Skip to main content

 1. 

จินตวีร์
 เกียงมี
หรือที่มีชื่อเต็มยศว่า จ.ส.ต.จินตวีร์ เกียงมี ซึ่งปัจจุบันรับราชการตำรวจ ตำแหน่ง งานธุรการอำนวยการกองวิจัย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
  ที่ใครต่อใครต่างรู้จักกันทั่วไปทั้งประเทศ และเลื่องลือไปถึงเมืองนอกเมืองนาในวันนี้ ในฐานะ จ่าตำรวจใจบุญ ที่แบกเป้เที่ยวตะลอนๆ ไปช่วยเหลือคนที่กำลังตกทุกข์ได้ยาก แทบทุกหนทุกแห่งในประเทศ ที่ส่งเสียงร้องทุกข์โอดโอยมาให้เขาได้ยิน ซึ่งเราได้รับรู้เรื่องราวของเขาจากสื่อต่างๆ  ไม่ว่าจะเป็นสื่อทางวิทยุ หนังสือพิมพ์ นิตยสาร อินเตอร์เน็ต ฯลฯ และที.วี.แทบทุกช่องที่นำเรื่องราวของเขา มาบอกเล่าแก่สาธารณะชน  

\\/--break--\>

โดยเฉพาะสื่อจากที.วี.
รายการ คนค้นคน ในช่อง
9 ของที.วี.บูรพา ที่นำเรื่องราวของเขามานำเสนอ และดำเนินรายการโดย สุทธิพงษ์ ธรรมวุฒิ ที่ดำเนินรายการด้วยน้ำเสียงทางภาษาแบบวรรณกรรมอันจริงจัง กระชับ คมคาย และเข้าใจง่าย ทำให้เขาเป็นที่รู้จักและได้รับยกย่องการชื่นชมอย่างกว้างขวาง

เพราะรายการนี้  ถือกันว่า เป็นรายการเล่าเรื่องราวของผู้คน ที่ได้รับความนิยมและความเชื่อถือจากคนดูอย่างกว้าง ยิ่งกว่ารายการที.วี.ใด ๆในประเทศ ที่นำเสนอเรื่องราวในแนวเดียวกัน

ประมาณว่า  ถ้าใครสักคนหนึ่งและเรื่องราวในชีวิตของเขา ได้รับการคัดเลือกและถ่ายทำไปออกอากาศทางที.วี.ในรายการ คนค้นคน สักครั้งหนึ่ง เมื่อตื่นขึ้นมา...ในยามรุ่งเช้าอีกวันหนึ่ง เขาก็จะพบตัวเอง...กลายเป็นคนมีชื่อเสียงโด่งดังในพริบตา เพราะมีคนรู้จักเขาและเรื่องราวของเขานับเป็นล้านๆคนทั่วประเทศ และถูกจับตามอง... เป็นบุคคลที่มีความสำคัญในแง่มุมใดมุมหนึ่ง ที่น่าสนใจของสังคมในเวลาต่อมา   

ไม่ว่าใครจะมองรายการ คนค้นค้น ด้วยทัศนคติอย่างไร แต่นี่คือข้อเท็จจริง ที่เราไม่สามารถปฏิเสธ และมิอาจมิให้เครดิตรายการสื่อสารทางที.วี -  ที่ทรงพลังอย่างยิ่งรายการนี้ของที.วี.บูรพา... 

จำได้ว่า - ครั้งแรกที่ผมได้ดูรายการ คนค้นคน
นำเรื่องราวของเขามาบอกเล่าในที
.วี.ช่อง 9 เมื่อเดือนเมษายน 2549 นอกเหนือจากความรู้สึกทึ่งในตัวเขา และสิ่งที่เขาได้กระทำ เหมือนอย่างที่ผมรู้สึกทึ่งในตัวคนและเรื่องราวของคนหลายๆคน ที่รายการ คนค้นคน นำมาบอกเล่า และอุทานบอกแก่ตัวเองในใจว่า เป็นไปได้ยังไงนะ...  คนแบบนี้ยังมีอยู่ในโลกด้วยหรืออย่างไร แต่กรณีของเขา ผมยังเลยเถิด...เกิดความสนใจในตัวตนของเขาอย่างลึกๆเงียบๆขึ้นมาในใจ โดยเฉพาะจิตใจแบบสาธารณะชนของเขา ซึ่งหาได้ยากแสนยาก...ในสังคมที่มีแต่คนคอยจ้องจะเอาผลประโยชน์จากกันและกัน และคำว่าให้...มักจะถูกแปลว่า ลงทุนเพื่อจะได้ต้นทุนและกำไร - กลับคืนมามากกว่าในภายหลัง...  

ด้วยสาเหตุที่เขาบอกเล่าผ่านสื่อต่างๆว่า
เป็นเพราะครั้งหนึ่งในชีวิต เขาเคยประสบปัญหาทางการเงิน มีหนี้สินหนักหนาสาหัสจนล้นพ้นท่วมตัว และเกือบจะลงมือฆ่าตัวตาย แต่แล้ววันหนึ่ง ได้มีผู้ใจบุญที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ได้ยื่นมือมาให้ความช่วยเหลือ ปลดเปลื้องหนี้สินให้โดยไม่คาดฝัน...

นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เขาจึงได้ตั้งปณิธานแก่ตัวเองว่า จะขอเดินตามรอยผู้มีพระคุณ คือการทำความดีโดยไม่หวังผลตอบแทน และอุทิศตนเพื่อคนด้อยโอกาส ดังที่เขาได้กระทำเป็นที่ประจักษ์ในวันนี้ แต่ดูเหมือนว่า เขาไม่ค่อยมีโอกาสได้เปิดเผยรายละเอียดเรื่องนี้อย่างลึกซึ้ง เพราะสื่อแต่ละสื่อ มักจะไปเน้นเรื่องราวการช่วยเหลือคนของเขา และคนที่เขาช่วยเหลือมากกว่า

ผมบอกแก่ตัวเองว่า ถ้ามีโอกาสพบปะเขาเมื่อไหร่ จะหาทางขุดค้นเอารายละเอียดคำตอบในเรื่องนี้ - จากตัวเขาให้จงได้ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เพราะสาเหตุตรงนี้แหละ ที่ผมมองเห็นว่า มันเป็นจิตสำนึกอันยิ่งใหญ่งดงามและน่าศึกษา เป็นแก่นแกนและเป็นกลไกทางจิต ที่สั่งให้เขากระทำสิ่งที่ยากแสนยากที่จะหา...คนสักคนหนึ่งในล้านคนในโลกนี้ - เป็นและทำอย่างเขาได้...  

 

2. 

ผมเก็บอยากรู้อยากเห็นนี้ซุกซ่อนเอาไว้ในใจเงียบๆ
ผ่านมาจนกระทั่งปลายปี
2551 ที่เพิ่งผ่านไป ผมจึงมีโอกาสได้พบเขาโดยไม่คาดฝัน เมื่อเขาเดินทางขึ้นมาร่วมงาน ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ร่วมกับกลุ่มชาวเว็บไซด์ O.K. เนชั่น จากกรุงเทพ ที่เขาเพิ่งสมัครเข้าไปเป็นสมาชิก และพร้อมใจนัดหมายเพื่อนสมาชิกทั่วประเทศจากเว็บไซด์เดียวกัน มาพบปะสังสรรค์กันในงานนี้ ที่กองพันสัตว์ต่าง อ.แม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีสมาชิกท่านหนึ่ง ซึ่งเป็นบุตรีของนายทหารในกองพันเป็นเจ้าภาพ ดูแลสถานที่ จัดรายการกิจกรรม ที่พัก อาหาร เครื่องดื่ม และโปรแกรมท่องเที่ยวต่างๆ  

หลังจากงานเลี้ยงนี้ได้เลิกราแล้ว  
เขาและสมาชิก
5 - 6 คนที่มาด้วยกันจากกรุงเทพ ได้ติดตามคนข้างเคียงผม ที่อยู่ร่วมชายคาบ้านเดียวกัน ซึ่งเป็นสมาชิกคนหนึ่งของ O.K. เนชั่น และไปร่วมงานนี้ มาเที่ยวต่อและกินข้าวกันที่โต๊ะกลมหน้ากระท่อมทุ่งเสี้ยวของผม และร่วมถ่ายรูปกันอย่างสนุกสนาน

ตอนผมได้รับการแนะนำให้รู้จักเขา ชายหนุ่มวัยฉกรรจ์ รูปร่างสันทันทัด ค่อนข้างล่ำสัน แข็งแรง ผิวออกขาว หน้าตาดี ผมยังนึกไม่ออกเลยว่า ควรจะทำอย่างไรดี จึงจะมีโอกาสได้พูดคุยกับเขา  เพราะต้องคอยบริการอำนวยความสะดวก จัดหาโน่นหานี่ให้แก่ทุกคนที่เป็นแขก  ที่มีเขาคนเดียวเป็นสุภาพบุรุษ ซึ่งต่างก็หิ้วข้าวปลาอาหารและเครื่องดื่มมากันคนละไม้ละมือ แถมยัง

ต้องคอยก่อไฟหน้ากระท่อม คอยขับไล่ยุงและความหนาวเย็น ขณะกำลังย่างเข้าสู่ยามเย็นของปลายฤดูหนาวอันหม่นมัว...

จนกระทั่งถึงเวลาบอกลา เพื่อเข้าเมืองกัน ผมก็แว่วๆได้ยินคนข้างเคียงผม พูดกับใครสักคนหนึ่งว่า จ่าจินต์ยังไม่กลับ แต่จะนอนค้างที่นี่คืนหนึ่ง เพื่อไปเที่ยวโบราณสถานเวียงท่ากาน ที่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากทุ่งเสี้ยว หมู่บ้านที่เป็นบ้านเกิดของผมในวันพรุ่งนี้...  

เมื่อแต่ละคนที่ต้องกลับล่ำลาจากไป
ผมจึงมีโอกาสค่อยๆได้พูดคุยจากับเขา
  เพื่อตีสนิทกับเขา และบอกเขาว่าผมสนใจเรื่องราวของเขามาก ก่อนจะค่อยๆซักถามโน่นถามนี่...เกี่ยวกับงานที่เป็นเสมือนสะพานบุญของเขา ที่แบกเป้ตะลอนๆออกไปช่วยเหลือคน จนพอจะสนิทกันได้ไม่ยาก เพราะเขาเป็นคนที่มีบุคลิกที่อบอุ่นน่าเข้าใกล้... เป็นคนเปิดเผย ซื่อและจริงใจ ช่างพูดช่างเจรจา ด้วยท่วงทีที่สุภาพอ่อนน้อมถ่อมตน เป็นคนมีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดี...

รุ่งขึ้นอีกวัน หลังจากเขากลับจากไปเที่ยวดูโบราณสถานที่เวียงท่ากานกับคนข้างเคียงผม ก่อนจะบอกลากลับกรุงเทพในตอนเย็น ผมถามเขาว่า เขาเคยเขียนบันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับตัวเขา และงานที่เขาเดินทางไปช่วยคนเอาไว้ด้วยหรือเปล่า เขาบอกผมว่า เคยเริ่มต้นเขียนในนิตยสาร "ย้อนรอยกรรม" ชื่อคอลัมน์ "สะพานบุญ" และต่อมาได้โยกย้ายเปลี่ยนมาเขียนที่นิตยสาร "แรงบุญแรงกรรม" และเปลี่ยนชื่อคอลัมน์มาเป็น "ศาลาแรงบุญ" แต่หลักการยังเหมือนเดิม

เมื่อผมถามถึงรายละเอียดของคอลัมน์นี้ เขาก็ชี้แจงให้ผมฟังว่า เป็นคอลัมน์ที่เปิดให้คนที่มีความทุกข์และปัญหาชีวิต เขียนจดหมายมาบอกเล่าความทุกข์และปัญหาของตัวเอง และแจ้งมาว่า ต้องการความช่วยเหลืออะไรบ้าง แล้วเขาก็จะเดินทางไปดูข้อเท็จจริง และกลับมาเขียนบอกเล่าพร้อมกับภาพถ่าย...แล้วชวนเชิญผู้ใจบุญที่มีจิตเมตตามาช่วยเหลือกัน - คนละไม้ละมือ ตามความจำเป็นของผู้ทุกข์แต่ละคน - แต่ละกรณี ทั้งโดยวิธีการส่งเงินและข้าวของไปช่วยเหลือผู้ทุกข์โดยตรง และผ่านตัวเขา

หลังจากที่เขาได้ริเริมใช้เงินเดือนส่วนตัว  แบกเป้ออกไปช่วยคนโน้นคนนี้มีตามเกิด...แต่เพียงลำพังผู้เดียว   มาตั้งแต่สมัยที่เขายังเป็นตำรวจภูธรอยู่ที่อำเภอบ้านหมี่  จังหวัดลพบุรี ก่อนจะย้ายที่ทำงานมาอยู่สำนักงานตำรวจแห่งชาติที่กรุงเทพฯ เมื่อปี 2545 จนเพื่อนร่วมงานประจำมองกันว่าเขาเพี้ยนและบ้า...

ก่อนจะค่อยๆมีคนเข้าใจและชื่นชมศรัทธา และค่อยๆยื่นมือเข้ามาร่วมงานช่วยเหลือ ผู้คนที่ตกอยู่ในความทุกข์และยากไร้...ร่วมกับเขามากขึ้นทุกวัน ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศใกล้เคียงในวันนี้ เรื่องของเขาจึงมิใช่เรื่องที่ใครจะมาตัดสินง่ายๆ ว่าเขาเพี้ยนและบ้า...อีกต่อไป และนับตั้งแต่วันที่เขาใช้เงินเดือนของตัวเอง...ในแต่ละเดือน หรือไม่ก็กู้ยืมคนอื่น...ออกไปช่วยเหลือคน ตราบจนกระทั่งถึงวันนี้...ย่างเข้าปีที่ 12 เขาบอกผมว่า "ทั่วทั้งประเทศ  มีเพียงแค่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้เท่านั้น ที่ผมยังไม่ได้ไป "

ผมมองเห็นช่องทาง ที่จะขุดค้นเรื่องที่ผมสนใจเกี่ยวกับตัวเขาแล้ว และใคร่ครวญดีแล้ว จึงพูดกับเขาว่า  "พอจะค้นๆต้นฉบับที่เขียนในหนังสือทั้งสองเล่มนี้ ถ่ายสำเนามาให้พี่อ่านได้ไหม พี่อยากอ่าน พี่คิดว่ามันเป็นเรื่องที่น่าสนใจ และน่าจะคัดมารวมเล่มตีพิมพ์ ให้คนได้อ่านกันเยอะๆนะ  เพราะมันเป็นเรื่องที่ดีและมีคุณค่าแก่การรับรู้"

"พอหาได้ครับ" เขาร้องขึ้นด้วยความดีใจเหมือนเด็กๆ "แหม ถ้าได้รวมเล่มก็ดีนะพี่ ผมเคยฝันอยากจะมีหนังสือเป็นของตัวเองสักเล่ม ตอนอยู่หนังสือ ย้อนรอยกรรม เขาเคยรวมงานของผมออกมาขายเล่มหนึ่ง แต่ผมไม่ค่อยรู้สึกว่ามันเป็นงานของตัวเองสักเท่าไหร่"
"เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน คุณกลับไปรวบรวมต้นฉบับทั้งหมดเท่าที่หาได้ เอามาให้ผมอ่าน แล้วผมจะทำหน้าที่เป็นคนคัดสรรงานสำหรับรวมเล่มให้ ส่วนเรื่องตีพิมพ์ค่อยคิดหาลู่ทางกันทีหลัง ดีไหม"
 "ดี ดี ครับ"

เขาตอบตกลงด้วยความยินดี ผมเองก็ยินดีที่จะได้ค้นหารายละเอียดของสาเหตุที่หล่อหลอมให้จิตใจของเขา "เป็นอย่างที่เขาเป็น" ซึ่งผมคาดคิดว่าจะต้องค้นพบในงานเขียนคอลัมน์ของเขา ผมจึงไม่ได้ปริปากซักถามเรื่องนี้กับเขาในช่วงเวลาสั้นๆ ซึ่งคงยากที่จะได้คำตอบแบบลงลึก และยินดีที่จะช่วยให้เขามีหนังสือสักเล่มหนึ่ง ที่ทำให้เขารู้สึกว่า เมื่อมีโอกาสได้รับการตีพิมพ์ออกมาแล้ว สามารถภาคภูมิใจได้ว่า - มันเป็นหนังสือของตัวเอง... 

หมายเหตุ  ; งานเขียนชิ้นนี้ เดิมทีผมเขียนไปให้นิตยสารรายสัปดาห์ชั้นนำฉบับหนึ่ง ในระหว่างที่ผมทำหน้าที่อาสาเป็นบก.ดูแลต้นฉบับ ให้คุณจินตวีร์ เพื่อช่วยให้ความฝันที่อยากจะมีหนังสือสักเล่มหนึ่ง ของคุณจินตวีร์เป็นจริง แต่เขาคงไม่เอา ด้วยเหตุผลอย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะเงียบหายไปหลายเดือนแล้ว นับตั้งแต่ผมส่งงานชิ้นนี้ไป...  

ผมจึงนำงานชิ้นนี้ มาเป็นคำนำ - งานร่วมเล่มของคุณจินตวีร์ ( ตามความตั้งใจครั้งที่สอง ) ที่กำลังอยู่ในระหว่างการตีพิมพ์ และมีกำหนดที่จะวางตลาดในเดือนตุลาที่กำลังจะมาถึงนี้ และนำงานชิ้นนี้มาลงที่นี่...ก่อนหนังสือจะออก เพื่อยืนยันความตั้งใจครั้งแรกของตัวเอง ที่ต้องการจะบอกเล่าในเชิงวิเคราะห์ และยกย่องคนที่เราควรจะยกย่อง แบบลงลึกและแสดงให้เห็นที่มาที่ไปของเขา -- ในสื่อสาธารณะ ก่อนหนังสือของเขาจะออก หลังจากแน่ใจแล้วว่า ความหวังที่จะพึ่งพาสื่อหนังสือชั้นนำ ที่คงเต็มไปด้วยเงื่อนไขและข้อจำกัด ได้ล้มเหลวไปแล้ว...

ครับ กว่าประชาไทจะทยอยลงงานชิ้นนี้หมด หนังสือที่ผมตั้งชื่อว่า " จินตวีร์ เกียงมี สะพานบุญ แด่ คนทุกข์ผู้ยากไร้" ของเขา คงจะปรากฏตัวอยู่บนแผงหนังสือแล้ว และผมเชื่อมั่นว่า หนังสือของคนคิดดี พูดดี และทำดี เล่มนี้จะไปด้วยดี เพราะเพียงแค่คุณจินตวีร์ออกข่าวในบล็อก โอเค. เนชั่น เมื่อสอง - สามอาทิตย์ก่อน ปรากฏว่า มีคนไทยทั้งในและนอกประเทศ ที่เขารู้จักการประกอบคุณงามความดีเพื่อสาธารณะชน ของคุณจินตวีร์ เกียงมี พากันติดต่อเข้าไปสั่งจองกันที่คุณจินตวีร์ 100 กว่าเล่มแล้ว...  

ซึ่งผมถือว่าเป็นนิมิตรหมายอันดี ทั้งทางสำนักพิมพ์ คุณจินตวีร์ ตัวผมเอง และท่านที่อยากรู้เรื่องราวของคุณจินตวีร์ ในลักษณะที่เป็น MASS ( มวล ) ที่มีน้ำหนัก พอที่จะเห็นได้อย่างลึกซึ้ง ถึงความเป็นมา ตัวตน และงานเพื่อสาธารณะชน ที่มีลักษณะเฉพาะตัว ตามแบบฉบับของเขา ที่เต็มไปด้วยความเข้าใจ ความเห็นอกเห็นใจ ความอบอุ่น ความเป็นกันเอง ต่อผู้ทุกข์และยากไร้ในสังคมไทย ราวกับว่าเป็นคนในครอบครัวของเขาเอง ซึ่งถ้าขืนรอความช่วยเหลือจากรัฐ ที่เต็มไปด้วยระเบียบกติกา และขั้นตอนสารพัดเรื่อง ที่ก่อให้เกิดความล่าช้า พวกเขาคงจะตายกันไปเสียก่อน ที่จะได้รับความช่วยเหลือจากรัฐ ที่ว่ากันว่า เป็นกลไกของสังคม -- ที่ปราศจากหัวใจของความเป็นมนุษย์มากที่สุดในโลก โดยเฉพาะกับความทุกข์และปัญหาของคนยากคนจน ที่ปราศจากปากเสียงและขาดอำนาจในการต่อรอง - ขอได้รับความขอบคุณ.  

18 มิ.ย. - 15 ก.ย. 2552
กระท่อมทุ่งเสี้ยว เชียงใหม่
   

บล็อกของ ถนอม ไชยวงษ์แก้ว

ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
ท่ามกลางสถานการณ์ทางการเมือง ที่ขัดแย้งกันมานาน ระหว่างรัฐบาลและฝ่ายต่อต้านรัฐบาล ที่ดูเหมือนว่า นอกจากจะมองไม่เห็นทางที่จะสมานฉันท์กันได้แล้ว ยังมีแนวโน้มว่า สถานการณ์ที่ต่างฝายต่างก็ไม่ยอมลดราวาศอกให้กัน ยังมีทีท่าว่าจะทวีความรุนแรงไปสู่การนองเลือดที่น่าสยดสยอง ดังที่คาดหมายกันว่าจะเกิดขึ้น ตั้งแต่ วันที่ 23 พฤศจิกายนนี้ เป็นต้นไป ตามที่เขาประกาศศึกกันแบบเอาเป็นเอาตายกัน ซึ่งเราไม่ปรารถนาเป็นอย่างยิ่ง ที่จะให้เกิดขึ้นในสังคมไทย   ดังเช่น โศกนาฏกรรมนองเลือด 6 ตุลาคม 19 และพฤษภาคมทมิฬ 35 ในอดีตที่ผ่านมา แต่ก็ดูเหมือนว่าไม่มีพลังแห่งความปรารถนาดีใดๆในสังคม สามารถเข้าไปยับยั้งได้…
ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
  โอ พระเจ้า !ข้าสงสัยเหลือเกินว่า ทักษิณ ชินวัตรทักษิณ ชินวัตร ทักษิณ ชินวัตร ทักษิณ ชินวัตร ทักษิณ ชินวัตรทักษิณ ชินวัตร ทักษิณ ชินวัตร ทักษิณ ชินวัตร ทักษิณ ชินวัตรทักษิณ ชินวัตร ทักษิณ ชินวัตร ทักษิณ ชินวัตร ทักษิณ ชินวัตรทักษิณ ชินวัตร ทักษิณ ชินวัตร ทักษิณ ชินวัตร ทักษิณ ชินวัตร และ สนธิ ลิ้มทองกุล สนธิ ลิ้มทองกุล สนธิลิ้มทองกุล สนธิ ลิ้มทองกุลสนธิ ลิ้มทองกุล สนธิ ลิ้ม ทองกุล สนธิ ลิ้มทองกุล สนธิ ลิ้มทองกุลสนธิ ลิ้ม ทองกุล สนธิลิ้มทองกุล สนธิ ลิ้มทองกุล สนธิ ลิ้มทองกุลสนธิ ลิ้มทองกุล สนธิ ลิ้มทองกุล สนธิ ลิ้มทองกุล สนธิ ลิ้มทองกุล
ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
ด่วน ! ประชาชนชาวไทย ผู้รักความสงบทุกท่าน โปรดทราบ... นับตั้งแต่ออกประกาศฉบับนี้เป็นต้นไป เวลาท่านออกจากบ้านไปไหนมาไหนคนเดียว โดยเฉพาะตามสถานที่ที่ไม่มีคนรู้จัก เวลาพบคนใส่เสื้อสีเหลือง เหลีอง เหลีอง เหลือง เหลือง เหลือง เหลือง เหลือง เหลือง เหลือง เหลือง เหลือง เหลือง เหลือง เหลือง เหลือง เหลือง เหลือง เหลือง เหลือง เหลือง เหลือง เหลือง เหลือง เหลือง เหลือง เหลือง เหลือง เหลือง เหลือง เหลือง เหลือง เหลือง กำลังชุมนุมกันอยู่เป็นจำนวนมาก... ขอให้ท่านจงโปรดระวัง ! อย่าได้ขับรถ - หรือเดินเฉียดเข้าไปใกล้พวกเขาเป็นอันขาด ! เพราะนี่คืออันตรายเป็นอย่างยิ่ง !…
ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
1 พฤศจิกายน 2551ข้ามองเห็นคนรัก ทักษิณ ชินวัตร ใส่เสื้อสีแดงแดง แดง แดง แดง แดง แดง แดง แดงแดง แดง แดง แดง แดง แดง แดง แดงแดง แดง แดง แดง แดง แดง แดง แดงแดง แดง แดง แดง แดง แดง แดง แดงจำนวนนับไม่ถ้วน ณ ราชมังคลากีฬาสถานแห่แหนกันออกมายกย่องและให้กำลังใจ ทักษิณ ชินวัตร และเมื่อ ทักษิณ ชินวัตร ปรากฏภาพและเสียงผ่านโฟนอิน ออกมาพูดแล้วคนใส่เสื้อสีแดงทุกคนต่างเชื่อว่าทุกถ้อยคำที่ ทักษิณ ชินวัตร พูด ณ สถานที่แห่งนี้ เป็นความจริงหมดทุกถ้อยคำ
ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
มิใช่ บ่อ จากท่อธารบาดาลใสหลั่งรินไหล มิรู้แล้ง แห้งเหือดหายเป็นเพียง บ่อ น้ำฟ้ามาซึมทรายหลั่งรินสาย มาหล่อเลี้ยง - เพียงชั่วกาลมิใช่ บ้านดวงใจ อุ่นไอรักแค่ เพิงพัก หลบร้อนอันกร่อนกร้านริมวิถี คดเคี้ยว เปลี่ยว กันดารเป็นทางผ่าน เป็นที่พัก - นักเดินทางมิใช่ แสงดาว ชี้ชัดปลุกศรัทธาแทนดวงตาดวงใจผู้ไร้ร้างเป็นเพียง แสงหิ่งห้อย - ลอยเลือนรางอยู่ท่ามกลางคืนเดือนมืดอันยืดยาวและมิใช่ สมณะ ผู้ละโลกย์พ้นทุกข์โศกเวียนว่ายกายสีขาวยังเป็นแค่ ปุถุชน คนมากคาวยังมิก้าวพ้น ตัณหา ราคีใดคือ ตัวฉัน…
ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
ข้าใส่เสื้อสีเหลือง ใช่ เพราะข้าเชื่อในสีเหลืองแห่งความชอบธรรมของข้า ใช่ เพราะข้าเชื่อในสีเหลืองแห่งความถูกต้องของข้า ใช่ เพราะข้าเชื่อในสีเหลืองแห่งความดีงามของข้า ใช่ เพราะข้าเชื่อในสีเหลืองแห่งข้อเท็จจริงของข้า ใช่ เพราะข้าเชื่อในสีเหลืองแห่งความเป็นจริงของข้า ใช่ เพราะข้าเชื่อในสีเหลืองแห่งเหตุผลของข้า ใช่ เพราะข้าเชื่อสีเหลืองแห่งอุดมการณ์ของข้า ใช่ เพราะข้าเชื่อในสีเหลืองแห่งพลังมวลชนอันยิ่งใหญ่ของข้า และความเชื่อในสีเหลืองทั้งหมดของข้า เป็นความเชื่อที่ข้าเชื่อว่า เป็นความเชื่อที่ถูกต้องที่สุด และดีที่สุดที่ข้ามี แต่เพียงผู้เดียวในโลกนี้ ข้าจึงไม่มีวันที่จะประนีประนอม…
ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
ผลงานน้องจูนี่ไฟไฟ ไฟ ไฟไฟ กำลังลุกไหม้บ้านเมืองของเราเร้ว เร็วเข้าเถิดรีบมาช่วยกันดับไฟเร็วๆเข้า บ้าบ้า บ้า บ้าบ้าบอคอแตกที่สุดในโลกมัวไปสนใจมัวไปทะเลาะเบาะแว้งมัวไปทุ่มเถียงกันให้เสียเวลาทำไมว่าพวกรัฐบาลหรือว่าพวกพันธมิตรใครเป็นคนลงมือจุดไฟเผาใช้น้ำมันเบนซินยี่ห้ออะไรบริษัทอะไรเป็นผู้ผลิตใครเป็นคนคิดวางแผนใครเป็นคนสั่งการ
ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
1. เงิน เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน กับลมหายใจเข้าออกแทบทุกขณะจิตของผู้คน 2. เงิน คือทาสรับใช้ผู้ซื่อสัตย์ แต่เป็นนายที่โหดร้าย ยังเป็นวาทกรรมที่ทันสมัย
ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
ที่ ดวงตา คอยมองจับจ้องอยู่ ที่ ใบหู คอยแยะแยกจำแนกเสียง ที่ จมูก คอยดมชมกลิ่นเกลี้ยง ที่ ปลายลิ้น คอยเรียงไล่ลิ้มรส
ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
Canto คือยอดของภูเขาน้ำแข็ง ที่โผล่ออกมาให้เราเห็นนิดเดียวบนพื้นผิวของมหาสมุทร Canto คือการเปิดประตูเพื่อให้คนเดินเข้าไป คือการเปิดหน้าต่างเพื่อให้คนมองออกไป – สู่จินตนาการเสรี Canto คือการลงมือเขียนถ้อยคำจากความรู้สึกประทับใจจากสิ่งใดสิ่งหนึ่ง อย่างฉับพลัน 3 บรรทัดสั้นๆ จบ Canto คือการลดละการแสดงความคิดเห็น ความรู้ ความเฉลียวฉลาด ของผู้เขียน ออกไปให้มากเท่าไหร่ยิ่งดีมากขึ้นเท่านั้น Canto คือการเก็บเม็ดทรายเม็ดเล็กๆของถ้อยคำ มารวมกันจนเกิดเป็น มวล ที่มีน้ำหนักและพลัง - ที่ไม่อาจปฏิเสธไม่ได้ Canto คือการเขียนเพื่อให้คนอื่นคิด มิใช่เขียนเพื่อคิดแทนคนอื่น
ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
1. ของแท้ ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ แต่ผมไม่ใช่ 2. ได้มาก็เสียไป สิ่งสำคัญที่สุดอยู่กับเราชั่วคราว ผิดกับความอ่อนแอ 3. ความงามหนึ่ง ชื่อการพลัดหลง น่าประทับใจจนอยากเก็บเอาไว้คนเดียว 4. แดดส่องโต๊ะรับแขกหน้าบ้าน ตำลึงเลื้อยพันขาเก้าอี้ขึ้นไปงอกงาม กาน้ำชาฝุ่นเกาะอยู่ในห้องครัวเงียบ 5. กลิ่นชาใบเตย ขยายตัวอวลอุ่น จอกหนึ่งว่าง...จอกหนึ่งพร่อง
ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
ระบอบการเมือง                ที่ดีที่สุดในโลกนี้มี                                   หรือไม่มีถ้าหากมี                          แล้วถูกขยำขยี้ทิ้งไปยัง…