Skip to main content

เมื่อถามนักปกป้องสิทธิมนุษยชนว่าอยากเห็นสังคมไทยเป็นเช่นไรในประเด็นการมีส่วนร่วมต่อการกำหนดนโยบายสาธารณะ หรือมีความคาดหวังให้รัฐไทยปรับปรุงอะไรเพื่อส่งเสริมการพิทักษ์สิทธิมนุษยชนของกลุ่มเสี่ยง   นักปกป้องสิทธิมนุษยชนในไทยได้ฉายภาพความฝัน ออกมาดังต่อไปนี้

ความคาดหวังต่อสังคม องค์กรและคนทำงานปกป้องสิทธิมนุษยชน นั้นเห็นว่า สังคมต้องไม่เพิกเฉยต่อความเดือดร้อนของเพื่อนร่วมชาติ ควรมีความเห็นอกเห็นใจ (empathy) กันให้มากกว่านี้ สังคมต้องตระหนักถึงการต่อสู้ของผู้คนที่ต้องเผชิญหน้ากับความไม่เป็นธรรม ที่สำคัญ เมื่อมีประเด็นความไม่เป็นธรรม หรือการเอารัดเอาเปรียบกันขึ้น สังคมต้องร่วมกันผลักดันประเด็น กดดัน ฝ่ายผู้มีอำนาจให้เข้ามาทำหน้าที่ดูแลปกป้องคุ้มครองประชาชน

ในการขับเคลื่อนประเด็นสิทธิมนุษยชนไม่ว่าจะเป็นประเด็นใด ประชาชนจำเป็นต้องรวมกลุ่ม และรวมตัวกันเป็นลำดับแรก เพื่อสร้างความแข็งแกร่ง และเสริมอำนาจการต่อรองกับผู้ที่มีอำนาจรัฐ จำต้องเชื่อมั่นในระบบกลไกพรรคการเมือง เพราะพรรคการเมืองจะทำให้สามารถเข้าพูดคุย เจรจา ผลักดันนโยบาย ในพื้นที่เดียวกันกับผู้มีอำนาจ ซึ่งมีประสิทธิภาพมากกว่าการขับเคลื่อนบนท้องถนน

อีกทั้ง เพื่อก่อสำนึกด้านสิทธิมนุษยชนและความเห็นอกเห็นใจกัน สังคมไทยต้องเลิกมองคนที่ด้อยกว่าในแง่ลบ และส่งเสริมให้ความเสมอภาคเท่าเทียมเกิดขึ้นได้จริง แทนที่ จะเป็นการทำในเชิงสงเคราะห์ ต้องมองคนเท่ากัน เพื่อให้เกิดการปฏิบัติต่อกันและกันโดยไม่มีการเลือกปฏิบัติด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม และร่วมกันเรียกร้องให้เกิดการกระจายโอกาสให้ทั่วถึงครอบคลุมคนทุกกลุ่มในประเทศ

สังคมไทยต้องคงไว้ซึ่งบทสนทนา (Dialogue) หรือพื้นที่การพูดคุยกัน ในฐานะพื้นที่ปลอดภัย เพื่อบอกเล่ารับฟัง ปัญหา ความทุกข์ร้อน หรือความต้องการของกันและกัน สำหรับการหาเป้าหมายและวิธีการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ร่วมกันของสังคม  และควรต้องเห็นร่วมกันในหลักการประชาธิปไตย เรียนรู้กันและกันเพื่อให้เกิดการถกเถียงที่มีอารยะ เพื่อป้องกันไม่ให้ฉันทามติร่วมกันหายไป การต่อสู้ควรยึดถือประเด็นใดประเด็นหนึ่งร่วมกันไว้ให้เป็นประเด็นหลัก  และปัจจัยทางการเมืองเป็นปัจจัยสำคัญที่จะประเมินได้ว่า ขบวนการขับเคลื่อนทางสังคมจะดำเนินต่อไปได้หรือไม่ เพราะการมีอำนาจรัฐ ย่อมทำให้การขับเคลื่อนประเด็นต่าง ๆ เป็นไปโดยมีประสิทธิภาพ และการจัดตั้งพรรคการเมือง เป็นเครื่องมือที่สำคัญสำหรับขบวนการเคลื่อนไหว

ส่วนความเห็นต่อรัฐ มีหลายประการด้วยกัน เริ่มตั้งแต่ การเรียกร้องให้รัฐต้องเคารพสิทธิมนุษยชน ปฏิบัติตามพันธกรณีในกฎหมายระหว่างประเทศ สร้างกลไกที่ปกป้องคุ้มครองสิทธิมนุษยชนที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ และต้องผ่านร่างกฎหมายเกี่ยวกับการคุ้มครองประชาชนจากการถูกบังคับให้สูญหาย การทำงานต้องไม่แฝงอำนาจมืด หรือการกระทำนอกกฎหมาย ขณะเดียวกัน รัฐไทยควรมีหน่วยงานปกป้องผู้พิทักษ์สิทธิ์ มีกลไกคุ้มครองสวัสดิภาพของคนทำงานพิทักษ์สิทธิ์ที่มีโครงสร้างยึดโยงกับประชาชน และเป็นมากกว่าคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ซึ่งเป็นหน้าที่ของรัฐที่ต้องคุ้มครองสิทธิประชาชน และควรมุ่งพัฒนากองทุนยุติธรรม ผ่านกรมคุ้มครองสิทธิ ปกป้องสิทธิมนุษยชน หรือสวัสดิภาพ นักปกป้องสิทธิที่ไม่ใช่เพียงการดำเนินมาตรการเยียวยา

อย่างไรก็ตาม ส่วนหนึ่งมองว่า ถ้ารัฐเคารพสิทธิมนุษยชน ปฏิบัติตามพันธกรณีตามกฎหมายระหว่างประเทศที่ได้เข้าเป็นรัฐภาคีอย่างเคร่งครัด รัฐก็ไม่จำเป็นต้องปกป้องคุ้มครองสวัสดิภาพของผู้พิทักษ์สิทธิมนุษยชนเป็นกรณีพิเศษแต่อย่างใด และเห็นว่า “ช่วยเหลือประชาชน ดีกว่าปกป้องนักพิทักษ์สิทธิมนุษยชน” อยู่แล้ว

การกำหนดนโยบายสาธารณะ หรือดำเนินกิจการใดๆ ก็ตามที่สร้างผลกระทบต่อชุมชน หรือสิทธิเสรีภาพของประชาชน จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องได้รับความคิดเห็นของประชาชน โดยให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมอย่างแท้จริงซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องหาฉันทามติรวมหมู่อย่างแท้จริง มิใช่รัฐ หรือกลุ่มบรรษัทเป็นผู้กำหนดนโยบายแต่เพียงฝ่ายเดียว โดยกระบวนการเหล่านั้นไม่ใช่การทำกระบวนการแบบพิธีกรรม และต้องให้องค์กรอิสระต่างๆ ได้ทำงานตามกลไกอย่างเป็นอิสระอย่างแท้จริง รวมถึงกระบวนการตุลาการหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเคารพหลักการสิทธิมนุษยชนสากลโดยคำนึงถึงความเป็นคนว่ามนุษย์ทุกคนนั้นมีความเท่าเทียมกัน ไม่แบ่งแยกเชื้อชาติศาสนา เคารพสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐาน  เช่น เคารพการแสดงความคิดเห็นต่าง

ทั้งนี้ ก่อนที่จะมีส่งเสริมในให้มีกระบวนการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง รัฐควรต้องพัฒนาสถาบันและระบบการศึกษา ให้ประชาชนสามารถเข้าถึงความรู้ เพื่อจะทำให้กลุ่มเสี่ยงหรือกลุ่มเปราะบางที่จำเป็นต้องได้รับการปกป้องมีความเข้มแข็งมากขึ้นภายใต้ความตระหนักรู้ที่ได้จากการศึกษา ตระหนักรู้ถึงสิทธิหน้าที่ วิถีชีวิตและประวัติศาสตร์ของตัวเองและคนในชุมชน

นอกจากนี้ ในการบริหารงานด้านความมมั่นคง ควรจำกัดอำนาจฝ่ายความมั่นคงไม่ให้มีอำนาจมากเกินไป กำหนดขอบเขตให้ชัดเจน ไม่ก้าวก่ายกิจการพลเรือน ต้องยกเลิกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร เพราะเป็นหน่วยงานที่หมดยุค หมดภารกิจไปแล้วตั้งแต่จบสงครามเย็น และปัจจุบันก็เป็นเพียงหน่วยงานที่มีไว้เพื่อปกป้องอำนาจอยู่ฝ่ายเดียว ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของฝ่ายประชาชนแต่อย่างใด  การมองประชาชนให้เป็นภัยต่อความมั่นคง เป็นศัตรู ไม่ใช่แก้ไขปัญหา การไม่มี กอ.รมน. อาจช่วยลดความรุนแรงลงไปได้

ด้านการจัดการความขัดแย้งและส่งเสริมการพิทักษ์สิทธิมนุษยชนของกลุ่มเสี่ยง รัฐจะต้องหยุดใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือกดปราบคนเห็นต่าง  และหันมายอมรับความแตกต่างหลากหลายมากขึ้น  รัฐต้องเป็นกรรมการ เป็นคนกลางที่ทำงานอยู่บนหลักการและความยุติธรรม และควรปรับปรุงระบบรัฐราชการ ทำงานโดยยึดเอาผลประโยชน์ เคารพสิทธิมนุษยชนและสิทธิเสรีภาพของประชาชนเป็นหลัก ทำความเข้าใจต่อข้อเรียกร้อง หาข้อตกลงร่วม เพื่อนำไปสู่การจัดการความขัดแย้งที่มีประสิทธิภาพ  ทั้งนี้ การมุ่งกดปราบประชาชน ย่อมไม่มีผลทำให้ความขัดแย้งหายไป เนื่องจากปัญหาความเป็นธรรมต่างๆ ล้วนไม่ได้รับการแก้ไขแต่อย่างใด

สุดท้าย บางส่วนก็เชื่อว่า ถ้าจะเปลี่ยนก็ต้องเปลี่ยนทั้งระบบ เปลี่ยนระบบความคิด การบริหารจัดการ และแก้ไขปัญหา  ต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูยอย่างถอนรากถอนโคน ปรับปรุงโครงสร้างอำนาจรัฐ ให้ประชาชนเป็นผู้มีอำนาจอย่างแท้จริง ทั้งนี้ ที่ประชาธิปไตยไทยยังอยู่ในภาวะย่ำอยู่กับที่ คงเพราะรัฐไทยยังขาดจุดเปลี่ยน จุดพลิกผัน และขาดประสบการณ์ จนทำให้คนไทยส่วนใหญ่ยังไร้เดียงสา มองไม่เห็นปัญหา หรือเนื้อร้ายที่คอยกัดกินสังคมอยู่ในทุกวัน และสิ่งสำคัญ คือ ต้องจัดให้มีการปฏิรูป เปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์เชิงอำนาจ และโครงสร้างรัฐแบบดั้งเดิม ทั้งต้องอาศัยการก่อตัวของสำนึกใหม่ๆ วัฒนธรรมใหม่ๆ ที่จะขึ้นมาเป็นวัฒนธรรมหลักแทนวัฒนธรรมเดิมให้ได้


*จากบทสัมภาษณ์ผู้พิทักษ์สิทธิมนุษยชน ถอดบทเรียนโดย ภาสกร ญี่นาง ในวิจัย การลดความเหลื่อมล้ำด้านความยุติธรรมต่อกลุ่มเสี่ยงโดยศึกษาสภาพปัญหาและแนวทางการคุ้มครองผู้พิทักษ์สิทธิมนุษยชนในประเทศไทย, 2565. สนับสนุนทุนโดย สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.).

 

บล็อกของ ทศพล ทรรศนพรรณ

ทศพล ทรรศนพรรณ
เรื่องนี้มีน้องคนหนึ่งนำเรื่องแปลกมากเล่าให้ฟัง เหตุการณ์ก็มีดังนี้ครับ
ทศพล ทรรศนพรรณ
เรื่องสุดท้ายของบริการด้านสื่อสารแล้วนะครับ เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับทุกบ้านแน่ๆ เพราะเดี๋ยวนี้เรามีอินเตอร์เน็ตใช้ที่บ้านกันแล้วแทบทุกหลังเพราะมันทำให้เราสามารถทำงานหรือพักผ่อนที่บ้านได้โดยไม่ต้องเดินทางออกไปนั่งทำงานที่อื่นหรือเสียเงินออกไปซื้อความบันเทิงนอกบ้าน   หนูก็ชอบดูซีรี่ส์แล
ทศพล ทรรศนพรรณ
เรื่องต่อมาผมคิดว่าหลายท่านคงเคยหงุดหงิดอารมณ์เสียกับรถที่ดันมาพังเอาตอนที่เรารีบเร่งจะต้องใช้งานใช่ไหมครับ ที่แย่ไปกว่านั้น คือ เราขับได้แต่ซ่อมไม่เป็นต้องเข็นไปเข้าอู่ซึ่งก็ไม่รู้ว่าที่ไหนดีไม่ดี มีฝีมือน่าเชื่อถือจริงรึเปล่า เพราะเราก็ไม่มีความรู้ด้านเครื่องยนต์กลไกและช่วงล่างใดๆทั้งสิ้น ผู้ชา
ทศพล ทรรศนพรรณ
เรื่องนี้หลายท่านอาจจะเคยเจอปัญหาเดียวกัน หรือเคยได้ยินตามข่าวคราวที่ออกมาหลายครั้งนะครับ เพราะว่าปัจจุบันศูนย์ออกกำลังกายหรือฟิตเนสเซ็นเตอร์เป็นที่นิยมมาก ก็เพราะเราอยากมีร่างกายแข็งแรง รูปร่างสวยงาม เปล่งปลั่งมาจากภายในแต่ไม่มีเวลาไปออกกำลังกายในที่โล่งแจ้งเพราะไม่ตรงกับเวลาว่าง ก็มักจะเข้าฟิตเ
ทศพล ทรรศนพรรณ
เรื่องยุ่งๆ เกิดจากการไม่ได้รับความเป็นธรรมตามเงื่อนไขการสมัครเป็นสมาชิกของบริษัทจำกัดแห่งหนึ่ง ซึ่งได้เข้ามาชักชวนคนในพื้นที่ให้เข้าร่วมทำสัญญาประกันชีวิตแต่ไม่ได้ทำตามเงื่อนไขของสัญญาที่มาเล่าปากเปล่าและมีการปิดบังซ่อนเร้น เพิ่มเติมเงื่อนไขบางอย่าง เมื่อผู้เอาประกันตาย ญาติ ลูกหลานไปร้องขอรับปร
ทศพล ทรรศนพรรณ
เรื่องที่จะนำมาเล่าสู่กันฟังเป็นกรณีที่เกี่ยวกับความเสียหายที่เกิดจากการกระทำของผู้อื่นที่อาจมาเคาะประตูบ้านเราได้ทั้งที่เราก็อยู่เฉยๆในบ้านไม่ได้ออกไปทำอะไรเสี่ยงภัย  แต่กลับประสบภัยจากความประมาทเลินเล่ออย่างรายแรงของผู้อื่น  ลองไปฟังเคราะห์หามยามซวยของน้องคนหนึ่งที่หวังจะใช้กฎหมายเป็น
ทศพล ทรรศนพรรณ
ป้าคนหนึ่งเข้ามาปรึกษาว่าไปโรงพยาบาลรัฐแถวบ้านซึ่งตนมีชื่อเป็นคนใช้สิทธิบัตรทองอยู่ที่นั่น แต่ด้วยความที่ป้าได้รับบัตรมานานมากแล้ว และเมื่อสองปีก่อนได้มีการก่อสร้างและซ่อมบ้านทำให้ต้องโยกย้ายข้าวของออกจากบ้านก่อนจะกลับเข้าไปอยู่อีกครั้งเมื่อซ่อมแซมเสร็จ ทำให้บัตรที่เก็บไว้สูญหายไปเมื่อไหร่ก็ไม่ทร
ทศพล ทรรศนพรรณ
สิ่งที่ขับเคลื่อนโลก คือ เทคโนโลยี การทหาร การค้า และการแพร่ความคิด ความเชื่อ ศาสนา
ทศพล ทรรศนพรรณ
กฎหมาย เขียนด้วยคน บังคับด้วยคน และก็เป็นการควบคุมพฤติกรรมของคน   จึงมีคนสงสัยว่า แล้วอย่างนี้จะมีกฎหมายสิ่งแวดล้อมไปทำไมในเมื่อไปบังคับ ดิน ฟ้า อากาศ หรือน้ำ ไม่ได้  
ทศพล ทรรศนพรรณ
ตลอดหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมา ผมได้ใช้เวลาวนเวียนอยู่กับการทำวิจัยเกี่ยวกับกฎหมายมาโดยตลอด ตั้งแต่ตอนเขียนวิทยานิพนธ์ปริญญาโท
ทศพล ทรรศนพรรณ
หลังจากคำทำนายในบทความ “รัฐเผด็จการ กับ การล้วงตับ” ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ (http://blogazine.in.th/blogs/streetlawyer/post/4833) จึงเป็นเวลาอันสมควรที่ประชาชนและสังคมไทยต้องร่วมกันต่อต้าน ชุดกฎหมายความมั่นคงโดยเฉพาะ พรบ.ความมั่นคงไซเบอร์ ที่มีเนื้อหาจำนวนมากขัดกับ หลักกฎหมายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
ทศพล ทรรศนพรรณ
“ความซวยไม่เข้าใครออกใคร” รถหาย โดนเบี้ยวหนี้ ชนแล้วหนีไม่มีใครรับผิดชอบเด็กในท้อง ไปจนถึงเรื่องเงินๆ ทองๆ ที่ถ้าลองได้เกิดขึ้นในหมู่คนรู้จัก ก็มักจบลงด้วยการตัดญาติขาดมิตร ไม่เผาผีกัน คงเป็นสิ่งที่ได้ยินไม่เว้นแต่ละวันใช่ไหม