ยุกติ มุกดาวิจิตร: ห้องเรียนมานุษยวิทยาภาษา #3

เมื่อวาน (12 ธค. 2557) ปิดภาคการศึกษาแล้ว เหลือรออ่านบทนิพนธ์ทางมานุษยวิทยาภาษาของนักศึกษา ที่ผมให้ทำแทนการสอบปลายภาค เมื่อเหลือเวลาอีก 15 นาทีสุดท้าย ตามธรรมเนียมส่วนตัวของผมแล้ว ในวันปิดสุดท้ายของการเรียน ผมมักถามนักศึกษาว่าพวกเขาได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ ที่ไม่ได้เคยเรียนมาก่อนจากวิชานี้บ้าง นักศึกษาทั้ง 10 คนมีคำตอบต่างๆ กันดังนี้

นักศึกษาจีนคนหนึ่ง เรียนภาษาและวัฒนธรรมเอเชียระดับปริญญาตรี บอกว่าได้เข้าใจความสำคัญของการศึกษาภาษาขึ้นมาก รู้จักมิติต่างๆ ของภาษาที่ไม่เคยคิดถึงมาก่อน 
 
นักศึกษาจีนอีกคนหนึ่ง เรียนภาษาและวัฒนธรรมเอเชียระดับปริญญาโท บอกว่าวิชานี้เป็นวิชาที่ยากที่สุดตั้งแต่ที่เคยเรียนมาที่นี่เลย
 
นักศึกษาอเมริกัน เรียนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษาระดับปริญญาโท บอกว่าวิชานี้ช่วยเพิ่มคำศัพท์เกี่ยวกับการศึกษาภาษาให้อีกมาก ช่วยทำให้เข้าใจคำศัพท์มากมายที่เคยได้ยินมาแต่ไม่เคยเข้าใจมากขึ้น ได้อ่านงานสำคัญของนักวิชาการด้านนี้
 
นักศึกษาซาอุดิอารเบีย เรียนวิศวกรรมศาสตร์ระดับปริญญาตรี บอกว่าได้เรียนรู้อะไรมากมายสมใจกับที่อยากจะได้แลกเปลี่ยนกับผู้คน และได้รู้ว่าตนเองก็เขียนอะไรยาวๆ เป็นเหมือนกัน
 
นักศึกษาอเมริกัน เรียนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ระดับปริญญาโท บอกว่าได้รู้ว่ามาร์กซิสม์นี่ใช้ศึกษาไปได้ทุกเรื่องเลยจริงๆ
 
นักศึกษาเกาหลี เรียนเศรษฐศาสตร์ระดับปริญญาตรี บอกว่าได้เข้าใจอัตลักษณ์ความเป็นชนกลุ่มน้อยและความเป็นคนสอง-สามภาษาของตนเองในตอนเด็กๆ ขึ้นมาก็ด้วยการเรียนวิชานี้ โดยเฉพาะเนื้อหาเกี่ยวกับอัตลักษณ์กับภาษา เมื่อก่อนไม่เข้าใจว่าทำไมเพื่อนชอบล้อเรา เราต่างจากคนอื่นอย่างไร
 
นักศึกษาอเมริกัน เรียนภาษาศาสตร์ บอกไม่เคยเรียนมาก่อนเลยว่าภาษาจะเกี่ยวข้องกับมิติต่างๆ มากมาย โยงกับแทยทุกเรื่องได้หลายด้าน และที่สำคัญคือได้แลกเปลี่ยนความรู้จากที่ต่างๆ ทั่วโลก ได้รู้เกี่ยวกับประเทศไทยและเรื่องราวจากอีกซีกโลกหนึ่งอย่างปาปัวนิวกินี ถ้าเรียนในภาควิชาภาษาศาสตร์ แม้แต่ภาษาศาสตร์เชิงสังคมก็ศึกษาจากภาษาอังกฤษกับสังคมอเมริกัน
 
นักศึกษาลาวสัญชาติอเมริกัน เรียนภาษาศาสตร์ บอกว่าได้เชื่อมโยงภาษากับสังคมมากขึ้น ได้รู้จักมานุษยวิทยาและการศึกษา ethnography มากขึ้น ได้เห็นว่าการทำงานศึกษาภาษาในภาคสนามเป็นอย่างไร ยุ่งยากขนาดไหน ต่างจากการนั่งวิเคราะห์ภาษาจากตัวอย่่างที่มีอยู่แล้วแบบที่นักภาษาศาสตร์มักทำกัน
 
นักศึกษาอเมริกัน ศึกษามานุษยวิทยาชีวภาพและมานุษยวิทยาวัฒนธรรม บอกว่าที่ชอบมากคือการได้เรียนรู้ว่า แม้แต่สิ่งที่เราคิดว่าเป็นเรื่องที่คนทุกคนน่าจะรับรู้เหมือนๆ กัน อย่างการเห็นสี ก็เป็นสิ่งที่ไม่ใช่ว่าทุกคน ทุกวัฒนธรรม จะเห็นเหมือนๆ กัน
 
นักศึกษาไทย เรียนมานุษยวิทยาระดับปริญญาเอก บอกว่าได้มีแนวคิดต่างๆ เอาไว้ให้ถกเถียงได้มากขึ้น
 
สุดท้าย นัดกันดื่มเบียร์กันตอนค่ำ เสียดายที่นักศึกษามากันไม่กี่คน คงเพราะเป็นช่วงเตรียมตัวสอบกันด้วย และบางคนก็ติดเรียนตอนค่ำ แต่เท่าที่มาก็ได้คุยเล่นกันสนุกมากขึ้น บางคนบอกไม่น่าเชื่อเลยว่าจะไม่มีวิชานี้ให้เรียนตอนเช้าวันศุกร์อีกแล้ว พวกเขาบอกว่าเป็นชั้นเรียนที่พวกเขาชอบกันมาก บางคนบอกว่าไม่เคยเรียนชั้นเรียนไหนแบบนี้มาก่อนเลย แล้วเราก็แลกเปลี่ยนความแตกต่างของภาษากันต่ออีกนาน
 
ตอนท้ายๆ ของเมื่อคืน ที่ผมตกใจคือ นักศึกษาบอกผมว่า "You are so humble. You can be arrogant from what you know, but you aren't." พวกเขาบอกว่าอาจารย์ที่นี่ส่วนมากไม่ค่อยมีใครเป็นกันเองและฟังนักศึกษามากนัก ผมบอกว่า ผมเน้นการเรียนรู้จากนักเรียนด้วย แล้วก็ขอบคุณนักศึกษาที่ช่วยกันทำชั้นเรียนให้มีความหมาย
 

ยุกติ มุกดาวิจิตร: คนหน้าใหม่ของการเมืองไทย

การยุบพรรคอนาคตใหม่อย่างที่สาธารณชนและแม้แต่นักกฎหมายเองก็เห็นว่าไม่สมเหตุสมผลทั้งในทางกฎหมายและในทางการเมือง และความเหลวแหลกของกลไก เกม และสถาบันการเมืองในขณะนี้ คือเงื่อนไขเฉพาะหน้าที่ทำให้เยาวชนจำนวนมาก ซึ่งเป็นคนหน้าใหม่ของการเมืองไทย ในหลายพื้นที่กระจายไปทั่วประเทศ ลุกขึ้นมาแสดงออกทางการเมืองอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนนับตั้งแต่มีความขัดแย้งรอบใหม่ในกลางทศวรรษ 2540 เป็นต้นมา 

ยุกติ มุกดาวิจิตร: ยุบพรรคอนาคตใหม่จะสร้างการแตกร้าวรอบใหม่

วินาทีที่พรรคอนาคตใหม่ถูกยุบ ความสำคัญไม่ใช่ว่าพรรคการเมืองหนึ่งถูกยุบไปหรอก แต่ความสำคัญอยู่ที่ว่า ผู้มีอำนาจกำลังสร้างความแตกร้าวครั้งใหม่ที่พวกเขาอาจจะพบปฏิกิริยาโต้ตอบที่ไม่เหลือเศษซากอะไรให้กอบกู้โลกเก่าของพวกเขากลับมาได้อีกต่อไป