คุยกับต้นไม้ : ความรักและการร่วมสร้างระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ

คุยกับต้นไม้" : Co-creation with Nature

Judy McAllister บรรยาย

กฤตยา ศรีสรรพกิจ แปล

24 มกราคม 2562 ณ วัชรสิทธา

ชัยณภัทร จันทร์นาค สรุปความ

 

            ในทุกสรรพสิ่งมีดวงจิตที่เป็นผู้ถือเมล็ดพันธุ์แห่งปัญญาญาณ บางครั้งดวงจิตที่เราเชื่อมต่อก็มอบองค์ความรู้ในเชิงปฏิบัติที่สามารถนำไปใช้ได้โดยตรง ในบางครั้งดวงจิตก็พูดในเชิงปรัชญา และแนวคิดเชิงหลักการ เพื่อช่วยให้เราได้มองเห็นตัวเอง และสิ่งอื่น

            ห้วงแห่งการเชื่อมต่อกับดวงจิตนั้นอาจปรากฏเป็น รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส หรืออาจเป็นสภาวะของการถูกเติมเต็มด้วยความรู้สึก บ้างก็เป็นญาณปัญญาที่ต้องอาศัยการอธิบายออกมาด้วยวิธีการต่างๆ เพื่อแปลสภาวะเหล่านั้นให้เข้ามาอยู่ในรูปแบบที่มนุษย์สามารถทำความเข้าใจได้

หากมนุษย์และดวงจิตสามารถทำงานร่วมกัน เมล็ดพันธุ์แห่งปัญญาญาณก็สามารถเติบโต เพื่อสร้างสรรค์ทางออกใหม่ให้แก่วิกฤติที่มนุษยชาติเผชิญอยู่ได้

 

Findhorn ชุมชนทางจิตวิญญาณที่เริ่มต้นจากการตกงาน

Judy McAllister กล่าวขอขมาล่วงหน้าหากการบรรยายที่กำลังจะเกิดขึ้นเป็นการล่วงเกินความเชื่อของคนไทย และขอให้ทุกคนเปิดใจในเรื่องราวต่างๆ ที่เธอจะแบ่งปันในครั้งนี้ เธอเชิญชวนให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมสงบนิ่ง ปล่อยวางความกังวลในเรื่องที่ผ่านมาและเรื่องที่ยังมาไม่ถึง เพื่อการเปิดใจรับเรื่องราวที่เธอกำลังจะแบ่งปันในการบรรยายในครั้งนี้ ก่อนที่จะกล่าวเชิญดวงจิตของทุกสรรพสิ่ง ดวงจิตแห่งชุมชน Lorian และดวงจิตแห่งหมู่บ้าน Findhorn มายังพื้นที่ของวัชรสิทธา

            Judy ใช้ชีวิตอยู่ที่หมู่บ้าน Findhorn ชุมชนทางจิตวิญญาณที่ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของประเทศสก็อตแลนด์ มาเป็นเวลา 41 ปีแล้ว หมู่บ้านแห่งก่อตั้งขึ้นโดย Eileen และ Peter Caddy คู่สามีภรรยาที่พาลูกเล็กๆ มาด้วย 3 คน กับ Dorothy Maclean ที่เป็นเพื่อนร่วมเส้นทางแห่งการตื่นรู้ของทั้งคู่

ทั้ง 3 คนมีพื้นฐานการปฏิบัติเพื่อการตื่นรู้มาอยู่แล้วจากการเรียนรู้และฝึกฝนมาจากหลากหลายแนวทาง และยังมีความสามารถในการสื่อสารกับเสียงภายใน (God Within) ที่เป็นสาเหตุของการเก็บข้าวของขึ้นรถคาราวานคันเล็กๆ มาค้นหาแนวทางแห่งการตื่นรู้ด้วยตนเองยังพื้นที่ว่างเปล่าแห่งนี้

ในทีแรกทุกคนกะว่าจะมาทดลองใช้ชีวิตในสถานที่แห่งนี้เพื่อรอหางานใหม่ หลังจากที่ทั้งหมดตกงานพร้อมๆ กัน แต่ผ่านไปหลายเดือน ก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะได้งานทำ เงินที่มีอยู่ก็เหลือน้อยลงทุกที บ้านก็ไม่มีให้กลับ แถม Eileen กับ Peter มีลูกเล็กที่ต้องเลี้ยง พวกเขาเลยพยายามที่จะปลูกผักเพื่อกินเอง บนผืนดินที่มีแต่ดินทรายที่ไม่เหมาะกับการเพาะปลูกเอาเสียเลย

เช้าวันหนึ่ง Dorothy ได้รับสาส์นระหว่างการภาวนา โดยเธอถูกบอกให้ไปหาวิธีเชื่อมโยงกับดวงจิตในธรรมชาติเพื่อเข้าถึงปัญญาญาณของดวงจิตเหล่านั้น ซึ่งเธอก็ออกไปทดลองเชื่อมต่อกับธรรมชาติด้วยวิธีการต่างๆ จนสามารถเชื่อมต่อกับปัญญาญาณที่มีอยู่ในดวงจิตแห่งธรรมชาติได้สำเร็จ เธอกลับมาพร้อมกับข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการทำสวนผัก การหมักปุ๋ย และช่วงเวลาที่เฉพาะเจาะจงในการปลูกหรือย้ายตำแหน่ง แล้วในที่สุดสวนผักที่เป็นไปไม่ได้ก็เกิดขึ้นจริง พวกเขายังคงมองหางาน จนเวลาผ่านไปครบปีก็ยังหาไม่ได้ สวนผักจึงกลายเป็นงานที่พวกเขาต้องดูแลให้ดี

จากนั้นมาผู้คนที่มีความสนใจหรือกระทั่งมีความสามารถในการเชื่อมต่อกับพลังงานในธรรมชาติ ก็เริ่มเดินทางทางเยี่ยมสถานที่แห่งนี้ บางคนมาแล้วก็ไป แต่หลายคนก็ตัดสินใจอยู่ต่อ จนชุมชน Findhorn ค่อย ๆ ขยายตัวขึ้น เช่นเดียวกับสวนผัก

 

­­ Co-creation พันธมิตรแห่งการสรรค์สร้าง

การร่วมสร้าง (Co-creation) เป็นแนวคิดพื้นฐานในการพัฒนาองค์ความรู้ต่างๆ มาตั้งแต่ยุคก่อตั้งหมู่บ้าน Findhorn โดยมองว่าทุกสรรพสิ่งที่ดำรงอยู่ในทางกายภาพ (Physical Form) และทุกสรรพสิ่งที่มีอยู่ในรูปแบบของพลังงานหรือดวงจิต (Spiritual Form) ) นั้นมีศักยภาพในการร่วมกันสร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ ให้เป็นจริงขึ้นมาได้ กล่าวคือดวงจิตเหล่านั้นเป็นผู้ถือ แม่แบบ (Blueprint) ของสิ่งต่างๆ และสิ่งต่างๆ ในทางกายภาพรวมถึงมนุษย์ ก็ทำหน้าที่เป็นผู้ถ่ายทอด สร้างสรรค์ให้แม่แบบนั้นๆ เกิดขึ้นเป็นรูปเป็นร่างได้

ในหลายวัฒนธรรมก็มีแนวคิดที่คล้ายคลึงกันเกี่ยวกับพลังงานและปัญญาญาณของดวงจิตแห่งธรรมชาติ เห็นได้จากเรื่องเล่าและตำนานต่างๆ ซึ่งนั่นทำให้ Dorothy เลือกที่จะใช้ชื่อเรียกดวงจิตเหล่านี้ว่า เทวา (Deva) ซึ่งไม่มีอยู่ในความเข้าใจขอผู้คนในแถบนั้น (แต่ดันมีอยู่แถวนี้ (ประเทศไทย)) เพื่อไม่ให้เกิดการติดกับภาพจำที่ความเชื่อและวัฒนธรรมได้สวมใส่ให้ดวงจิตเหล่านี้เป็น

จุดประสงค์ของการเรียนรู้แนวคิดเกี่ยวกับการร่วมสร้างนี้จึงเป็นการค้นหาว่า เราจะสามารถสร้างสัมพันธ์กับดวงจิตเหล่านี้เพื่อการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ได้อย่างไร

สิ่งที่มักเป็นอุปสรรค์ต่อการเปิดรับสิ่งใหม่ๆ มักจะเป็น “ความไม่เชื่อ” ที่มาจากความเชื่อที่มีอยู่ก่อนหน้า ความเชื่อใจ จึงเป็นเครื่องมือหนึ่งที่จำเป็นต่อการสร้างสัมพันธ์กับดวงจิต เช่นเดียวกันกับการสร้างสัมพันธ์กับเพื่อนมนุษย์ ในทางกลับกัน หากเราใช้เกณฑ์ตัดสินบางอย่างในการพิสูจน์ ความพยายามในการตัดสินนั้นก็จะเป็นตัวตัดสัมพันธ์ไปแล้วตั้งแต่ยังไม่เริ่ม

ความใส่ใจเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่จำเป็นต่อความสัมพันธ์ เราควรจะใส่ใจว่าอีกฝ่ายเป็นใคร ทำอะไร ชอบอะไร ฯลฯ ซึ่งการที่จะสามารถทำเช่นนี้ได้ ต้องอาศัยเวลาในการเรียนรู้ที่จะสังเกตพฤติกรรมต่างๆ

            นอกจากความเชื่อใจ และความใส่ใจแล้ว การช้าลงก็เป็นสิ่งสำคัญต่อการสร้างความสัมพันธ์ท่ามกลางชีวิตที่เรียกร้องให้เราเร่งรีบ เราช้าลงเพื่อที่จะมีเวลาในการใส่ใจและสร้างสัมพันธ์ในระดับที่ละเอียดอ่อนยิ่งขึ้น เราต้องช้าลงในทางความคิด ช้าลงในทางความรู้สึก ช้าลงในทางการกระทำ

            เมื่อเราเรียนรู้ที่จะเชื่อใจ ใส่ใจ และช้าลงได้แล้ว โอกาสที่เราจะสามารถสัมผัสกับดวงจิตในธรรมชาติก็จะเพิ่มมากขึ้น

ทักษะเหล่านี้เป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถเรียนรู้และฝึกฝนได้ แต่ความกลัวในสิ่งที่เราไม่รู้ หรือความรู้ในรูปแบบที่น่ากลัวก็มักจะเป็นอุปสรรคต่อการเริ่มต้นของเราเสมอ เราอาจเข้าใจว่าเราต้องเห็น ได้ยิน หรือทำอะไรสักอย่างตามรูปแบบการเชื่อมต่อไม่กี่อย่างที่เราเคยรู้มา ซึ่งอันที่จริงแล้ว วิธีการเชื่อมต่อนั้นไม่ได้มีรูปแบบตายตัวและอาจจะแตกต่างกันไปในแต่ละคน  การทำความรู้จักและสร้างสัมพันธ์กับดวงจิตในธรรมชาติจึงเป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างมาก

สำหรับบางคนโชคดีที่เกิดมาพร้อมกับความสามารถนี้ บางคนก็ได้ความสามารถนี้มาโดยฉับพลัน แต่หลายคนก็ต้องใช้เวลาในการฝึก ทดลองไปเรื่อย ๆ

สำหรับ Judy เธอเติบโตมาในชนบทของเมือง Montreal ประเทศ Canada ช่วงชีวิตช่วงนั้นของเธอรายล้อมไปด้วยต้นไม้มาโดยตลอด จนเมื่อเธอได้ไปเรียนรู้การภาวนาที่หมู่บ้าน Findhorn เธอจึงได้รู้ว่าเธอสามารถสงบนิ่ง และปล่อยวางสิ่งต่างๆ ได้อยู่แล้ว เพราะต้นไม้ได้สอนเธอมา

แต่อยู่มาวันหนึ่งความสามารถในการเชื่อมต่อของเธอก็กลับหายได้ดื้อๆ เธอพยายามทุกวิถีทางอยู่หลายปีเพื่อให้ได้สิ่งนั้นกลับมาแต่ก็ไม่เป็นผล แต่ถึงแม้การเชื่อมต่อจะขาดไป แต่ Judy ก็ยังคงเชื่อมั่นและรอ เธอรอแล้วรอเล่า รอจนในที่สุดเธอก็สามารถกลับมาเชื่อมต่อได้อีกครั้ง แต่เป็นการเชื่อมต่อเข้าไปสู่สิ่งใหม่ในระดับที่สูงกว่า ผ่านการกลับไปเริ่มต้นใหม่กับต้นไม้ที่เธอรัก เธอแนะนำว่าเราควรเริ่มจากการพยายามเชื่อมต่อกับสิ่งที่เรารัก ก่อนที่จะเรียนรู้ที่จะเชื่อมต่อกับดวงจิตในระดับที่สูงกว่า

สภาวะของการเชื่อมต่อของ Judy เป็นเรื่องเดียวกับการภาวนา เธอไม่ได้เห็น ไม่ได้ยินสิ่งใด แต่เธอได้ก้าวเข้าไปสู่ห้วงภายในที่ท่วมท้นไปด้วยกระแสแห่งจิตสำนึก แล้วเธอก็จะรู้บางอย่าง ซึ่งเธอจะแปลมาเป็นข้อความในที่สุด ทั้งนี้การที่จะรู้ตัวได้ในสภาวะเช่นนี้จำเป็นต้องอาศัยการสังเกตว่า เรารู้ในสิ่งที่เรากำลังรู้อยู่ได้อย่างไร การรู้นั้นเกิดขึ้นอย่างไร มีสัญญาณเตือนอะไรบ้างก่อนที่การรู้จะเกิดขึ้นในระบบของเรา และเมื่อสังเกตดูอย่างเป็นประจำแล้วเราจะพบว่ามีบางสิ่งที่เกิดขึ้นช้ำๆ ซึ่งจะนำเราไปสู่ความสามารถในการพัฒนาความสัมพันธ์กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้นได้

 

 

นางฟ้าแห่งประเทศไทย รักคุณเท่าฟ้า

            Judy เคยร่วมเดินทางกับ Dorothy เพื่อมาจัด Workshop ที่ประเทศไทยครั้งแรกในปี 2005 โดยคำเชิญของมูลนิธิข้าวขวัญ ก่อนเธอจะมาประเทศไทยเธอไม่เคยเห็นต้นข้าวมาก่อนเลย แต่เมื่อเธอได้เชื่อมต่อเข้ากับเทพแห่งข้าว เธอก็เหมือนได้ดูสารคดีประวัติศาสตร์และวงจรชีวิตข้าวทั้งหมด และเธอก็ได้รับข้อความที่ลึกซึ้งมาจากเทพแห่งข้าวในการเชื่อมต่ออีกหนหนึ่ง

            ฉันคือชีวิตอย่างแท้จริงต่อผู้คนนับล้านที่ไม่รู้ ฉันคือศูนย์กลางและแหล่งกำเนิด หน้าที่ของฉันคือหล่อเลี้ยง  ให้พลังกับชีวิตมากมาย ในที่ของฉันท่ามกลางวงจรชีวิตมีรูปแบบชีวิตอีกมากมายปฏิสัมพันธ์กันอยู่ แต่ละชีวิตมีส่วนร่วมในการให้รูปร่างแก่ตัวฉัน พวกเขามีส่วนร่วมต่อส่วนประกอบต่างๆ ที่กลายมาเป็นรูปลักษณ์ภายนอกของฉัน สิ่งเหล่านี้เธออาจไม่สามารถเห็นได้ด้วยตา แต่สามารถรับรู้ได้ผ่านรสชาติ ฉันดึงเอาพลังงานจากวงจรชีวิตเหล่านี้มาสร้างรูปร่างของฉัน จากรูปแบบแห่งโลกของสิ่งมีชีวิต จาก น้ำ ลม และดิน ถูกดึงพลังงานออกมาสร้างรูปร่างของฉัน เหมือนกับที่รูปแบบชีวิตอื่นๆ ดึงพลังงานของฉันไปด้วยเช่นกัน กระบวนการเหล่านี้รับรู้ได้ง่ายกว่าด้วยการสังเกตว่าสิ่งเหล่านั้นดึงดูดอะไรไปจากฉันบ้าง ความสมดุลคือสิ่งที่เราทั้งมวลพยายามจะรักษาไว้ พวกเธอเหล่ามนุษย์ก็มีที่ทางของเธอในความสมดุลนี้ แม้ว่าการกระทำของเธอมักจะเบี่ยงเบนไปจากมัน แทนที่จะส่งเสริม ฉันขอตอบรับการเรียกจากที่แห่งนี้ จากหัวใจและความตั้งใจดีที่มารวมกันอยู่ที่นี่ ขอให้การเรียกและการตอบของฉันได้รับการทำซ้ำ ๆ

            นอกจากเทพแห่งข้าว Judy ยังได้เชื่อมต่อกับนางฟ้าแห่งประเทศไทยในหลายหนที่เธอเดินทางมายังประเทศไทย

            ขอต้อนรับอีกครั้งน้องสาวที่รัก ขอต้อนรับเข้ามาสู่ภพภูมิของฉัน โลกทางกายภาพของดินแดนนี้ และโลกภายในที่มีโยงใยอันละเอียดอ่อนที่เป็นพลังงานแห่งรูปร่างที่เกาะเกี่ยวเป็นสายใยของการดำรงอยู่ของเรา อีกครั้ง ผู้ที่ทำงานกับผืนดินนี้ ผู้ที่หัวใจเปี่ยมด้วยรักต่อฉัน ผู้ที่ดวงจิตร้องเพลงไปกับความสอดประสานกลมกลืนของตัวฉัน จงเฉลิมฉลองการมารวมกันอยู่ที่นี่ของพวกเขา พวกเขารับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงแห่งช่วงเวลานี้ และมีการตอบสนองในแบบของเขา รักษาเปลวไฟแห่งความหวังไว้ ให้เกียรติกับรูปแบบเก่า ๆ และเปิดใจแห่งความเป็นไปได้ต่อโอกาสของสิ่งใหม่ เมื่อเราร่วมมือกัน เราอาจจะได้พบทางออกที่จะตอบสนองต่อความจำเป็นในการเลี้ยงดูชีวิตอีกมากมายรวมถึงการหาวิถีในการให้เกียรติกับโยงใยแห่งชีวิต โยงใยแห่งธรรมชาติ ที่หล่อเลี้ยงฉันและสิ่งอื่น ๆ อีกมากมายนับไม่ถ้วน ทุกระดับของชีวิตดำรงอยู่ในโยงใยนี้ พวกเธอในฐานะมนุษย์มีอิทธิพลเป็นอย่างมาก มีอำนาจ และมีโอกาสที่จะสร้างความแข็งแกร่งให้กับโยงใยนี้ในรูปแบบที่เธอจินตนาการไม่ถึงเลย และเธอก็สามารถทำลายมันได้อย่างหมดสิ้นเช่นกัน มันเป็นธรรมชาติของฉันที่จะเติบโตและอดทนอยู่ ไม่ว่าเงื่อนไขของฉันจะยากลำบากแค่ไหน ในระดับอีออนรูปแบบของฉันเปลี่ยนแปลงและวิวัฒนาการ ในจิตสำนึกของมนุษย์มีความรู้ต่อรูปร่างของฉันอย่างมาก แต่ก็มีมากมายที่ถูกลืม และอีกมากที่ยังไม่ถูกค้นพบ ฉันอยู่ที่นี่เสมอ ฉันรอผู้ที่จะร่วมมืออย่างเต็มใจ ฉันรอทรัพยากรที่ยังไม่รู้ที่จะมาตอบสนองความต้องการนี้ ฉันรอจนกว่าการรอจะไม่จำเป็นอีกต่อไป

            การที่ Judy ได้เดินทางมาจัด Workshop ที่ประเทศไทยกับ Dorothy หลายครั้งทำให้เธอได้มีโอกาสเรียนรู้ธรรมเนียมและการประกอบพิธีกรรมก่อนปลูกและหลังการเก็บเกี่ยวข้าว เธอประทับใจมากที่ชาวนาในประเทศไทยยังคงมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อดวงจิตแห่งข้าว และในทุกครั้งที่เธอมาทำ Workshop เกี่ยวกับข้าว เธอก็ไม่ลืมที่จะเชื่อมต่อกับนางฟ้าแห่งประเทศไทยเสมอ ในแต่ละครั้งเธอก็จะได้รับความรู้สึกจากดวงจิตที่แตกต่างกันไป ซึ่งความรู้สึกที่เธอได้รับใน Workshop ครั้งสุดท้ายเมื่อปี ค.ศ. 2005 กลับเป็นความสง่างาม ความอาวุโส ไม่ใช่ความเป็นนางฟ้าเด็กๆ เหมือนกับช่วงแรกที่เธอเคยเชื่อมต่อด้วย

            ด้วยหลายชื่อ หลากภาพที่เธอรู้จัก หลายหน้าตาที่ฉันสวมใส่ เพื่อให้พวกเขาที่เป็นส่วนหนึ่งของฉันอาจจะได้รู้จักฉัน มนุษย์ได้เดินอยู่บนดินแดนนี้มาเนิ่นนาน นานมาแล้วที่พวกเขาได้ไถพรวนดินและเก็บเกี่ยวจากท้องทะเล ความตระหนักรู้ในความสัมพันธ์เชื่อมโยงระหว่างทุกรูปแบบของชีวิตนั้นลึกซึ่งและแพร่หลาย ความรู้และความเข้าใจต่อสายใยแห่งชีวิตอันละเอียดอ่อนนี้รุ่มรวย ความท้ายที่ผู้คนเหล่านี้เผชิญอยู่ช่างมากนัก บางเวลาเธอได้งงงวยด้วยการแบ่งขั้วของสิ่งเก่าและสิ่งใหม่ที่ดำรงอยู่พร้อม ๆ กันนี้ แต่เธอก็ได้เห็นเพียงตัวอย่างเล็ก ๆ ของมันเพียงเท่านั้นเอง ความท้าทายของการผสมผสานสิ่งเก่าและสิ่งใหม่ไหลเวียนลึกซึ่งอยู่ในดินแดนแห่งนี้ เหล่าผู้ที่มีใจและความคิดแบบหนึ่ง จำเป็นต้องมีทรัพยากรทางจิตวิญญาณอันใหญ่หลวงเพื่อจะตอบสนองกับความท้าทายที่มีอยู่แล้วในตอนนี้ และที่ยังมาไม่ถึง คลื่นอันยิ่งใหญ่แห่งความเมตตา ความแข็งแกร่ง และความเฉลียวฉลาดกำลังถูกไหลเทเข้ามา ลมหายใจอันลึกซึ้งแห่งการแยกแยะและปัญญากำลังลอยล่องเข้าไป ขอให้ผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงเลือกอย่างชาญฉลาด ไม่ใช่ทุกการต่อสู้จะได้รับชัยชนะ ด้วยอำนาจแห่งการตัดสินใจและอิสรภาพแห่งเจตจำนงที่ใช้ผิดทางจะแพร่กระจาย อนาคตยังไม่ได้ถูกวางไว้และตัดสิน ภายในหัวใจและความคิดของผู้คนเหล่านี้คือเมล็ดพันธุ์แห่งอนาคต ในผู้คนมากมายมีดินอันอุดมด้วยความหวังและความมุ่งมั่น ในผู้คนมากมายมีความรักอันลึกซึ้งต่อความหลากหลายแห่งชีวิตในการดูแลของฉัน หล่อเลี้ยงความรักนั้น ให้พลังกับความภาคภูมิโดยกำเนิดนี้ ขอให้การภาวนาเป็นไปเพื่อความสมดุลในทุกสรรพสิ่ง ขอให้สิ่งที่สูงสุด ดีงามที่สุดถูกดึงออกมา ขอให้ความเบิกบานเข้าครอบครอง

            Judy รู้สึกเป็นเกียรติมากที่ได้นั่งอยู่ในพื้นที่ของดวงจิตที่มีความโอบอ้อมอารี เปี่ยมไปด้วยความรัก ความเมตตาต่อผู้คน และหวังว่าพวกเราจะได้คุยกับพันธมิตรทางจิตวิญญาณที่ทรงพลังนี้ได้อยู่บ่อย ๆ

            ครั้งหนึ่ง Judy ได้ยินเสียงคล้ายกับดนตรี เธอเดินตามเสียงที่เธอได้ยินไปจนพบกับกอไผ่ แล้วเธอก็ต้องร้องไห้ด้วยความเบิกบานท่วมท้นออกมา หลังจากนั้นเธอก็กลับไปที่กอไผ่อีกรอบเพื่อที่จะทราบว่าพลังงานที่ทำให้เธอร้องไห้ในทีแรกนั้นคืออะไร เธอนั่งลงเพื่อทำสมาธิ และเธอก็พบกับเทพแห่งต้นไผ่ เมื่อเธอออกจากสมาธิและกลับมารวมกลุ่มกับผู้ร่วมงานในครั้งนั้น เธอก็ถูกรุมถามถึงสารที่เธอได้รับจากการเชื่อมต่อกับดวงจิตแห่งต้นไผ่

            สวัสดีน้องสาว มันเกิดจากรูปลักษณ์ของฉันที่ใกล้เคียงกับต้นไม้ที่เธอรักที่นำพาเธอเข้ามาสู่ภพภูมิของฉัน ความเบิกบานของเธอกับความงามที่มาจากเสียงเพลงของฉันพาเธอมาสู่การร่วมในจิตสำนึกของเราทันที คุณได้เห็นถึงความเป็นไปได้ ในฐานะมนุษย์เธอมีความสามารถในการเดินอยู่บนช่องสัญญาณที่เปิดอยู่ตลอดเวลา หัวใจของเธอจะทานทนกับความงามขนาดนี้ได้หรือเปล่า ความคิดของเธอจะสามารถรักษาการตระหนักรู้แบบนี้ได้ยาวนาพอไหม ตัวตนที่ลึกที่สุดของเธอจดจำฉันได้ รู้จักฉัน ความลี้ลับแห่งรูปแบบที่หลากหลาย วงจรที่ยาวนานของฉัน เรียกความโหยหาที่ลึกที่สุดในตัวเธอ พักอยู่ในความเบิกบานนี้เถิดน้องสาว ให้น้ำของความเบิกบานได้ไหลออกมาทำความสะอาดน้ำตาอื่น ๆ เติมตัวเธอด้วยความเบิกบานของฉัน เสียงเพลงของฉัน หายใจเข้านำพาเอาแก่นแท้ของฉันเข้าไป ให้มันซึมผ่านเท้า ผ่านหัว ของเธอ ให้ความเบิกบานและความหลากหลายของฉันเข้ามาเติมเต็มทุกมิติของตัวเธอ และเมื่อเธอคิดว่าเธอทนไม่ไหวอีกแล้ว ก็ให้รับเข้าไปอีก เข้าไปใกล้กับสิ่งที่เธอเป็นได้

            Judy พบกับประสบการณ์แบบนี้อยู่บ่อยครั้ง และหลายครั้งเธอก็ถูกขอให้บอกเล่าเรื่องราวเหล่านี้ ซึ่งโดยปกติแล้วเธอไม่ได้เป็นคนที่ชอบเล่าประสบการณ์ที่ละเอียดอ่อนเช่นนี้ให้ใครฟัง แต่ความรู้สึกจากประสบการณ์ของการรู้ว่าเธอเป็นส่วนหนึ่งของจักรวาลก็ทำให้เธออยากคนอื่น ๆ ได้มีประสบการณ์เช่นนั้นบ้าง

 

เสียงเรียกแห่งป่า

            ในอีกช่วงหนึ่ง Judy ได้เดินทางไปยังประเทศ Brazil กับ Dorothy ในระหว่างที่เธอกำลังอยู่บนเครื่องบินที่ความสูงราวๆ 35,000 ฟุต เธอก็ได้รับการเรียกจากบางสิ่ง เป็นความรู้สึกเหมือนกับว่าตัวของเธอลงไปอยู่ในน้ำพร้อมๆ กับได้รับการเชื้อเชิญให้เปิดหน้าต่างเครื่องบินออกเพื่อดูบางอย่าง เธอบอกกับ Dorothy ซึ่งนั่งอยู่ริมหน้าต่างให้ลองเปิดหน้าต่างดู แล้วเธอก็รู้สึกอัศจรรย์กับการได้เห็นความอุดมสมบูรณ์ของป่าอเมซอนที่กินพื้นที่สีเขียวสุดลูกหูลูกตาอยู่เบื้องล่างซึ่งส่งพลังแห่งความเบิกบานขึ้นมาถึงเธอที่นั่งอยู่บนเครื่องบิน

            ในระหว่างที่ Judy อยู่ในป่าที่ประเทศ Brazil เธอได้พบกับต้นไม่อายุพันปี เป็นต้นไม้ที่มีสายพันธุ์ยาวนานมาตั้งแต่ยุคไดโนเสาร์ อยู่ดี ๆ เธอก็หัวเราะออกมาอย่างหยุดไม่ได้ตั้งแต่ยังเดินไปไม่ถึงที่ต้นไม้ เมื่อเธอเข้าไปเชื่อมต่อกับต้นไม้ต้นนี้เธอก็พบว่ายังมีดวงจิตอีกดวงหนึ่งที่ร่วมอยู่ในห้วงสำนึกนั้น เป็นดวงจิตที่ดูแลป่าทั้งหมด เธอจึงใช้เวลาครู่หนึ่งในการภาวนาอยู่ตรงนั้นและเธอก็ได้พบกับสิ่งที่เธอเรียกว่าเสียงแห่งป่า

            คุณเข้ามาสู่หัวใจแห่งความเขียวขจีนี้ด้วยความเคารพยำเกรง ความเงียบที่อยู่ลึกภายในตัวคุณกำลังตื่นขึ้น ในหัวใจแห่งการรู้อันโบราณนี้ ที่นี่มีความอุดมสมบูรณ์อันร่ำรวยที่จะนำพาความสงบมาสู่หัวใจ ความคิด ร่างกาย และจิตวิญญาณ ที่นี่พวกเธอเป็นทั้งคนแปลกหน้าที่ได้รับการต้อนรับ และก็เป็นคนที่อาจจะอันตรายได้เช่นกัน พวกเธอถากถางป่า กระชากหัวใจที่ชำระล้างน้ำแห่งชีวิต ท่วงทำนองแห่งชีวิตยังมีความเข้มข้น ความสมบูรณ์ที่มียู่ใน Gaia กำลังถูกคุกคามโดยความปรารถนาอันยิ่งใหญ่ของมนุษย์ที่จะมีมากขึ้นไปกว่านี้ วงจรและจังหวะของพวกเราที่อยู่ในที่นี้ทั้งหมดไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อให้ตามทันความปรารถนาของพวกเธอ ผลลัพธ์ของสิ่งนี้นั้นเกินไปกว่าที่เธอจะจินตนาการได้ ขณะที่เธอพักอยู่ที่นี่ในการโอบกอดของเรา ผลลัพธ์ของสิ่งนี้เป็นสิ่งที่เธอรู้ได้ถ้าเธอเลือกที่จะเห็น ที่จะรู้สึก หัวใจของเธอรู้สิ่งที่ความคิดยังไม่สามารถจะมองเห็น สำหรับตอนนี้พักที่นี่ก่อน ปล่อยให้สิ่งที่รู้ไม่ได้ พูดไม่ได้เติมเต็มตัวเธอ รับสิ่งที่ไม่ได้มีราคาใดๆ จากฝั่งของเราเลย ด้วยทรัพยากรที่ไร้จำกัดในความดูแลของผู้เป็นหนึ่งเดียว

            หลังจากนั้น Judy ก็ได้พยายามที่จะเชื่อมต่อกับเสียงแห่งป่าอีกหลายหนเมื่อเธอมีโอกาสได้เดินทางไปยัง Brazil ในระหว่างนั้นเธอได้พบกับต้นไม้เดี่ยว ๆ ที่น่าสนใจหลายต้นแต่ก็ยังไม่พบเสียงแห่งป่า หลังจากผ่านไปหลายปี เธอก็ได้พบกับเสียงแห่งป่าอีกครั้งในขณะที่เธอได้เข้าไปอยู่ในป่าดิบชื้นแอตแลนด์ติกที่เคยกินพื้นกว้างตลอดแนวชายฝั่งตะวันออกของทวีปอเมริกาใต้ที่เหลือน้อยกว่า 7% ในปัจจุบัน เธอได้ใช้เวลาอยู่ในป่าที่เหลืออยู่ไม่มากระยะหนึ่ง เธอขอให้เราทุกคนหลับตา และเติมเต็มหัวใจด้วยการเชื่อมต่อกับต้นไม้ของเราเอง อาจจะเป็นต้นไม้ที่บ้าน ที่ทำงาน หรือต้นไม้ที่บรรจุความทรงจำที่มีความหมายของเราไว้ และขอให้เราคิดเสียว่าข้อความที่เธอได้รับกลับมาจากป่านั้น เป็นเสียงที่พูดจากต้นไม้ที่เป็นที่รักของแต่ละคน

 จดหมายนี้เขียนถึงเธอ ในฐานะเด็ก ๆ แห่งโลก

เด็กๆ แห่งโลกที่รัก เราร้องเรียกเธอจากหัวใจแห่งความเขียวขจีนี้ จากทิวไม้ และขุนเขา จากสายน้ำที่ไหลผ่านเนินเขา บรรเลงบทเพลงไปไกลเท่ากับผู้มีปีกทั้งหลาย จากส่วนลึกที่สุดของโลก แดง รุ่มรวย และเขียวขจี เราร้องเรียกเธอเพื่อปลุกความทรงจำในตัวเธอ ความทรงจำของการรู้ถึงความเป็นหนึ่งเดียว เราประกาศร้องต้อนรับ เธอจะมาเดินอย่างเงียบ ๆ ท่ามกลางเรา มาฟังเสียงแห่งป่าไหม เธอจะมาเดินเงียบ ๆ อยู่ท่ามกลางหมู่เรา ปล่อยวางเสียงแห่งเมืองของเธอได้ไหม เธอจะมาด้วยดวงตาที่เปิดและเห็นความงามนี้ไหม เธอจะมาด้วยใจที่เปิดออก และปล่อยให้มันบานสะพรั่งด้วยความอัศจรรย์ไหม เธอจะมาด้วยความคิดที่ว่างจากสิ่งที่เธอต้องการ และค้นพบสิ่งที่จำเป็นสำหรับเธอไหม เธอจะมาและอ้างสิทธิ์ในที่ของเธอในหมู่พวกเราไหม เธอจะมาเพื่อที่เธออาจจะได้รู้จักตัวเอง ให้เราได้รู้จักกันได้ไหม มาเถอะ ครั้งแล้วครั้งเล่าคำเชื้อเชิญนี้ถูกส่งออกไป ด้วยธรรมชาติของเราที่จะต้อนรับทุกชีวิต มา เดิน ดู นั่ง ฟัง รู้สึก มาเถอะ มารู้จักเรา มารู้จักตัวเธอเอง

จดหมายถึงเด็ก ๆ แห่งโลกฉบับที่ 2 ในหลายเดือนถัดมา

 เด็กๆ แห่งโลกที่รัก คำเชื้อเชิญนี้ถูกส่งออกไปครั้งแล้วครั้งเล่า แล้วพวกเธอก็เข้ามา และไม่ใช่เพราะเธอได้ยินเสียงของเราเสมอไป เธอมาเพื่อจะหนีจากสิ่งที่พวกเธอสร้าง เธอมาเพื่อทิ้งสิ่งที่เธอแสวงหามาโดยตลอด เธอมาเพื่อฟื้นพลังเพื่อกลับไปสู่การแสวงหานั้นได้อีก แทบทุกครั้งเธอพาสิ่งที่เธออยากจะทิ้งไว้เบื้องหลังมาด้วย เธอเดินในขุนเขานี้ เคลื่อนที่จากจุดหนึ่งไปจุดหนึ่ง และเธออาจจะสังเกตหรือไม่ได้สังเกตเลยถึงความงดงามอันยิ่งใหญ่รอบตัวเธอ มาเถอะ มาเดินในขุนเขานี้ช้า ๆ ในความเงียบ ให้เราได้พูดกับเธอผ่านตา ผ่านใจ ผ่านความคิด ให้เราได้กระซิบความเบิกบานของเราเข้าไปในความคิดของเธอ ให้เราแทรกซึมความรักที่เรามีต่อทุกสรรพสิ่งเข้าไปในพื้นที่ระหว่างเซลล์ของเธอ ให้เราลูบไล้เธอด้วยสายลมอันอ่อนเบาและกลิ่นหอมจาง ๆ ให้จิตวิญญาณของเธอถูกเจาะ ให้เราได้พบเจอ ได้รู้จักกัน

 

จดหมายถึง พวกเรา

ยังมีจดหมายอื่นๆ อีกหลายฉบับ ที่ Judy ได้รับจากการเชื่อมต่อกับเสียงแห่งป่า และจดหมายต่อไปนี้เป็นฉบับที่เธอได้มาจากเสียงแห่งป่าของประเทศไทยเมื่อประมาณ 3 ปีที่แล้ว

เด็กๆ แห่งโลก จากที่นี่ การเรียกนี้ถูกส่งออกไปเช่นกัน การเชื้อเชิญนี้ถูกส่งออกไปอย่างต่อเนื่อง แต่น้อยคนมากจะได้ยินมันทั้งหมด เธอมาเพื่อหนีจากเมืองของเธอ เพื่อหายใจเอาอากาศที่ไม่ได้ถูกปนเปื้อนไปด้วยวิถีชีวิตที่เธอเลือก เธอมาเพื่อเห็นและได้ยินสายน้ำที่ไหลตามเส้นทางและจังหวะของพวกเขา เดินทางตามเสียงเรียกกลับบ้านสู่ท้องทะเล ที่นี่เธอได้เห็นเพียงเศษเสี้ยวของชีวิตอันหลากหลายที่เป็นธรรมชาติของเรา และด้วยความไม่รู้ของเธอ เธอบอกตัวเองว่าเธอได้เข้ามาถึงป่าแล้ว เธอพาลูกๆ ของเธอมาที่นี่เพื่อให้พวกเขาได้รู้จักธรรมชาติ จากนั้นก็พาเขากลับไปสู่ที่ที่ธรรมชาตินั้นได้สิ้นสุดลง ก็ไม่น่าแปลกที่พวกเขาจะสูญเสียการเชื่อมโยงที่เคยเป็นธรรมชาติของเขา เธอเข้ามาที่นี่ นำพาอุปกรณ์ที่ผลิตคลื่นความถี่ที่ไม่เป็นธรรมชาติสำหรับเรา เธอจ้องอยู่กับอุปกรณ์ของเธอ มองดูข้อมูลต่างๆ อย่างลึกซึ้ง ติดอยู่กับการเชื่อมโยงนั้น จนเธอไม่สามารถรับรู้ถึงความอัศจรรย์ที่อยู่ตรงหน้า เธอมองแต่ไม่เห็น เธอฟังแต่ไม่ได้ยิน เธอจับแต่ไม่ได้รู้สึก เธอคุยแต่ไม่ได้คุยกับพวกเรา เธอใช้เวลาอยู่ในพื้นที่ อยู่ในดวงจิตของเรา เพื่อสร้างความสัมพันธ์กับคนรัก กับเพื่อน กับครอบครัว แต่ไม่ได้สร้างความสัมพันธ์กับเราเลย มาเถอะ ไม่กี่ชั่วโมง ไม่กี่วันก็ได้ ปิดเครื่องมือต่างๆ ของเธอ ถ่ายรูปด้วยหัวใจ เสพด้วยตา ด้วยหู กลับบ้านไปอย่างได้รับการฟื้นพลังในรูปแบบใหม่ อนุญาตให้สิ่งที่เธอได้พบในตัวเองที่นี่ได้เติบโตไปสู่การเติมเต็ม การเรียกนี้ยังมีต่อไป ไร้กังวล ไร้จุดสิ้นสุด ไร้กาลเวลา มา มารู้จักเรา มารู้จักตัวเธอเอง

           

เราจะพูดกับเธอถึงความสง่างามของการคลี่ออก ธรรมชาติที่เธอเห็นเป็นการคลี่ออกอย่างต่อเนื่อง จากเมล็ดพันธุ์แห่งความคิด แม่แบบต่างๆ ก็กำลังคลี่ออก ทุกสรรพสิ่งเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการคลี่แม่แบบนี้ให้ออกมาเป็นรูปร่าง และหลังจากนั้นรูปแบบของตัวมันเองก็คลี่ออกอีกเช่นกัน การคลี่ออกของตัวเราเป็นสิ่งที่น่าดูในสายตาของเรา เฟิร์นที่ม้วนเกลียวคล้ายกับไวโอลินก็คลี่ตัวออกอย่างที่มันเป็น เป็นการคลี่ตัวออกที่เธอสามารถเห็นได้ผ่านช่วงเวลาแต่ละวัน การคลี่ออกที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าตั้งแต่เราเริ่มต้น แต่เธอไม่ได้เห็นพลังงานที่กำลังทำงานอยู่ เธอไม่ได้เห็นดวงจิตที่ทำงานด้วยนิ้วแห่งแสงสว่างด้วยความใจเย็นอย่างที่เธอไม่สามรถจิตนาการณ์ถึง ขณะที่เธอชื่นชมความงามของรูปร่างของเรา เธออาจจะแสดงความขอบคุณให้กับพลังงานต่าง ๆ ที่ทำงานเพื่อสร้างรูปแบบนี้ ที่งดงามนักในสายตาเธอ พวกเธอแต่ละคนก็กำลังคลี่ออกเช่นกัน ในทิศทางเดียวกับแม่แบบที่โอบอุ้มอยู่อย่างระมัดระวัง และได้รับการบ่มเพาะดั่งเช่นพวกเรา เธอสามารถร่วมมือกับกระบวนการที่กำลังคลี่ออกนี้ ให้ความใส่ใจ ตั้งใจ และมุ่งมั่นกับมัน หรือเธอจะต่อต้านแล้วยืนยันว่าจะทำในแบบของตัวเอง หลายคนก็ทำแบบหลังและส่งผลกระทบต่อผลปรากฏของทั้งมวล และมันก็ต้องเป็นเช่นนั้น เราทำแบบที่เราเป็น นี่คือธรรมชาติของเรา แล้วธรรมชาติของพวกเธอคืออะไร เธอรู้ไหมว่าเธอคือใคร เธอรู้ไหมว่าเธอทำอะไรได้ เธอจะเป็นแบบนี้ต่อไป แสดงและสร้างเฉพาะส่วนของเธอที่เข้ากับภาพเดิมๆ ของคนที่เธอคิดว่าเธอเป็นไหม ปล่อยวางภาพของคนที่เธอคิดว่าเธอเป็น ปล่อยวางภาพของสิ่งที่คนอื่นคิดว่าเธอควรจะเป็น ปล่อยตัวเองให้อยู่กับความสงบของกระบวนการที่กำลังคลี่ออกนี้ พาตัวเองไปสู่พลังแห่งดวงจิตจากเบื้องบนที่กำลังคลี่ออกอย่างใจเย็นด้วยนิ้วที่เต็มไปด้วยแสงสว่าง และค้นพบว่าเธอคือใครอย่างแท้จริง

โลกของเราอาจไม่ได้ต้องการเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย ไม่ได้ต้องการวิธีการแก้ปัญหาที่มักจะสร้างปัญหาต่อไปอย่างไม่จบสิ้น เราอาจต้องการเพียงหัวใจที่ตระหนักถึงความเป็นส่วนหนึ่งในความสมดุลอันยิ่งใหญ่นี้ ตระหนักถึงความศักดิ์สิทธิ์ในธรรมชาติ ตระหนักในความศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ในเรา ตระหนักว่าเราสามารถร่วมมือเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ ที่จะสามารถหยุดยั้งวิกฤติที่หลายครั้งเกิดขึ้นจากความทะยานอยากของเราเอง...

เพียงไม่กี่ชั่วโมงที่ Judy มาเยือนวัชรสิทธา กับผู้คนที่มาฟังเธอแทบล้นห้อง เธอได้เชื้อเชิญพลังดวงจิตแห่งธรรมชาติ แห่งผืนดิน แห่งป่าเขา แห่งต้นไม้ แห่งต้นข้าว ฯลฯ มาร่วมกันถ่ายทอดข้อความสำคัญที่พวกเราจำเป็นต้องได้ยิน สาส์นเหล่านี้ช่วยเยียวยาหัวใจที่ครั้งหนึ่งเคยอ่อนโยนและเปิดกว้าง ให้กลับมามีชีวิตและสั่นไหวอีกครั้ง

การตื่นขึ้นของหัวใจ น่าจะเป็นสิ่งที่โลกใบนี้ต้องการมากที่สุด

           

ตำนานของหัวใจอันมีเลือดเนื้อและจิตวิญญาณ

Myth of the Broken Heart Warriors

ทุกข์อย่างเป็นมิธ: เห็นทุกข์เป็นหนทาง

ณัฐฬส วังวิญญู เขียน

จากประสบการณ์การสอนคอร์สอบรม
The Myth of the Broken Heart
19-21 กรกฎคม 2562
ณ วัชรสิทธา

จากจิตวิทยาสู่จิตวิญญาณผ่านว๊อยซ์ไดอะล็อก

 “รู้จัก Voice Dialogue”

บรรยายโดย มะเหมี่ยว วรธิดา วิทยฐานกรณ์

และทีมงาน Voice Dialogue Thailand

วันเสาร์ที่ 25 พฤษภาคม 2562 ณ วัชรสิทธา

สรุปความโดย ชัยณภัทร จันทร์นาค