Skip to main content

นักปกป้องสิทธิมนุษยชนผู้คร่ำหวอดอยู่ในสนามมายาวนานได้วิเคราะห์สถานการณ์การคุกคามผ่านประสบการณ์ของตนและเครือข่ายแล้วแสดงทัศนะออกมาในหลากหลายมุมมอง ดังนี้

สำหรับผู้ที่ทำงานด้านวิชาการควบคู่กับการผลักดันประเด็นป่าไม้ ที่ดิน สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ ที่ต้องต่อสู้คัดค้านกับโครงการต่างๆ ของรัฐและบรรษัท เช่น การทำเหมือง เขื่อน โรงงาน ฯลฯ ที่ประชาชนในพื้นที่ไม่มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ แม้โครงการดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อชุมชนและสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรงก็ตาม ส่วนหนึ่งเห็นว่า หากเป็นกรณีเหมืองแร่ อาจไม่เกิดความรุนแรงหรือการคุกคามนักเคลื่อนไหว ได้เทียบเท่ากับประเด็นเรื่องทรัพยากร ที่ดิน ป่าไม้ และสิ่งแวดล้อม เพราะกรณีหลัง รัฐสามารถอ้างสิทธิ์ความเป็นเจ้าของทรัพยากรเหล่านั้น จนสร้างความชอบธรรมแก่กระทำความรุนแรงของตนเองได้ ผิดกับกรณีเหมืองแร่ ที่หน่วยงาน หรือผู้มีอำนาจให้สัมปทาน ไม่มีที่ดินเป็นของตัวเอง ต้องขอใช้ที่ดินกับหน่วยงานอื่นๆ จึงไม่มีท่าทีก้าวร้าวรุนแรงมากนัก และช่วงหลังมานี้ ทรัพยากรแร่ในไทย ก็ขุดขึ้นมายากขึ้น อย่างไรก็ดี การทำเหมืองแร่ในพื้นที่เปราะบาง เช่น ป่าสงวน ป่าต้นน้ำ ฯลฯ ก็อาจเกิดขึ้นได้ หากเป็นทุนขนาดใหญ่ ที่มีอภิสิทธิ์เหนือว่าทุนอื่นๆ

เรื่องการคุกคาม อาจต้องพิจารณาถึงเรื่องห่วงโซ่อุปทานของโครงการพัฒนาเหล่านั้นด้วย กล่าวคือ ในเบื้องต้น การดำเนินโครงการหลักย่อมเกี่ยวข้องกับคู่กรณี 3 ฝ่าย คือ รัฐ ทุนใหญ่ และประชาชน ที่มีสถาบันกฎหมายเข้ามากำกับ และความรุนแรงเกิดขึ้นได้ยาก แต่ทว่า หากเป็นส่วนย่อย เช่น การรับเหมาถมดินที่เกี่ยวเนื่องกับการทำเหมือง เจ้าของรถบรรทุกขนแร่ ก็ต้องอาศัยการจ้างรับเหมากลุ่มนายทุนท้องถิ่น และตัวละครสำคัญอย่างรัฐ ก็จะหายไป และคู่กรณีจะเหลือเพียงประชาชนกับกลุ่มทุนเท่านั้น ซึ่งภายใต้สถานการณ์นี้ ความรุนแรง และอำนาจนอกกฎหมายทั้งหลาย จะปรากฏออกมาได้ง่ายกว่า เพราะกฎหมายและรัฐหายไปจากสมการความขัดแย้ง

ทว่าหากเป็นยุครัฐบาลทหาร ผู้มีอำนาจมักมองชาวบ้านที่ไม่ยอมจำนนต่ออำนาจ และต่อต้านการพัฒนาของรัฐ เป็นศัตรู ปัญหาอีกอย่างหนึ่ง คือ ฝ่ายความมั่นคงของรัฐไทย นั้นไร้ประสิทธิภาพและศักยภาพอย่างมากในปฏิบัติการจัดเก็บข้อมูล จึงเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดการรายงานข้อมูลคลาดเคลื่อน ผิดจากความเป็นจริงอย่างมาก และอาจมีโอกาสที่จะเกิดการใช้ความรุนแรงโดยสำคัญผิด หรือ “ยิงผิดตัว” สูงมาก ขณะเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นประเด็นในก็ตาม บริบทการเมืองถือเป็นเหตุปัจจัยหลักที่จะบ่งชี้ว่า สถานการณ์ของนักปกป้องสิทธิมนุษยชนจะเป็นอย่างไรซึ่ง ภายใต้รัฐบาลอำนาจนิยม การคุกคามด้านสิทธิมนุษยชนกับคนที่มีความคิดเห็นต่างย่อมต้องรุนแรงมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ที่เอื้อประโยชน์ต่อผู้ปกครองที่อ้างตนเองว่าเป็นคนดี ใช้อำนาจนำในการปกครองโดยมีอำนาจพิเศษที่อยู่เหนือรัฐธรรมนูญเป็นเครื่องมือหลักในการทำลายฝ่ายที่มีความเห็นต่าง และหลังการรัฐประหาร 2557 มีการแก้กฎหมายเอื้อให้ชนชั้นปกครองใช้ดุลพินิจเกินขอบเขต ขาดการตรวจสอบของภาคประชาสังคม ทำให้เกิดรัฐที่บริหารด้วยระบบรัฐราชการ ชนชั้นศักดินาเป็นอภิสิทธิ์ชนที่บังคับใช้กฎหมายกับประชาชนอย่างเข้มงวดแต่กลับเพิกเฉยต่อการกระทำผิดของชนชั้นเดียวกัน

อีกทั้ง ที่ผ่านมา ความแย้งทางการเมือง การแบ่งฝักแบ่งฝ่ายแบ่งสีทางการเมือง มีส่วนในการทำลายให้ขบวนการหลายแห่งยุติบทบาท และต้องแตกแยกเนื่องจากความแตกต่างด้านอุดมการณ์ทางการเมืองไทยหลัง 2549 ไม่สามารถหวนกลับคืนมาดังเดิมได้อีก

ในเรื่องการใช้ความรุนแรงปราบขบวนการเคลื่อนไหวนั้นจะขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยที่หลากหลายหรือจำเพาะมากในแต่ละพื้นที่ที่จะทำให้เกิดความรุนแรงขึ้น เช่น “ทุน” ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าโครงการนั้นเป็นของ ทุนท้องถิ่นที่เป็นเจ้าพ่อ หรือทุนท้องถิ่นที่ไม่ใช่เจ้าพ่อด้วย ซึ่งจะแสดงอาการโกรธกับการต่อต้านของชาวบ้านต่างกัน ยิ่งหากเปิดโปงสายสัมพันธ์ความเชื่อมโยงระหว่างทุน การเมืองและรัฐต่อสาธารณะมากเท่าไหร่ ทั้งทุนเจ้าพ่อและทุนไม่ใช่เจ้าพ่อจะระมัดระวังตัวไม่กล้าใช้ความรุนแรงมากนัก มีความละอายใจ หน้าบางและระมัดระวังขึ้นเมื่อถูกแสงไฟจับจ้อง หลายกรณีสาวไม่ถึงตัวการใหญ่ที่สั่งเก็บ เพราะคนที่ทำคือพวกที่เสียประโยชน์ชั้นรองลงไป เช่น กลุ่มผู้รับเหมา เจ้าของรถบรรทุกรายเล็กรายย่อยที่รอรับจ้างขนแร่ขนดิน พวกคนงานที่ตกงานหรือไม่ได้รับค่าจ้างจากการประท้วงจนทำให้ต้องหยุดการผลิต เป็นต้น จากการที่นายทุนนั้นไม่ได้รับสัมปทาน แต่กล่าวได้ว่ากลุ่มที่ลงมือทำใช้ความรุนแรงล้วนอยู่ใน 'ห่วงโซ่การผลิต' และ 'ห่วงโซ่อุปทาน'

ส่วน “รัฐ” ถ้าการคัดค้านทำให้กระบวนอนุมัติ อนุญาตในขั้นตอนของราชการนั้น ๆ ติดขัดหรือสะดุด ข้าราชการนั้นก็จะโกรธอย่างมากจนต้องตัดสินใจใช้ความรุนแรงต่อขบวนการเคลื่อนไหว เนื่องเพราะอาจโดนผู้บังคับบัญชาต่อว่า และส่งผลให้ไม่ได้เลื่อนชั้นตำแหน่งการงาน รวมถึงอาจโดนนายทุนกดดันมา จนทำให้ถูกยกเลิกอามิสสินจ้างก้อนโตที่นายทุนให้คำมั่นสัญญาเอาไว้แล้วว่าจะให้

อีกทั้ง ความรุนแรงอาจมีอยู่สองแบบที่ทำงานสอดรับไปด้วยกัน คือ หนึ่ง ความรุนแรงแนวดิ่ง ซึ่งคือฆ่า สังหาร เอาชีวิต สอง ความรุนแรงแนวระนาบ ซึ่งคือการฟ้องคดีกลั่นแกล้ง การข่มขู่คุกคาม กดขี่ข่มเหง ทำให้บาดเจ็บ บังคับขู่เข็ญรึเข้ามาแบบอ่อนโยนเพื่อให้รับสินจ้างรางวัลรึซื้อสิ่งของต่าง ๆ ให้เพื่อเป็นบุญคุณ และเพื่อทำให้กลัว เพื่อจะได้หยุด ยกเลิก และยุติการคัดค้าน โดยทั่วไปก่อนจะใช้ความรุนแรงแนวดิ่ง จะต้องทำความรุนแรงแนวระนาบก่อน ถ้าเอาไม่อยู่ค่อยเริ่มลงมือใช้ความรุนแรงแนวดิ่ง   สถานการณ์เช่นนี้ สะท้อนให้เห็นว่า โครงสร้างรัฐไทยนั้นมีสองระบบซ้อนกัน ปกครองประชาชนโดยวิธีการนอกกฎหมายเป็นหลัก เป็นรัฐเร้นลึก (Deep State) ที่อิทธิพลมีอำนาจอยู่เหนือกฎหมาย อำนาจก็ปกครองโดยอาศัยการภาพลักษณ์บังหน้า ส่วนอิทธิพลนอกกฎหมายก็จะใช้วิธีการดิบเถื่อนไปเลย

ปัจจัยที่ทำให้สถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศไทยไม่ถูกพัฒนาไปข้างหน้า คือ การที่กลไกของรัฐและระบบกฎหมายถูกครอบงำโดยกลุ่มทุน ถูกทำให้เป็นส่วนหนึ่งกับบรรษัทด้วยการเป็นเครื่องมือปกป้องผลประโยชน์ กล่าวอีกแง่หนึ่ง ในระบบทุนนิยม กฎหมายเป็นเพียงเครื่องมือในการปกป้องระบบกรรมสิทธิ์ ประชาชน ชุมชน ถูกทำให้ด้อยสิทธิโดยกฎหมายทรัพย์สิน  และการคุกคามอาจแฝงตัวอยู่เป็นความรุนแรงเชิงโครงสร้างมาอย่างยาวนาน ชุมชนตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบมาโดยตลอด ขณะที่ฝ่ายผู้มีอำนาจรัฐ กลุ่มทุน ก็อาศัยเครื่องมือ หรือเงินทุน งบประมาณ มาใช้แทรกซึม ขัดขวาง จำกัดการรับรู้ของชุมชน เช่น ใช้ทุนส่งเสริมงานวิจัยเรื่องพันธุ์พืช เพื่อเสริมอำนาจกดทับความรู้ดั้งเดิมของชุมชน สร้างแรงจูงใจ หรือสนับสนุนการเข้าร่วม CPTPP เป็นต้น

ส่วนการวิเคราะห์จากนักปกป้องสิทธิมนุษยชนในประเด็นแรงงาน ส่วนหนึ่งเห็นว่า สถานการณ์ทุกอย่างยังเหมือนเดิม ในความหมายว่า เลวร้ายเหมือนเดิม ไม่ได้หนักขึ้น ปัญหาที่ผ่านมาล้วนไม่ได้รับการแก้ไขแต่อย่างใด เพียงแต่สังคมรับข้อมูลข่าวสารกว้างขวางขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น หลังการรัฐประหารและในภาวะที่ประชาธิปไตยย่ำอยู่กับที่ สหภาพแรงงานย่อมเกิดขึ้นได้ยาก บริหารจัดการองค์กรได้ลำบากมากขึ้น ซึ่งหากพิจารณา 10 ปีล่าสุด การขับเคลื่อนในรูปแบบขององค์กรแรงงานแทบไม่ปรากฏให้เห็น

ด้านกลุ่มคนทำงานด้านกฎหมายเพื่อสิทธิมนุษยชนของนักเคลื่อนไหวทางการเมือง วิเคราะห์ไว้อย่างน่าสนใจว่า ภายใต้ความขัดแย้งทางการเมืองที่สั่นคลอนอำนาจรัฐ รัฐไทยมักเปลี่ยนวิธีการคุกคามใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง การละเมิดสิทธิก็เปลี่ยนแปลงรูปแบบไปบ้าง รัฐตอบโต้ด้วยวิธีการทางกฎหมายมากขึ้น แต่ในภายภาคหน้าอาจรุนแรงมากขึ้น หากรัฐเริ่มจนตรอก และไม่สามารถใช้วิธีการที่ปราศจากความรุนแรงเพื่อกำราบประชาชนได้อีกแล้ว ในอนาคต พระราชบัญญัติองค์กรพัฒนาเอกชน ที่รัฐต้องการตราออกมาเพื่อควบคุม ตรวจสอบการทำงานขององค์กรพัฒนาเอกชน อาจทำให้การปกป้องสิทธิต้องเจอกับอุปสรรคมากขึ้น

ดังนั้น เพื่อรับมือกับมาตรการตอบโต้จากฝ่ายตรงข้าม การขับเคลื่อนขบวนการ หรือการทำงานเป็นกลุ่ม ย่อมมีประสิทธิภาพ ทรงพลัง แข็งแกร่ง เป็นที่รับรู้ในวงกว้างมากกว่าการเคลื่อนแบบปัจเจกบุคคล แม้สื่อสังคมออนไลน์ จะช่วยอำนวยความสะดวกให้การสื่อสารต่อสาธารณะทำได้สะดวกมากขึ้นก็ตาม แต่การรวมกลุ่มจะช่วยเสริมสร้างเกราะป้องกัน ไม่ให้ฝ่ายผู้คุกคามใช้มาตรการคุกคามได้โดยง่าย

ทั้งนี้ สถานการณ์การคุกคามอาจเกิดจากปัญหาของตัวคณะทำงานหรือองค์กรปกป้องสิทธิมนุษยชนเองด้วยเช่นกัน ซึ่งบางส่วนมองว่า ความสามารถคนทำงานยังไม่พัฒนา โลกหมุนไปข้างหน้า แต่คนทำงานไม่พลวัต ไม่พัฒนาศักยภาพตามไปด้วย ความสามารถของคนทำงานยังไม่สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ ทั้งยังต้องประสบปัญหาเกี่ยวกับช่องว่างระหว่างวัยอย่างรุนแรง การเข้าใจ หรือมองปัญหาแตกต่างกันมากเกินไป  และการบริหารจัดการหรือประเมิณความเสี่ยงของคนทำงานก็เป็นสำคัญ ความเสี่ยงทั้งหลายจะขึ้นอยู่กับวิธีการทำงาน ต้องเรียนรู้ ต้องอาศัยประสบการณ์ที่จะทำให้การทำงาน หรือการขับเคลื่อนประเด็นเป็นไปโดยมีความเสี่ยงน้อยที่สุด

*จากบทสัมภาษณ์ผู้พิทักษ์สิทธิมนุษยชน ถอดบทเรียนโดย ภาสกร ญี่นาง ในวิจัย การลดความเหลื่อมล้ำด้านความยุติธรรมต่อกลุ่มเสี่ยงโดยศึกษาสภาพปัญหาและแนวทางการคุ้มครองผู้พิทักษ์สิทธิมนุษยชนในประเทศไทย, 2565. สนับสนุนทุนโดย สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.).

 

บล็อกของ ทศพล ทรรศนพรรณ

ทศพล ทรรศนพรรณ
เรื่องนี้มีน้องคนหนึ่งนำเรื่องแปลกมากเล่าให้ฟัง เหตุการณ์ก็มีดังนี้ครับ
ทศพล ทรรศนพรรณ
เรื่องสุดท้ายของบริการด้านสื่อสารแล้วนะครับ เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับทุกบ้านแน่ๆ เพราะเดี๋ยวนี้เรามีอินเตอร์เน็ตใช้ที่บ้านกันแล้วแทบทุกหลังเพราะมันทำให้เราสามารถทำงานหรือพักผ่อนที่บ้านได้โดยไม่ต้องเดินทางออกไปนั่งทำงานที่อื่นหรือเสียเงินออกไปซื้อความบันเทิงนอกบ้าน   หนูก็ชอบดูซีรี่ส์แล
ทศพล ทรรศนพรรณ
เรื่องต่อมาผมคิดว่าหลายท่านคงเคยหงุดหงิดอารมณ์เสียกับรถที่ดันมาพังเอาตอนที่เรารีบเร่งจะต้องใช้งานใช่ไหมครับ ที่แย่ไปกว่านั้น คือ เราขับได้แต่ซ่อมไม่เป็นต้องเข็นไปเข้าอู่ซึ่งก็ไม่รู้ว่าที่ไหนดีไม่ดี มีฝีมือน่าเชื่อถือจริงรึเปล่า เพราะเราก็ไม่มีความรู้ด้านเครื่องยนต์กลไกและช่วงล่างใดๆทั้งสิ้น ผู้ชา
ทศพล ทรรศนพรรณ
เรื่องนี้หลายท่านอาจจะเคยเจอปัญหาเดียวกัน หรือเคยได้ยินตามข่าวคราวที่ออกมาหลายครั้งนะครับ เพราะว่าปัจจุบันศูนย์ออกกำลังกายหรือฟิตเนสเซ็นเตอร์เป็นที่นิยมมาก ก็เพราะเราอยากมีร่างกายแข็งแรง รูปร่างสวยงาม เปล่งปลั่งมาจากภายในแต่ไม่มีเวลาไปออกกำลังกายในที่โล่งแจ้งเพราะไม่ตรงกับเวลาว่าง ก็มักจะเข้าฟิตเ
ทศพล ทรรศนพรรณ
เรื่องยุ่งๆ เกิดจากการไม่ได้รับความเป็นธรรมตามเงื่อนไขการสมัครเป็นสมาชิกของบริษัทจำกัดแห่งหนึ่ง ซึ่งได้เข้ามาชักชวนคนในพื้นที่ให้เข้าร่วมทำสัญญาประกันชีวิตแต่ไม่ได้ทำตามเงื่อนไขของสัญญาที่มาเล่าปากเปล่าและมีการปิดบังซ่อนเร้น เพิ่มเติมเงื่อนไขบางอย่าง เมื่อผู้เอาประกันตาย ญาติ ลูกหลานไปร้องขอรับปร
ทศพล ทรรศนพรรณ
เรื่องที่จะนำมาเล่าสู่กันฟังเป็นกรณีที่เกี่ยวกับความเสียหายที่เกิดจากการกระทำของผู้อื่นที่อาจมาเคาะประตูบ้านเราได้ทั้งที่เราก็อยู่เฉยๆในบ้านไม่ได้ออกไปทำอะไรเสี่ยงภัย  แต่กลับประสบภัยจากความประมาทเลินเล่ออย่างรายแรงของผู้อื่น  ลองไปฟังเคราะห์หามยามซวยของน้องคนหนึ่งที่หวังจะใช้กฎหมายเป็น
ทศพล ทรรศนพรรณ
ป้าคนหนึ่งเข้ามาปรึกษาว่าไปโรงพยาบาลรัฐแถวบ้านซึ่งตนมีชื่อเป็นคนใช้สิทธิบัตรทองอยู่ที่นั่น แต่ด้วยความที่ป้าได้รับบัตรมานานมากแล้ว และเมื่อสองปีก่อนได้มีการก่อสร้างและซ่อมบ้านทำให้ต้องโยกย้ายข้าวของออกจากบ้านก่อนจะกลับเข้าไปอยู่อีกครั้งเมื่อซ่อมแซมเสร็จ ทำให้บัตรที่เก็บไว้สูญหายไปเมื่อไหร่ก็ไม่ทร
ทศพล ทรรศนพรรณ
สิ่งที่ขับเคลื่อนโลก คือ เทคโนโลยี การทหาร การค้า และการแพร่ความคิด ความเชื่อ ศาสนา
ทศพล ทรรศนพรรณ
กฎหมาย เขียนด้วยคน บังคับด้วยคน และก็เป็นการควบคุมพฤติกรรมของคน   จึงมีคนสงสัยว่า แล้วอย่างนี้จะมีกฎหมายสิ่งแวดล้อมไปทำไมในเมื่อไปบังคับ ดิน ฟ้า อากาศ หรือน้ำ ไม่ได้  
ทศพล ทรรศนพรรณ
ตลอดหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมา ผมได้ใช้เวลาวนเวียนอยู่กับการทำวิจัยเกี่ยวกับกฎหมายมาโดยตลอด ตั้งแต่ตอนเขียนวิทยานิพนธ์ปริญญาโท
ทศพล ทรรศนพรรณ
หลังจากคำทำนายในบทความ “รัฐเผด็จการ กับ การล้วงตับ” ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ (http://blogazine.in.th/blogs/streetlawyer/post/4833) จึงเป็นเวลาอันสมควรที่ประชาชนและสังคมไทยต้องร่วมกันต่อต้าน ชุดกฎหมายความมั่นคงโดยเฉพาะ พรบ.ความมั่นคงไซเบอร์ ที่มีเนื้อหาจำนวนมากขัดกับ หลักกฎหมายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
ทศพล ทรรศนพรรณ
“ความซวยไม่เข้าใครออกใคร” รถหาย โดนเบี้ยวหนี้ ชนแล้วหนีไม่มีใครรับผิดชอบเด็กในท้อง ไปจนถึงเรื่องเงินๆ ทองๆ ที่ถ้าลองได้เกิดขึ้นในหมู่คนรู้จัก ก็มักจบลงด้วยการตัดญาติขาดมิตร ไม่เผาผีกัน คงเป็นสิ่งที่ได้ยินไม่เว้นแต่ละวันใช่ไหม