Skip to main content

ก่อนเริ่มพูดเรื่องนี้ ผมอยากชี้แจงสักหน่อยนะครับว่า ที่เขียนนี่ไม่ใช่จะมาบ่นเรื่อยเปื่อยเพื่อขอความเห็นใจจากสังคม แต่อยากประจานให้รู้ว่าระบบที่รองรับงานวิชาการไทยอยู่เป็นอย่างไร ส่วนจะมีวิธีแก้ไขอย่างไร อย่าถามผมเลย เพราะผมไม่มีอำนาจ ไม่ต้องมาย้อนบอกผมด้วยว่า "คุณก็ก้มหน้าก้มตาทำงานไปให้ดีที่สุดก็แล้วกัน" เพราะถ้าไม่เห็นว่าสิ่งที่เล่าไปเป็นประเด็นก็อย่าสนใจเสียเลยดีกว่า

แล้วหากใครเพิ่งมาอ่าน ก็โปรดกลับไปอ่านตั้งแต่ "โลกวิชาการไทย (ตอนแรก)" ด้วยนะครับ ไม่อย่างนั้นจะไม่เข้าใจว่าผมเขียนไปเพื่ออะไร ทบทวนสักนิด ผมตั้งโจทย์ไว้ในตอนแรกว่า ทำไมงานวิชาการไทยอย่างน้อยในโลกสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์จึงไม่ค่อยติดระดับโลก ทั้งๆ ที่มีนักวิชาการจำนวนากที่ไปศึกษาในมหาวิทยาลัยชั้นนำในต่างประเทศ เป็นอย่างนี้มานานแล้วและจะยิ่งแย่ไปเรื่อยๆ ผมสาธยายมาตอนหนึ่งเรื่องภาระการสอน ว่ามันเป็นอุปสรรคต่อการทำงานผลิตความรู้อย่างไร เน้นเฉพาะมหาวิทยาลัยที่คุยโม้ว่าอยากเป็นมหาวิทยาลัยวิจัยนะครับ


ทำไมอาจารย์บางท่านจึงสามารถเอาเวลาไปทำวิจัยได้ ขอยกตัวอย่างนักวิชาการคนหนึ่งที่ผมรู้จักดี เขาสอนแต่ละปี 8 วิชา หลังเรียนจบกลับมาได้ 7 ปี พิมพ์งานวิจัยแล้ว 2 เล่ม พิมพ์บทความวิชาการทั้งในวารสารและในหนังสือไม่ต่ำกว่า 30 ชิ้น มีงานพิมพ์เป็นภาษาต่างประเทศเฉลี่ยปีละชิ้น ทำงานบริหารต่อเนื่อง บรรยายสาธารณะเป็นประจำ รับเป็นอาจารย์ดูแลวิทยานิพนธ์สม่ำเสมอ ทำไมเขาทำได้ ผมบอกเลยว่าตลอด 7 ปีที่ทำงานมาเขาคนนี้นอนเฉลี่ยวันละ 5 ชั่วโมง เขาไม่มีลูก ไม่ต้องผ่อนบ้าน ใช้รถเก่าที่น้องทิ้งไว้ให้

ส่วนคนอื่นเป็นอย่างไร บางคนไม่รับงานบริหารเลย บางคนพยายามจำกัดการสอนอย่างยิ่ง บางคนติดป้ายหน้าห้องตลอดการทำงานจนเกือบเกษียณว่าไม่รับเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ แต่ทั้งหมดนั่นก็คือกรณียกเว้น อาจารย์ส่วนใหญ่มีภาระในชีวิตมากมาย แค่ภาระการสอนก็แย่แล้ว

ไม่ต้องมาใช้วิธีคิดแบบ methodological individualism ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องส่วนตัวชนิดที่ว่าปวดท้องถ่ายก็ไปเข้าส้วมแล้วจะได้หายปวด แต่เป็นปัญหาที่โครงสร้างระบบอุดมศึกษา ใครมีอำนาจไม่อยากแก้ก็ช่วยไม่ได้ แต่อย่ามาให้ความหวังกับสังคมแบบลมๆ แล้งๆ ว่าอุดมศึกษาไทยจะถึงระดับสากลได้ (บางมหาวิทยาลัยน่ะ ที่เขาได้อันดับโลกเพราะเขาทำงานวิชาการเก่งหรือเพราะเขาตบตาเก่งกันแน่)

หากเจียดเวลาแบ่งแรงกายมาได้ มีโอกาสแค่ไหนที่อาจาร์คนหนึ่งจะทำวิจัยได้ ต้องอาศัยเวลาวันหยุตสุดสัปดาห์ วันหยุดช่วงปิดภาคเรียน ซึ่งก็มีอยู่เพียงน้อยนิด หรือหากจะลาเพื่อเพิ่มพูนความรู้ (sabbatical leave ต้องวงเล็บภาษาอังกฤษ เพราะมันเป็นการลาแบบพิเศษ) ก็ 5-6 ปีถึงจะลาได้ครั้งหนึ่ง แล้วแต่มหาวิทยาลัย

ในสหรัฐอเมริกา มหาวิทยาลัยวิจัยไม่ได้เป็นอย่างนี้ มหาวิทยาลัยให้อาจารย์ทำงาน 9-10 เดือน อีก 2-3 เดือนจะทำวิจัยหรือเขียนงานอะไรก็ทำไป หรือหากสามารถหาทุนได้ จะขอลาเมื่อไหร่ก็ได้ แต่อย่าลา 2 ปีติดกันก็แล้วกัน หากลา sabbatical leave ก็จะไม่ได้เงินเดือน ไปกินเงินจากทุนวิจัยหรือสถาบันที่ไปนั่งเป็น visiting scholar แทน 

ในอเมริกา บางครั้งภาควิชาในมหาวิทยาลัยวิจัยจึงแทบจะไม่มีอาจารย์เหลือสอนเลย อาจารย์บางคนสอนปีเว้นปีเพราะได้ทุนวิจัยตลอด บางทีภาควิชาก็จะจ้างคนมาสอนแทนอย่างที่ผมมาสอนที่มหาวิทยาลัยวิสคอนซินปีนี้ ก็มีวิชาหนึ่งที่สอนแทนอาจารย์ที่สอนประจำอยู่แต่เขาได้ทุนไปทำวิจัย ข้อนี้อาจจะดูไม่ดีกับนักศึกษา แต่มหาวิทยาลัยชั้นนำเขาทำอย่างนี้กันถึงได้งานวิจัยเป็นกอบเป็นกำ

สำหรับทุนวิจัย มหาวิทยาลัยในไทยก็ใช่ว่าจะขาดแคลน ปัจจุบันอาจารย์มหาวิทยาลัยมีโอกาสได้ทุนวิจัยมากมาย ผมเคยบริหารกองทุนวิจัย บอกได้เลยว่าทุนมีมากกว่าที่อาจารย์ขอเสียอีก มีบ้างที่บางปีต้องสับหลีกกันบ้าง แต่นอกจากระดับคณะ ยังมีทุนระดับมหาวิทยาลัย ทุนของสถาบันสนับสนุนการวิจัยต่างๆ อีกมากมาย มีมากกว่าที่อาจารย์จะขอทุนกันเสียอีก 

แต่ทุนวิจัยมากมายนั้นก็กลับแทบจะไม่มีคนขอ เพราะถ้าไม่ใช่ว่าอาจารย์ไม่มีเวลา ไม่มีแรงคิดทำวิจัยแล้ว อาจารย์บางคณะมีโอกาสได้ทุนวิจัยจากเอกชนซึ่งให้รายได้มากกว่า ผลงานก็อาจจะไม่ต้องถูกตรวจสอบเข้มข้นเท่าทุนวิจัยทางวิชาการ ส่วนทุนวิจัยทางวิชาการนั้น ถึงจะมีให้ขอมาก แต่ทุนวิจัยก้อนหนึ่งก็จำนวนเล็กน้อย น้อยนิดจนแทบจะขยับทำอะไรไม่ได้ แล้วทุนของทางราชการส่วนมากก็ไม่มีค่าตอบแทนนักวิจัย อาจารย์บางท่านจึงไปทำวิจัยให้เอกชน เพราะได้ผลตอบแทนดีกว่าแถมได้งานวิจัยที่พอเอาไปกล้อมแกล้มขอตำแหน่งทางวิชาการได้อีก

ข้อนี้มีประเด็นประหลาดที่มหาวิทยาลัยไทยที่ผมทำงานอยู่ มหาวิทยาลัยนี้มีสถาบันวิจัยทางสังคมศาสตร์-มนุษยศาสตร์เก่าแก่อยู่ 4 สถาบัน หากเอ่ยชื่อใครๆ ก็จะต้องรู้จัก สี่สถาบันวิจัยนี้มีเงินสนับสนุนจากมหาวิทยาลัยที่อยากเรียกตัวเองว่ามหาวิทยาลัยวิจัยแห่งนี้เพียงปีละ 1 ล้านบาท นี่น้อยกว่ากองทุนวิจัยที่คณะเล็กๆ อย่างคณะผมได้รับจากมหาวิทยาลัยเสียอีก แล้ว 1 ล้านบาทนี้ไม่ใช่ว่าแต่ละสถาบันมีอำนาจบริหารเอง ต้องขอทุนจากส่วนกลาง ให้มหาวิทยาลัยเป็นผู้พิจารณาว่าจะให้กับโครงการวิจัยไหนหรือไม่ 

นี่จะถือว่าแสดงอาการง่อยเปลี้ยของสถาบันวิจัยเหล่านั้น หรือจะเรียกว่าแสดงอาการปล่อยปละละเลยการวิจัยของมหาวิทยาลัยก็แล้วแต่ แล้วหากเอ่ยชื่อผู้อำนวยการสถาบันเหล่านั้นขึ้นมา อย่างน้อยสักคนหรือสองคนก็จะต้องเป็นที่รู้จักกันทั่ว เขาเหล่านั้นก็ทำงานกันไปโดยที่ไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ สุดท้ายก็ต้องพึ่งรายได้จากเอกชน ทำให้งานวิชาการของสถาบันที่เคยมีชื่อเสียงเหล่านั้นกลายเป็นงานรับใช้แหล่งทุนเอกชน ตอบโจทย์ที่ไม่ได้แสดงความก้าวหน้าทางวิชาการอีกต่อไป

แต่จะว่าไป ทุนวิจัยของรัฐบาลก็ใช่ว่าจะไม่เป็นอุปสรรค โจทย์วิจัยของแหล่งทุนของรัฐมักจะเป็นโจทย์ที่ต้องตอบสนองนโยบายของรัฐ อย่างน้อยที่สุด ก็จะต้องเป็นโครงการวิจัยที่ตอบให้ได้ว่า ทำวิจัยไปแล้วจะให้ประโยชน์อะไรกับประเทศชาติ จุดเน้นที่ national interest นี้กลายเป็นข้อจำกัดไปอีก เช่น หากผมจะทำวิจัยเรื่องประเพณีประดิษฐ์ของรัฐเวียดนาม โดยขอทุนสถาบันวิจัยของรัฐไทย ผมก็จะต้องตอบโจทย์ให้ได้ว่า แล้วจะเป็นประโยชน์กับประเทศไทยอย่างไร 

ก็เพราะอย่างนี้แหละที่งานวิจัยของนักวิจัยไทยจึงหาทางไปตอบโจทย์ในระดับสากลได้ยาก เพราะนักวิชาการไทยจะต้องคอยคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติอยู่ตลอดเวลา นี่กลับไปประเด็นเรื่องเสรีภาพทางวิชาการ ถึงที่สุดแล้ว ความรู้ในประเทศไทยยังจะต้องตอบโจทย์ที่นักวิชาการไม่ได้ตั้งเอง ต้องตอบโจทย์ของเอกชนที่จ้าง หรือไม่ก็ต้องตอบโจทย์ของรัฐที่ให้ทุน

สรุปแล้ว ตอนนี้คงพอให้ภาพได้บ้างนะครับว่า นอกจากภาระการสอนจะเป็นอุปสรรคแล้ว โอกาสหาเวลาไปทำวิจัยก็ยากเย็นเมื่อเทียบกับในประเทศที่ผลิตงานวิจัยชั้นนำ นอกจากนั้นยังมีข้อจำกัดเรื่องทุน แต่อะไรก็ไม่เท่ากับว่า แหล่งทุนสำคัญๆ ของไทยยังไม่ส่งเสริมการทำวิจัยขั้นพื้นฐาน ยังปิดกั้นเสรีภาพทางวิชาการ ทำให้ไม่สามารถมีอิสระในการค้นคว้าได้เต็มที่ 

ทุนวิจัยอีกประเภทหนึ่งที่มีน้อยคือทุนทำวิทยานิพนธ์ ซึ่งส่วนมากก็เป็นการวิจัยพื้นฐาน แต่รัฐไทยก็กลับไม่ลงทุน แต่ผมเขียนมายืดยาวแล้ว การให้ทุนทำวิทยานิพนธ์มีเรื่องเฉพาะของตัวเอง เก็บเอาไว้เล่าตอนต่อไปดีกว่า

บล็อกของ ยุกติ มุกดาวิจิตร

ยุกติ มุกดาวิจิตร
เมื่อผมมาสอนหนังสือถึงได้รู้ว่า วันครูน่ะ เขามีไว้ปลอบใจครู ก็เหมือนกับวันสตรี เอาไว้ปลอบใจสตรี วันเด็กเอาไว้หลอกเด็กว่าผู้ใหญ่ให้ความสำคัญ แต่ที่จริงก็เอาไว้ตีกินปลูกฝังอะไรที่ผู้ใหญ่อยากได้อยากเป็นให้เด็ก ส่วนวันแม่กับวันพ่อน่ะอย่าพูดถึงเลย เพราะหากจะช่วยเป็นวันปลอบใจแม่กับพ่อก็ยังจะดีเสียกว่าที่จะให้กลายเป็นวันฉวยโอกาสของรัฐไทยอย่างที่เป็นอยู่นี้
ยุกติ มุกดาวิจิตร
รัฐประหารครั้งนี้มีอะไรใหม่ๆ หลายอย่าง ผมไม่เรียกว่าเป็นนวัตกรรมหรอก เพราะนวัตกรรมเป็นคำเชิงบวก แต่ผมเรียกว่าเป็นนวัตหายนะ 
ยุกติ มุกดาวิจิตร
ในภาคการศึกษาที่ผ่านมา ผมสอนหนังสืออยู่ที่มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-แมดิสัน เนื่องจากเป็นการสอนชั่วคราว จึงรับผิดชอบสอนเพียงวิชาเดียว แต่ผมก็เป็นเจ้าของวิชาอย่างเต็มตัว จึงได้เรียนรู้กระบวนการจัดการเรียนการสอนที่นี่เต็มที่ตลอดกระบวนการ มีหลายอย่างที่น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับการพัฒนาการศึกษาระดับอุดมศึกษาในประเทศไทย จึงอยากบันทึกไว้ ณ ที่นี้ ให้ผู้อ่านชาวไทยได้ทราบกัน
ยุกติ มุกดาวิจิตร
วันนี้ (เวลาในประเทศไทย) เป็นวันเด็กในประเทศไทย ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ผมเดินทางไปดูกิจกรรมต่างๆ ในประเทศซึ่งผมพำนักอยู่ขณะนี้จัดด้วยความมุ่งหวังให้เด็กๆ ได้เรียนรู้ แล้วก็ให้รู้สึกสะท้อนใจแล้วสงสัยว่า เด็กไทยเติบโตมากับอะไร คุณค่าอะไรที่เราสอนกัน
ยุกติ มุกดาวิจิตร
สิ้นปีเก่าขึ้นปีใหม่ปีนี้ไม่ค่อยชวนให้ผมรู้สึกอะไรมากนัก ความหดหู่จากเหตุการณ์เมื่อกลางปีที่แล้วยังคงเกาะกุมจิตใจ ยิ่งมองย้อนกลับไปก็ยิ่งยังความโกรธขึ้งและสิ้นหวังมากขึ้นไปอีก คงมีแต่การพบปะผู้คนนั่นแหละที่ชวนให้รู้สึกพิเศษ วันสิ้นปีก็คงจะดีอย่างนี้นี่เอง ที่จะได้เจอะเจอคนที่ไม่ได้เจอกันนานๆ สักครั้งหนึ่ง 
ยุกติ มุกดาวิจิตร
ผมเพิ่งกลับจากชิคาโก เดินทางไปสำรวจพิพิธภัณฑ์กับแขกผู้ใหญ่จากเมืองไทย ท่านมีหน้าที่จัดการด้านพิพิธภัณฑ์แห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ก็เลยพลอยได้เห็นพิพิธภัณฑ์จากมุมมองของคนจัดพิพิธภัณฑ์ คือเกินเลยไปจากการอ่านเอาเรื่อง แต่อ่านเอากระบวนการจัดทำพิพิธภัณฑ์ด้วย แต่ส่วนตัวผมเองก็ไม่ได้อะไรมากนักหรอก แค่ติดตามเขาไปแล้วก็เรียนรู้เท่าที่จะได้มามากบ้างน้อยบ้าง
ยุกติ มุกดาวิจิตร
เมื่อวันส่งท้ายปีเก่าพาแขกชาวไทยคนหนึ่งไปเยี่ยมชมภาควิชามานุษยวิทยาของมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน ก็เลยทำให้ได้รู้จักอีก 2 ส่วนของภาควิชามานุษยวิทยาที่นี่ว่ามีความจริงจังลึกซึ้งขนาดไหน ทั้งๆ ที่ก็ได้เคยเรียนที่นี่มา และได้กลับมาสอนหนังสือที่นี่ แต่ก็ไม่เคยรู้จักที่นี่มากเท่าวันนี้
ยุกติ มุกดาวิจิตร
วาทกรรม "ประชาธิปไตยแบบไทย" ถูกนำกลับมาใช้เสมอๆ เพื่อลดทอนความน่าเชื่อถือของแนวคิดประชาธิปไตยสากล 
ยุกติ มุกดาวิจิตร
เห็นข่าวงาน "นิธิ 20 ปีให้หลัง" ที่ "มติชน" แล้วก็น่ายินดีในหลายสถานด้วยกัน  อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์มีคนรักใคร่นับถือมากมาย จึงมีแขกเหรื่อในวงการนักเขียน นักวิชาการ ไปร่วมงานเป็นจำนวนมาก เรียกว่ากองทัพปัญญาชนต่างตบเท้าไปร่วมงานนี้กันเลยทีเดียว
ยุกติ มุกดาวิจิตร
เมื่อวาน (12 ธค. 2557) ปิดภาคการศึกษาแล้ว เหลือรออ่านบทนิพนธ์ทางมานุษยวิทยาภาษาของนักศึกษา ที่ผมให้ทำแทนการสอบปลายภาค เมื่อเหลือเวลาอีก 15 นาทีสุดท้าย ตามธรรมเนียมส่วนตัวของผมแล้ว ในวันปิดสุดท้ายของการเรียน ผมมักถามนักศึกษาว่าพวกเขาได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ ที่ไม่ได้เคยเรียนมาก่อนจากวิชานี้บ้าง นักศึกษาทั้ง 10 คนมีคำตอบต่างๆ กันดังนี้
ยุกติ มุกดาวิจิตร
ผมเพิ่งมีโอกาสได้ดูภาพยนตร์ (ขอเรียกง่ายๆ ว่า "หนัง" ก็แล้วกันครับ) เรื่องที่เป็นประเด็นใหญ่เมื่อ 2-3 วันก่อน ที่จริงก็ถ้าไม่มีเพื่อนๆ ถกเถียงกันมากมายถึงฉากเด็กวาดรูปฮิตเลอร์ ผมก็คงไม่อยากดูหรอก แต่เมื่อดูแล้วก็คิดว่า หนังเรื่องนี้สะท้อนความล้มเหลวของการรัฐประหารครั้งนี้ได้อย่างดี มากกว่านั้นคือ สะท้อนความลังเล สับสน และสับปลับของสังคมไทยได้เป็นอย่างดี
ยุกติ มุกดาวิจิตร
ผมเป็นคนหนึ่งที่ยืนยันแม้จะไม่ถึงกับต่อต้านมาตลอดว่า เราไม่ควรเปิดโครงการนานาชาติในประเทศไทย ด้วยเหตุผลสำคัญ 2-3 ประการ หนึ่ง อยากให้ภาษาไทยพัฒนาไปตามพัฒนาการของความรู้สากล สอง คิดว่านักศึกษาไทยจะเป็นผู้เรียนเสียส่วนใหญ่และจึงจะทำให้ได้นักเรียนที่ภาษาไม่ดีพอ การศึกษาก็จะแย่ตามไปด้วย สาม อาจารย์ผู้สอน (รวมทั้งผมเอง) ก็ไม่ได้ภาษาอังกฤษดีมากนัก การเรียนการสอนก็จะยิ่งตะกุกตะกัก