Skip to main content

กว่า 3 เดือนที่ผ่านมาผมไปชมการแสดงดนตรีไม่รู้เท่าไหร่ต่อเท่าไหร่ นึกเสียดายที่เมื่อ 10 กว่าปีก่อนที่มาเรียนไม่ค่อยมีโอกาสได้เข้าร่วมกิจกรรมเหล่านี้เลย เมื่อวานนี้ (ตามเวลาที่อเมริกา) ผมก็เพิ่งออกจากห้องแสดงดนตรีมา จนทำให้ผมคิดขึ้นมาได้ว่า นี่ผมอยู่ในโลกไหนกัน แล้วทำไมที่ที่ผมอยู่เป็นปกติเขาถึงไม่ทำสถาบันการศึกษาให้เป็นสถานที่บ่มเพาะความเจริญของจิตใจได้อย่างนี้บ้าง 

เมืองแมดิสันที่ซึ่งมหาวิทยาลัยวิสคอนซินตั้งอยู่ เป็นเมืองที่มีกิจกรรมมากมาย ส่วนหนึ่งของกิจกรรมเกี่ยวข้องกับมหาวิทยาลัย ในฤดูร้อน เมืองใช้ดาดฟ้าของหอประชุมขนาดใหญ่ที่ออกแบบโดยแฟรงค์ ลอยด์ ไรท์เป็นที่จัดการแสดงดนตรีที่คนสามารถขยับร่างกายเต้นรำกันได้สนุกสนาน ฤดูร้อนยังมีคอนเสิร์ตในสวนสาธารณะอย่างน้อย 2-3 แห่งเป็นประจำ ที่มีชื่อคือ Concert on the Square จัดรอบอาคารที่ทำการของมลรัฐ คนอาศัยบรรยากาศมานั่งฟังเพลงพร้อมปิคนิค ดื่มกินกันไปอย่างสำราญตามแต่ว่าใครจะจับจองที่ได้

ปลายฤดูร้อน มีงานแฟร์บนถนนฮิปปี้เก่าสายหนึ่ง ชื่องาน Willy Street Fair ที่ระดมวงดนตรีมาจัดกันหลายเวที ที่จริงก่อนหน้างานนี้มีคอนเสิร์ตกลางแจ้งงานหนึ่งที่ผมพลาดไป เพราะตามข่าวไม่ทัน แต่งานถนนวิลลี่ปีนี้ดูหงอยเหงาอย่างไรพิกล ไม่เหมือนเมื่อหลายปีก่อนที่มีเวทีแสดงดนตรีมากถึง 4-5 เวที เขาจัดห่างๆ กัน ผู้คนก็เดินซื้อของประดิษฐ์ประดอย เสื้อผ้า ข้าวของต่างๆ แนวฮิปปี้ ที่คนเอามาขายกัน มีกระทั่งของเก่าเก็บสไตล์เปิดท้ายรถขายของ

พอเริ่มอากาศเย็น มหาวิทยาลัยวิสคอนซินซึ่งมีห้องจัดแสดงดนตรีได้อยู่มากมาย ก็เริ่มจัดกิจกรรมในอาคาร งานใหญ่งานหนึ่งของปีนี้คือ  World Music Festival ผมกลับบ้านดึกดื่นแทบทุกวันช่วงนั้น มีกระทั่งวงดนตรีชาว Basques ที่ผสมเครื่องดนตรีพื้นเมืองกับกีตาร์ กลอง แต่เล่นเพลงพื้นเมือง อีกวงที่ผมชอบมากคือวงแนว Calypso ของอเมริกาใต้  

แต่ที่ทำให้รู้สึกตัวขึ้นมาได้ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ไม่ใช่กิจกรรมที่เกิดขึ้นมาอย่างง่ายๆ ก็เมื่อ 2-3 วันมานี้เองที่ได้ฟังดนตรี 3 รายการ

งานหนึ่งคือ การแสดงเดี่ยวของผู้ช่วยศาสตราจารย์ทางทรอมโบนคนหนึ่ง ท่านมาเป็นแขกของมหาวิทยาลัย แล้วจัดแสดงดนตรี 5 เพลง ทรอมโบนคือเครื่องเป่าทองเหลือง หากใครรู้จักแตรวง คงคุ้นหน้าตาเครื่องเป่าที่ยาวๆ เวลาเล่นเขาจะเป่าแล้วชักเข้าชักออกเพื่อกำหนดเสียงสูงต่ำ นักทรอมโบนคนนี้เสนอเพลงที่น่าสนใจมากทุกเพลง ทั้งจากที่เขาแต่งเอง และที่เอาของคนอื่นมาเล่น  

มีเพลงหนึ่งแปลกมาก เขาเป่าให้เสียงออกมาสองเสียง มีเสียงแปร่งๆ แทรกเสียงเต็มๆ ออกมาในเพลง อีกเพลงที่ชอบมากคือการแสดงพร้อมวีดีโอเรื่องเกี่ยวกับสงคราม มีน้ำเสียงวิพากษ์สงครามด้วยการเอาทหารอเมริกันที่เสียตาสองข้างและเสียขามาพูด การแสดงของนักทรอมโบนคนนี้เปิดหูเปิดตาการใช้เครื่องเป่าดนตรีคลาสสิคชิ้นนี้แก่ผมมาก

อีกงานหนึ่ง ไม่ใช่งานด้วยซ้ำ แต่เป้นการฝึกซ้อมของวงดนตรีออร์เคสตรารัสเซีย ผมเห็นในโปรแกรมของมหาวิทยาลัยครั้งแรกก็สงสัยใจว่าจะเปิดให้ใครเข้าฟังได้หรือไม่ พอเขียนอีเมลไปถาม เขาก็ตอบกลับมาอย่างเร็วว่า "พวกเรายินดีที่จะมีคนมานั่งฟัง" พอไปถึงตามเวลาที่เขาจะเริ่ม ปรากฏว่าเป็นห้องเรียนขนาดย่อม มีนักดนตรีนั่งอยู่ร่วม 30 คน ล้วนแล้วแต่เครื่องดนตรีแปลกๆ เพราะเป็นวงที่ใช้เครื่องดนตรีพื้นเมืองรัสเซีย

ผมเข้าไปทักวาทยากรที่กำลังเตรียมตัวอยู่ เขาบอกว่าเขาคือคนที่ตอบเมลผมเอง เขาถามว่า "คุณเป็นนักดนตรีเหรอ" ผมบอกเปล่าหรอก แค่สนใจ เขายินดี แล้วสักพักพอผมหาที่นั่งได้ เขาเดินมาถามผม "คุณเคยทำงานห้องสมุดใช่ไหม จำผมได้ไหม ผมชื่อวิคเตอร์" ผมบอก "อ๋อ จำได้สิ แต่ตอนแรกจำหน้าไม่ได้" ผมไม่นึกเลยว่าเขาไม่ใช่แค่รู้หลายภาษาแล้วทำงานกรอกข้อมูลหนังสือให้ห้องสมุด แต่ยังเป็นนักดนตรีเก่งขนาดเป็นวาทยากร

ผมนั่งดูการซ้อมของพวกเขาร่วม 2 ชั่วโมงอย่างเพลิดเพลินกับเพลงรัสเซียนเสียงอ่อนหวาน แม้บางเพลงวิกเตอร์กำชับว่าต้องเวียนเสียงม้าควบก็ยังอ่อนโยน การได้มานั่งอยู่ท่ามกลางนักดนตรีเป็นประสบการณ์แปลกใหม่ แถมยังได้มารู้เห็นการฝึกซ้อมที่หนักหน่วง ได้ทึ่งกับหูของวาทยากร ทึ่งกับความสามารถในการเขียนรายละเอียดของความรู้สึกของเพลงลงไปให้เครื่องดนตรีแต่ละชิ้นๆ ทึ่งกับเสียงนักร้องอายุน้อยที่อ่อนหวานและเต็มไปด้วยอารมณ์โดยแทบไม่หลุดโน้ต ทึ่งกับการกำกับเสียงให้เป็นไปตามจินตนาการของวาทยากร ทั้งหมดนี้เกินกว่าจะเรียกว่ารื่นรมย์

อีกงานหนึ่งเมื่อสักครู่ก่อนเขียนบันทึกนี้เอง ผมไปฟังการเปิดเทศกาลดนตรี Celebrate Brass! จัดโดยภาควิชาดนตรีวิทยา ว่าด้วยเครื่องเป่าล้วนๆ งานนี้จะมีทั้งคอนเสิร์ตวงใหญ่และการแสดงวงเล็กอย่างที่ผมมาฟังวันนี้ ที่แสดงวันนี้มีนักทรัมเป็ต 2 คน ทูบาหนึ่ง ทรอมโบนหนึ่ง และเฟรนช์ฮอนอีกหนึ่ง เครื่องเป่าวาววับต้องแสงไฟงดงามมาก ตลอด 2 ชั่วโมงเล่นเพลงสัก 4-5 เพลงได้ เพลงที่เล่นมีทั้งสไตล์คลาสสิค คลาสสิคเจือแจ๊ส และคลาสสิคแบบแนวทดลอง avant-garde ผมมั่วจัดเอาเองน่ะแหละ แต่คนเล่นเขาบรรยายทำนองนี้เหมือนกัน ทั้งหมดนั่นอิ่มเอมเต็มหูดีมาก

เพลงสุดท้ายของการแสดงนี้ผู้ประพันธ์เพลงมาร่วมงานด้วย เป็นเพลงขนาดยาวมีหลายท่อน ท่อนแรกฟังเหมือนเสียงดนตรีไล่กระโดดตะครุบอะไรอยู่ อีกท่อนเกรี้ยวกราดจนถึงตอนหนึ่งเครื่องเป่าเหมือนทะเลาะกันนัว เสียดายที่เขาไม่พาให้เสียงแตกกระเจิงรู้แล้วรู้รอดไปเลย อีกท่อนประหลาดที่เครื่องเป่าทุกตัวใส่อุปกรณ์บีบเสียง เริ่มด้วยทรัมเป็ต 2 ตัวที่เสียงแตกแผ่วเบาราวจิ้งหรีด แล้วเครื่องอื่นๆ ก็รับตามกันมา วงนี้ผมชอบทรัมโบนที่เล่นล้อเครื่งอื่นๆ สนุกสนาน ส่วนนักทรัมเป็ตสองคน คนหนึ่งเป็นผู้หญิง ต่างก็ขนทรัมเป็ตหลายขนาดมา เล่นไปเปลี่ยนไปหลายรสทรัมเป็ตดี

การแสดงทั้งหมดที่เล่ามานั้นฟรี ไม่ต้องจ่ายเงินใดๆ ทั้งสิ้น รายการที่ต้องจ่ายเงินก็มี แต่รายการที่ฟรีก็มีมากพอแล้ว หากใครมาศึกษาที่นี่หรือมีโอกาสแวะเวียนมาแถวนี้ ก็ควรหาเวลาไปติดตามการแสดงเหล่านี้ดูนะครับ

ผมไม่สงสัยเลยว่าทำไมมหาวิทยาลัยวิสคอนซินถึงเป็นมหาวิทยาลัยที่ติดระดับโลก ไม่สงสัยเลยว่าทำไมเมืองแมดิสัน ที่ซึ่งมหาวิทยาลัยตั้งอยู่ จึงเป็นเมืองที่ติดอันดับเมืองน่าอยู่ขนาดกลางมาหลายปีจนปีล่าสุดบางสำนักก็จัดอันดับให้เป็นที่หนึ่ง แต่ที่สงสัยคือ จะมีวันไหนกันที่มหาวิทยาลัยในประเทศไทยจะมีกิจกรรมอย่างนี้ได้บ้าง แค่บางส่วนก็ยังดี  

ก็จริงที่บางมหาวิทยาลัยมี แต่ก็ส่วนน้อยมาก จะจัดแบบนี้ได้ต้องเกิดจากความใส่ใจของผู้บริหารมหาวิทยาลัยและคณาจารย์ พร้อมทั้งการจัดการของเมืองที่ประสานกันอย่างดี นึกแค่นี้ก็สิ้นหวังแล้ว เพราะผู้หลักผู้ใหญ่ในวงการศึกษาบ้านเราไม่ได้เข้ามามีอำนาจเพื่อบริหารการศึกษา แต่พวกเขาเข้ามามีอำนาจเพื่อไต่บันไดอำนาจขึ้นไปอีกเรื่อยๆ เท่านั้นเอง

บล็อกของ ยุกติ มุกดาวิจิตร

ยุกติ มุกดาวิจิตร
เมื่อผมมาสอนหนังสือถึงได้รู้ว่า วันครูน่ะ เขามีไว้ปลอบใจครู ก็เหมือนกับวันสตรี เอาไว้ปลอบใจสตรี วันเด็กเอาไว้หลอกเด็กว่าผู้ใหญ่ให้ความสำคัญ แต่ที่จริงก็เอาไว้ตีกินปลูกฝังอะไรที่ผู้ใหญ่อยากได้อยากเป็นให้เด็ก ส่วนวันแม่กับวันพ่อน่ะอย่าพูดถึงเลย เพราะหากจะช่วยเป็นวันปลอบใจแม่กับพ่อก็ยังจะดีเสียกว่าที่จะให้กลายเป็นวันฉวยโอกาสของรัฐไทยอย่างที่เป็นอยู่นี้
ยุกติ มุกดาวิจิตร
รัฐประหารครั้งนี้มีอะไรใหม่ๆ หลายอย่าง ผมไม่เรียกว่าเป็นนวัตกรรมหรอก เพราะนวัตกรรมเป็นคำเชิงบวก แต่ผมเรียกว่าเป็นนวัตหายนะ 
ยุกติ มุกดาวิจิตร
ในภาคการศึกษาที่ผ่านมา ผมสอนหนังสืออยู่ที่มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-แมดิสัน เนื่องจากเป็นการสอนชั่วคราว จึงรับผิดชอบสอนเพียงวิชาเดียว แต่ผมก็เป็นเจ้าของวิชาอย่างเต็มตัว จึงได้เรียนรู้กระบวนการจัดการเรียนการสอนที่นี่เต็มที่ตลอดกระบวนการ มีหลายอย่างที่น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับการพัฒนาการศึกษาระดับอุดมศึกษาในประเทศไทย จึงอยากบันทึกไว้ ณ ที่นี้ ให้ผู้อ่านชาวไทยได้ทราบกัน
ยุกติ มุกดาวิจิตร
วันนี้ (เวลาในประเทศไทย) เป็นวันเด็กในประเทศไทย ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ผมเดินทางไปดูกิจกรรมต่างๆ ในประเทศซึ่งผมพำนักอยู่ขณะนี้จัดด้วยความมุ่งหวังให้เด็กๆ ได้เรียนรู้ แล้วก็ให้รู้สึกสะท้อนใจแล้วสงสัยว่า เด็กไทยเติบโตมากับอะไร คุณค่าอะไรที่เราสอนกัน
ยุกติ มุกดาวิจิตร
สิ้นปีเก่าขึ้นปีใหม่ปีนี้ไม่ค่อยชวนให้ผมรู้สึกอะไรมากนัก ความหดหู่จากเหตุการณ์เมื่อกลางปีที่แล้วยังคงเกาะกุมจิตใจ ยิ่งมองย้อนกลับไปก็ยิ่งยังความโกรธขึ้งและสิ้นหวังมากขึ้นไปอีก คงมีแต่การพบปะผู้คนนั่นแหละที่ชวนให้รู้สึกพิเศษ วันสิ้นปีก็คงจะดีอย่างนี้นี่เอง ที่จะได้เจอะเจอคนที่ไม่ได้เจอกันนานๆ สักครั้งหนึ่ง 
ยุกติ มุกดาวิจิตร
ผมเพิ่งกลับจากชิคาโก เดินทางไปสำรวจพิพิธภัณฑ์กับแขกผู้ใหญ่จากเมืองไทย ท่านมีหน้าที่จัดการด้านพิพิธภัณฑ์แห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ก็เลยพลอยได้เห็นพิพิธภัณฑ์จากมุมมองของคนจัดพิพิธภัณฑ์ คือเกินเลยไปจากการอ่านเอาเรื่อง แต่อ่านเอากระบวนการจัดทำพิพิธภัณฑ์ด้วย แต่ส่วนตัวผมเองก็ไม่ได้อะไรมากนักหรอก แค่ติดตามเขาไปแล้วก็เรียนรู้เท่าที่จะได้มามากบ้างน้อยบ้าง
ยุกติ มุกดาวิจิตร
เมื่อวันส่งท้ายปีเก่าพาแขกชาวไทยคนหนึ่งไปเยี่ยมชมภาควิชามานุษยวิทยาของมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน ก็เลยทำให้ได้รู้จักอีก 2 ส่วนของภาควิชามานุษยวิทยาที่นี่ว่ามีความจริงจังลึกซึ้งขนาดไหน ทั้งๆ ที่ก็ได้เคยเรียนที่นี่มา และได้กลับมาสอนหนังสือที่นี่ แต่ก็ไม่เคยรู้จักที่นี่มากเท่าวันนี้
ยุกติ มุกดาวิจิตร
วาทกรรม "ประชาธิปไตยแบบไทย" ถูกนำกลับมาใช้เสมอๆ เพื่อลดทอนความน่าเชื่อถือของแนวคิดประชาธิปไตยสากล 
ยุกติ มุกดาวิจิตร
เห็นข่าวงาน "นิธิ 20 ปีให้หลัง" ที่ "มติชน" แล้วก็น่ายินดีในหลายสถานด้วยกัน  อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์มีคนรักใคร่นับถือมากมาย จึงมีแขกเหรื่อในวงการนักเขียน นักวิชาการ ไปร่วมงานเป็นจำนวนมาก เรียกว่ากองทัพปัญญาชนต่างตบเท้าไปร่วมงานนี้กันเลยทีเดียว
ยุกติ มุกดาวิจิตร
เมื่อวาน (12 ธค. 2557) ปิดภาคการศึกษาแล้ว เหลือรออ่านบทนิพนธ์ทางมานุษยวิทยาภาษาของนักศึกษา ที่ผมให้ทำแทนการสอบปลายภาค เมื่อเหลือเวลาอีก 15 นาทีสุดท้าย ตามธรรมเนียมส่วนตัวของผมแล้ว ในวันปิดสุดท้ายของการเรียน ผมมักถามนักศึกษาว่าพวกเขาได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ ที่ไม่ได้เคยเรียนมาก่อนจากวิชานี้บ้าง นักศึกษาทั้ง 10 คนมีคำตอบต่างๆ กันดังนี้
ยุกติ มุกดาวิจิตร
ผมเพิ่งมีโอกาสได้ดูภาพยนตร์ (ขอเรียกง่ายๆ ว่า "หนัง" ก็แล้วกันครับ) เรื่องที่เป็นประเด็นใหญ่เมื่อ 2-3 วันก่อน ที่จริงก็ถ้าไม่มีเพื่อนๆ ถกเถียงกันมากมายถึงฉากเด็กวาดรูปฮิตเลอร์ ผมก็คงไม่อยากดูหรอก แต่เมื่อดูแล้วก็คิดว่า หนังเรื่องนี้สะท้อนความล้มเหลวของการรัฐประหารครั้งนี้ได้อย่างดี มากกว่านั้นคือ สะท้อนความลังเล สับสน และสับปลับของสังคมไทยได้เป็นอย่างดี
ยุกติ มุกดาวิจิตร
ผมเป็นคนหนึ่งที่ยืนยันแม้จะไม่ถึงกับต่อต้านมาตลอดว่า เราไม่ควรเปิดโครงการนานาชาติในประเทศไทย ด้วยเหตุผลสำคัญ 2-3 ประการ หนึ่ง อยากให้ภาษาไทยพัฒนาไปตามพัฒนาการของความรู้สากล สอง คิดว่านักศึกษาไทยจะเป็นผู้เรียนเสียส่วนใหญ่และจึงจะทำให้ได้นักเรียนที่ภาษาไม่ดีพอ การศึกษาก็จะแย่ตามไปด้วย สาม อาจารย์ผู้สอน (รวมทั้งผมเอง) ก็ไม่ได้ภาษาอังกฤษดีมากนัก การเรียนการสอนก็จะยิ่งตะกุกตะกัก