Skip to main content

เรื่องถัดมาเกี่ยวเนื่องกับการใช้โทรศัพท์มือถือนะครับ เพราะเดี๋ยวนี้จะเห็นแผงขายมือถือ บัตรเติมเงิน และการออกประกาศแจกซิมการ์ดโทรศัพท์ฟรีๆ กันตามสถานที่ทั่วไป ทั้งป้ายรถเมล์ ในห้าง วินมอเตอร์ไซค์ ท่าน้ำ ในตลาด และแหล่งชุมชนที่คนพลุกพล่าน   พอมารับเรื่องร้องทุกข์จึงได้รู้ว่ามีคนจำนวนมากที่ต้องการเปลี่ยนโปรโมชั่นจึงต้องการซิมการ์ดใหม่ เบอร์ใหม่ ที่มีโปรโมชั่นใหม่ เลยต้องเปลี่ยนเบอร์  ไม่รวมพวกที่มีรถไฟหลายขบวนให้สับเปลี่ยน หรือคนที่แยกเบอร์ทำงานกับเบอร์ส่วนตัวอีก ยิ่งเดี๋ยวนี้มีสมาร์ทโฟนไว้เล่นอินเตอร์เน็ต ก็ต้องมีเบอร์เพิ่มขึ้นมาอีก   เอาเป็นว่าไปลองดูปัญหาที่เกิดขึ้นเลยครับ

เหตุการณ์นี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับ การรับแจกซิมการ์ดฟรีของบริษัทผู้ให้บริการรายหนึ่ง  เรื่องมันเริ่ม โดยน้องผู้หญิงคนหนึ่งอยากเปลี่ยนโปรโมชั่นการใช้บริการมือถือเพื่อให้ประหยัดเงินลง  พอดีเดินผ่านไปแถวป้ายรถเมล์ตรงอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิก็พบเห็นแผงวางขายซิมการ์ดหลายร้าน ต่างประกาศแจกซิมฟรี ถ้าใครมีบัตรประชาชนเลขขึ้นต้นด้วย 0 กับ 3 ให้รีบมาเอาซิม ไม่เสียเวลาง่ายๆนิดเดียวก็ได้ซิมพร้อมเปลี่ยนโปรโมชั่นใหม่ ไม่ต้องไปทำเรื่องจนเสียเวลาแบบไปที่ศูนย์บริการ   น้องเลยเดินเข้าไปจะขอรับซิมฟรี แต่เมื่อพูดคุยกันแล้ว คนแจกบอกว่าถ้าจะมาขอรับซิมการ์ดจะต้องมีอายุ 20 ปี ขึ้นไป เด็กผู้หญิงคนนั้นต้องการซิมการ์ดดังกล่าวแต่อายุไม่ถึงเกณฑ์ จึงได้ใช้สำเนาบัตรประชาชนของมารดา ไปรับซิมการ์ดมาใช้บริการ โดยซิมการ์ดดังกล่าวเป็นโปรโมชั่นรายเดือน

เมื่อใช้งานไปได้สองเดือน ก็ได้เลิกใช้บริการดังกล่าว เพราะได้เปลี่ยนกลับไปใช้บริการกับเบอร์เดิมเพราะรู้สึกว่าไม่ได้ประหยัดไปกว่าเดิมสักเท่าไหร่ แถมเพื่อนเก่าๆ และญาติลูกพี่ลูกน้องอีกหลายคนก็ยังใช้บริการในเครือข่ายเดิมนั่นเอง   น้องคนนี้จึงหยุดใช้ซิมใหม่กลับมาใช้ซิมเดิมแต่ไม่ได้แจ้งยกเลิกการใช้งาน เมื่อเวลาผ่านไปสองเดือน ได้มีการติดตามทวงหนี้จาก บริษัทผู้ให้บริการว่าค้างชำระค่าบริการ 2 เดือน และยังได้บอกกล่าวอีกว่า หากไม่ต้องการใช้งานอีกต้องไปยกเลิกที่ศูนย์บริการใหญ่ ซึ่งผู้ใช้บริการก็ยอมไปดำเนินการตามนั้น จากนั้นก็ได้มีการติดตามทวงหนี้มาอีกครั้ง ซึ่งผู้ใช้บริการได้ตอบกลับไปว่าได้ยกเลิกการใช้บริการแล้ว สุดท้ายของเรื่องคือ การไปยกเลิกที่ศูนย์บริการไม่ได้ส่งเรื่องไปยังศูนย์บริการใหญ่ จึงทำให้เกิดความผิดพลาดขึ้น พนักงานก็ตกลงว่าจะรับเรื่องไปแก้ไข

หลังจากนั้นไปอีกสองสามเดือนหญิงคนที่เป็นมารดาของน้องคนแรกได้รับใบแจ้งหนี้จากผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ โดยที่หญิงคนดังกล่าวไม่เคยใช้บริการโทรศัพท์แบบรายเดือน ใช้แต่ระบบเติมเงินเท่านั้น จึงไม่ได้สนใจกับใจแจ้งหนี้ดังกล่าว เวลาผ่านไปเกือบ 2 ปี ก็มีใบแจ้งหนี้ลักษณะดังกล่าวมาเรียกเก็บอีก ในคราวนี้มียอดหนี้ หมื่นกว่าบาท ซึ่งสร้างความสงสัยกับหญิงคนดังกล่าว จึงได้ไปตรวจสอบกับศูนย์บริการที่เรียกเก็บ พบว่ามีการใช้โทรศัพท์ในพื้นที่จังหวัดเชียงราย แต่ผู้ที่ถูกเรียกเก็บอยู่ในจังหวัดกรุงเทพ และไม่เคยอาศัยในจังหวัดเชียงรายเลย เมื่อตรวจสอบบริษัทตรวจสอบข้อมูลการใช้พบว่า ผู้ใช้บริการน่าจะเป็นชายวัยกลางคน ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเป็นใครมาจากไหนเพราะไม่เคยรู้จักกัน ทางบริษัทที่ให้บริการจึงตกลงจะติดตามเรื่องนี้เอง และจะติดต่อชายคนดังกล่าวอีกครั้ง 

โดยที่หญิงคนดังกล่าวก็สงสัยอยู่เหมือนกันว่าบริษัทใช้วิธีไหนถึงได้ล่วงรู้ว่าคนใช้บริการเป็นชายวัยกลางคนและจังหวัดเชียงรายเมื่อทำการตรวจสอบ จนช่วงนั้นมีรายการข่าวนำเสนอว่ามีการเอาสำเนาบัตรประชาชนของคนที่รับซิมฟรีไปเปิดเบอร์โทรศัพท์ให้กับคนอื่นเพื่อสวมสิทธิ จนทำให้เจ้าของสำเนาบัตรประชาชนได้รับความเสียหาย พี่ผู้หญิงคนนี้จึงนึกขึ้นได้ว่าคงเป็นครั้งนั้นที่ลูกเอาสำเนาบัตรประชาชนไปจึงตกใจมาก  ตอนบริษัทบอกจะตามเองก็โล่งใจแต่พอมาดูข่าวแล้วก็รู้สึกไม่เป็นธรรมกับตัวเองมากๆ เพราะถ้าบริษัทสามารถสืบข้อมูลได้ขนาดนี้ก็ไม่น่าปล่อยให้เกิดความผิดพลาดมาถึงตัวของหญิงคนดังกล่าวเลยตั้งแต่แรก   ทำไมบริษัทไม่วางแผนแก้ไขและป้องกันปัญหาโดยไม่มารบกวนคนอื่นอย่างนี้

วิเคราะห์ปัญหา

1.              การโฆษณาชวนเชื่อของบริษัทมือถือหรือบุคคลที่มาเสนอแจกซิมฟรีที่มีลักษณะกำกวมชวนให้เข้าใจผิด ปิดบังหมกเม็ด หรือสร้างเงื่อนไขเพิ่มเติมโดยมิได้แจ้งล่วงหน้า เป็นความผิดหรือไม่

2.              หากบริษัทไม่สามารถยกเลิกบริการตามที่เราแจ้งไป ทั้งยังมาเรียกร้องให้เราชำระหนี้ตามมาให้ได้จะบังคับให้บริษัทดำเนินการยกเลิกบริการให้ได้รึเปล่า และเราจะปฏิเสธการชำระหนี้ได้ไหม

3.              หากผู้บริโภคเลิกใช้บริการไปแล้วพบว่ายังมีใบแจ้งหนี้ตามมาทั้งที่ไม่ได้ใช้บริการ และมีปัญหายุ่งยากตามมา หรือทำให้ลูกค้าเสียประโยชน์ จะต้องไปยกเลิกสัญญาซ้ำอีกหรือไม่ ใครมีหน้าที่ดำเนินการ

4.              การนำสำเนาบัตรประชาชนของคนอื่นไปใช้ประโยชน์โดยไม่ได้รับอนุญาต หรือทำให้เกิดความเสียหายเป็นความผิดทางกฎหมายหรือไม่

5.              หากประชาชนร้องเรียนไปยังทาง กสทช. แล้วไม่มีการดำเนินการควบคุมบริษัทต่างๆให้เกิดการคุ้มครองสิทธิประชาชน จะมีความรับผิดชอบตามกฎหมายอย่างไร

การนำกฎหมายมาแก้ไข

1.              การโฆษณาชวนเชื่อของบริษัทมือถือหรือบุคคลที่มาเสนอแจกซิมฟรีที่มีลักษณะกำกวมชวนให้เข้าใจผิด ปิดบังหมกเม็ด หรือสร้างเงื่อนไขเพิ่มเติมโดยมิได้แจ้งล่วงหน้า เป็นความผิดตามกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค และเป็นเหตุบอกเลิกสัญญาได้หากประชาชนทำสัญญาโดยเข้าใจผิด

2.              หากบริษัทไม่สามารถยกเลิกบริการตามที่เราแจ้งไป ทั้งยังมาเรียกร้องให้เราชำระหนี้ตามมาให้ได้จะบังคับให้บริษัทดำเนินการยกเลิกบริการได้ และเราจะปฏิเสธการชำระหนี้ได้ทันที บริษัทเป็นผู้มีหน้าที่นำสืบพิสูจน์ข้อเท็จจริง

3.              หากผู้บริโภคเลิกใช้บริการไปแล้วพบว่ายังมีใบแจ้งหนี้ตามมาทั้งที่ไม่ได้ใช้บริการ และมีปัญหายุ่งยากตามมา หรือทำให้ลูกค้าเสียประโยชน์ ไม่ต้องไปยกเลิกสัญญาซ้ำอีก และบริษัทมีหน้าที่ดำเนินการทั้งหมด รวมถึงการติดตามผู้ที่ใช้บริการจริง หรือผู้ที่สวมสิทธิการใช้สำเนาของเราด้วย

4.              การนำสำเนาบัตรประชาชนของคนอื่นไปใช้ประโยชน์โดยไม่ได้รับอนุญาต หรือทำให้เกิดความเสียหายเป็นความผิดทางอาญาในกรณีนี้ เพราะทำให้ได้ประโยชน์ทางทรัพย์สิน และผู้ถูกสวมสิทธิก็เสียประโยชน์ด้วยสามารถแจ้งความเอาผิดได้

5.              หากประชาชนร้องเรียนไปยังทาง กสทช. หรือ สคบ. แล้วไม่มีการดำเนินการควบคุมบริษัทต่างๆให้เกิดการคุ้มครองสิทธิประชาชน จะมีความรับผิดชอบทางปกครองตามกฎหมาย ประชาชนฟ้องบังคับได้

ช่องทางเรียกร้องสิทธิ

1.              เรื่องนี้มีหน่วยงานเฉพาะในการรับเรื่องร้องทุกข์ จึงสามารถร้องเรียนไปที่ กลุ่มภารกิจด้านการคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม ภายใต้สำนักงานคณะกรรมการกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)

2.              หากยังไม่มีการชำระหนี้ หรือบ่ายเบี่ยงหลบเลี่ยง ก็สามารถนำความเดือดร้อนนี้ไปร้องยังสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค(สคบ.)  (กรุงเทพฯ) หรือคณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคประจำจังหวัดในจังหวัดที่ท่านอาศัยอยู่ได้

3.              มาตรการขั้นเด็ดขาด ผู้บริโภคสามารถนำเรื่องไปฟ้องยังศาลแพ่งและพาณิชย์ แผนกคดีผู้บริโภคได้ ซึ่งจะมีขั้นตอนและวิธีการดำเนินคดี รวมถึงไกล่เกลี่ยประนีประนอมที่เอื้ออำนวยความสะดวกให้กับผู้บริโภค

4.              การฟ้องเรื่องฉ้อโกงนั้นเริ่มด้วยการเข้าแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจและอัยการสั่งฟ้องไปยังศาลอาญาก็ได้เช่นกัน โดยสามารถขอให้เรียกร้องค่าเสียหายที่เกิดขึ้นได้ในคราวเดียวกันไปเลย

5.              ประชาชนสามารถฟ้องบังคับให้ กสทช. และ สคบ. ปฏิบัติหน้าที่ในการคุ้มครองสิทธิของประชาชน เช่น ออกเกณฑ์ คำสั่ง และบังคับควบคุมบริษัทได้ที่ศาลปกครอง

สรุปแนวทางแก้ไข

เรื่องซิมฟรีที่ไม่ยกเลิกสัญญาให้ตามที่ไปแจ้ง ใช้หลักนิติกรรมสัญญา และการคุ้มครองผู้บริโภค   ซึ่งกรณีนี้เมื่อได้มีการแสดงเจตนายกเลิกการใช้ไปแล้วโดยการแจ้งต่อสำนักงาน บริษัทผู้ให้บริการย่อมไม่มีสิทธิใดๆเหนือผู้รับบริการอีก หนี้จึงไม่เกิด   ปัจจุบัน กสทช.ได้ห้ามการจัดเก็บค่าบริการอื่นใดนอกเหนือจากค่าใช้บริการจริงเพื่อแก้ปัญหานี้เพิ่มเติม   ส่วนเรื่องการสวมสิทธินั้นผู้ประกอบกิจการต้องให้การประกันความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินแก้ลูกค้า ซึ่งกรณีนี้บริษัทเป็นเจ้าของเครือข่าย ข้อมูล และเทคโนโลยี สามารถติดตามตรวจสอบข้อมูลที่อยู่ในการควบคุมของตนได้จึงมีหน้าที่ดำเนินการแก้ไขความเสียหายไม่ให้ตกเป็นภาระของผู้รับบริการ โดยทั้งสองกรณีผู้บริโภคสามารถร้องเรียน กสทช. และ สคบ. รวมถึงฟ้องศาลแพ่งฯแผนกคดีผู้บริโภคได้   ถ้าเห็นว่าหน่วยงานทั้งสองไม่เร่งดำเนินการก็ฟ้องบังคับที่ศาลปกครองได้อีกด้วย

 

 

บล็อกของ ทศพล ทรรศนพรรณ

ทศพล ทรรศนพรรณ
บทความนี้จะไม่พูดถึงเหตุการณ์ในวันที่ 7 สิงหาคม 2559 เนื่องจากการแสดงความคิดเห็นต่อต้านการลงประชามติรับรองรัฐธรรมนูญในปัจจุบันอาจถูกดำเนินคดีทางกฎหมาย ไม่ว่าเราจะเห็นต่างและไม่ยอมรับกระบวนการที่ไม่เป็นประชาธิปไตยอย่างไร ก็ห้ามแสดงความคิดเห็น
ทศพล ทรรศนพรรณ
จากกรณีฮือฮาที่บัณฑิตนิติศาสตร์ถูกจับดำเนินคดี เนื่องจากผลิตเบียร์โดยไม่ได้รับอนุญาต จนมีการถกเถียงว่า “ทำไมรัฐไทยไม่อนุญาตให้คนทั่วไปผลิตเบียร์” ทั้งที่ชอบป่าวประกาศให้คนรุ่นใหม่ลุกขึ้นมาคิดค้นผลิตภัณฑ์เพื่อสร้างแบรนด์สินค้าท้องถิ่น ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย  จนทายาทเบียร์ยี่ห้อดังออกมาตอบโต้ โ
ทศพล ทรรศนพรรณ
นอกจากประเด็นที่สื่อมวลชนกำลังตื่นตัวว่าจะมีการออกกฎหมายมาควบคุมตีตราสื่อให้อยู่ภายใต้การควบคุมขององค์กรในลักษณะที่ผู้มีอำนาจอาจเข้ามาแทรกแซงแล้ว  อีกประเด็นที่เชื่อมโยงกันและกระเทือนไปสู่วงกว้างมาก คือ การขยายขอบเขตการควบคุมไปยัง สื่อใหม่  
ทศพล ทรรศนพรรณ
จากประสบการณ์ตรงและการสังเกตการณ์งานต่อสู้ของประชาชนในท้องถิ่นหลายงานสะท้อนปัญหาหนึ่งที่คล้ายกันในหลายพื้นที่ คือ ชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากโครงการและนโยบายพัฒนาขนาดใหญ่ของรัฐ หรือการลงทุนของภาคธุรกิจอุตสาหกรรม มักจะถูกจ้องมองด้วยสายตาหวาดระแวงไปจนถึงการถูกสลายทำลายขบวนการเรื่อยมา
ทศพล ทรรศนพรรณ
การเมืองประเด็นใหญ่ช่วงปลายปี 2016 ที่ชาวโลกจับตามองเห็นจะไม่พ้นการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา และการทยอยประกาศรางวัลโนเบลสาขาต่างๆ บ็อบ ดีแลน ได้โนเบล แต่ โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ตำแหน่งประธานาธิบดี
ทศพล ทรรศนพรรณ
การเมืองในโลกออนไลน์ที่ฮือฮาในช่วงปลายปีก่อนต่อเนื่องมาถึงช่วงต้นปีหนีไม่พ้นเรื่องกระแสวิพากษ์วิจารณ์ ร่างแก้ไขพระราชบัญญัติความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ฯ ที่ สนช. ภายใต้การผลักดันของรัฐบาล คสช.
ทศพล ทรรศนพรรณ
ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีสื่อสารที่ตัดข้ามผ่านพรมแดนตลอดเวลา และเศรษฐกิจระบบตลาดที่มีพละกำลังมหาศาลจนมิมีรัฐใดทัดทานได้ จนต้องเปิดกำแพงให้สินค้า บริการและผู้คนเคลื่อนไหวไปมาได้สะดวกกว่ายุคสงครามเย็นที่แบ่งฝักแบ่งฝ่าย จนนักคิดไม่น้อยหลุดปากว่า “รัฐชาติลดความสำคัญ” ไปแล้ว
ทศพล ทรรศนพรรณ
หากประเทศไทยต้องการผลักดันนโยบายไทยแลนด์ 4.0 จำต้องมีพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และกฎหมายที่ประกันความเป็นส่วนตัวในการสื่อสาร ตามมาตรฐานสากลใน 12 ประเด็นนี้
ทศพล ทรรศนพรรณ
จะพัฒนารัฐ ต้องมุ้งเป้าไปที่ ลูกหลานแรงงานและเกษตรกรโดยเฉพาะสตรี นี่คือสิ่งที่องค์การระหว่างประเทศด้านการพัฒนาเน้นย้ำเสมอ
ทศพล ทรรศนพรรณ
รางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ปีนี้มอบให้แด่ ศาสตราจารย์ชอง ติโรล (Jean Tirole) แห่งมหาวิทยาลัยตูลูส ประเทศฝรั่งเศส    องค์กรให้เหตุผลอย่างชัดเจว่าเป็นผลจาก การวิเคราะห์อำนาจเหนือตลาดของผู้เล่นน้อยรายที่มักจะมีอำนาจเหนือตลาด ประสิทธิภาพของกลไกตลาดจึงเสียหาย และมีข้อเสนอในงานวิจัยของเขา
ทศพล ทรรศนพรรณ
ความเข้าใจผิดประการหนึ่งต่อการกระตุ้นตลาดเศรษฐกิจดิจิทัลและดึงดูดการลงทุนในอภิมหาโครงการไทยแลนด์ 4.0 ก็คือ การมุ่งไปชักชวนผู้ประกอบการรายใหญ่โดยใช้มาตรการลดแลกแจกแถมในรูปแบบการเชิญชวนนักลงทุนในยุคอุตสาหกรรมหนักซึ่งพ้นยุคสมัยไปแล้ว
ทศพล ทรรศนพรรณ
เมื่อมีรัฐบาลใหม่สิ่งทีตามมาด้วยเสมอ คือ นโยบายด้านเกษตรกรรม   ในอดีตเกษตรกร หรือที่คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าเป็น “ชาวนา” คือ กลุ่มเป้าหมายหลักในการหยิบมาเป็นกลุ่มคนที่ต้องได้รับนโยบายอุดหนุน   ตามสโลแกน “ชาวนา คือ กระดูกสันหลังของชาติ”  ที่แม้แต่คนรุ่นหลังๆ ก็ยังได้ฟังคำขวัญเห