
ฉันเป็นนกป่า
มีวิญญาณอยู่บนฟากฟ้า และ ขุนเขา
มิใช่นกเลี้ยงในกรงกรอบเก่า
ชอบจับเจ่าอยู่ในที่กักกัน
แม้ชีวิต...ไม่มีใครเป็นเจ้าของ คอยปกป้องคุ้มครองตัวฉัน
ทั่วแผ่นดินแผ่นฟ้าอนันต์ มิเคยไหวหวั่น...พรั่นพรึงสิ่งใด
กลัวแต่จะไร้ซึ่งสิทธิ์เสรี ถูกกักขังอยู่กับที่เอาไว้
มิได้โบยบินสู่ฟากฟ้าไกล เหมือนดั่งดวงใจที่รักเสรี
ได้โปรดเถิด...โปรดปล่อยฉันไป อย่ากักขังฉันไว้กับที่
ถึงจะให้ฉันอยู่ดีกินดี มี่ซี่กรงทองป้องกันกายา
แต่วิญญาณฉันคงไม่เป็นสุข คงต้องเป็นทุกข์ระทมเหว่ว้า
คงต้องอ่อนแอทุกวันเวลา ด้วยร้างไร้แผ่นฟ้าแผ่นดิน
แล้วอีกไม่นานฉันคงต้องตาย วางวายชีวิตชีวาสูญสิ้น
เมื่อมิได้กางปีกโบยบิน ดั่งใจถวิลโบยบินทะยาน
ปล่อยฉันไปเถิด...ปล่อยให้ฉันไป
บินสู่ฟากฟ้าแสนไกลไพศาล
แม้อยู่กรงทองฉันก็ต้องร้าวราน
ด้วยวิญญาณของฉันนั้นมิใช่ทาส.
หมายเหตุ ;นี่เป็นงานเขียนเก่าๆอีกชิ้นหนึ่งที่ผมเขียนไว้นาน ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2527 เมื่อกลับมาอ่านก็ยังรู้สึกว่า มันยังสดใหม่อยู่เสมอ อาจเป็นเพราะว่า วิญญาณของเสรีชน เป็นวิญญาณที่กำเนิดมาทุกยุคทุกสมัย ยิ่งในปัจจุบันยิ่งเห็นได้ชัด โดยเฉพาะจากปรากฏการณ์ทางการเมือง ที่ส่งผลกระทบต่อนักคิดนักเขียนหลายท่าน ที่ทำให้เขาต้องเลือกเดินออกมาจากกรงทอง ที่ปิดกั้นเสรีภาพและความเชื่อของเขา เพื่อเป็น “นกป่า” และเราขอต้อนรับทุกท่าน มาสู่ “อิสระ” หรือที่เรียกกันอีกนามหนึ่งว่า “ความเศร้า” ด้วยความยินดี.
2 มิถุนายน 2552
กระท่อมทุ่งเสี้ยว เชียงใหม่
บล็อกของ ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
หล่อนเป็นผู้หญิง
พาร์ทเน่อร์หรือบุตรีนักปราชญ์
หล่อนก็เป็นผู้หญิง
รายละเอียดของชีวิตเท่านั้นที่อาจแตกต่างกัน
แต่หล่อนก็เป็นผู้หญิง
ผู้หญิงในยุครุ่งเรืองของพาราณศรี
ผู้หญิงนุ่งบิกินีแถวริเวียร่า
หรือผู้หญิงนั่งอยู่ในซ่องราคายี่สิบบาท
หล่อนเป็นผู้หญิง
มันเป็นความผิดหรือ
ถ้าคุณจะรักผู้หญิงสักคน.
ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
มาดามสนิทใจมีความสุขมาก เมื่อวันที่พ้องกลับจากทำงานพร้อมด้วยข่าวดี
“คณะกรรมการบริษัทเห็นต้องกัน เลือกบทละครเรื่องยาวของผม” เขาบอกหล่อน “เห็นไหมหนิท นี่เช็คเงินสดห้าพันบาท ค่าล่วงหน้ายี่สิบห้าเปอร์เซ็น”
พ้องชูแผ่นกระดาษที่มีความหมายนั้นขึ้นให้หล่อนดู กวัดแกว่งมันอย่างร่าเริง และส่งให้เมีย
“ดิฉันดีใจด้วยค่ะ เงินจำนวนนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับเรามากทีเดียว”
“นั่นแล้วแต่หนิทจะจัดการอย่างไร”
ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
ครับ
หัวชื่อเรื่องข้างบนนี่ มิใช่เรื่องที่ผมจะเขียน แต่เป็นชื่องานแสดงภาพถ่ายขาวดำและประวัติผลงาน ’รงค์ วงษ์สวรรค์ นักเขียนผู้ยิ่งใหญ่ ที่เป็นแรงบันดาลใจ ทำให้คนหนุ่มสาวมากมายหลายคน และหลายรุ่น เดินเข้ามาสู่ถนนสายวรรณกรรม ซึ่งล่วงลับไปเมื่อต้นปีที่แล้ว และผมเลือกให้ฉายาแก่เขาว่า “พ่อมดแห่งภาษากวีมาดวิไลจากบ้านสวนทูนอิน”
ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
สวัสดีปีใหม่ 2553
ถึงโลกยังทรามสังคมยังบัดสี
ไม่เป็นไร เรายังพอ...มีความดี
ณ วัน เดือน ปีใหม่...มอบให้กัน
ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
พระองค์ทรงตรัสกับสาวกของพระองค์ว่า
อย่ากระวนกระวายถึงชีวิตของตน
ว่าจะเอาอะไรกิน
และอย่ากระวนกระวายถึงร่างกายของตน
ว่าจะเอาอะไรมานุ่งห่ม
เพราะว่าชีวิตสำคัญยิ่งกว่าอาหาร
และร่างกายสำคัญยิ่งกว่าเครื่องนุ่งห่ม
จงพิจารณาดูอีกา
มันมิได้หว่านมิได้เกี่ยว
และมิได้มียุ้งฉาง
แต่พระเจ้ายังทรงเลี้ยงมันไว้
ท่านทั้งหลายประเสริฐกว่านกกามากทีเดียว
มีใครในพวกท่านโดยความกระวนกระวาย
อาจต่อชีวิตให้ยาวออกไปอีกศอกหนึ่งได้หรือ
ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
คืนดำ
พายุฝนกระหน่ำลงมาอย่างบ้าคลั่ง
ฉันได้แต่นั่งซุกกายอยู่ในกระท่อม
ณ ท่ามกลางปรากฏการณ์ของธรรมชาติที่เกิดขึ้น
เฝ้ามองดูพายุฝนเกรี้ยวกราดโหมกระหน่ำซัดสาดสรรพสิ่ง
เฝ้ามองดูสายฟ้าแล่บแปลบปลาบ
เฝ้ามองดูสายฟ้าผ่าเปรี้ยงปร้าง
ณ ซอกมุมที่อบอุ่นและปลอดภัยที่สุด
ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
ครั้งหนึ่ง
ชายคนหนึ่ง ขุดรูปสลักหินอ่อนที่สวยงามอย่างยิ่ง ได้จากท้องทุ่ง เขาจึงนำมันไปหานักสะสมของเก่า ซึ่งรักของสวยๆงามๆ และเสนอขายให้แก่เขา นักสะสมก็ซื้อไปในราคาสูง แล้วคนทั้งสองก็จากกัน
ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
ปลายปีที่แล้ว
ผมได้รับข่าวฝากประชาสัมพันธ์การแสดงภาพเขียนสีน้ำของพิบูลศักดิ์ ละครพล ชื่อ "ภาพประทับจากการแรมทาง" จากหอศิลป์ริมน่าน จังหวัดน่าน ผ่านมาจนถึงปลายปีนี้ ผมก็ได้รับข่าวคราวการแสดงงานของเขาอีกครั้งหนึ่งจากคุณนิลจากร้านหนังสือ "2521" จังหวัดภูเก็ต ส่งอีเมล์ มาฝากข่าว เพื่อให้ช่วยประชาสัมพันธ์มาว่า
ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
ฉันเป็นดอกไม้ริมทาง
เบ่งบานอ้างว้างอยู่นอกรั้วบ้าน
ไม่สวยแจ่มใสไม่งามตระการ
ด้วยเกิดมาเบ่งบานตามบุญตามกรรม