Skip to main content


 

ความเจ็บปวดเป็นเรื่องเฉพาะตัว”
ใครคนหนึ่งนิยามในเชิงสรุปเรื่องนี้ขึ้นมาลอยๆ หลังจากนั่งพูดคุยกันมามากมายหลายเรื่อง แล้วมาลงเอยที่เรื่องราวความเจ็บปวดในชีวิต ที่เราซึ่งต่างโตเป็นผู้ใหญ่ ต่างก็ได้ประสบกันมาคนละมิใช่น้อย จากประสบการณ์ต่างๆที่ผ่านมาในชีวิต เช่น ความรัก ความหวัง ความฝัน ความทะเยอทะยาน หน้าที่การงาน อุบัติเหตุ การถูกทำร้าย ความเจ็บไข้ได้ป่วย หนี้สิน หรือแม้กระทั่งเรื่องราวบางเรื่อง ที่ทำให้เราขัดแย้งกับตัวเอง ฯลฯ
\\/--break--\>

ขณะนั่งดื่มและสนทนากันที่ร้านอาหาร สายหมอกกับดอกไม้ ถนนวงแหวน
700 ปี หน้าศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ เนื่องในงานเปิดตัวหนังสือใหม่ของเพื่อนนักเขียนและเพื่อนนักแปล เมื่อตอนหัวค่ำวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2533 ที่ผ่านมา ซึ่งตรงกับวันวาเลนไทม์และวันตรุษจีน และถือโอกาสฉลองเทศกาลสองวันนี้ร่วมกันไปด้วย

ผมเป็นคนที่ผ่านความเจ็บปวดในชีวิตมามิใช่น้อย และเคยนิยามความหมายของคำว่าความเจ็บปวดมาอีกมิใช่น้อยเหมือนกัน แต่ไม่เคยรู้สึกว่า คำนิยามของตัวเอง มากมายหลายนิยาม มีนิยามใดที่ดีที่สุดและถูกต้องที่สุด และเป็นที่พอใจ จนไม่อาจหานิยามใดมาลบล้างได้ เหมือนอย่างที่เขานิยามว่า “ความเจ็บปวดเป็นเรื่องเฉพาะตัว”


ผมเข้าใจว่า ชีวิตของเขาจะต้องเคยผ่านความเจ็บปวดอย่างถึงที่สุดในชีวิตมาแล้ว จนถึงขั้นอาจจะเคยออกปากขอร้องให้คนมาช่วย - แบ่งเบาความเจ็บปวดที่เหลือจะทนของตัวเอง แต่ก็ไม่มีใครในโลกนี้มาช่วยแบ่งเบาได้ นั่นแหละ เขาจึงบรรลุสัจธรรมเกี่ยวกับความเจ็บปวด และนิยามออกมาได้ดีที่สุดและถูกต้องที่สุดว่า “ความเจ็บปวดเป็นเรื่องเฉพาะตัว” เหมือนอย่างที่ มิลตัน กวีอังกฤษเคยพูดเอาไว้ว่า “คนที่ทุกข์ที่สุดจะทำได้ดีที่สุด”

ใช่
ถึงแม้เราสามารถที่จะเข้าใจและเห็นใจใครสักคนหนึ่ง ที่กำลังได้รับความเจ็บปวดเพราะถูกคนรักทอดทิ้ง เพราะเคยผ่านประสบการณ์เช่นนี้มาก่อน แต่เราไม่สามารถที่จะไปช่วยแบ่งปันความเจ็บปวดของเขามาเป็นของเรา เพื่อช่วยให้เขาบรรเทาความเจ็บปวดลงได้ ไม่ว่าเขาจะเจ็บเจียนตาย ไม่ว่าเขาจะเป็นญาติสนิทมิตรสหาย หรือคนที่เรารักมากที่สุด และเราอยากช่วยแบ่งปันมันมาจากเขาเจียนใจจะขาด แต่เราก็ไม่สามารถทำได้ เพราะความเจ็บปวดเป็นเรื่องเฉพาะตัว เป็นเรื่องส่วนตัว ที่แต่ละคนจะต้องเผชิญกับมันแต่เพียงผู้เดียวนั่นเอง




คุณเคยได้ยินบทเพลงเก่าๆของคนที่เจ็บปวดเพราะความรักของ จันทนี อูนากูล เพลงนี้ไหม เพลงที่ร้องว่า

ยอมฉันยอมเจ็บปวด
ยอมร้าวรวดอุรา
ยอมแม้รักจะพา
ไปเข่นฆ่าเย้ยหยันเล่น

อยากลองรักดูสักหน่อย
จะปล่อยให้ช้ำก็จำต้องเป็น
จะสุขหรือทุกข์ยากแค้นลำเค็ญ
จะลองให้เห็นรักเป็นฉันใด

เห็นโลกมาแล้วช่วงหนึ่ง
จะลองให้ซึ้งถึงช่วงต่อไป
ล้มลุกคลุกคลานเท่าใด
จะจำไว้สอนใจตัวเอง

แม้นเธอเมตตาปราณี
จะวอนคนดีนี้ด้วยบทเพลง
สงสารคนอ้างว้างวังเวง
อย่าข่มเหงหัวใจช้ำเลย


ครับ เพลงของความเจ็บปวดเพราะความรักเพลงนี้ เป็นเพลงที่เขาเขียนออกมาได้ดีที่สุดเพลงหนึ่ง เพลงนี้จึงยังมีคนฟังและชอบมาทุกยุคทุกสมัย โดยเฉพาะคนที่เคยผ่านประสบการณ์ความเจ็บปวดทำนองนี้มาก่อน ผมเข้าใจว่าคนเขียน เขาคงเขียนมันออกมาจากความรู้สึก ที่ผ่านความเจ็บปวดอย่างถึงที่สุดในเรื่องนี้มาแล้ว เขาจึงทำออกมาได้ดีจนเรารู้สึกได้ว่า มันมิใช่เป็นแค่เพลงและดนตรีเท่านั้น แต่มันคือหยาดน้ำตาและเสียงร่ำไห้จากหัวใจของใครคนหนึ่งที่กำลังเจ็บปวดเพราะพิษรัก ที่ไม่มีใครสามารถช่วยเหลือได้ เพราะ “ความเจ็บปวดเป็นเรื่องเฉพาะตัว” เป็นเรื่องส่วนตัวที่เขาจะต้องเจ็บปวดและโอดโอยโหยไห้แต่เพียงผู้เดียวนั่นเอง

และเป็นเพราะความเจ็บปวดของเขานี่เอง เราจึงได้ชื่นชมงานศิลปะแห่งเพลงและดนตรีจากความเจ็บปวดของเขา ที่ระบายมันออกมาเป็นบทเพลงที่งดงามราวกับไข่มุกอันแวววาว ที่เกิดจากความเจ็บปวดของหอยมุกที่ผลิตมันออกมา และนี่คือด้านบวกของความเจ็บปวด ที่เป็นเสมือนของขวัญอันล้ำค่า
- ที่เราไม่ควรลืม ถ้าหากมันมิได้ทำความเจ็บปวดแก่ชีวิตเราจนบิดเบี้ยว...หรือย่อยยับดับชีพลง หลังจากคืนวันอันทุกข์ทรมานและโหดร้ายได้ผ่านพ้นไป...

ขอให้คุณจงโชคดี อย่าได้พบกับความเจ็บปวดในชีวิตที่มากเกินคนจะทนไหว เพราะความเจ็บปวดเป็นเรื่องเฉพาะตัว เป็นสิ่งที่น่ากลัว และเป็นเรื่องส่วนตัวที่เราแบ่งปันให้ใครไม่ได้จริงๆ
.

สวัสดีฤดูร้อน
.
17
กุมภาพันธ์ 2553

 

 

บล็อกของ ถนอม ไชยวงษ์แก้ว

ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
    เมื่อยังมีชีวิต จงหายใจเข้าไว้ หายใจแรงๆ และหายใจอย่างสดชื่น เพราะภาระหน้าที่ของชีวิตคือการมีชีวิต ชีวิตที่กระปรี้กระเปร่า และถ้าเป็นไปได้ควรต้องรื่นรมย์กับชีวิต บาปอันยิ่งใหญ่ของมนุษย์ (บางทีสำหรับสิ่งมีชีวิตทั้งปวง) คือการปฏิเสธชีวิต   การมีชีวิต
ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
    ฉันเป็นเท่าที่ฉันเป็น ฉันทำเท่าที่ฉันหวัง ฉันหวังเท่าที่ฉันเห็น ฉันง่ายฉันงามฉันแจ่มชัด ฉันเชื่อหนึ่งมากกว่าร้อย ฉันเชื่อคนมากกว่าลัทธิ ฉันเชื่อดินมากกว่าฟ้า ฉันเชื่อต้นหญ้ามากกว่าขุนเขา ฉันเชื่อสวนหลังบ้านมากกว่าป่าหิมพานต์ ฉันเชื่อวันนี้มากกว่าวันวาน ฉันง่ายฉันงามฉันแจ่มชัด ฉันไม่เชื่ออำนาจรัฐจากกระบอกปืน   ฉันเป็นเท่าที่ฉันเป็น.  
ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
  อิสรภาพ   ฉันต้องการอิสรภาพ ที่จะได้เห็น ที่จะได้ยิน ในสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น
ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
  เป็นที่ทราบกันดีว่า กฎหมายอาญามาตรา 112 เป็นกฎหมายที่สร้างความทุกข์สาหัสให้แก่ผู้ที่ถูกกล่าวหาว่า “หมิ่นสถาบัน” มามากมายหลายคน เพราะกฎหมายนี้ถูกตราขึ้นมาอย่างกว้างๆไม่ระบุขอบข่ายความผิดให้ชัดเจน รวมทั้งกระบวนการจับกุม สอบสวน ดำเนินคดี ก็มิได้เป็นไปตามปกติทั่วไป มิหนำซ้ำการตีความบังคับใช้มาตรานี้ ว่ากันว่า เจ้าหน้าที่สามารถตีความใช้ได้อย่างกว้างขวาง และนักการเมืองมักจะใช้เป็นเครื่องมือในการทำลายฝ่ายตรงกันข้ามอยู่เสมอ และผู้ต้องคดีนี้นอกจากจะติดคุกติดตะรางแล้ว ยังถูกซ้ำเติมจากสังคมที่จงรักภักดีต่อสถาบันอย่างรุนแรง    
ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
    คือแม่น้ำและขุนเขาอันขรึมขลัง คือพลังคีตกานท์อันหวานไหว คือหนึ่งจิตวิญญาณล้านนาไทย คือดอกไม้สวยสะคราญบานนิรันดร์  
ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
  ย้อนกลับไปทบทวนดู คำประกาศหลังจากรับพระราชทานโปรดเกล้าฯของคุณยิ่งลักษณ์ตอนหนึ่งที่กล่าวว่า “อุปสรรคข้างหน้ายังรอเราอยู่มาก ทั้งที่ควบคุมได้และควบคุมไม่ได้ แต่ทั้งหมดมิใช่อุปสรรคขวางกั้นมิให้ทำงาน พร้อมที่จะอุทิศตัวด้วยความทุ่มเท เสียสละอดทน ทำงานแข่งกับเวลา ไม่เกรงต่อความลำบากใดๆ”
ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
    แล้ว ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย หมายเลข 1 ก็ได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 28 และ เป็นนายกหญิงคนแรกในประวัติศาสตร์การเมืองของเมืองไทย และเป็นคนที่ 52 ของโลก อย่างสมบูรณ์ โดยได้รับการโหวตเสียงจากที่ประชุมสภาฯ เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2554 ด้วยคะแนนเสียงเห็นด้วย 296 เสียง ไม่เห็นด้วย 3 เสียง และงดออกเสียง 197 เสียง ก่อนจะได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ในวันที่ 8 สิงหาคม 2554 เวลา 18.40 น. ณ บริเวณตึกชั้น 7 ที่ทำงานพรรคเพื่อไทย ท่ามกลางความยินดีของคนจำนวนมากมาย ที่สนับสนุนคุณยิ่งลักษณ์และพรรคเพื่อไทย  
ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
    คราวที่แล้ว ผมนำเรื่อง “คนดีของคนเมือง และ คนดีของชนบท” ที่แตกต่างกัน จากบทสัมภาษณ์ที่ชื่อว่า “ความคาดหวังและความจริงของประชาธิปไตยแบบไทยๆ” ของ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ซึ่งให้สัมภาษณ์ลงนิตยสารสารคดี ฉบับเดือนตุลาคม 2543 ผมคิดว่าจะหยุดเพียงแค่นั้น แต่ก็หยุดไม่ได้ เพราะพบว่ายังมีประเด็นที่ผมคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์แก่ท่านผู้อ่านอีกสองประเด็น ที่ยังเป็นเรื่องราวที่ยังดำรงอยู่ในปี 2544 และต่อไปอีกนานเท่าไหร่ ก็คงไม่มีใครรู้ เพราะมันเป็นรื่องของอนาคต  
ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
      ผมมักจะได้ยิน ผู้คนและสื่อต่างๆเกี่ยวกับการเมือง มักจะพูดกันให้ได้ยินอยู่เสมอว่า “คนชนบทเป็นคนเลือกตั้งรัฐบาล คนเมืองเป็นคนล้ม” ซึ่งดูเหมือนจะเป็นความจริงมาโดยตลอด แต่ก็ไม่มีใครให้คำอธิบายที่ฟังดู สมเหตุสมผลและชอบธรรม ให้ฟัง ว่าทำไมคนเมืองที่หมายถึงคนชั้นกลาง จึงไม่ชอบรัฐบาลที่ได้มาจากเสียงส่วนใหญ่ที่เป็นคนชนบทในประเทศ และช่วยกันล้มรัฐบาลที่เขาเลือกตามกติกา 
ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
      ถึงแม้ คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะได้รับการรับรองจาก กกต. ให้หลุดพ้นจากข้อหาไปช่วยขบวนแห่ที่เชียงราย ให้พ้นจากข่ายความผิดด้วยมติ 5 ต่อ 0 ท่ามกลางความโล่งอกของใครต่อใครมากมายหลายคน ที่ว่ากันว่า เป็นเพราะโพลเสียงจากประชาชน 80 เปอร์เซ็นต์ ต้องการคุณยิ่งลักษณ์นายกฯ (รวมทั้ง นปช.) เป็นกระแสกดดัน กกต. หรือเพราะเหตุใดก็ช่างเถิด แต่เราก็สามารถฟันธงกันได้เลยว่า อีกไม่นาน เราจะต้องได้นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศอย่างแน่นอน 
ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
      ผมไม่แน่ใจว่า ก่อนที่คุณยิ่งลักษณ์ ว่าที่นายกฯ ยิ่งลักษณ์ คนสวย และกลุ่มมันสมองของพรรคเพื่อไทยจะชูนโยบายประชานิยม เพิ่มค่าแรงงานขั้นต่ำให้กรรมกรผู้ใช้แรงงานจาก 221 บาท เป็น 300 บาท และเพิ่มเงินเดือนให้แก่ผู้จบปริญญาตรีที่เริ่มเข้าบรรจุงานจาก 11,028 บาท เป็น 15,000 บาท
ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
ผมกำลังจะชวนใครต่อใคร เข้ามาคุยเรื่องปัญหาที่รัฐบาลใหม่จะต้องเข้ามาสะสางและแก้ไข จากข้อมูลของนักวิเคราะห์การเมืองท่านหนึ่งที่รวบรวมและชี้แนะเอาไว้ล่วงหน้าแก่รัฐบาลของคุณยิ่งลักษณ์เอาไว้