Skip to main content

สถานการณ์ในด้านสิทธิมนุษยชนในต่างประเทศนั้น มีความสัมพันธ์กับหลายปัจจัยที่อาจเกิดความเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาการละเมิดต่อนักปกป้องสิทธิมนุษยชนภายในประเทศที่เกิดจากข้อค้นพบจากกรณีศึกษา มีปัจจัยดังต่อไปนี้


1. สถานการณ์สิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องกับบริบทภายในประเทศ

1) การเมือง, ระบอบการปกครอง
ในประเทศที่การเมืองขาดเสถียรภาพ เช่น ปัญหาเรื่องความขัดแย้งระหว่างประเทศ ความขัดแย้งในประเทศ ปัญหาอาชญากรรมรุนแรง ในประเทศที่การเมืองขาดเสถียรภาพเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะจัดการปัญหาความไม่สงบในประเทศ โดยใช้วิธีการปราบปรามที่ละเมิดต่อหลักสิทธิมนุษยชน รวมถึงประเทศที่ปกครองในระบอบสังคมนิยม เช่น ประเทศเวียดนามและประเทศจีน ที่ถูกหล่อหลอมจากแนวคิดสังคมนิยมที่ไม่ศรัทธาสิทธิปัจเจก เช่น ระบบกรรมสิทธิ์ สิทธิพลเมือง (ยังมีประเทศที่ไม่ได้กล่าวถึงในกรณีศึกษาที่ปกครองด้วยระบอบสังคมนิยมและมีปัญหาเรื่องการละเมิดหลักสิทธิมนุษยชน เช่น คิวบา เกาหลีเหนือ ลาว)
ขณะที่ประเทศที่มีการปกครองระบอบประชาธิปไตยและมีดัชนีประชาธิปไตยที่สมบูรณ์โดยวัดจากตัวชี้วัดได้แก่ ความเป็นประชาธิปไตยในการกระบวนการเลือกตั้งและพหุนิยม การทำงานของรัฐบาล การมีส่วนร่วมทางการเมือง วัฒนธรรมทางการเมืองและเสรีภาพของพลเมือง  สัมพันธ์กับสถานการณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ต่ำ ได้แก่ประเทศนอร์เวย์ ไอซ์แลนด์ สวีเดน นิวซีแลนก์ เดนมาร์ก แคนาดา เป็นต้น

2) การคอร์รัปชั่น, ผลประโยชน์
การคอร์รัปชั่นของรัฐรวมถึงผลประโยชน์ทับซ้อน ที่ขาดการตรวจสอบในเรื่องความโปร่งใส เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดการละเมิดสิทธิและคุกคามนักปกป้องสิทธิมนุษยชนที่ออกมาเคลื่อนไหวเพื่อเปิดโปงการกระทำความผิดของรัฐหรือรณรงค์การออกมาเคลื่อนไหว โดยเฉพาะในประเด็นเรื่องของทรัพยากรธรรมชาติ และปัญหาการคอร์รัปชั่นของรัฐบาล เช่น ในประเทศฟิลิปปินส์ เม็กซิโก และ เปรู และสถานการณ์เลวร้ายลงเมื่อต้องเผชิญกับผู้นำที่ถืออำนาจเบ็ดเสร็จด้วย เช่น ประเทศซิมบับเว

3) สถาบันพระมหากษัตริย์
ยังคงมีประเทศที่มิให้มีการวิพากษ์วิจารณ์สถาบัน เช่น โมรอคโค ที่ถือว่าเป็นการกระทำความผิด สถานการณ์การละเมิดต่อนักปกป้องสิทธิในกรณีนี้ ส่วนมากเป็นการละเมิดสิทธิของนักปกป้องสิทธิที่ออกมาเคลื่อนไหวในเรื่อง เสรีภาพการแสดงออก เสรีภาพในการพูด และเสรีภาพของสื่อที่ได้นำเสนอ หรือ วิพากษ์ วิจารณ์เกี่ยวกับสถาบัน โดยการวิพากษ์วิจารณ์ต่อสถาบันกษัตริย์ถือเป็นการท้าทายอำนาจของกษัตริย์ที่มาจากแนวคิดความเป็นสมมุติเทพ และ สิทธิมนุษยชนเองโดยสภาพที่เชื่อในเรื่องความเท่าเทียมกันของมนุษย์ขัดต่อการได้มาซึ่งอำนาจของกษัตริย์ที่อาศัยบุญญาบารมี หรือได้จากบรรพบุรุษอันเป็นการได้มาซึ่งอำนาจโดยสิทธิพิเศษหรือระบอบอุปถัมภ์

4) เศรษฐกิจ
ในประเด็นเรื่องการคุกคามนักปกป้องสิทธิที่สัมพันธ์กับเศรษฐกิจ
ประเด็นที่ 1 การไม่ต้องพึ่งพาระบบเศรษฐกิจภายนอก เช่น ประเทศจีน การพึ่งพาเศรษฐกิจภายนอกจำเป็นต้องรักษาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และมีภาพลักษณ์ที่ดีเพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อคู่ค้าโดยเฉพาะหากเป็นคู่ค้าที่มาจากประเทศในสหภาพยุโรป ที่ต้องมีสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนที่ดีด้วย ซึ่งมีผลต่อการตัดสินใจลงทุน ดังนั้นประเทศที่ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาระบบเศรษฐกิจดังกล่าว ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องตระหนักเรื่องสิทธิมนุษยชนเป็นที่ตั้งมากกว่าความมั่นคงในประเทศในปกครองในระบอบสังคมนิยม
ประเด็นที่ 2 ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ในประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำสูงส่วนใหญ่แปรผันไปตามสถานการณ์ความเลวร้ายด้านสิทธิมนุษยชน เช่น ประเทศไทย, รัสเซีย,ตุรกี,อินเดีย เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำต่ำอย่างเช่น สหภาพยุโรป เป็นต้น 
ประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำสูงที่มีความสัมพันธ์กับการละเมิดสิทธิมนุษยชน กล่าวคือ ปัจจัยที่ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำคือระบบเศรษฐกิจและการเมืองที่ล้มเหลวต่อการสร้างความเป็นธรรมและความเสมอภาคในรัฐและนำมาซึ่งการละเมิดสิทธิมนุษยชน เช่น รัฐที่เอื้อผลประโยชน์ให้แก่นายทุนและเกิดการทุจริตคอร์รัปชั่น ย่อมเป็นที่มาของการเรียกร้องและเคลื่อนไหว เมื่อบวกกับรัฐนั้นที่มิได้ยึดหลักการนิติรัฐ ย่อมหลีกเลี่ยงการละเมิดสิทธิมนุษยชนไม่ได้เลย เมื่อรัฐต้องมีการปราบปรามต่อผู้ที่ออกมาเคลื่อนไหวนั้น

5)  ระบอบเผด็จการ
การคงอำนาจเบ็ดเสร็จของผู้นำเผด็จการ ทำให้โดยธรรมชาติแล้วเกลียดชังการวิพากษ์วิจารณ์ที่ทำให้ประชาชนเสื่อมศรัทธาต่อตนเอง จึงมีปฏิกิริยาตอบสนองที่รุนแรงต่อผู้ที่ออกมาเคลื่อนไหว วิพากษ์วิจารณ์ตน โดยใช้อำนาจเบ็ดเสร็จของตนปราบปรามผู้ที่ออกมาเคลื่อนไหว เช่น ประเทศจีน, ตุรกี เป็นต้น

6) ความรับรู้ในเรื่องสิทธิมนุษยชนของพลเมืองในประเทศ
โดยปกติ เรามักจะเห็นการเคลื่อนไหวในเรื่องสิทธิมนุษยชนเฉพาะคนกลุ่มหนึ่งเท่านั้น แต่กระนั้นความสำเร็จของการเคลื่อนไหวประการหนึ่งคือ การรวมกลุ่มและเครือข่ายที่ทำให้มีแรงกระเพื่อมและมีอำนาจในการต่อรอง การเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องต่อเรื่องใด ๆ หากเกิดขึ้นกับคนเพียงกลุ่มเดียวอาจไม่ได้ส่งผลกระทบที่สามารถกดดันให้รัฐพึงกระทำตามข้อเรียกร้องนั้นได้ แต่เมื่อการเคลื่อนไหวเกิดขึ้นในลักษณะที่ฉันทามติ ย่อมทำให้เป็นที่จับตามองในระดับนานาอารยะประเทศ และทำให้รัฐไม่สามารถปฏิเสธต่อข้อเรียกร้องได้ทางหนึ่ง

 

2. สถานการณ์เรื่องสิทธิมนุษยชนในระดับภูมิภาค
จากกรณีศึกษา ภูมิภาคในแถบแอฟริกาจะมีความตระหนักของเรื่องสิทธิมนุษยชนที่เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของพลเมืองน้อยเมื่อเทียบกับสิทธิส่วนรวม เช่น ประเทศคองโก ซิมบับเว โมรอคโค ที่โดยพื้นฐานส่วนใหญ่เป็นประเทศที่ยากจนและมีดัชนีของความเป็นประชาธิปไตยที่อยู่ในระดับต่ำ โดยในภูมิภาคแอฟริกาได้มีการรวมกลุ่มประเทศกันคือ สหภาพแอฟริกา (African Union) ซึ่งได้มีการใช้หลักการสิทธิมนุษยชนตามกฎบัตรแอฟริกาว่าด้วยสิทธิมนุษยชนและพลเมือง   ที่แม้ได้มีการกำหนดหลักการการปกป้องสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขั้นพื้นฐานที่รัฐในสหภาพแอฟริกาได้ให้การรับรองไว้ แต่สถานการณ์สิทธิมนุษยชนก็ยังคงย่ำแย่

 

3. สถานการณ์เรื่องสิทธิมนุษยชนในระดับกลุ่มศาสนา
หลักการตามปฏิญญาสากลคือหลักการที่วางหลักไว้ว่า เพื่อเป็นหลักปฏิบัติพื้นฐานอย่างน้อยที่สุดที่รัฐควรปฏิบัติตาม แต่ทั้งนี้มีข้อจำกัดทางบริบทศาสนาที่ไม่อาจปฏิบัติตามหลักการตามปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนได้ทุกข้อ เนื่องจากขัดต่อความเชื่อทางศาสนาที่ต้องเชื่อฟังและเคารพต่ออัลลอฮ์ในการเป็นมุสลิมที่ดี เช่น การใช้กฎหมายอิสลาม ความเท่าเทียมทางเพศ การมีสิทธิในการตัดสินในด้วยตนเอง ดังนั้นจึงได้มีหลักการสิทธิมนุษยชนเพื่อใช้ในประเทศมุสลิมที่ปรับเปลี่ยนเพื่อให้เข้ากับความเชื่อและบริบททางศาสนา คือ  Cairo Declaration on Human Rights in Islam ที่มีการประกาศใช้เมื่อปี 1990

 


4. ประเภทของการคุกคามสิทธิของนักปกป้องสิทธิมนุษยชน

1) การคุกคามนักปกป้องสิทธิในระดับการรวมกลุ่ม/องค์กร
การเคลื่อนไหวในระดับกลุ่มหรือองค์กรเป็นการเคลื่อนไหวในลักษณะการเรียกร้องต่อเหตุการณ์ที่กระทบต่อจิตใจของคนจำนวนมากเช่น โศกนาฏกรรมเรือเซวอล การปราบปรามเทียนอันเหมิน และการเรียกร้องที่เกี่ยวกับการกระทำของรัฐที่ละเมิดต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยเช่น ในประเทศซิมบับเว และประเทศคองโก
การคุกคามสิทธิของนักเคลื่อนไหวแบบกลุ่มที่สนใจในประเด็นเดียวกัน ในกรณีนี้จะทำให้เป็นที่จับตามองจากประชาคมโลกและจากคนในประเทศด้วย ในแง่หนึ่งการปราบปรามของรัฐกับคนกลุ่มใหญ่หรือองค์กร เป็นการทำให้เอิกเกริก ซึ่งรัฐจะต้องพิจารณาถึงผลเสียหายที่ตามมาหากรัฐยังคงต้องพึ่งพาระบบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และความเชื่อมั่นในประชาคมโลก หรือ อาจเกิดการสูญเสียความชอบธรรมทางการเมือง

2) การคุกคามนักปกป้องสิทธิในระดับปัจเจก
การเคลื่อนไหวในระดับปัจเจกที่นักปกป้องสิทธิมนุษยชนถูกคุกคามเนื่องจากรัฐมองว่าเป็นภัยคุกคาม โดยเฉพาะรัฐที่สถานการณ์สิทธิมนุษยชนภายในรัฐล้มเหลว การคุกคามนักปกป้องสิทธิฯในระดับปัจเจก หากมิได้เป็นคนมีชื่อเสียงหรือเป็นที่รู้จัก อาจไม่ได้ส่งผลในแง่ของการรณรงค์มากนัก เช่น การถูกอุ้มหายหรือความตายของคนหนึ่งคนอาจไม่ได้ส่งผลอย่างไรเลย เนื่องจากไม่ได้เป็นที่รู้จัก อีกทั้งหากเป็นการละเมิดต่อนักปกป้องสิทธิโดยรัฐที่อาจมีการปกปิดการกระทำความผิดได้ โดยเฉพาะหากเกิดขึ้นในประเทศที่ไม่ได้มีการตระหนักถึงเรื่องสิทธิมนุษยชนเป็นที่ตั้ง

*จากกรณีศึกษาผู้พิทักษ์สิทธิมนุษยชนในต่างประเทศ ทบทวนโดย บงกช ดารารัตน์ ในวิจัย การลดความเหลื่อมล้ำด้านความยุติธรรมต่อกลุ่มเสี่ยงโดยศึกษาสภาพปัญหาและแนวทางการคุ้มครองผู้พิทักษ์สิทธิมนุษยชนในประเทศไทย, 2565. สนับสนุนทุนโดย สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.).

 

บล็อกของ ทศพล ทรรศนพรรณ

ทศพล ทรรศนพรรณ
เรื่องนี้มีน้องคนหนึ่งนำเรื่องแปลกมากเล่าให้ฟัง เหตุการณ์ก็มีดังนี้ครับ
ทศพล ทรรศนพรรณ
เรื่องสุดท้ายของบริการด้านสื่อสารแล้วนะครับ เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับทุกบ้านแน่ๆ เพราะเดี๋ยวนี้เรามีอินเตอร์เน็ตใช้ที่บ้านกันแล้วแทบทุกหลังเพราะมันทำให้เราสามารถทำงานหรือพักผ่อนที่บ้านได้โดยไม่ต้องเดินทางออกไปนั่งทำงานที่อื่นหรือเสียเงินออกไปซื้อความบันเทิงนอกบ้าน   หนูก็ชอบดูซีรี่ส์แล
ทศพล ทรรศนพรรณ
เรื่องต่อมาผมคิดว่าหลายท่านคงเคยหงุดหงิดอารมณ์เสียกับรถที่ดันมาพังเอาตอนที่เรารีบเร่งจะต้องใช้งานใช่ไหมครับ ที่แย่ไปกว่านั้น คือ เราขับได้แต่ซ่อมไม่เป็นต้องเข็นไปเข้าอู่ซึ่งก็ไม่รู้ว่าที่ไหนดีไม่ดี มีฝีมือน่าเชื่อถือจริงรึเปล่า เพราะเราก็ไม่มีความรู้ด้านเครื่องยนต์กลไกและช่วงล่างใดๆทั้งสิ้น ผู้ชา
ทศพล ทรรศนพรรณ
เรื่องนี้หลายท่านอาจจะเคยเจอปัญหาเดียวกัน หรือเคยได้ยินตามข่าวคราวที่ออกมาหลายครั้งนะครับ เพราะว่าปัจจุบันศูนย์ออกกำลังกายหรือฟิตเนสเซ็นเตอร์เป็นที่นิยมมาก ก็เพราะเราอยากมีร่างกายแข็งแรง รูปร่างสวยงาม เปล่งปลั่งมาจากภายในแต่ไม่มีเวลาไปออกกำลังกายในที่โล่งแจ้งเพราะไม่ตรงกับเวลาว่าง ก็มักจะเข้าฟิตเ
ทศพล ทรรศนพรรณ
เรื่องยุ่งๆ เกิดจากการไม่ได้รับความเป็นธรรมตามเงื่อนไขการสมัครเป็นสมาชิกของบริษัทจำกัดแห่งหนึ่ง ซึ่งได้เข้ามาชักชวนคนในพื้นที่ให้เข้าร่วมทำสัญญาประกันชีวิตแต่ไม่ได้ทำตามเงื่อนไขของสัญญาที่มาเล่าปากเปล่าและมีการปิดบังซ่อนเร้น เพิ่มเติมเงื่อนไขบางอย่าง เมื่อผู้เอาประกันตาย ญาติ ลูกหลานไปร้องขอรับปร
ทศพล ทรรศนพรรณ
เรื่องที่จะนำมาเล่าสู่กันฟังเป็นกรณีที่เกี่ยวกับความเสียหายที่เกิดจากการกระทำของผู้อื่นที่อาจมาเคาะประตูบ้านเราได้ทั้งที่เราก็อยู่เฉยๆในบ้านไม่ได้ออกไปทำอะไรเสี่ยงภัย  แต่กลับประสบภัยจากความประมาทเลินเล่ออย่างรายแรงของผู้อื่น  ลองไปฟังเคราะห์หามยามซวยของน้องคนหนึ่งที่หวังจะใช้กฎหมายเป็น
ทศพล ทรรศนพรรณ
ป้าคนหนึ่งเข้ามาปรึกษาว่าไปโรงพยาบาลรัฐแถวบ้านซึ่งตนมีชื่อเป็นคนใช้สิทธิบัตรทองอยู่ที่นั่น แต่ด้วยความที่ป้าได้รับบัตรมานานมากแล้ว และเมื่อสองปีก่อนได้มีการก่อสร้างและซ่อมบ้านทำให้ต้องโยกย้ายข้าวของออกจากบ้านก่อนจะกลับเข้าไปอยู่อีกครั้งเมื่อซ่อมแซมเสร็จ ทำให้บัตรที่เก็บไว้สูญหายไปเมื่อไหร่ก็ไม่ทร
ทศพล ทรรศนพรรณ
สิ่งที่ขับเคลื่อนโลก คือ เทคโนโลยี การทหาร การค้า และการแพร่ความคิด ความเชื่อ ศาสนา
ทศพล ทรรศนพรรณ
กฎหมาย เขียนด้วยคน บังคับด้วยคน และก็เป็นการควบคุมพฤติกรรมของคน   จึงมีคนสงสัยว่า แล้วอย่างนี้จะมีกฎหมายสิ่งแวดล้อมไปทำไมในเมื่อไปบังคับ ดิน ฟ้า อากาศ หรือน้ำ ไม่ได้  
ทศพล ทรรศนพรรณ
ตลอดหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมา ผมได้ใช้เวลาวนเวียนอยู่กับการทำวิจัยเกี่ยวกับกฎหมายมาโดยตลอด ตั้งแต่ตอนเขียนวิทยานิพนธ์ปริญญาโท
ทศพล ทรรศนพรรณ
หลังจากคำทำนายในบทความ “รัฐเผด็จการ กับ การล้วงตับ” ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ (http://blogazine.in.th/blogs/streetlawyer/post/4833) จึงเป็นเวลาอันสมควรที่ประชาชนและสังคมไทยต้องร่วมกันต่อต้าน ชุดกฎหมายความมั่นคงโดยเฉพาะ พรบ.ความมั่นคงไซเบอร์ ที่มีเนื้อหาจำนวนมากขัดกับ หลักกฎหมายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
ทศพล ทรรศนพรรณ
“ความซวยไม่เข้าใครออกใคร” รถหาย โดนเบี้ยวหนี้ ชนแล้วหนีไม่มีใครรับผิดชอบเด็กในท้อง ไปจนถึงเรื่องเงินๆ ทองๆ ที่ถ้าลองได้เกิดขึ้นในหมู่คนรู้จัก ก็มักจบลงด้วยการตัดญาติขาดมิตร ไม่เผาผีกัน คงเป็นสิ่งที่ได้ยินไม่เว้นแต่ละวันใช่ไหม