Skip to main content

 

ผมพยายามถามตัวเองว่า การจะสนับสนุนหรือไม่สนับสนุนการชุมนุมขององค์การพิทักษ์สยามที่นำโดย "เสธ.อ้าย" จะมาจากเหตุผลประการใดบ้าง แต่ผมก็ชักจะเริ่มไม่แน่ใจว่า เอาเข้าจริง คนที่เข้าร่วมชุมนุมกับเสธ.อ้ายจะมีเหตุผลหรือไม่ หรือหากมี พวกเขาจะใช้เหตุผลชุดไหนกันในการเข้าร่วมชุมนุม ยังไงก็ตาม อยากถามพวกคุณที่ไปชุมนุมว่า พวกคุณอยากให้ประเทศเป็นอย่างนี้จริงๆ หรือ

 
หนึ่ง ที่ว่ากันว่าการเลือกตั้งไม่มีความเป็นประชาธิปไตยเนื่องจากมีการซื้อเสียงนั้น คุณเคยคิดไหมว่า ใน 80 ปีหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นต้นมา เรามีโอกาสได้อยู่ในการปกครองแบบประชาธิปไตยกันมากน้อยแค่ไหน การเลือกตั้งเคยเป็นความหวังให้กับการปกครองประเทศนี้หรือไม่ เรามีการรัฐประหาร 18 ครั้ง เราอยู่ในการปกครองแบบเผด็จการและประชาธิปไตยครึ่งใบมาร่วม 40 ปี และเราอยู่ใต้อำนาจของการกำหนดนโยบายจากคณะบุคคลไม่กี่คนมานานยิ่งกว่านั้นอีก
 
ในเงื่อนไขแบบนั้น โอกาสที่นักการเมืองจะสามารถได้แสดงบทบาทจริงๆ มีมากน้อยแค่ไหน โอกาสที่การเลือกตั้งจะสะท้อนความต้องการของประชาชนมีมากน้อยแค่ไหน นี่ต่างหากที่ทำให้การเลือกตั้งมีค่าแค่เพียงประชาธิปไตย 4 วินาทีในคูหา ระบบอุปถัมภ์ของชนชั้นนำต่างหากที่ทำให้การซื้อเสียงเกิดขึ้น เพราะชนชั้นนำกีดขวางการมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายของนักการเมืองและประชาชนมาโดยตลอดต่างหากที่ทำให้นักการเมืองไม่สามารถเป็นสถาบันทางการเมืองได้ เพราะชนชั้นนำไม่เปิดโอกาสต่างหากที่ทำให้เราได้นักการเมืองเลว 
 
พวกคุณที่สนับสนุนเสธ.อ้ายน่ะ อยากให้เรากลับไปอยู่ในการเมืองแบบกีดกันบทบาทนักการเมือง จำกัดอำนาจของประชาชนที่แสดงผ่านการเลือกตั้ง ก่อเงื่อนไขให้เกิดการซื้อเสียงต่อไป อย่างนั้นหรือ
 
สอง ผมมาประชุมที่เชียงใหม่ ได้นั่งข้างๆ เพื่อนนักวิชาการจากเวียดนาม ผมรู้จักเขามานานพอสมควร แต่ไม่เคยได้คุยกันมากเท่านี้มาก่อน หลังจากคุยกันสั้นๆ ซึ่งส่วนใหญ่ผมเป็นฝ่ายฟังด้วยความสนใจ เขาให้ข้อมูลความเคลื่อนไหวล่าสุดของภาคประชาสังคมในเวียดนามในทิศทางที่ตรงกันข้ามกับการเคลื่อนไหวของกลุ่มเสธ.อ้าย 
 
ประชาชนเวียดนามจำนวนมากในขณะนี้ไม่พอใจระบบพรรคการเมืองพรรคเดียว พวกเขาอยากเปลี่ยนระบบใหม่ เพราะอะไร เพราะการครอบงำประเทศโดยพรรคการเมืองพรรคเดียวมานานกว่า 50 นั้นล้มเหลว เวียดนามมีการเลือกตั้งที่ผู้สมัครส่วนใหญ่มาจากพรรคคอมมิวนิสต์เอง อีกส่วนหนึ่งไม่สามารถตั้งพรรคได้ ได้เฉพาะผู้สมัครเสรี เพราะเขาห้ามมีพรรคมากกว่าหนึ่งพรรค
 
พวกคุณที่เข้าร่วมชุมนุมหรือที่สนับสนุนเสธ.อ้าย พวกคุณอยากอยู่ในประเทศที่ปกครองด้วยพรรคเดียวแบบเวียดนามหรือ พวกคุณอยากอยู่ในประเทศที่การสื่อสารทุกอย่างต้องถูกควบคุมโดยรัฐ อยากให้พรรคเดียวเป็นผู้กำหนดนโยบายทุกอย่าง อยากไม่มีปากมีเสียงทางการเมือง ไม่มีปากมีเสียงในการวิจารณ์รัฐบาล อยากไม่มีสิทธิตั้งพรรคการเมืองของตนเอง อยากทำมาหากินไปวันๆ โดยให้ใครไม่กี่คนกำหนดชะตาชีวิตและความคิดความอ่านของพวกคุณ อย่างนั้นหรือ
 
สาม หลังจากเหลือบมาเห็นข่าวการพยายามฝ่าแนวตำราจเข้ามาในที่ชุมนุมของผู้ชุมนุม และตำรวจก็ยิงแก๊สน้ำตาใส่ผู้ชุมนุม นี่นับเป็นสัญญาณของความรุนแรงครั้งแรกของการชุมนุมต่อต้านรัฐบาลเพื่อไทยในครั้งนี้ ผมยิ่งสงสัยมากขึ้นว่า พวกคุณเตรียมการมาเพื่อก่อความรุนแรง กระตุ้นในเกิดความรุนแรง เร้าให้เจ้าหน้าที่และรัฐบาลเพลี่ยงพล้ำด้วยการก่อความรุนแรงหรือไม่ 
 
ผมไม่อยากเรียกประชาชนผู้ชุมนุมว่าพวกเขาจะเป็นเหยื่อของยุทธวิธีของผู้นำการชมนุม แต่ก็อดสงสัยไม่ได้ว่า ทั้งผู้ชุมนุมและผู้นำการชุมนุมน่ะ พวกคุณต้องการชุมนุมเพื่อแสดงความเห็นทางการเมือง หรือต้องการชุมนุมเพื่อปลุกเร้าให้เกิดความรุนแรง เพื่อสร้างเงื่อนไขให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกันแน่
 
สี่ ผมไม่เข้าใจว่าทำไมพรรคประชาธิปัตย์จึงสนับสนุน ดี๊ด๊าไปกับการชุมนุมของเสธ.อ้าย ไม่เห็นหรือไงว่าเขากำลังด่าพวกคุณด้วย พวกคุณจะทำหน้าที่เพียงแค่คอยรับเศษเนื้อ น้ำข้าว ของพวกอำมาตย์อยู่อย่างนี้ต่อไปหรือ ถ้าพวกคุณไม่คิดว่าจะต้องปกป้องเกียรติภูมิของความเป็นนักการเมืองของตนเอง พวกคุณไม่คิดจะปกป้องศักดิ์ศรีของเสียงประชาชนที่เลือกพวกคุณมาบ้างหรือ เหลือขอจริงๆ
 
หากพวกคุณพิจารณากันรอบคอบแล้วว่า ในนามของความรักสถาบันกษัตริย์ เราจะยอมอยู่ในประเทศที่ลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนได้ ก็แล้วแต่พวกคุณ แต่ผมจะต่อต้านพวกคุณอย่างที่สุด ด้วยเหตุด้วยผลเท่าที่ผมจะมีสติปัญญา
 
ท้ายสุดขณะนี้ ผมหวังว่ารัฐบาลจะไม่ตื่นตระหนกจนเกินไป และไม่ย่ามใจกับเสียงสนับสนุนมากเกินไป จนเลือกใช้วิธีจัดการกับการชุมนุมที่สร้างเงื่อนไขให้เกิดปฏิกิริยาตอบโต้อย่างรุนแรง หวังว่าน้ำตาหยดแรกจากแก๊สน้ำตาเมื่อเช้าจะไม่เร่งเร้าให้เกิดความรุนแรงยิ่งขึ้นไปอีก
 

บล็อกของ ยุกติ มุกดาวิจิตร

ยุกติ มุกดาวิจิตร
เมื่อผมมาสอนหนังสือถึงได้รู้ว่า วันครูน่ะ เขามีไว้ปลอบใจครู ก็เหมือนกับวันสตรี เอาไว้ปลอบใจสตรี วันเด็กเอาไว้หลอกเด็กว่าผู้ใหญ่ให้ความสำคัญ แต่ที่จริงก็เอาไว้ตีกินปลูกฝังอะไรที่ผู้ใหญ่อยากได้อยากเป็นให้เด็ก ส่วนวันแม่กับวันพ่อน่ะอย่าพูดถึงเลย เพราะหากจะช่วยเป็นวันปลอบใจแม่กับพ่อก็ยังจะดีเสียกว่าที่จะให้กลายเป็นวันฉวยโอกาสของรัฐไทยอย่างที่เป็นอยู่นี้
ยุกติ มุกดาวิจิตร
รัฐประหารครั้งนี้มีอะไรใหม่ๆ หลายอย่าง ผมไม่เรียกว่าเป็นนวัตกรรมหรอก เพราะนวัตกรรมเป็นคำเชิงบวก แต่ผมเรียกว่าเป็นนวัตหายนะ 
ยุกติ มุกดาวิจิตร
ในภาคการศึกษาที่ผ่านมา ผมสอนหนังสืออยู่ที่มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-แมดิสัน เนื่องจากเป็นการสอนชั่วคราว จึงรับผิดชอบสอนเพียงวิชาเดียว แต่ผมก็เป็นเจ้าของวิชาอย่างเต็มตัว จึงได้เรียนรู้กระบวนการจัดการเรียนการสอนที่นี่เต็มที่ตลอดกระบวนการ มีหลายอย่างที่น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับการพัฒนาการศึกษาระดับอุดมศึกษาในประเทศไทย จึงอยากบันทึกไว้ ณ ที่นี้ ให้ผู้อ่านชาวไทยได้ทราบกัน
ยุกติ มุกดาวิจิตร
วันนี้ (เวลาในประเทศไทย) เป็นวันเด็กในประเทศไทย ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ผมเดินทางไปดูกิจกรรมต่างๆ ในประเทศซึ่งผมพำนักอยู่ขณะนี้จัดด้วยความมุ่งหวังให้เด็กๆ ได้เรียนรู้ แล้วก็ให้รู้สึกสะท้อนใจแล้วสงสัยว่า เด็กไทยเติบโตมากับอะไร คุณค่าอะไรที่เราสอนกัน
ยุกติ มุกดาวิจิตร
สิ้นปีเก่าขึ้นปีใหม่ปีนี้ไม่ค่อยชวนให้ผมรู้สึกอะไรมากนัก ความหดหู่จากเหตุการณ์เมื่อกลางปีที่แล้วยังคงเกาะกุมจิตใจ ยิ่งมองย้อนกลับไปก็ยิ่งยังความโกรธขึ้งและสิ้นหวังมากขึ้นไปอีก คงมีแต่การพบปะผู้คนนั่นแหละที่ชวนให้รู้สึกพิเศษ วันสิ้นปีก็คงจะดีอย่างนี้นี่เอง ที่จะได้เจอะเจอคนที่ไม่ได้เจอกันนานๆ สักครั้งหนึ่ง 
ยุกติ มุกดาวิจิตร
ผมเพิ่งกลับจากชิคาโก เดินทางไปสำรวจพิพิธภัณฑ์กับแขกผู้ใหญ่จากเมืองไทย ท่านมีหน้าที่จัดการด้านพิพิธภัณฑ์แห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ก็เลยพลอยได้เห็นพิพิธภัณฑ์จากมุมมองของคนจัดพิพิธภัณฑ์ คือเกินเลยไปจากการอ่านเอาเรื่อง แต่อ่านเอากระบวนการจัดทำพิพิธภัณฑ์ด้วย แต่ส่วนตัวผมเองก็ไม่ได้อะไรมากนักหรอก แค่ติดตามเขาไปแล้วก็เรียนรู้เท่าที่จะได้มามากบ้างน้อยบ้าง
ยุกติ มุกดาวิจิตร
เมื่อวันส่งท้ายปีเก่าพาแขกชาวไทยคนหนึ่งไปเยี่ยมชมภาควิชามานุษยวิทยาของมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน ก็เลยทำให้ได้รู้จักอีก 2 ส่วนของภาควิชามานุษยวิทยาที่นี่ว่ามีความจริงจังลึกซึ้งขนาดไหน ทั้งๆ ที่ก็ได้เคยเรียนที่นี่มา และได้กลับมาสอนหนังสือที่นี่ แต่ก็ไม่เคยรู้จักที่นี่มากเท่าวันนี้
ยุกติ มุกดาวิจิตร
วาทกรรม "ประชาธิปไตยแบบไทย" ถูกนำกลับมาใช้เสมอๆ เพื่อลดทอนความน่าเชื่อถือของแนวคิดประชาธิปไตยสากล 
ยุกติ มุกดาวิจิตร
เห็นข่าวงาน "นิธิ 20 ปีให้หลัง" ที่ "มติชน" แล้วก็น่ายินดีในหลายสถานด้วยกัน  อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์มีคนรักใคร่นับถือมากมาย จึงมีแขกเหรื่อในวงการนักเขียน นักวิชาการ ไปร่วมงานเป็นจำนวนมาก เรียกว่ากองทัพปัญญาชนต่างตบเท้าไปร่วมงานนี้กันเลยทีเดียว
ยุกติ มุกดาวิจิตร
เมื่อวาน (12 ธค. 2557) ปิดภาคการศึกษาแล้ว เหลือรออ่านบทนิพนธ์ทางมานุษยวิทยาภาษาของนักศึกษา ที่ผมให้ทำแทนการสอบปลายภาค เมื่อเหลือเวลาอีก 15 นาทีสุดท้าย ตามธรรมเนียมส่วนตัวของผมแล้ว ในวันปิดสุดท้ายของการเรียน ผมมักถามนักศึกษาว่าพวกเขาได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ ที่ไม่ได้เคยเรียนมาก่อนจากวิชานี้บ้าง นักศึกษาทั้ง 10 คนมีคำตอบต่างๆ กันดังนี้
ยุกติ มุกดาวิจิตร
ผมเพิ่งมีโอกาสได้ดูภาพยนตร์ (ขอเรียกง่ายๆ ว่า "หนัง" ก็แล้วกันครับ) เรื่องที่เป็นประเด็นใหญ่เมื่อ 2-3 วันก่อน ที่จริงก็ถ้าไม่มีเพื่อนๆ ถกเถียงกันมากมายถึงฉากเด็กวาดรูปฮิตเลอร์ ผมก็คงไม่อยากดูหรอก แต่เมื่อดูแล้วก็คิดว่า หนังเรื่องนี้สะท้อนความล้มเหลวของการรัฐประหารครั้งนี้ได้อย่างดี มากกว่านั้นคือ สะท้อนความลังเล สับสน และสับปลับของสังคมไทยได้เป็นอย่างดี
ยุกติ มุกดาวิจิตร
ผมเป็นคนหนึ่งที่ยืนยันแม้จะไม่ถึงกับต่อต้านมาตลอดว่า เราไม่ควรเปิดโครงการนานาชาติในประเทศไทย ด้วยเหตุผลสำคัญ 2-3 ประการ หนึ่ง อยากให้ภาษาไทยพัฒนาไปตามพัฒนาการของความรู้สากล สอง คิดว่านักศึกษาไทยจะเป็นผู้เรียนเสียส่วนใหญ่และจึงจะทำให้ได้นักเรียนที่ภาษาไม่ดีพอ การศึกษาก็จะแย่ตามไปด้วย สาม อาจารย์ผู้สอน (รวมทั้งผมเอง) ก็ไม่ได้ภาษาอังกฤษดีมากนัก การเรียนการสอนก็จะยิ่งตะกุกตะกัก