Skip to main content

ใช่หรือมิใช่

นอกจากอำนาจนิติรัฐ

และอำนาจจากกองทัพทหารตำรวจ

ที่คอยแวดล้อมปกป้องครองรัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

ยังมีอำนาจที่น่ากลัวอีกอำนาจหนึ่ง

ที่สามารถกำหนดชัยชนะและความพ่ายแพ้ของมวลชนคนเสื้อแดง

นั่นคือ อำนาจ ของสื่อมวลชนกระแสหลัก

ที่ได้รับความเชื่อถือจากผู้คนส่วนใหญ่ในสังคม

 

จริงหรือไม่จริง

ใช่หรือมิใช่

ประวัติศาสตร์สังคมมิได้บอกเราไว้ดอกหรือ

บ่อยครั้งก่อนที่จะเกิดความรุนแรงขึ้นในสังคม

ระหว่างรัฐบาลกับมวลชนที่ต่อต้าน

มักจะต้องมีสื่อมวลชนดังกล่าว

เป็นผู้พิพากษามวลชนและแกนนำต่อต้านรัฐบาลให้เป็นผู้ร้ายก่อน...

จากนั้นรัฐบาลจึงฉวยโอกาสเอาช่องทางนี้เป็นความชอบธรรม

ในการใช้อำนาจรัฐอันรุนแรงปราบปรามมวลชน

ไม่ว่าพวกเขาจะทำไปด้วยความสมัครใจ

หรือทำไปเพราะถูกอำนาจอิทธิพลบีบบังคับ

หรือทำไปเพราะว่าได้รับเงินค่าจ้างเป็นจำนวนมหาศาล

ให้ทรยศต่อจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพของตัวเองฯลฯ

หรือเพราะอะไรก็ช่างเถิด

แต่ที่แน่ๆก็คือ

ถ้าสื่อมวลชนที่ทรงอิทธิพลเหล่านี้

พิพากษาให้ใครเป็นเช่นไร

ไม่ว่าจะจริงหรือไม่จริง

ผู้คนมากมายในสังคมเขาพร้อมที่จะเชื่อ...

 

เช่นเดียวกันกับครั้งนี้

ถ้าสื่อมวลชนดังกล่าว

ต่างรวมหัวกันสื่อสารออกไปสู่สังคมว่า

ม็อบของมวลชนคนเสื้อแดง

เป็นม็อบของคนไร้การศึกษา

เป็นม็อบของคนป่าเถื่อน

เป็นม็อบของคนไม่มีเหตุผล

เป็นม็อบของคนพูดไม่รู้เรื่อง

เป็นม็อบของคนที่ชอบใช้กำลัง

เป็นม็อบรับจ้างของ ทักษิณ ชินวัตร ฯลฯ

ไม่ว่าจะจริงหรือไม่จริง

ไม่ว่าจะเป็นด้วยเหตุผลกลใด...

พวกคุณย่อมพ่ายแพ้แก่รัฐบาลในทางสังคม

ในทันทีทันใด...

ที่วาทกรรมเหล่านี้ได้ถูกสื่อสารออกไปสู่สังคมใหญ่

 

หรือใครจะปฏิเสธ...

ความตายดั่งใบไม้ร่วงของนักศึกษาประชาชน

 และผู้นำชาวนาทั่วประเทศในยุค ตุลามหาวิปโยค

มิได้เกิดจากสื่อที่ทรงพลังเหล่านี้

เป็นผู้พิพากษาให้พวกเขาเป็นผู้ร้ายก่อน

ก่อนที่โศกนาฏกรรมอันใหญ่หลวงจะเกิดขึ้น...

ใช่

อำนาจของสื่อนี้ช่างน่าสะพรึงกลัวเสียจริงๆ

เพราะมันทำให้แม้กระทั่งพระผู้ใหญ่ท่านหนึ่งพูดออกมาในขณะนั้นว่า

การฆ่านักศึกษาประชาชน และผู้นำชาวนา ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์

ไม่เป็นบาปและไม่ผิดศีลธรรม...

 

 

จริงหรือไม่จริง

ใช่หรือมิใช่

เพียงแค่พวกคุณประกาศเจาะเลือดตัวเอง1 ล้าน ซี.ซี.

เพื่อนำไปเทรอบๆอาคารรัฐสภาตอบโต้รัฐบาลอภิสิทธิ์

ที่ไม่ยอมยุบสภาตามคำเรียกร้องของพวกคุณ

ถ้าพวกเขาพากันสื่อสาร

วิธีการต่อสู้ครั้งนี้ของพวกคุณออกมาสู่สังคมว่า

 มันเป็นเรื่องที่น่าสมเพชของคนที่ไร้ความคิด

ที่ชักชวนให้ผู้คนเอาเลือดออกมาทิ้ง

ในขณะที่โรงพยาบาลมากมายหลายแห่งในประเทศ

กำลังขาดแคลนเลือดให้ผู้ป่วย...

ผู้คนมากมายก็พร้อมที่จะเชื่อกันว่า

มันเป็นเรื่องที่น่าสมเพชของคนที่ไร้ความคิดเช่นนี้จริงๆ

แต่ถ้าพวกเขาพากันสื่อสารออกมาว่า

มันเป็นเรื่องที่น่าเคารพยกย่อง

เพราะเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้ด้วยสันติวิธีของมวลชน

ที่ยอมทำร้ายตัวเองดีกว่าที่จะต้องไปทำร้ายผู้อื่น...

ผู้คนมากมายก็พร้อมที่จะเชื่อว่า

 มันเป็นเรื่องที่น่าเคารพยกย่องเช่นนี้จริงๆ

 

 

มวลชนคนเสื้อแดง

ถ้าแกนนำของพวกคุณยังไม่รู้

ช่วยบอกเขาด้วยเถิด

ว่านอกจากรัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะมีอำนาจนิติรัฐ

อำนาจจากกองทัพทหารตำรวจ

เป็นอำนาจที่น่ากลัวในการต่อสู้ของพวกคุณแล้ว

สังคมไทย ยังมีสื่อมวลชนกระแสหลัก

เป็นอำนาจที่น่ากลัวอีกอำนาจหนึ่ง

และอาจจะน่ากลัวยิ่งกว่า

อำนาจทั้งหมดที่มีอยู่ในมือของรัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

ในการกำหนดชัยชนะและความพ่ายแพ้ของพวกคุณ

เพราะตราบใดที่สื่อที่ทรงพลังเหล่านี้

ไม่ทำให้พวกคุณเป็นผู้ร้าย

ถึงแม้ในความเป็นจริงพวกคุณอาจจะเป็นผู้ร้าย...

แต่ถ้าสื่อที่ทรงพลังเหล่านี้

ช่วยกันสื่อสารแก่คนในสังคมทั้งประเทศว่า คนเสื้อแดงไม่ใช่ผู้ร้าย

ไม่มีนายตำรวจนายทหารคนไหนหรอก

ที่จะกล้าลุกขึ้นมาสั่งไพร่พล

หยิบปืนเข้าไปล้อมปราบและเข่นฆ่าประชาชน ที่ยังไม่ได้ถูกทำให้เป็นผู้ร้าย

เพื่อเป็นตราบาปแก่ตัวเองไปจนชั่วลูกชั่วหลาน...

 

ลืมแล้วหรือไร

ที่ผู้นำกองทัพที่เหี้ยมหาญที่สุดในโลกคนหนึ่งในอดีต

ได้กล่าวเอาไว้ว่า

ข้าพเจ้ากลัวปากกาด้ามหนึ่งของนักหนังสือพิมพ์

ยิ่งกว่ากองทัพที่ถืออาวุธครบมือทั้งกองทัพเสียอีก

ใช่

ไม่ว่าโดยแท้จริงแล้ว

พวกคุณจะติดตามแกนนำต่อสู้กับรัฐบาลนี้ให้ยุบสภาให้จงได้

เพียงแค่เพื่อช่วย ทักษิณ ชินวัตร คืนกลับมาโดยปราศจากมลทิน

ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากแสนยาก

ยิ่งกว่าพาอูฐเดินลอดเข้ารูเข็ม

หรือเพื่อเป้าหมายที่สูงส่งกว้างไกลกว่านี้...

ไม่ว่าจะได้หรือไม่ได้ ทักษิณ ชินวัตร คืนกลับมา

หรือว่าเพื่ออะไรก็ได้

สุดแล้วแต่ว่าแกนนำของพวกคุณจะเป็นผู้ชี้นำ

เป็นผู้ปลุกระดมให้พวกคุณฮึกเหิม

และดาหน้าเข้าไป...

 

ระวัง !

อย่าลืมบอกแกนนำของพวกคุณ

และตัวของพวกคุณเองด้วยว่า...

 

16 - 17 มีนาคม 2553

กระท่อมทุ่งเสี้ยว เชียงใหม่

บล็อกของ ถนอม ไชยวงษ์แก้ว

ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
    เมื่อยังมีชีวิต จงหายใจเข้าไว้ หายใจแรงๆ และหายใจอย่างสดชื่น เพราะภาระหน้าที่ของชีวิตคือการมีชีวิต ชีวิตที่กระปรี้กระเปร่า และถ้าเป็นไปได้ควรต้องรื่นรมย์กับชีวิต บาปอันยิ่งใหญ่ของมนุษย์ (บางทีสำหรับสิ่งมีชีวิตทั้งปวง) คือการปฏิเสธชีวิต   การมีชีวิต
ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
    ฉันเป็นเท่าที่ฉันเป็น ฉันทำเท่าที่ฉันหวัง ฉันหวังเท่าที่ฉันเห็น ฉันง่ายฉันงามฉันแจ่มชัด ฉันเชื่อหนึ่งมากกว่าร้อย ฉันเชื่อคนมากกว่าลัทธิ ฉันเชื่อดินมากกว่าฟ้า ฉันเชื่อต้นหญ้ามากกว่าขุนเขา ฉันเชื่อสวนหลังบ้านมากกว่าป่าหิมพานต์ ฉันเชื่อวันนี้มากกว่าวันวาน ฉันง่ายฉันงามฉันแจ่มชัด ฉันไม่เชื่ออำนาจรัฐจากกระบอกปืน   ฉันเป็นเท่าที่ฉันเป็น.  
ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
  อิสรภาพ   ฉันต้องการอิสรภาพ ที่จะได้เห็น ที่จะได้ยิน ในสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น
ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
  เป็นที่ทราบกันดีว่า กฎหมายอาญามาตรา 112 เป็นกฎหมายที่สร้างความทุกข์สาหัสให้แก่ผู้ที่ถูกกล่าวหาว่า “หมิ่นสถาบัน” มามากมายหลายคน เพราะกฎหมายนี้ถูกตราขึ้นมาอย่างกว้างๆไม่ระบุขอบข่ายความผิดให้ชัดเจน รวมทั้งกระบวนการจับกุม สอบสวน ดำเนินคดี ก็มิได้เป็นไปตามปกติทั่วไป มิหนำซ้ำการตีความบังคับใช้มาตรานี้ ว่ากันว่า เจ้าหน้าที่สามารถตีความใช้ได้อย่างกว้างขวาง และนักการเมืองมักจะใช้เป็นเครื่องมือในการทำลายฝ่ายตรงกันข้ามอยู่เสมอ และผู้ต้องคดีนี้นอกจากจะติดคุกติดตะรางแล้ว ยังถูกซ้ำเติมจากสังคมที่จงรักภักดีต่อสถาบันอย่างรุนแรง    
ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
    คือแม่น้ำและขุนเขาอันขรึมขลัง คือพลังคีตกานท์อันหวานไหว คือหนึ่งจิตวิญญาณล้านนาไทย คือดอกไม้สวยสะคราญบานนิรันดร์  
ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
  ย้อนกลับไปทบทวนดู คำประกาศหลังจากรับพระราชทานโปรดเกล้าฯของคุณยิ่งลักษณ์ตอนหนึ่งที่กล่าวว่า “อุปสรรคข้างหน้ายังรอเราอยู่มาก ทั้งที่ควบคุมได้และควบคุมไม่ได้ แต่ทั้งหมดมิใช่อุปสรรคขวางกั้นมิให้ทำงาน พร้อมที่จะอุทิศตัวด้วยความทุ่มเท เสียสละอดทน ทำงานแข่งกับเวลา ไม่เกรงต่อความลำบากใดๆ”
ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
    แล้ว ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย หมายเลข 1 ก็ได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 28 และ เป็นนายกหญิงคนแรกในประวัติศาสตร์การเมืองของเมืองไทย และเป็นคนที่ 52 ของโลก อย่างสมบูรณ์ โดยได้รับการโหวตเสียงจากที่ประชุมสภาฯ เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2554 ด้วยคะแนนเสียงเห็นด้วย 296 เสียง ไม่เห็นด้วย 3 เสียง และงดออกเสียง 197 เสียง ก่อนจะได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ในวันที่ 8 สิงหาคม 2554 เวลา 18.40 น. ณ บริเวณตึกชั้น 7 ที่ทำงานพรรคเพื่อไทย ท่ามกลางความยินดีของคนจำนวนมากมาย ที่สนับสนุนคุณยิ่งลักษณ์และพรรคเพื่อไทย  
ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
    คราวที่แล้ว ผมนำเรื่อง “คนดีของคนเมือง และ คนดีของชนบท” ที่แตกต่างกัน จากบทสัมภาษณ์ที่ชื่อว่า “ความคาดหวังและความจริงของประชาธิปไตยแบบไทยๆ” ของ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ซึ่งให้สัมภาษณ์ลงนิตยสารสารคดี ฉบับเดือนตุลาคม 2543 ผมคิดว่าจะหยุดเพียงแค่นั้น แต่ก็หยุดไม่ได้ เพราะพบว่ายังมีประเด็นที่ผมคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์แก่ท่านผู้อ่านอีกสองประเด็น ที่ยังเป็นเรื่องราวที่ยังดำรงอยู่ในปี 2544 และต่อไปอีกนานเท่าไหร่ ก็คงไม่มีใครรู้ เพราะมันเป็นรื่องของอนาคต  
ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
      ผมมักจะได้ยิน ผู้คนและสื่อต่างๆเกี่ยวกับการเมือง มักจะพูดกันให้ได้ยินอยู่เสมอว่า “คนชนบทเป็นคนเลือกตั้งรัฐบาล คนเมืองเป็นคนล้ม” ซึ่งดูเหมือนจะเป็นความจริงมาโดยตลอด แต่ก็ไม่มีใครให้คำอธิบายที่ฟังดู สมเหตุสมผลและชอบธรรม ให้ฟัง ว่าทำไมคนเมืองที่หมายถึงคนชั้นกลาง จึงไม่ชอบรัฐบาลที่ได้มาจากเสียงส่วนใหญ่ที่เป็นคนชนบทในประเทศ และช่วยกันล้มรัฐบาลที่เขาเลือกตามกติกา 
ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
      ถึงแม้ คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะได้รับการรับรองจาก กกต. ให้หลุดพ้นจากข้อหาไปช่วยขบวนแห่ที่เชียงราย ให้พ้นจากข่ายความผิดด้วยมติ 5 ต่อ 0 ท่ามกลางความโล่งอกของใครต่อใครมากมายหลายคน ที่ว่ากันว่า เป็นเพราะโพลเสียงจากประชาชน 80 เปอร์เซ็นต์ ต้องการคุณยิ่งลักษณ์นายกฯ (รวมทั้ง นปช.) เป็นกระแสกดดัน กกต. หรือเพราะเหตุใดก็ช่างเถิด แต่เราก็สามารถฟันธงกันได้เลยว่า อีกไม่นาน เราจะต้องได้นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศอย่างแน่นอน 
ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
      ผมไม่แน่ใจว่า ก่อนที่คุณยิ่งลักษณ์ ว่าที่นายกฯ ยิ่งลักษณ์ คนสวย และกลุ่มมันสมองของพรรคเพื่อไทยจะชูนโยบายประชานิยม เพิ่มค่าแรงงานขั้นต่ำให้กรรมกรผู้ใช้แรงงานจาก 221 บาท เป็น 300 บาท และเพิ่มเงินเดือนให้แก่ผู้จบปริญญาตรีที่เริ่มเข้าบรรจุงานจาก 11,028 บาท เป็น 15,000 บาท
ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
ผมกำลังจะชวนใครต่อใคร เข้ามาคุยเรื่องปัญหาที่รัฐบาลใหม่จะต้องเข้ามาสะสางและแก้ไข จากข้อมูลของนักวิเคราะห์การเมืองท่านหนึ่งที่รวบรวมและชี้แนะเอาไว้ล่วงหน้าแก่รัฐบาลของคุณยิ่งลักษณ์เอาไว้