนไม่ได้” ให้ขับไปไม่ได้ครับ! เพราะคณะรัฐประหาร/รัฐบาลประกาศใช้แล้ว ถ้าฝ่าฝืนจะต้องถูกควบคุมตัวไปดำเนินคดี มีความผิดถึงติดคุกเลยทีเดียว   โอ้วววว....ความคิดถึงมันห้ามไม่ไหว แต่ติดคุกมันก็ใช่ที่นะครับ แหม่... บางทีเหตุผลของเราก็ถูกผู้มีอำนาจสยบไว้ด้วยการใช้ โทษมาขู่ ไม่ขู่เปล่า บางทีมีการเชือดไก่ให้ลิงดูด้วย เช่น พฤษภาคม 2553 ช่วงประกาศกฎอัยการศึก   เด็กวัยรุ่นที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ขี่มอเตอร์ไซค์ออกมาก็โดนจับ สั่งฟ้อง นอนห้องขังกันไป ให้พ่อแม่ร้องห่มร้องไห้ มาประกันตัวกันลำบากเลย บางรายถูกสั่งจำคุกฐานฝ่าฝืนกฎอัยการศึกด้วย

พอเด็กวัยรุ่นกับพ่อแม่ถามว่าทำไมต้องทำกันขนาดนี้ เจ้าหน้าที่ก็บอกทันทีว่า เขาบอกออกโทรทัศน์และวิทยุแล้วด้วยว่ากฎอัยการศึก “ใช้กับเรื่องอะไร ที่ไหน กับใคร เมื่อไหร่” ทำไมไม่ฟังล่ะ   กฎหมายมีผลบังคับใช้นะ   จะมาอ้างว่ารู้ไม่ได้ ......เอิ่มมม   อึ้งกันไปเลยสิ ทีนี้

เห็นไหมล่ะครับว่า กฎหมาย คือ คำสั่ง ประกาศ ที่มาบอกว่าเรื่องนี้จะจบอย่างไร ใครไม่ทำตามที่บอก ฝ่าฝืนขึ้นมา ก็ต้องไปจบในคุกในตาราง หรือต้องรับผิดชดใช้อะไรก็ว่ากันไป

แต่มันไม่เกี่ยวเลยนะครับว่า  ถ้ามีปัญหาขึ้นแล้วการสร้างข้อ “ยุติ” แบบนี้มันจะเป็น “ธรรม”   เพราะความยุติธรรมมันเป็นคำที่ใหญ่ อธิบายกันร้อยแปดนิยาม แต่ละคนแต่ละฝ่ายก็บอกว่า อย่างนี้ถึงจะดี อย่างนั้นไม่ดี มีเรื่องที่เห็นไม่ตรงกันมากมาย   ที่มาของกฎหมายในประเทศต้นแบบกฎหมายสมัยใหม่ที่ไทยเราลอก เอ้ยยย เปรียบเทียบกฎหมายมาใช้นั้น   จึงย้ำนักย้ำหนาว่า

            “กฎหมายต้องมาจากตัวแทนของประชาชน” ครับ  เพราะถ้าให้คนแค่กลุ่มเดียวออกกฎหมาย   กฎหมายก็จะรับใช้แค่คนกลุ่มนั้นและพวกพ้อง   ดังนั้นการต่อสู้เพื่อไปกำหนดว่ากฎหมายควรจะเขียนอย่างไร จะทำให้อะไรผิด ทำอย่างไรถูก และมีผลอย่างไร จึงสำคัญมาก   ไม่อย่างนั้นเราก็ต้องอยู่กับ สังคมที่เถียงๆ กันอยู่ ดันมีคนเข้ามาบอกว่า หยุด!!! เลิกเถียงกันได้แล้ว   เขาบอกให้ทำอย่างนี้ก็ทำไปไม่ต้องทะเลาะกัน ต้องรักกัน สามัคคีกัน   ไอ้เราก็คาใจนะ เพราะหลายทีตัดสินไปเข้าทางอีกฝ่าย แล้วพอเราลองทำแบบอีกฝ่ายบ้าง ดันบอกว่าที่เราทำมันผิด ทั้งที่ “กระทำแบบเดียวกัน”  

...เฮ่อ   นี่มัน “สองมาตรฐาน” ชัดๆ   จากเดิมที่ทะเลาะกันเอง จะกลายเป็นต้องมาทะเลาะกับคนออกกฎหมาย และคนตัดสินด้วยเสียแล้วม้างงง

ดังนั้นกฎหมายที่ดีจึงต้องเป็น กติกาที่กำหนดร่วมกัน “ล่วงหน้า” ว่า ถ้าเหตุการณ์แบบนี้แบบนั้นจะต้องทำยังไง พอเกิดเหตุการณ์แบบที่ว่าขึ้นมาก็ให้ศาลมาตัดสินตามกฎหมาย ซึ่งเราก็สามารถคาดเดาได้ล่วงหน้าว่าผลมันจะออกมาอย่างไร   ใครตามที่กฎหมายกำหนดก็จะได้สบายใจว่าทำได้มีกฎหมายคุ้มครอง ใครไม่ทำตามก็ต้องยุติการฝ่าฝืนกฎหมาย ละเมิดสิทธิผู้อื่นในสังคม

พอจะเห็นกันแล้วใช่ไหมครับว่า การมีกฎหมายที่ดีมันเหมือนมีตำรา “พยากรณ์” ที่สามารถบอกได้อย่างชัดเจนว่า ในเรื่องต่างๆของชีวิต คนในสังคมทำอะไรได้บ้าง ไม่ควรทำอะไร   กฎหมายจึงเป็นกติกาที่สร้างขึ้นร่วมกันล่วงหน้า เพื่อบอกว่าจะใช้ชีวิตต่อไปในอนาคตอย่างไร

พอมันคาดเดาได้ชัดเจน คนที่อยู่ในสังคมก็จะรู้สึกได้ถึงความมั่นคงและสามารถวางแผนในการใช้ชีวิตต่อไปได้อย่างชัดเจน   หรือที่นักเศรษฐศาสตร์ชอบบอกว่า   “ผู้บริโภคและนักลงทุนมีความเชื่อมั่น” นั่นเองล่ะครับ

เอาให้เข้าใจง่ายๆ เลยนะครับ   ถ้าเราอยู่ในประเทศที่บอกว่า ให้คนขับรถชิดขวา คนขับก็จะรู้สึกปลอดภัยเมื่อขับชิดขวากล้าเร่งความเร็วเพราะเดาได้ว่าคันที่สวนมาจะขับอีกฝั่ง   ส่วนนักธุรกิจก็จะลงทุนสร้างโรงงานผลิตรถขับพวงมาลัยซ้ายสำหรับขับชิดขวา    แต่สมมติว่ามีอีกบริษัทหนึ่งซึ่งอยากเบียดเข้ามาในตลาดและมีรถพวงมาลัยขวาอยู่ในโกดังเยอะเลยแต่เอามาขายไม่ได้   

ทำยังไงดีล่ะ? ก็ไปคุยกับรัฐผู้ออกกฎหมายสิว่า ให้เปลี่ยนกฎหมายใหม่ แล้ววันรุ่งขึ้นก็เกิดกฎหมายให้เปลี่ยนเป็นขับเลนส์ซ้ายซึ่งต้องใช้รถพวงมาลัยขวาแทน   เฮ่ยยย...นักธุรกิจคงอุทานว่า

“ไอ้ที่ผลิตมาแล้วจะทำยางง้ายยย ขายไม่ได้ขาดทุนย่อยยับ ใครจะรับผิดชอบ....หา!!!”   แล้วยังมีคนขับนับล้านที่ต้องเสียประโยชน์ด้วยนะครับ แหม่ะ

            กฎหมายที่ดีจึงต้องบอกไปเลยว่า รัฐนี้จะเป็นประชาธิปไตยใช้กฎหมายในการตัดสินคดีเพื่อประกันสิทธิของประชาชนทุกคนอย่างเสมอภาค   หรือว่าจะฝากความหวังทั้งหมดไว้ที่คนดีผู้มีความพิเศษเหนือคนอื่น โดยไม่ต้องกำหนดล่วงหน้าว่า “การกระทำใดทำได้/ทำไม่ได้”   เอาเป็นว่ายกอำนาจตัดสินทั้งหมดไปไว้ที่ใครสักกลุ่ม ซึ่งเป็นผู้แสดงออกว่ารักชาติเหนือคนอื่นก็พอ  บอกมาตรงๆนะ คนอื่นๆในสังคมจะได้ทำตัวถูก!!!

แหม่ประเทศนั้นคงมันส์ พิลึกนะครับ   เพราะคนคงเลิกนับถือกฎหมาย แล้วเปลี่ยนไปหาวิธีทำให้ตัวเองเป็น “คนดี” และ “รักชาติ” เหนือคนกว่าใครๆ โดยไม่ต้องสนใจข้อกฎหมายกันอีกต่อไป  

แล้วสังคมนั้นจะอยู่กันอย่างไร?   ง่ายๆเลยครับ ก็หาพวกที่เป็นคนดีรักชาติเข้าไว้ และอย่าแฉกันเองนะว่าจริงๆแล้ว คนดีผู้รักชาติ สันหลังหวะอย่างไร ถือครองที่ดินป่าสงวนหรือไม่ ถือหุ้นในบริษัทที่ทำลายสิ่งแวดล้อมรึเปล่า ส่งเสริมธุรกิจที่ขูดรีดแรงงานและเอาเปรียบเกษตรกรหรือไม่ เพราะเดี๋ยวมันจะเสียหายกันไปหมด   ครับ! ระบบอุปถัมภ์ มันจึงเติบโตและหยั่งรากลึกในสังคมที่ไม่ใช้กฎหมายอย่างเสมอภาคและเป็นธรรมนี่ล่ะครับ

ส่วนโรงเรียนสอนกฎหมายในสังคมแบบนั้น ก็เป็นได้แค่โรงงานผลิต หุ่นยนต์กฎหมายที่ถูกใส่โปรแกรมว่าต้องทำอะไรตามที่ผู้ใหญ่ว่ามา   มากกว่าตั้งคำถามว่าจะทำให้กฎหมายประกันสิทธิเสรีภาพของบุคคลทั้งหลายในสังคมอย่างเสมอภาคกันได้อย่างไร   และความยุติธรรมทางกฎหมาย กับ ความยุติธรรมทางสังคม ก็จะห่างไกลกันออกไปเรื่อยๆ จนกฎหมายเสื่อมพลังในการทำให้ประชาชนเคารพยำเกรง เพราะคนในกระบวนการยุติธรรมและสังคมทำให้มันเป็นอย่างนั้นเอง

อย่าเพิ่งคอตกครับ ...เราเปลี่ยนมันได้! เพราะกฎหมายสร้างโดยมนุษย์ บังคับใช้โดยคน เราจึงเขียนมันได้ เปลี่ยนให้กฎหมายและกระบวนการยุติธรรมเป็นของประชาชน เพื่อประชาชนได้   โดยให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมออกกฎหมาย ตรวจสอบการบังคับใช้ และร่วมกำหนดวิธีคัดเลือกคนที่เข้าไปตัดสินคดีนั่นเอง  

ส่วนจะทำอย่างไรได้บ้าง ติดตามในตอนต่อๆไปครับ

บล็อกของ ทศพล ทรรศนพรรณ

ทศพล ทรรศนพรรณ
อย่างที่เราเคยได้ยินกันว่า “คนที่ตายแล้วก็สบายไป ที่เหลือไว้คือลูกหลานที่แย่งชิงมรดก” หากไม่มีการวางแผนและจัดการปัญหาไว้ล่วงหน้า ก็อาจมีปัญหาในครอบครัวตามมาหากว่าความรักไม่อาจเอาชนะความโลภได้ แต่ในบางครั้งก็มิใช่เพียงกิเลสเท่านั้นที่ทำให้เกิดเรื่องเนื่องจากยังมีความยุ่งยากภายในครอบครัวตามมาอีกมาก
ทศพล ทรรศนพรรณ
ปัญหาบางเรื่องมิได้เกิดจากการเดินเข้าไปพบปัญหา แต่บางครั้งปัญหาก็บุกมาถึงตัวเราด้วยปฏิบัติการเป็นหมู่คณะของบริษัทห้างร้านที่ทำธุรกิจร่วมกันไขว้โปรโมชั่นไปมา แล้วเอาข้อมูลของเรามาหาประโยชน์ทางการค้า ด้วยการติดต่อมาหาแล้วพูดจาหว่านล้อมสารพัดจนเราพลัดตกลงไปในหลุมพรางหรือบ่วงล่อบางอย่างจนทำให้เกิดการ
ทศพล ทรรศนพรรณ
เดี๋ยวทรัพย์สินไม่ใช่ของที่จับต้องได้อย่างข้าวของ เงินทองอย่างเดียวแล้ว มีทรัพย์สินทางปัญญาที่เขารณรงค์กันตลอดเวลาว่าอย่าละเมิด บางทีก็งงใช่ไหมครับ ว่าทำไมเราซื้อหนังสือหรือซีดีมาแต่ทว่า เขาบอกห้ามเผยแพร่ ทำซ้ำ เราก็กลัวว่าถ้าปั้มไปให้เพื่อนเยอะจะผิดไหม แต่ใครๆก็ทำกัน ไหนจะข่าวคนเก็บขยะเอาแผ่นซีด
ทศพล ทรรศนพรรณ
เรื่องที่ผมจะคอยเตือนให้ทุกคนจดจำไว้เสมอคือ “ไม่ควรไว้ใจเรื่องทรัพย์สินเงินทองกับคนรู้จัก” หากจะรักษาความสัมพันธ์ที่ดีอาจต้องกันเรื่องเงินๆทองๆไม่ให้มีภาระผูกพันกันไว้เป็นดี   หากจะเห็นใจกันก็ต้องทำใจไว้ล่วงหน้าว่า ถ้าช่วยอะไรกันไปแล้วอาจไม่ได้คืนมา  แต่ทว่ามีเรื่องหนึ่งในทางกฎหมาย
ทศพล ทรรศนพรรณ
ปัญหาที่เกิดขึ้นมาพร้อมกับสังคมที่ใช้เงินทองเป็นตัวกลางแลกเปลี่ยนสินค้า ก็คือ การกู้ยืมเงิน มีตั้งแต่การกู้ยืมกันธรรมดาระหว่างญาติพี่น้องคนรู้จักและเพื่อนฝูง ไปจนถึงการกู้ยืมกับคนร่ำรวยในพื้นที่ ถึงขนาดมีผู้มีอิทธิพลปล่อยกู้นอกระบบจนกลายเป็นเรื่องราวใหญ่โตเมื่อเกิดการทวงหนี้แล้วมีปัญหาใช้ความรุนแ
ทศพล ทรรศนพรรณ
เรื่องถัดมาก็เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นมากกับคนที่ต้องย้ายตัวเข้ามาทำงานหรือมาเรียนต่างที่ ยิ่งเดี๋ยวนี้การเข้ามาอยู่ในเมืองเป็นเรื่องที่คนเจเนอร์เรชั่นวอล์ค (Generation Walk) อย่างเราๆท่านๆที่ไม่มีบ้านเป็นของตัวเอง ไม่ซื้อรถยนต์ขับ และยังไม่แต่งงานต้องคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี   เพราะบางคนย้ายที
ทศพล ทรรศนพรรณ
หากใครทำธุรกิจการค้าก็คงหวั่นเกรงจะเกิดปัญหาที่จะพูดถึงต่อไปนี้กับกิจการตนเองใช่ไหมล่ะครับ ใช่แล้วครับ เช็คเด้ง!
ทศพล ทรรศนพรรณ
เมื่อถึงเทศกาลสำคัญที่ทุกคนได้ปลดปล่อยกันสุดเหวี่ยงอย่างสงกรานต์   คนจำนวนมากก็เลยถือโอกาสเมาหัวทิ่มมันทุกวันเช้ายันเช้ามืดอีกวันหนึ่ง ตื่นมาก็กินต่อ   ไม่แค่นั้นความสุขทุกรูปแบบที่นึกได้ก็จะหามาปรนเปรอตัวเองให้สนุกสุดเหวี่ยง   ถ้าออกไปนอกบ้านก็จะเจอสงครามสาดน้ำและลู
ทศพล ทรรศนพรรณ
เรื่องนี้เกิดขึ้นบ่อยครั้งกับคนไทยยุคหลังครับ เพราะห้างสรรพสินค้ากลายเป็นสถานที่สำคัญของการรวมผู้คนในยุคสมัยที่ชุมชนของเราเปลี่ยนไป จากที่แต่ก่อนอยากได้อะไรก็ซื้อของในร้านใกล้บ้าน อยากซื้อของกินของใช้ก็ไปร้านของชำ อยากได้เสื้อผ้ารองเท้าก็ไปสั่งตัดเอาจากร้านที่เชื่อมือกัน ร้านอาหารดังๆ ยี่ห้อใหญ่ๆ
ทศพล ทรรศนพรรณ
เอาล่ะครับ พ่อแม่พี่น้อง เรื่องถัดไปนี่คงเป็นความสนใจของเพื่อนพ้องหลายๆพื้นที่นะครับ มีเรื่องจำนวนมากเกี่ยวกับ  เจ้าพนักงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในบางพื้นที่เพิกเฉย ละเลย ดูแลปัญหาความเดือดร้อนของคนในพื้นที่ แถมยังมีเรื่องราวกินสินบาทคาดสินบนทำให้ชาวบ้านจนปัญญา
ทศพล ทรรศนพรรณ
เรื่องต่อไปนี้สะท้อนความเป็นไปในระบบการศึกษาไทยได้เป็นอย่างดีเลยครับ เพราะอย่างที่เรารู้กันว่าอนาคตของเราฝากไว้ที่การสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่น้อยเลยทีเดียว   หากอยากเข้ามหาวิทยาลัยดีๆ คณะดังๆ เพื่อหวังว่าจบมาจะหางานทำง่ายๆ คงรู้กันว่าต้องเตรียมตัวสอบเข้าให้ได้ เลยเกิดโรงเรียนกวดวิชาขึ้นมาม
ทศพล ทรรศนพรรณ
ผมคิดว่าทุกคนคงเคยเจอปัญหาแบบนี้เข้ากับตัวเองบ่อยๆ เลยครับ ก็เรื่องข้าวของราคาแพง จะไปกิน ไปเที่ยวให้หายเปรี้ยวปากก็ลำบากขึ้น เพราะไม่รู้ว่าต้องรู้สึกผิดหลังจากรู้ราคาและควักเงินจ่ายออกไปรึเปล่า เพราะบางทีก็เจอร้านหรือบริการที่ไม่บอกราคาชัดเจน มีงุบงิบปิดบังราคาหลบซ่อน โฆษณาจนเราเข้าใจผิดว่าราคาถ