Skip to main content

จะว่าไป กสทช. คนที่แสดงความเห็นต่อเนื้อหาละครฮอร์โมนนั้น ดูน่าจะเป็นคนที่สามารถวิเคราะห์ เข้าใจสังคมได้มากที่สุดในบรรดา กสทช. ทั้ง 11 คน เพราะเขามีดีกรีถึงปริญญาเอกทางสังคมวิทยาจากมหาวิทยาลัยโด่งดังในเยอรมนี ต่างจากคนอื่นๆ ที่ถ้าไม่ใช่เพราะเป็นทหารหรือใครที่สมยอมกับการรัฐประหารปี 2549 แล้ว ก็เป็นช่างเทคนิคทางด้านการสื่อสาร

นอกจากนั้น เขาผู้นี้ยังมีประวัติในการแสดงความเห็นทางการเมืองในเชิงวิพากษ์ต่อการสลายการชุมนุมทางการเมืองของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ในปี 2553 ถึงขนาดที่ว่า นักวิชาการหัวก้าวหน้ายังต้องทึ่งในการมีท่าทีแบบทหารประชาธิปไตยของเขามาแล้ว

แต่แล้วเขากลับเลือกที่จะเล่นการเมืองวัฒนธรรมแบบ "คุณพ่อรู้ดี" ทั้งที่เขาไม่ได้รู้ดีไปกว่าใครๆ เลย ดีกรีปริญญาเอกทางสังคมวิทยาจากเมืองนอกแบบเขาน่ะมีเกลื่อนไป ไม่ใช่ว่าเขาคนนี้จะรู้จักวิเคราะห์สังคมได้ดีไปกว่าคนทั่วไปเสียเมื่อไหร่ แต่เขาเลือกที่จะใช้มาตรวัดทางศีลธรรมแคบๆ ไปกำหนดความเป็นไปของสังคมข่าวสารที่ผู้คนเขาสามารถตัดสินได้เอง 

เช่นที่เขาว่า "เป็นเรื่องของการบริหารควบคุมความเหมาะสมในสังคม" ก็ใช่ว่าเขาคนนี้จะรู้ดีกว่าคนอื่นว่าอะไรเหมาะสมกับสังคมนี้ที่ตรงไหน หรือที่ว่า "ชวนให้ผู้รับชมคิดและจินตนาการในทางที่ไม่ดีได้ เช่น ฉากการมีเพศสัมพันธ์ทั้งที่ยังสวมชุดนักเรียนอยู่" ก็ใช่ว่าเขาจะแสดงความเข้าใจสถานะของเครื่องแบบนักเรียนในสังคมปัจจุบันเสียเมื่อไหร่ รู้หรือไม่ว่าเดี๋ยวนี้เครื่องแบบนักเรียนนักศึกษาน่ะกลายเป็นสื่อยั่วยุกามารมณ์ไปแล้ว 

แล้ว "การทำแท้ง หรือการไปหาซื้อยาคุมมาใช้เอง" ก็ใช่ว่าจะเป็นเรื่องผิดเสียหายไปเสียทุกกรณี สังคมเขาถกเถียงกันไปถึงไหนต่อไหนแล้วว่า การทำแท้งต้องพิจารณาด้วยกรอบที่กว้างกว่าแค่ความผิดบาปไปเสียทุกกรณี แต่ถึงเขาคนนี้จะระบุว่า เขาต่อต้านการคุมกำเนิด และไม่เคยใช้การคุมกำเนิด ก็เป็นเรื่องของคุณ ไม่ใช่เรื่องที่คุณจะมาใช้มาตรฐานทางศีลธรรมส่วนตนเที่ยวไปตัดสินคนอื่นอย่างง่ายๆ เช่นนั้น

เรารู้กันดีอยู่ว่าสังคมนี้มีอะไรเลวร้ายอยู่บ้าง มีอะไรอุจาดมากมายที่เรารู้ๆ กันอยู่แต่ไม่มีใครกล้าจัดการ เช่นว่า เราก็รู้ๆ กันอยู่ว่าชีวิตทางครอบครัวของครอบครัวบางครอบครัวไม่ได้สวยหรูดีงามจนถึงขั้นล้มเหลว แต่เราก็ยังพยายามช่วยกันสร้างภาพหลอกตัวเองเพื่อกราบไหว้ กสทช. ท่านนี้จะกล้าเสนอตัวมาแก้ไขความเลวร้ายนี้หรือเปล่า คุณไม่กล้าหรอก เพราะคุณกล้าดีแต่กับผู้ที่ด้อยอำนาจกว่าคุณเท่านั้นแหละ

แบบแผนและสไตล์ชีวิตที่หลากหลายของการกิน ขี้ ปี้ เยี่ยว เป็นวัฒนธรรมสามัญ มีอยู่เป็นปกติ ทำกันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน หากสังคมไทยจะมีโอกาสได้ทำความเข้าใจ ได้ถกเถียง ได้พิจารณากัน ในที่สาธารณะบ้าง อย่างใกล้เคียงความจริงบ้าง ว่าแบบไหนเหมาะสม แบบไหนพอรับได้ แค่ไหน อย่างไร สังคมไทยก็พร้อมที่จะรับมือกับมันได้

ในเมื่อคุณก็ไม่ได้กล้าหาญทางศีลธรรมมากไปกว่าคนอื่นเขา ไม่ได้รู้ดีกว่าใครเขา ไม่ได้เป็นคนดีเหนือใครเขา แล้วจะมาตัดสินสิ่งที่สังคมเขาตัดสินเองได้ได้อย่างไร หรือถ้ารู้ดีจริง เป็นคนดีเหนือคนอื่นเขาจริง ก็ไม่ใช่เรื่องที่คุณคนเดียวจะมากำกับว่าอะไรควรดูอะไรไม่ควรดู นอกเสียจากว่าคุณอยากจะเป็นผู้เผด็จการทางวัฒนธรรม

บล็อกของ ยุกติ มุกดาวิจิตร

ยุกติ มุกดาวิจิตร
อย่างที่บอก ผมไปเกาหลีเที่ยวนี้เพื่อไปประชุมวิชาการครบรอบ 50 ปีการก่อตั้งภาควิชาภาษาไทย มหาวิทยาลัยฮันกุ๊กภาษาและกิจการต่างประเทศ (Hankuk University of Foreign Studies) 
ยุกติ มุกดาวิจิตร
อย่างที่บอกคือ ผมไม่ใช่คนเชี่ยวชาญเกาหลี จะเล่าเรื่องเกาหลีก็จะต้องมีผิดมีพลาดบ้าง เพียงแต่อยากบันทึกเก็บไว้ แล้วแบ่งปันบ้าง เผื่อใครสนใจหรือช่วยเติมต่อความรู้ อีกเรื่องหนึ่งที่ผมสนใจในการไปเกาหลีทั้งสองครั้ง (ครั้งแรกเมื่อ 8 ปีก่อน ก็ไปแค่สั้นๆ ไม่กี่วัน) ก็คือการได้พบเจอผู้คนและได้ไปเดินด่อมๆ มองๆ ตามย่านการค้า ร้านค้า และพบปะพูดคุยดื่มกินกับผู้คน
ยุกติ มุกดาวิจิตร
ผมไม่ได้อยู่นฐานะที่จะมาเขียนอะไรเกี่ยวกับเกาหลี เดินทางไปแค่สองครั้ง ครั้งละไม่กี่วัน ไม่ได้ศึกษาประวัติศาสตร์ ไม่ได้เชี่ยวชาญอะไร แต่ด้วยนิสัยของการชอบบันทึกเก็บไว้ ก็เลยอยากเขียนอะไรเกี่ยวกับเกาหลีที่รู้จักเอาไว้อ่านเอง เอาไว้คิดต่อ เอาไว้ก่อนที่จะลืม ก่อนที่จะไม่อยากเขียน 
ยุกติ มุกดาวิจิตร
ขอร่วมรำลึกวาระ 40 ปี 6 ตุลาด้วยการกล่าวถึงงานศึกษาสังคม-วัฒนธรรมไทยที่เป็นพื้นฐานของเหตุการณ์เมื่อ 40 ปีก่อนนี้
ยุกติ มุกดาวิจิตร
จำเป็นแค่ไหนที่เราจะต้องคิดต่างจากส่วนกลาง ถ้าเราคิดว่าการครอบงำของความรู้ตะวันตกเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเข้าใจตัวตนเราเอง และทั้งยังปิดกั้นความเป็นมนุษย์ที่ไม่ได้ถูกเข้าใจจากมุมมองที่ต่างออกไป เราก็จำเป็นที่จะต้องคิดทั้งนอกกรอบตะวันตกและนอกกรอบการครอบงำจากอำนาจศูนย์กลางของรัฐ ความคิดนอกกรอบการครอบงำดังกล่าวส่วนหนึ่งเรียกว่าแนวคิดหลังอาณานิคม
ยุกติ มุกดาวิจิตร
หลายวันมานี้มีเรื่องขันขื่นหลายเรื่องที่สังคมไทยก้าวไม่พ้นเสียที แต่ผมว่าเรื่องพื้นฐานของปัญหาเหล่านี้คือเรื่องการไม่ยอมรับผิด
ยุกติ มุกดาวิจิตร
ผมไปโกเบเมื่อสี่วันก่อน (7 มิถุนายน 59) นอกจากได้รู้จักความเป็นเมืองฝรั่งๆ ของโกเบแล้ว สาระสำคัญของการไปโกเบวันก่อนอย่างหนึ่งคือการไปพิพิธภัณฑ์เครื่องมือช่างไม้แห่งนี้ พิพิธภัณฑ์นี้เป็นของบริษัท Takenaka ที่บอกเล่าว่าตั้งมาตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 17 ส่วนพิพิธภัณฑ์นี้เปิดปี 1984 แล้วเข้าใจว่าน่าจะค่อยๆ พัฒนาคอลเล็กชั่นและการจัดแสดงขึ้นมาเรื่อยๆ
ยุกติ มุกดาวิจิตร
ความสุขอย่างหนึ่งของการมาอยู่ที่ศูนย์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษามหาวิทยาลัยเกียวโตก็คือ การได้รู้จักผู้คนและแลกเปลี่ยนความรู้ในหลายภาษา อีกอย่างคือได้แลกเปลี่ยนความรู้ในหลายบริบท ทั้งในห้องสัมมนา ห้องทำงาน ห้องเรียน และร้านเหล้า ผมถือว่ามันเป็นบริบททางวิชาการทั้งนั้นแหละ
ยุกติ มุกดาวิจิตร
รู้กันนะครับว่า เวลาที่เราเรียกว่า "หล่อๆ" นี่ ไม่ใช่ว่าต้องเป็นผู้ชาย ผู้หญิงก็หล่อได้ เพราะมันหล่อในสำนวน ในการแสดงออก ในท่าที ทั้งๆ ที่หน้าตาไม่ต้องหล่อก็ได้ แต่หล่อที่คำพูด 
ยุกติ มุกดาวิจิตร
อาจารย์ที่ผมเคารพรักท่านหนึ่งสอนผมว่า “คำวิจารณ์น่ะ น่าฟังมากกว่าคำชื่นชม เนื่องจากคนที่วิจารณ์เราน่ะ เขาจริงใจกับเรามากกว่าคนที่ชื่นชมเรา ไม่มีใครวิจารณ์เราตามมารยาท แต่คนชมน่ะ บางทีเขาก็ชมเราไปตามมารยาทเท่านั้นแหละ” ดังนั้นเมื่อโลกเขารุมวิจารณ์ไทย เราก็ควรรับฟังเขา เพราะถ้าเขาไม่มีความจริงใจ ไม่อยากเห็นเราปรับปรุงตัวจริงๆ ไม่รัก ไม่ห่วง ไม่อยากคบค้าสมาคมด้วย เขาก็คงไม่ติติงเรา
ยุกติ มุกดาวิจิตร
คนแบบพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาไม่ได้มีแต่พลเอกประยุทธ์เพียงคนเดียว แต่ยังมีคนอีกจำนวนมากที่มีเบื้องลึกของจิตใจแบบพลเอกประยุทธ์ แต่หากจะพูดให้ถูก คนที่มีจิตใจเบื้องลึกที่กักขฬะ อาจจะไม่จำเป็นต้องแสดงออกอย่างกักขฬะแบบพลเอกประยุทธ์ แต่ทำไมขณะนี้สังคมไทยจึงยอมให้ความกักขฬะเข้ามาปกครองบ้านเมือง
ยุกติ มุกดาวิจิตร
จะเรียกอะไรก็แล้วแต่ ถ้าพูดอย่างหลวม ๆ คือ พวกเขาเป็นคนกลุ่มเดียวกัน สองชื่อแรกใช้ในประเทศไทย เรียกกลุ่มคนที่เป็นประชากรส่วนใหญ่ของอำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี ที่จริงพวกเขายังอยู่ในอำเภอเมือง อำเภอหนองหญ้งปล้อง และอำเภออื่น ๆ ของเพชรบุรี แล้วยังกระจายย้ายถิ่นไปในจังหวัดอื่น ๆ ตั้งแต่นครปฐม ชุมพร ไปจนถึงนครสวรรค์ เลย ฯลฯ