Skip to main content

แทนที่จะเถียงกับอีกท่านหนึ่งที่วิจารณ์ผมต่อหน้ามากมายเมื่อวาน ผมขอใช้พลังงานเถียงกับข้อเสนอล่าสุดของอาจารย์ธีรยุทธ บุญมีจากข่าวในมติชนออนไลน์ (http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1354935625&grpid=01&catid=&subcatid=) ดังนี้

 
1. อ.ธีรยุทธ: "ความขัดแย้งระหว่างสองสีเสื้อจะไม่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทิศทางการเมืองของประเทศ เพราะเหลือง-แดง เป็นเพียงแค่กลุ่มตื่นตัวทางการเมือง ไม่ใช่ขบวนการทางการเมือง ซึ่งต้องมีเป้าหมายทางอุดมการณ์ทางการเมืองที่ชัดเจน"
 
ขอเถียงว่า: อาจารย์ธีรยุทธกลับด้านคำอธิบาย เพราะอันที่จริงความขัดแย้งเหลือง-แดงเป็นผลจากความเปลี่ยนแปลงที่ลึกซึ้งในทางเศรษฐกิจและการเมือง ความขัดแย้งเหลือง-แดง "มาจาก" ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอยู่ก่อนแล้ว ดังนั้นไม่ว่าความขัดแย้งนี้จะดำเนินต่อไปอย่างไร ความเปลี่ยนแปลงในสังคมไทยก็ได้เกิดขึ้นมาก่อนแล้ว
 
ความขัดแย้งเหลือง-แดงเป็นอาการระดับพื้นผิว แต่ที่ลึกกว่านั้นคือความเปลี่ยนแปลงพื้นฐานทางเศรษฐกิจในระดับรากหญ้า ในสังคมไทยปัจจุบันนั้น คนจนลดลง คนชั้นกลางระดับล่างมากขึ้น แหล่งทุนในชนบทมากขึ้น ทำให้เกิดนายทุนในระดับท้องถิ่นมากขึ้น เกษตรกรกลายเป็นผู้ประกอบการมากขึ้น ความเป็นเมืองในต่างจังหวัดขยายตัวมากขึ้น
 
ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้สัมพันธ์กับความขัดแย้งทางการเมืองและอุดมการณ์ คนเสื้อแดงส่วนใหญ่เติบโตขึ้นมาจากการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ ด้านการเมือง ความสัมพันธ์เชิงอำนาจในชนบทหลากหลายและยืดหยุ่นมากขึ้น ทำให้ระบบเจ้าพ่อผู้มีอิทธิพลอ่อนกำลังลง ชาวบ้านมีทางเลือกมากขึ้น การเมืองท้องถิ่นขยายความเข้าใจเร่่ืองประชาธิปไตยและการเลือกตั้งมากขึ้น 
 
ด้านอุดมการณ์  การเลือกตั้งมีความหมายต่อชีวิตคนมากขึ้น และอำนาจในการจัดการตนเองของคนส่วนใหญ่มากขึ้น มีการวิพากษ์ชนชั้นนำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถาบันกษัตริย์และสถาบันตุลาการ ซึ่งไม่เคยมีมาก่อนมากและกว้่างขวางขนาดนี้ 
 
2. อ.ธีรยุทธ: "ทิศทางประเทศจะมีเพียงปัญหาความรุนแรงระดับย่อยๆ ตราบใดที่ตัวละครหลัก คือ รัฐสภา พรรคการเมือง กองทัพ และศาล ไม่ล้ำเส้นกัน"
 
ขอเถียงว่า: ในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา รัฐสภาและพรรคการเมืองมีสิทธิแก้รัฐธรรมนูญ มีอำนาจที่จะปรับบทบาทสถาบันทางการเมืองใดๆ และสามารถแก้ไขลดทอนอำนาจศาล กองทัพ รวมทั้งปรับบทบาทสถาบันกษัตริย์ให้สอดคล้องกับทิศทางที่ก้าวหน้าของสังคมมากขึ้นได้
 
มุมมองแบบของอาจารย์ธีรยุทธจึงเป็นมุมมองที่มุ่งคงรักษาสถานะของสังคมไว้ให้หยุดนิ่ง หรืออีกนัยหนึ่งคือ เป็นมุมมองที่รักษาความเหลื่อมล้ำทางอำนาจเอาไว้ไม่ให้ถูกแตะต้องแก้ไข พูดแบบวิชาการคือ เป็นทัศนะที่มุ่งรักษา status quo ไว้ไม่ให้เปลี่ยนแปลง มองแบบ functionalism ลดทอนความขัดแย้งทางการเมืองในระดับรากฐาน ไปเป็นเพียงปัญหาของการ "ล้ำเส้น" คือแต่ละสถาบันทางสังคมไม่รู้หน้าที่ของตนเอง 
 
แต่หากมองปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองที่ผ่านมาในระยะ 20 ปีนี้ เราจะเห็นว่า ฝ่ายหนึ่ง คือทหารและศาล เป็นตัวแทนของฝ่ายอนุรักษ์นิยม อยู่ฝ่ายชนชั้นนำที่ต้านกระแสการเปลี่ยนแปลง ต้านการส่งเสริมสิทธิเสรีภาพของประชาชน 
 
ส่วนฝ่ายประชาชนที่รักความก้าวหน้าของสังคม และประชาชนรากหญ้าที่ให้ความสำคัญกับการเลือกตั้งและสิทธิเสรีภาพ พวกเขามุ่งหวังให้รัฐสภาเป็นที่พึ่ง และการเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ หากแต่ในขณะนี้รัฐสภากลับไม่ใช้อำนาจของตนอย่างเต็มที่ ดังจะเห็นได้จากการรณรงค์แก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ที่ประชาชนกว่า 30,000 คนส่งเอกสารให้รัฐสภา เนื่องจากพวกเขายังหวังที่จะพึ่งรัฐสภา
 
3. อ.ธีรยุทธ: "ในระยะเวลา 5 ปีข้างหน้า คนเสื้อเหลืองและเสื้อแดงจะคลี่คลายตัวมันเองไปตามธรรมชาติ โดยกลุ่มคนเสื้อเหลืองจะคลี่คลายไปเป็นกลุ่มอนุรักษนิยม แนวกลุ่มจงรักภักดี และกลุ่มชาตินิยม ดังเช่นที่เกิดในหลายประเทศ เช่น ญี่ปุ่น ขณะที่เสื้อแดงจะพัฒนาไปเป็นกลุ่มพลังการเมืองภูมิภาค การเมืองท้องถิ่น เป็นสำคัญ"
 
ขอเถียงว่า: การสร้างภาพลักษณะคู่ตรงข้ามระหว่างภูมิภาค/เสื้อแดง กับเสื้อเหลือง/เมือง อย่างนี้ ไม่น่าจะสอดคล้องกับทิศทางของพัฒนาการของสังคมไทยเท่าใดนัก เนื่องจากพลังทางการเมืองไม่ได้วางอยู่บนความขัดแย้งเชิงพื้นที่ในลักษณะ "สองนคราประชาธิปไตย" อีกต่อไป คนชนบทกำลังกลายเป็นคนเมืองมากขึ้น การเคลื่อนไหวไหลเวียนระหว่างเมืองกับชนบทกำลังมีมากขึ้น ทิศทางของสังคมที่เชื่อมั่นในสิทธิเสรีภาพจะขยายตัวมากยิ่งขึ้น
 
นอกจากนั้น อุดมการณ์ "อนุรักษ์นิยม แนวกลุ่มจงรักภักดี" ไม่ได้มีภาวะอกาลิโก อุดมการณ์นี้ที่เราเห็นเข้มข้นอยู่ทุกวันนี้ อาจเปลี่ยนไปในระยะอันใกล้ เมื่อถึงวันนั้นเราจะได้เห็นกันว่า การยึดติด "ตัวบุคคล" เหนือ "สถาบัน" และการไม่ยอมรับในอุดมการณ์ "กษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ" จะนำความเสื่อมมาสู่ทั้งตัวสถาบันเองและความจงรักภักดีอย่างไร
 
ความแตกต่างขัดแย้งกันในขณะนี้จึงน่าจะคลี่คลายตัวไปจริง แต่น่าจะเป็นไปในทิศทางที่จะทำให้มีคน "แบบแดงๆ" มากยิ่งขึ้นมากกว่า
 
ผมจึงเห็นในทางตรงข้ามกับอาจารย์ธีรยุทธว่า ความขัดแย้งเหลือง-แดงสะท้อนความเปลี่ยนแปลงที่มาอยู่แล้ว และจะไม่เปลี่ยนถอยหลังกลับไปได้แน่ๆ แต่หากเชื่อตามวาทกรรม "ไม่ล้ำเส้น" คือให้รัฐสภาและพรรคการเมืองหยุดนิ่ง ไม่ปรับโครงสร้างอำนาจให้สะท้อนความต้องการของสังคมผ่านการแก้รัฐธรรมนูญ เชื่อได้ว่าสังคมไทยจะก้าวเข้าสู้ความขัดแย้งเหลือง-แดงอีกครั้งในอนาคตอันใกล้นี้
 

บล็อกของ ยุกติ มุกดาวิจิตร

ยุกติ มุกดาวิจิตร
หลายปีที่ผ่านมา สังคมปรามาสว่านักศึกษาเอาใจใส่แต่ตัวเอง ถ้าไม่สนใจเฉพาะเสื้อผ้าหน้าผม คอสเพล มังหงะ กับกระทู้ 18+ ก็เอาแต่จมดิ่งกับการทำความเข้าใจตนเอง ประเด็นอัตลักษณ์ บริโภคนิยม เพศภาวะ เพศวิถี เกลื่อนกระดานสนทนาที่ซีเรียสจริงจังเต็มไปหมด
ยุกติ มุกดาวิจิตร
อันที่จริงผมก็นึกไม่ถึงว่าจะมีคนสนใจข่าวนี้กันมากนัก เรื่องอาจจะเป็นเพราะมีการใช้คำในการรายงานข่าวเบื้องต้นอย่างคลาดเคลื่อนไป ก็เลยทำให้เป็นที่น่าตกใจ แต่อีกนัยหนึ่งก็ชี้ให้เห็นปัญหาการลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนจนกระทั่งเมื่อมีการแสดงการต่อต้านด้วยการปฏิเสธที่จะอยู่ใต้อำนาจกดทับนั้น คนก็จึงตอบรับกันอย่างกระหน่ำ อย่างไรก็ดี ผมก็อยากชี้แจงให้กระจ่างเพิ่มเติมว่า ทำไมผมจึงเลือกที่จะแสดงสถานภาพในการเดินทางมาต่างประเทศของผมในครั้งนี้เพิ่มเติมผ่านข้อเขียนนี้
ยุกติ มุกดาวิจิตร
เพิ่งผ่านมาเพียง 5 เดือนอาจจะยังเร็วเกินไปที่จะถามว่า หลังรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 แล้วขบวนการประชาชนจะเป็นอย่างไรต่อไป แต่หากมองย้อนกลับไป แล้วมองไปข้างหน้าอีกสักหน่อย ก็น่าจะลองคิดถกเถียงกันบ้างว่า ขบวนการประชาชนน่าจะไปทางไหนต่อไป
ยุกติ มุกดาวิจิตร
TED รายการบรรยายสาธารณะที่มีชื่อเสียงและผมก็ติดตามเรียนรู้มาสม่ำเสมอ ได้เผยแพร่คลิปบรรยายของคีท เชน นักเศรษฐศาสตร์ที่เสนอข้อถกเถียงว่า ภาษามีความเชื่อมโยงกับการออมตั้งแต่เมื่อ 2 ปีที่แล้ว แต่ผมเพิ่งได้ยินเกี่ยวกับการศึกษานี้มาตั้งแต่ต้นภาคการศึกษานี้ในชั้นเรียนวิชามานุษยวิทยาภาษา ที่นักศึกษาคนหนึ่งเอ่ยถึงการศึกษานี้ และเพิ่งได้ดูด้วยตัวเองเมื่อ 3-4 วันก่อนนี้เอง เห็นว่าน่าสนใจดีก็เลยนำไปให้นักศึกษาดูและถกเถียงกันในชั้น 
ยุกติ มุกดาวิจิตร
การอัตวินิบาตกรรมของคุณนวมทอง ไพรวัลย์ทำให้เกิดข้อวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง นัยหนึ่งถือว่าเป็นการประท้วงต่อการรัฐประหาร อีกนัยหนึ่งถือเป็นการยืนยันความจริงจังและบริสุทธิ์ใจต่ออุดมการณ์ อีกนัยหนึ่งอาจปลุกเร้าสำนึกของผู้ร่วมอุดมการณ์ หรืออีกนัยหนึ่งก็เกรงว่าจะเป็นความสูญเสียที่สูญเปล่า
ยุกติ มุกดาวิจิตร
การสอนหนังสือในมหาวิทยาลัยแตกต่างจากการสอนหนังสือในระดับโรงเรียนก็คงจะตรงที่ว่า ผู้สอนในระดับมหาวิทยาลัยไม่ได้เรียนการสอนมาก่อน อาจจะมีการอบรมเรื่องการเรียนการสอนบ้าง มีการประเมินผลให้ผู้สอนพิจารณาปรับปรุงตนเองบ้าง มีการประเมินตนเองบ้าง แต่ถึงที่สุดแล้ว ผู้สอนมีส่วนสร้างระบบการเรียนการสอนด้วยตนเอง
ยุกติ มุกดาวิจิตร
"อาร์บอรีทั่ม" (Arboretum) เป็นสวนพฤกษศาสตร์ขนาดใหญ่ร่วม 3 พันไร่ของมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-แมดิสัน สวนนี้ไม่ได้ตั้งอยู่ในบริเวณที่ตั้งมหาวิทยาลัย แต่ก็อยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก หากขยันเดิน สักชั่วโมงหนึ่งก็ถึง ถีบจักรยานไปก็สัก 20 นาที อาจเร็วกว่าขับรถที่ต้องเจอกับป้ายหยุด ทางแยก ไฟสัญญาณ กว่าจะถึงก็สัก 30 นาที
ยุกติ มุกดาวิจิตร
นักวิชาการมิได้มีสถานภาพพิเศษแตกต่างไปจากคนอื่นๆ ในสังคม เพียงแต่อาชีพนักวิชาการเป็นอาชีพที่ต้องพัฒนาความคิดความอ่านตลอดเวลา นักวิชาการจึงไม่ควรมีขอบเขตของความคิดความอ่าน พร้อมๆ กับที่ไม่ควรปิดกั้นขอบเขตของความคิดคนอื่น 
ยุกติ มุกดาวิจิตร
กว่า 3 เดือนที่ผ่านมาผมไปชมการแสดงดนตรีไม่รู้เท่าไหร่ต่อเท่าไหร่ นึกเสียดายที่เมื่อ 10 กว่าปีก่อนที่มาเรียนไม่ค่อยมีโอกาสได้เข้าร่วมกิจกรรมเหล่านี้เลย เมื่อวานนี้ (ตามเวลาที่อเมริกา) ผมก็เพิ่งออกจากห้องแสดงดนตรีมา จนทำให้ผมคิดขึ้นมาได้ว่า นี่ผมอยู่ในโลกไหนกัน แล้วทำไมที่ที่ผมอยู่เป็นปกติเขาถึงไม่ทำสถาบันการศึกษาให้เป็นสถานที่บ่มเพาะความเจริญของจิตใจได้อย่างนี้บ้าง 
ยุกติ มุกดาวิจิตร
เดอร์ แรธสเคลเลอร์เป็นบาร์เบียร์ของมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-แมดิสัน ตั้งอยู่ในตึกกิจกรรมนักศึกษา (ที่นี่เรียกว่า Memorial Union) ตึกกิจฯ นี้ตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 1928 โน่นเลย บาร์เบียร์แห่งนี้ก็น่าจะอายุไม่น้อยไปกว่าตึกที่มันอาศัยอยู่เท่าใดนัก
ยุกติ มุกดาวิจิตร
สัปดาห์ที่ผ่านมาผมเข้าร่วมกิจกรรมสังคมวิชาการซ้ำซ้อนกันหลายงาน ตั้งแต่บรรยายเรื่องการทำวิจัยในเวียดนามให้นักศึกษาบัณฑิตศึกษาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ฟัง ต่อด้วยปาร์ตี้ประจำปีของศูนย์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษาของมหา'ลัยวิสคอนซิน ซึ่งเป็นงานแบบ potluck party และก็ฟองดูปาร์ตี้เล็กๆ ที่บ้านอาจารย์ท่านหนึ่ง ซึ่งก็ไม่ใช่อะไรมากไปกว่าขนมปังจุ่มชีสต้มเดือด ทั้งหมดนั้นได้อะไรสนุกๆ มามากมาย
ยุกติ มุกดาวิจิตร
ผ่านมาได้ 3 สัปดาห์ วิชาที่ผมสอนที่วิสคอนซินเริ่มสนุกขึ้นเรื่อยๆ ในห้องมีนักเรียน 10 คน ขนาดพอๆ กับที่เคยสอนที่ธรรมศาสตร์ แต่ที่ต่างคือในห้องเดียวกันนี้มีทั้งนักเรียนปริญญาตรี โท และเอกเรียนร่วมกัน เพียงแต่ข้อกำหนดของงานและความคาดหวังจากนักเรียนระดับ ป.ตรีกับ ป.โท-เอก ย่อมแตกต่างกัน