Skip to main content


 

จริงหรือ

ที่มีท่านผู้รู้กล่าวกันว่า

ต้นตอสาเหตุ - ของความขัดแย้งแตกแยกกันอย่างรุนแรงในสังคมไทย

ที่กำลังลุกลามกันใหญ่...และยากจะหาข้อยุติในขณะนี้

หาใช่เรื่องที่เกิดขึ้น...จากคนเพียงสอง - สามคน ขัดแย้งกัน

แล้วชักชวนคนอื่นๆมาเป็นพรรคพวกร่วมทะเลาะกันไม่

แท้จริงแล้ว

ต้นตอสาเหตุแห่งปรากฏการณ์นี้

มันคือความขัดแย้งแตกแยกที่เป็นเรื่องใหญ่โตระดับสังคม

ระหว่างคนจนจำนวนมหาศาลภายในประเทศ

ที่ไม่เคยได้รับสิ่งที่เขาเรียกร้องต้องการใดๆ

จากรัฐบาลในยุคที่ผ่านๆมาของประเทศนี้

แต่พวกเขากลับได้รับจากอดีตรัฐบาล ทักษิณ ชินวัตร

ที่เขาได้เลือกกันขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี - ในยุคที่เพิ่งผ่านพ้นไป

ขัดแย้งกับ

คนชั้นกลางในเมืองที่สูญเสียผลประโยชน์จากระบอบของทักษิณ

ที่เรียกเก็บเงินภาษีในอัตราค่อนข้างสูงจากพวกเขา

แล้วนำเงินภาษีเหล่านี้ไปโปรยปรายช่วยเหลือคนจน - สารพัดกองทุน

มิหนำซ้ำ

ต่อมา

ภายในกรอบเวลาเดียวกัน

พวกเขายังต้องมาล้มละลายสูญเสีย - ธุรกิจร้านค้าแบบโชว์ห่วย

ที่พ่ายแพ้ธุรกิจการค้าขนาดใหญ่มหึมาของทุนนิยมข้ามชาติสมัยใหม่

ที่รัฐบาล...ตั้งแต่ยุคก่อนทักษิณ ชินวัตร

ค่อยๆเปิดประตูเมือง...ให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุน...กอบโกยความมั่งคั่ง

ในนามของห้างร้านบริษัทอันใหญ่โตหรูหรา

ซึ่งมาขยายตัวอย่างกว้างขวาง...พอดี - กับยุคของ ทักษิณ ชินวัตร

ทำให้ธุรกิจร้านค้าโชว์ห่วยทุกขนาดของคนชั้นกลาง

เกือบจะร้อยทั้งร้อย...

ต่างผลัดกันล้มละลายตายสนิทกันทั้งประเทศ - มาจนถึงบัดนี้

 

ด้วยเหตุนี้

จึงไม่ใช่เรื่องที่แปลก

ที่ในสายตาคนจนจำนวนมหาศาล - ในบ้านเมืองของเรา

จะมองดู ทักษิณ ชินวัตร เป็นเสมือนดั่งนักบุญผู้ยิ่งใหญ่ของพวกเขา

ที่จะต้องปกปักษ์รักษาเอาไว้ แม้ด้วยชีวิต !

และในสายตาคนชั้นกลางผู้สูญเสียผลประโยชน์

ทั้งจากการเรียกเก็บเงินภาษีแบบขูดรีด

และธุรกิจที่ต้องมาล้มละลาย - ในยุคที่ทักษิณครองเมือง ( และไม่มีใครช่วยพวกเขาได้ )

จะมองดู ทักษิณ ชินวัตร และระบอบของเขา

เป็นเสมือนภูตผีปีศาจร้ายที่น่าเกลียดน่ากลัว

ที่จะต้องช่วยกันกำจัดออกไปจากสังคมไทย...ให้สิ้นซากโดยเร็วที่สุด

ให้จงได้ !

 

สังคมจึงเกิดมวลชนคนเสื้อเหลือง

ที่ต้องการทำลายระบอบทักษิณขึ้นมาอย่างเป็นระบบ

โดยมีคนชั้นสูงและคนชั้นนำหลายกลุ่ม

ที่อำนาจและผลประโยชน์...ต่างก็สั่นคลอนไปกับคนชั้นกลาง

ได้ลุกขึ้นมา...เป็นผู้นำปลุกระดมมวลชนคนเสื้อเหลือง

คอยชี้นำ โจมตี และเปิดโปงสิ่งที่พวกเขามองเห็น - เป็นความชั่วร้ายของระบอบทักษิณ

ด้วยตัวบุคลากร ข้อมูล และเครื่องมือสื่อสารโฆษณาชวนเชื่อ

ที่เต็มไปด้วยประสิทธิภาพอันแหลมคม

และทรงพลังเป็นอย่างยิ่ง

 

ต่อมา

จึงเกิดมวลชนคนเสื้อแดงติดตามขึ้นมา

คอยปกป้อง ทักษิณ ชินวัตร เป็นจำนวนมหาศาล

เป็นมวลชนคู่ขัดแย้ง - ต่อสู้กันกับมวลชนคนเสื้อเหลืองมาจนถึงบัดนี้

ด้วยเหตุที่ชนชั้นหนึ่ง

ได้รับผลประโยชน์อย่างมากมายจากระบอบทักษิณ

แต่อีกชนชั้นหนึ่ง

กลับต้องมาสูญเสียผลประโยชน์จนหมดสิ้นหนทางทำมาหากิน

และท่านผู้รู้ได้กล่าวสรุปกันว่า

นี่แหละ...

คือต้นตอสาเหตุเบื้องแรกสุด

ของปัญหาความขัดแย้งแตกแยกในสังคมไทย

ที่แบ่งกันออกเป็นฝักเป็นฝ่าย เป็นสีเหลือง - สีแดง

และเจริญเติบโต...แตกกิ่งก้านสาขาของความขัดแย้งแตกแยก

จนกลายเป็นกิ่งก้านและดอกผลแห่งความจงเกลียดจงชัง

ที่เต็มไปด้วยความสลับซับซ้อนในการต่อสู้กันทางการเมือง

ที่ยากจะหาข้อยุติ - และยากที่ใครๆจะติดตามทำความเข้าใจ

และรู้เท่าทันในปัจจุบัน

 

ผ่านมาจนถึงวันนี้

พวกเขายังกล่าวกันในเชิงวิเคราะห์ทำนายอีกว่า

ไม่ว่าความขัดแย้งแตกแยกนี้

ตั้งแต่ชั้นบนสุดในรัฐสภา...ร้าวลึกลงมา - จนถึงท้องถนน

ตั้งแต่ในเมืองใหญ่จนถึงเมืองเล็ก...จะบานปลายไปอย่างไร

และไม่ว่าพรรคการเมืองใดจะขึ้นมาเป็นนายก

และไม่ว่าใคร...จะเป็นผู้เซ่นสังเวยชีวิตในสถานการณ์นี้

ทั้งหมดนี้

ยังหาใช่สาระสำคัญที่สุดไม่...

เพราะมันเป็นเพียงช่วงวิกฤต - ของการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองแบบเดิมๆ

ที่กำลังจะก้าวเข้าไปสู่มิติใหม่ทางการเมืองที่ดีกว่า - ของระบอบประชาธิปไตย

 

สาระที่สำคัญที่สุดก็คือ

ช่วงต่อจากนี้ไปในอนาคต

ไม่ว่าผู้นำทางการเมืองของเราจะนำประเทศไปสู่ทิศทางใด

พลังของคนจนจำนวนมหาศาลในประเทศนี้

ที่ ทักษิณ ชินวัตร นำพวกเขาเข้าสู่พื้นที่ทางการเมือง

ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ ( เพื่อชัยชนะของเขา )

แต่ ทักษิณ ชินวัตร ก็ทำให้พวกเขาได้เรียนรู้เสียแล้วว่า

แท้จริงแล้ว

อำนาจการเมืองนี่เอง...ที่สามารถกำหนดชีวิตของพวกเขา

ให้จมปลักดักดาน...หรือไม่ก็ทำให้ชีวิตดีขึ้นได้...ในพริบตา

ยิ่งกว่าอำนาจวิเศษใดๆในสังคม

จะเป็นพลังขับเคลื่อนอันมหึมาทางการเมือง - อีกพลังหนึ่ง

ที่ใครๆก็ไม่สามารถปฏิเสธและยับยั้งได้

และจะเติบโตแข็งแรงพัฒนาตัวเองขึ้นทุกวัน

ไม่ว่า ทักษิณ ชินวัตร และระบอบของเขา

จะถูกทำลายจนสิ้นซาก...

หรีอปาฏิหาริย์กลับมาเกิดใหม่ !

 

และนับตั้งแต่นี้ต่อไป

ไม่ว่าจะมีหรือไม่มี ทักษิณ ชินวัตร

ไม่ว่าจะเป็นใครที่ไหนก็ตาม...ที่ขึ้นมาเป็นผู้นำของประเทศ

เขาจะต้องรู้จักรับฟัง...และเคารพเสียงของประชาชนคนส่วนใหญ่

และเลิกคิด...แบบกดขี่มนุษย์กันเสียทีว่า

คนจนเป็นคนป่าเถื่อน เป็นคนโง่เขลา เป็นคนด้อยการศึกษา

และเป็นคะแนนเสียงที่ไร้คุณภาพ...

ตามวาทกรรมทางสังคม

ที่ฝ่ายจงเกลียดจงชัง ทักษิณ ชินวัตร

เคยผลิตออกมาตัดสินความเป็นมนุษย์ของพวกเขา

เพียงเพราะพวกเขาเลือกนายกรัฐมนตรีที่ชื่อ ทักษิณ ชินวัตร

ที่ให้ในสิ่งที่พวกเขาเรียกร้องต้องการ...

ให้ในสิ่งที่พวกเขา เคยตะโกนบอกแก่รัฐบาล ที่มาแล้วก็จากไป ยุคแล้วยุคเล่า

แต่ก็ไม่เคยมีรัฐบาลหูหนวกใดๆในประเทศนี้ได้ยิน

และหยิบยื่นอะไรให้แก่พวกเขา...

 

ด้วยเหตุนี้

สังคมไทย - จึงจำเป็นต้องได้รับบทเรียน

ที่สาสมและเจ็บแสบที่สุด จาก ทักษิณ ชินวัตร ในวันนี้

ไม่ว่าเขาจะตั้งใจช่วยเหลือคนจนด้วยความจริงใจ

หรือเป็นเพียงแค่...

การแสดงละครทางการเมือง - ด้วยบทของคนเจ้าเล่ห์ผู้ทรงเสน่ห์และเหลือร้าย

ตามที่สำนวนไทยโบราณเปรียบเปรยเอาไว้ว่า "เอาอัฐยายไปซื้อขนมยาย "

เพื่อรักษาอำนาจ - ด้วยคะแนนเสียงประชานิยมอันท่วมท้น

เพื่อปกป้องความผิด...ที่เขาถูกขุดคุ้ยขึ้นมาตั้งข้อหาฟ้องร้อง

และเพื่อปกป้องผลประโยชน์อันมหาศาลของตัวเองและครอบครัว

จนกระทั่งถูกรัฐประหารในเดือนกันยายน ปี 2549

และกลายเป็นนักโทษที่หลบหนีคดีอยู่ต่างประเทศในวันนี้

และถูกฝ่ายค้านที่พลิกกลับขึ้นมาเป็นรัฐบาลในวันนี้

พยายามติดตามไล่ล่า

ด้วยวิธีการต่างๆอย่างไม่ลดละ...ไปทุกมุมโลก

 

ซึ่งเรื่องนี้

เป็นเรื่องที่น่าตลกที่สุดในโลก

ของคนที่ไม่รู้ว่าควรจะทำอะไรได้อีก

นอกจากคอยคิด...แต่จะขยำขยี้ ทักษิณ ชินวัตร ให้ถึงที่สุด

เพราะดูราวกับว่า...

ถ้าหากมีใครสักคนหนึ่ง

สามารถเอื้อมมือไปจับ - คนชื่อ ทักษิณ ชินวัตร มาเข้าคุกได้เพียงคนเดียว

ประเทศไทยทั้งประเทศ...และโลกนี้ทั้งโลก ที่กำลังลุกไหม้เป็นไฟประลัยกัลป์

จะกลับคืนมาสู่ความสงบเรียบร้อย

และเกิดสันติสุข...หมดสิ้นยุคคนว่างงาน

และข้าวยากหมากแพงจนรากเลือด

ทุกๆตารางนิ้วบนผืนแผ่นดิน อย่างนั้นแหละ !

 

โอ้เอย

ทักษิณ ชินวัตร

ไม่ว่าเขาจะเป็นนักบุญ หรือเป็นปีศาจร้ายของใคร

และไม่ว่าจะมีหรือไม่มี ทักษิณ ชินวัตร ในเมืองไทยในวันนี้ - หรือในอนาคต

แต่เขาก็ทำให้การเมืองในสังคมไทย

ต้องเปลี่ยนโฉมหน้าไปแล้วอย่างสิ้นเชิง

เพราะเขาทำได้ให้คนจนจำนวนมหาศาลในประเทศนี้ - ได้ตระหนักอย่างแน่ชัดแล้วว่า

หนึ่งคะแนนเสียงที่พวกเขาร่วมมือร่วมใจกัน...เทให้ใครสักคนหนึ่ง

หรือเทให้...พรรคการเมืองพรรคใดพรรคหนึ่ง คือชัยชนะอันท่วมท้น

ในการเลือกตั้งผู้แทนของพวกเขา - เข้าไปนั่งในรัฐสภา

 

และใช่

เขายังทำให้นักการเมืองและนักรัฐประหารทั้งหลายได้เรียนรู้อีกว่า

การจะล้มล้างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของคนส่วนใหญ่

ไม่ว่าจะมาจากคะแนนเสียง - ที่มีหรือไม่มีคุณภาพ - ซื้อหรือไม่ซื้อด้วยเงิน

และไม่ว่าเขาจะเป็นรัฐบาลที่ซื่อสัตย์...หรือฉ้อฉลอย่างบัดซบ !

แต่ตราบใด...ที่ผู้คนส่วนใหญ่ยังรักและศรัทธาเขาอยู่

( ไม่ว่าจะเป็นความรักและศรัทธา...ที่มีเหตุผลหรือไม่มีเหตุผล )

มันเป็นงานที่ยากแสนยาก...ที่จะทำกันได้แบบหักดิบ

และถึงแม้จะทำได้...ก็ไม่คุ้มค่ากับความพินาศย่อยยับของชาติบ้านเมือง

และอาจเป็นงานที่ทำไม่ได้เลย

ในอนาคตที่สืบเนื่องตั้งแต่นี้ต่อไป

 

จริงหรือไม่จริง

ใช่หรือมิใช่

ตามที่ข้าได้สดับรับฟังมาจากท่านผู้รู้ - มาถ่ายทอดไว้ ณ ที่แห่งนี้

ข้าน้อย ผู้เป็นกวีที่โง่เขลา และต่ำต้อยของแผ่นดิน

ขอกราบเชิญเรียนท่านทั้งหลาย...

ตั้งแต่ท่านมหาโจรไปจนถึงวิญญูชนทุกท่านในประเทศนี้

รับไปพิจารณากันตามใจชอบ เทอญ

สวัสดี - สวัสดี ฤดูร้อน และการเมืองอันเหลือร้าย !

 

กระท่อมทุ่งเสี้ยว เชียงใหม่

 

 

 

บล็อกของ ถนอม ไชยวงษ์แก้ว

ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
หล่อนเป็นผู้หญิง พาร์ทเน่อร์หรือบุตรีนักปราชญ์ หล่อนก็เป็นผู้หญิง รายละเอียดของชีวิตเท่านั้นที่อาจแตกต่างกัน แต่หล่อนก็เป็นผู้หญิง ผู้หญิงในยุครุ่งเรืองของพาราณศรี ผู้หญิงนุ่งบิกินีแถวริเวียร่า หรือผู้หญิงนั่งอยู่ในซ่องราคายี่สิบบาท หล่อนเป็นผู้หญิง มันเป็นความผิดหรือ ถ้าคุณจะรักผู้หญิงสักคน.  
ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
  มาดามสนิทใจมีความสุขมาก เมื่อวันที่พ้องกลับจากทำงานพร้อมด้วยข่าวดี “คณะกรรมการบริษัทเห็นต้องกัน เลือกบทละครเรื่องยาวของผม” เขาบอกหล่อน “เห็นไหมหนิท นี่เช็คเงินสดห้าพันบาท ค่าล่วงหน้ายี่สิบห้าเปอร์เซ็น” พ้องชูแผ่นกระดาษที่มีความหมายนั้นขึ้นให้หล่อนดู กวัดแกว่งมันอย่างร่าเริง และส่งให้เมีย “ดิฉันดีใจด้วยค่ะ เงินจำนวนนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับเรามากทีเดียว” “นั่นแล้วแต่หนิทจะจัดการอย่างไร”
ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
ครับ หัวชื่อเรื่องข้างบนนี่ มิใช่เรื่องที่ผมจะเขียน แต่เป็นชื่องานแสดงภาพถ่ายขาวดำและประวัติผลงาน ’รงค์ วงษ์สวรรค์ นักเขียนผู้ยิ่งใหญ่ ที่เป็นแรงบันดาลใจ ทำให้คนหนุ่มสาวมากมายหลายคน และหลายรุ่น เดินเข้ามาสู่ถนนสายวรรณกรรม ซึ่งล่วงลับไปเมื่อต้นปีที่แล้ว และผมเลือกให้ฉายาแก่เขาว่า “พ่อมดแห่งภาษากวีมาดวิไลจากบ้านสวนทูนอิน”
ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
 
ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
    สวัสดีปีใหม่ 2553 ถึงโลกยังทรามสังคมยังบัดสี ไม่เป็นไร เรายังพอ...มีความดี ณ วัน เดือน ปีใหม่...มอบให้กัน
ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
  ผีเสื้อสีขาว จะบินไปไหน ไปหาดอกไม้ ใช่ไหมผีเสื้อ
ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
  พระองค์ทรงตรัสกับสาวกของพระองค์ว่า อย่ากระวนกระวายถึงชีวิตของตน ว่าจะเอาอะไรกิน และอย่ากระวนกระวายถึงร่างกายของตน ว่าจะเอาอะไรมานุ่งห่ม เพราะว่าชีวิตสำคัญยิ่งกว่าอาหาร และร่างกายสำคัญยิ่งกว่าเครื่องนุ่งห่ม จงพิจารณาดูอีกา มันมิได้หว่านมิได้เกี่ยว และมิได้มียุ้งฉาง แต่พระเจ้ายังทรงเลี้ยงมันไว้ ท่านทั้งหลายประเสริฐกว่านกกามากทีเดียว มีใครในพวกท่านโดยความกระวนกระวาย อาจต่อชีวิตให้ยาวออกไปอีกศอกหนึ่งได้หรือ
ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
    คืนดำ พายุฝนกระหน่ำลงมาอย่างบ้าคลั่ง ฉันได้แต่นั่งซุกกายอยู่ในกระท่อม ณ ท่ามกลางปรากฏการณ์ของธรรมชาติที่เกิดขึ้น เฝ้ามองดูพายุฝนเกรี้ยวกราดโหมกระหน่ำซัดสาดสรรพสิ่ง เฝ้ามองดูสายฟ้าแล่บแปลบปลาบ เฝ้ามองดูสายฟ้าผ่าเปรี้ยงปร้าง ณ ซอกมุมที่อบอุ่นและปลอดภัยที่สุด
ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
  ครั้งหนึ่ง ชายคนหนึ่ง ขุดรูปสลักหินอ่อนที่สวยงามอย่างยิ่ง ได้จากท้องทุ่ง เขาจึงนำมันไปหานักสะสมของเก่า ซึ่งรักของสวยๆงามๆ และเสนอขายให้แก่เขา นักสะสมก็ซื้อไปในราคาสูง แล้วคนทั้งสองก็จากกัน
ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
ปลายปีที่แล้ว ผมได้รับข่าวฝากประชาสัมพันธ์การแสดงภาพเขียนสีน้ำของพิบูลศักดิ์ ละครพล ชื่อ "ภาพประทับจากการแรมทาง" จากหอศิลป์ริมน่าน จังหวัดน่าน ผ่านมาจนถึงปลายปีนี้ ผมก็ได้รับข่าวคราวการแสดงงานของเขาอีกครั้งหนึ่งจากคุณนิลจากร้านหนังสือ "2521" จังหวัดภูเก็ต ส่งอีเมล์ มาฝากข่าว เพื่อให้ช่วยประชาสัมพันธ์มาว่า
ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
  1.  
ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
  ฉันเป็นดอกไม้ริมทาง เบ่งบานอ้างว้างอยู่นอกรั้วบ้าน ไม่สวยแจ่มใสไม่งามตระการ ด้วยเกิดมาเบ่งบานตามบุญตามกรรม