Skip to main content

ถ้านับย้อนกลับไปถึงช่วงปีที่ผมเริ่มสนใจงานวิชาการจนเข้ามาทำงานเป็นอาจารย์ ก็อาจนับได้ไปถึง 25 ปีที่ผมเห็นความเปลี่ยนแปลงในโลกวิชาการไทย ความเปลี่ยนแปลงใหญ่ที่สำคัญคือการบริหารงานในมหาวิทยาลัย แต่ขอยกเรื่องนั้นเอาไว้ก่อน เพราะหากค่อยๆ ดูเรื่องย่อยๆ ไปเรื่อยๆ แล้วก็น่าจะช่วยให้เห็นอะไรมากขึ้นว่า การบริหารงานวิชาการในขณะนี้วางอยู่บนระบบแบบไหน เป็นระบบที่เน้นสร้างความเป็นเลิศทางวิชาการในเชิงปริมาณหรือคุณภาพกันแน่ 

 
ส่วนหนึ่งก็จะดูได้จากการพิมพ์งานวิชาการ ดังที่ได้กล่าวไปแล้วว่า ระบบการให้ตำแหน่งทางวิชาการนั้นผูกพันกับการตีพิมพ์ผลงานทางวิชาการเป็นอย่างยิ่ง แต่โลกวิชาการไทยยังไม่จริงจังพอ หรือที่จริงควรกล่าวว่า โลกวิชาการไทยยังไม่เคยสนใจเรื่องการพิมพ์เลยอย่างเป็นระบบเลยด้วยซ้ำ
 
ขอเริ่มที่วารสารทางวิชาการ ทุกวันนี้มีการสร้างระบบการวัดคุณภาพของวารสารทางวิชาการ ซึ่งส่วนใหญ่ก็อิงกับเกณฑ์สากล แต่ของไทยเองก็มีหลายเกณฑ์มาก เช่น ของ สกว. ของ สกอ. ของ สมศ. ก็ไม่ทราบว่าทีอย่างนี้ทำไมถึงไม่ทำให้อยู่ในกรอบเดียวกันให้หมด เกณฑ์คร่าวๆ ก็เช่น จะต้องมีผู้ทรงคุณวุฒิจากต่างสถาบันอยู่ในกองบรรณาธิการในสัดส่วนเท่านั้นเท่านี้ จะต้องมีผลงานตีพิมพ์จากต่างสถาบันในสัดส่วนเท่านั้นเท่านี้ จะต้องมีผู้อ่านประเมินบทความอย่างน้อย 2 คน จากต่างสถาบันกันเท่าไหร่ก็ว่าไป จะต้องออกอย่างสม่ำเสมอ แต่ที่ตลกคือ จะต้องมีรูปเล่มแบบที่ทางราชการกำหนด แต่เอาล่ะ ก็ถือว่าเป็นการพยายามสร้างมาตรฐานการบริหารวารสารให้สูงขึ้น 
 
คำถามคือ จะสร้างมาตรฐานวารสารกันไปสูงๆ เพื่ออะไรกัน แล้วที่ยิ่งน่าตลกคือ หลายๆ สถาบันก็พยายามสร้างวารสารวิชาการกันขึ้นมามากมาย จะทำไปทำไมกันนักหนา ในเมื่อการประเมินตำแหน่งทางวิชาการแทบไม่ได้ให้ความสำคัญกับการพิมพ์ผลงานในรูปบทความวารสาร 
 
คำตอบคือ ก็เพราะการพิมพ์ผลงานบทความวารสารน่ะ ใช้นับในการประกันคุณภาพน่ะสิ ผลงานตีพิมพ์ในวารสารที่มีคณภาพสูง ก็จะได้คะแนนสูงตามไปด้วย การถูกอ้างอิงผลงานในวารสารคุณภาพสูง ก็จะได้คะแนนสูงเช่นกัน ผลอย่างหนึ่งก็คือ อาจารย์จึงได้รับแรงกดดันในพิมพ์ผลงานในวารสารทางวิชาการ ทั้งๆ ที่อาจจะนำมาใช้ประโยชน์ต่อการขำตำแหน่งไม่ได้ แต่ตำแหน่งก็ต้องขอนะครับ เพราะถ้าไม่ขอ ก็อาจถูกไล่ออกได้หากเกินระยะเวลาในสัญญา 
 
นอกจากนั้น เนื่องจากการพิมพ์ผลงานวิชาการเป็นข้อผูกพันในการจบปริญญาโทและปริญญาเอก ไม่ว่าคุณจะจบด้วยการทำวิทยานิพนธ์หรือไม่ ทางหนึ่งที่ผลงานจะได้รับการตีพิมพ์ก็คือการพิมพ์งานในวารสารวิชาการ วารสารวิชาการในมหาวิทยาลัยจึงเกิดกันเป็นดอกเห็ด มากมายผิดหูผิดตากว่าเมื่อสิบกว่าปีก่อนนี้นัก บางคณะนี่ ผมได้ยินมาว่า พยายามสร้างวารสารวิชาการขึ้นมาใหม่เพื่อรองรับการพิมพ์ผลงานของนักศึกษาโดยเฉพาะเลยทีเดียว
 
ผลอย่างหนึ่งก็คือ อาจารย์มหาวิทยาลัยขณะนี้ อย่างน้อยก็ผมคนหนึ่งล่ะ ต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการอ่านประเมินผลงาน การเป็นกองบก. การสร้างงารสารวิชาการกันยกใหญ่ แต่ในทางตรงกันข้าม ต้นฉบับคุณภาพต่ำก็ผ่านตามาเป็นจำนวนมาก บางครั้งผมก็ให้แก้แล้วแก้อีก บางครั้งก็ไม่ให้พิมพ์ไปเลย ซึ่งเขาก็อาจจะได้รับพิมพ์ในที่สุดก็ได้ เพราะหากต้องผ่านผู้ประเมินอย่างน้อย 2 คน บก. เขาก็จะส่งให้คนอ่านสัก 3 คนก็ได้ ลุ้นเอาว่าอาจจะได้อนุมัติสัก 2 จาก 3 คน แต่ผลที่สุด เราจะเห็นอย่างหนึ่งว่า คุณภาพของงานทางสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการไทยตกต่ำลงเรื่องๆ และมีรูปแบบการนำเสนอที่แข็งทื่อ กลายเป็นรายงานวิจัยเชิงคุณภาพที่เขียนแบบเชิงปริมาณมากขึ้นเรื่อยๆ
 
ผลอีกอย่างคือ ทำให้วารสารวิชาการของเอกชนที่มีคุณภาพค่อยๆ ตายไป ทำให้วารสารวิชาการของมหาวิทยาลัยที่เคยทำกันด้วยใจ ปล่อยผลงานกันอย่างสุดฝีมือ บก. ออกแบบปกอย่างเท่ เพราะทำโดยไม่ได้เดินตามกรอบมาตรฐานที่กำหนดกันอย่างคร่ำครึ รวมทั้งวารสารที่สร้างตามสปิริตของวารสารวิชาการเอกชนก่อนหน้านี้ เช่น วารสารที่ยึดเอา "สังคมศาสตร์ปริทัศน์" เป็นต้นแบบ ก็จะค่อยๆ  ตายไป บางแห่งหาต้นฉบับยากขึ้นเรื่อยๆ เพราะไม่ได้อยู่ในกรอบมาตรฐานที่จะนำไปใช้ในการประกันคุณภาพได้ ทั้งๆ ที่มีบทความที่คุณภาพทางวิชาการสูงกว่า หรืองานหลายชิ้นส่งผลสะเทือนต่อวงวิชาการไทยและนานาชาติมากกว่า เมื่อเทียบกับบทความในวารสารวิชาการของมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่
 
การที่วารสารวิชาการไทยออกกันเป็นดอกเห็ดขณะนี้ทำให้ขาดสาระสำคัญของการทำวารสารคือ วาระสำคัญ หรือ agenda หลักของวารสารนั้นๆ แล้วตาม agenda นั้น จะต้องมีใครเป็นกอง บก. รูปลักษณ์ควรเป้นอย่างไร สาระของวารสารควรเน้นไปทางไหน วารสารในต่างประเทศหรือในไทยเองก็เถอะ สมัยก่อนจะมีวาระที่ชัดเจน เพราะไม่ใช่ต้องออกตามกรอบมาตรฐาน ไม่ใช่ต้องออกเพราะความจำเป็นของระบบประกันคุณภาพอย่างในปัจจุบันเท่านั้น นี่ยังไม่นับว่า อุดมการณ์บางอย่างที่บางวารสารของเอกชนยึดมั่นนั้น กำลังจะค่อยๆ กลายเป็นอุปสรรคในการจัดทำวารสารทางวิชาการมากยิ่งขึ้น ถึงจะละชื่อไว้ ใครที่เป็นนักอ่านก็คงนึกกันออกว่าผมหมายถึงวารสารอะไรบ้าง
 
มีเกร็ดทิ้งท้ายหน่อยนึงในประเด็นนี้คือ เรื่องวารสารนานาชาติที่สูญหายไป ผมเคยเล่าเรื่องนี้แล้ว ขอไม่ลรายละเอียด ทุกวันนี้ผมก็ยังงงๆ อยู่ แต่ก็ถือเป็นเรื่องขำๆ ผมเคยได้รับแต่งตั้งให้เป็นกองบรรณาธิการวารสารที่สำนักงานที่ทรงอิทธิพลทางวิชาการของไทยแห่งหนึ่ง เพื่อให้สร้างวารสารใหม่ฉบับหนึ่ง คนในกองบรรณาธิการล้วนเป็นศาสตราจารย์กันทั้งนั้น ผมน่ะเป็นลูกไล่อาจารย์เหล่านั้นแท้ๆ เลย ร่างกรอบกันมาหนึ่งปี แต่สุดท้ายเขาเงียบหายไป แล้วมาโผล่อีกทีกลายเป็นว่าเขาเปลี่ยนระบบโดยไม่ได้แจ้งอะไรกับกอง บก. เลย ไม่รู้ว่าด้วยเหตุใด แต่นี่ก็แสดงความไม่เอาไหนของโลกวิชาการไทยในการบริหารการผลิตความรู้ได้อีกอย่างหนึ่ง
 
ส่วนหนังสือเล่มล่ะ ยิ่งเละเทะกันไปใหญ่ โลกวิชาการไทยมีสำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยอยู่ แต่สำนักพิมพ์เหล่านั้นบางทีอยู่ในสภาพโรงพิมพ์มากกว่าเป็นสำนักพิมพ์ เพราะไม่ได้มีอำนาจในการบริหารจัดการต้นฉบับ บทบาทในการผลิตหนังสือวิชาการของสำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยกลายเป็นโรงพิมพ์ตีพิมพ์ตำราที่ใช้สอนกันในชั้นเรียน มากกว่าเป็นที่พิมพ์ผลงานวิชาการที่ส่งผลสะเทือนวงวิชาการหรือส่งผลสะเทือนต่อความเข้าใจสังคม
 
ในโลกภาษาอังกฤษ ซึ่งครองตลาดหนังสือโลกอยู่ สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยมีบทบาทหลักในการผลิตหนังสือวิชาการ การผลิตตำรากลับไม่ได้เป็นบทบาทหลักของสำนักพิมพ์มหาวิทยาลับเลยด้วยซ้ำ ลองไปเปิดดูได้ครับว่า "ตำรา" สอนวิชาต่างๆ นั้น ใครกันที่พิมพ์ ส่วนสำนักพิมพ์มหาวิทยาลัย ที่มักมีชื่อว่า University of ... Press นั้น เขาพิมพ์หนังสือจากการพัฒนาวิทยานินพธ์เป็นหนังสือเล่มกัน (ซึ่งผมว่าอาจจะเป็นสัดส่วนใหญ่ที่สุดของหนังสือที่สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยพิมพ์ด้วยซ้ำ) เขาพิมพ์หนังสือวิชาการที่มาจากงานวิจัยกัน หรือพิมพ์หนังสือรวมบทความจากวารสารหรือจากบทความที่พัฒนาหลังการประชุมวิชาการ (ไม่ใช่ "proceeding" นะครับ) กันทั้งสิ้น สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยไทยแทบจะไม่มีบทบาทนี้
 
แล้วใครล่ะที่พิมพ์หนังสือวิชาการไทยที่ไม่ใช่ตำรา ในประเทศไทยบทบาทนี้เป็นของสำนักพิมพ์เอกชน หรือไม่ก็สถาบันวิชาการที่ไม่ใช่มหาวิทยาลัย แต่การพิมพ์โดยสถาบันวิชาการเหล่านี้ก็ไม่แน่นอน ขึ้นๆ ลงๆ ตามวาระของผู้บริหาร เช่น สถาบันทางวิชาการหนึ่งที่ผมเคยรู้จักดี เดี๋ยวนี้แทบไม่รู้จักกันแล้ว สถาบันนี้เคยผลิตงานวิจัยและพิมพ์งานวิชาการดีๆ เดี๋ยวนี้ก็เลิกไปแล้ว เพราะผู้บริหารใหม่ไม่ให้ความสำคัญกับงานวิชาการ สถาบันนี้มีเงินงบประมาณจากภาษีพวกเราปีละเป็นร้อยๆ ล้าน เดี๋ยวนี้เขาเอาเงินพวกเราไปสร้างส้วมให้ผู้บริหาร เอาไปตกแต่งสำนักงานใหม่ เอาไปขึ้นเงินเดือนให้ผู้อำนวยการสถาบันจนสูงยิ่งกว่านายกรัฐมนตรี เอาไปจ้างรองผู้อำนวยการที่ทำงานวิชาการไม่เป็นด้วยเงินเดือนหลักแสน
 
ส่วนการผลิตหนังสือวิชาการโดยสำนักพิมพ์เอกชนกลับมีบทบาทสูงกว่า แต่ก็ทำกันตามมีตามเกิด ไม่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐ บางสำนักพิมพ์มีเงินสนับสนุนจากองค์การระหว่างประเทศ บางสำนักพิมพ์ก็ระดมทุนกันเองในครอบครัว ส่วนคุณภาพผลงานที่ผลิตออกมาก็จึงต้องมีความก้ำกึ่ง ระหว่างการนำเสนอประเด็นที่สำนักพิมพ์ให้ความสำคัญ กับการประเมินตลาดว่าจะขายได้หรือไม่ หนังสือที่เป็นตำราสรุปความรู้ที่มีอยู่แล้วหรือนำเข้าความรู้จากต่างประเทศจึงมักจะได้รับการตีพิมพ์ ส่วนต้นฉบับที่เป็นงานวิจัย ที่เป็นการรวมเล่มบทความวิชาการ จึงมีโอกาสได้รับการพิจารณาน้อยกว่า เพราะมักมีตลาดแคบกว่าตำราเรียน 
 
โดยรวมๆ แล้ว นี่แสดงว่ารัฐไม่ได้ใส่ใจโลกของการพิมพ์อย่างเป็นระบบเลย แล้วจะทำให้วงวิชาการไทยทัดเทียมโลกวิชาการสากลได้อย่างไร ทุกวันนี้เหมือนกับว่า ผู้มีอำนาจในการบริหารงานวิชาการต่างทุ่มเทพลังงานและอำนาจไปกับการจัดการการประกันคุณภาพ แต่ไม่ได้สร้างระบบที่สร้างคุณภาพกันขึ้นมาเลย ระบบการประกันคุณภาพสร้างได้แต่ระบบวัดผลงาน แต่ระบบประกันคุณภาพจะมีส่วนในการสร้างระบบที่ผลิตผลงานอย่างไร ระบบที่ขับเคลื่อนการผลิตผลงานทั้งในจำนวนและคุณภาพที่สูงนั้นควรเป็นอย่างไร แล้วจึงค่อยมาตรวจสอบผลผลิตด้วยการประกันคุณภาพอย่างไรน่ะ มีใครเคยคิดกันบ้างไหม

บล็อกของ ยุกติ มุกดาวิจิตร

ยุกติ มุกดาวิจิตร
ช่วงนี้ผมกลับมาไทย 7 วัน ไม่รวมวันเดินทางอีกสองวัน ที่มาเพราะได้รับเชิญมาเสนอความเห็นในการ workshop งานหนึ่ง ผมก็เลยถือโอกาสนี้ใช้ทุนที่ต้องใช้สำหรับทำวิจัย เก็บข้อมูลของมหาวิทยาลัยเกียวโต ซึ่งก็มีอยู่ไม่มากนัก มาเพื่อใช้เดินทางไปเก็บข้อมูลเพิ่มเติมด้วยเลย
ยุกติ มุกดาวิจิตร
หากผมจะเลิกเรียกอาจารย์ว่าอาจารย์เสีย ก็คงไม่มีใครใส่ใจอะไร เพียงแต่ผมเองต่างหากที่ยังใส่ใจว่า อาจารย์เคยสอนหนังสือผม และอาจารย์ก็ยังเป็นนักวิชาการรุ่นอาวุโสที่อยางน้อยก็มีศักดิ์ทางวิชาการที่โลกวิชาการในสายอาชีพเดียวกับผมเขายกย่องนับถือกัน ไม่อย่างนั้นอาจารย์ก็คงไม่ได้รับการยกย่องมาจนทุกวันนี้ 
ยุกติ มุกดาวิจิตร
วันสุดท้ายของการเดินทางในภาคตะวันตกเฉียงเหนือของเวียดนาม คณะเราเดินทางกลับฮานอย แต่เส้นทางที่กลับผ่านดินแดนในตำนานสำคัญที่ผมไม่เคยแวะมาก่อน คือศาลเจ้าหุ่งม์เวือง (Đền Hùng Vương) ที่เชื่อมโยงกับตำนานไข่ร้อยฟองและกำเนิดของกลุ่มชาติพันธ์ุไต
ยุกติ มุกดาวิจิตร
จากเมืองไลและเมืองซอมา ผมกับเพื่อนร่วมทางมุ่งหน้าไปจุดหมายต่อไปคือไปพักที่เมืองถาน (Than Uyên) เมืองสำคัญของชาวไตดำอีกเมืองหนึ่ง เพื่อที่วันรุ่งขึ้นจะได้เดินทางต่อไปยังเมืองลอ (Nghĩa Lộ) โดยผ่านนาขั้นบันไดในถิ่นของชาวม้งที่อำเภอ หมู่ กัง จ่าย (Mù Căng Chải) และถิ่นฐานชาวเย้าที่ทำนา ณ เมืองลุง (Tú Lệ) แล้วพักค้างคืนที่เอียน บ๋าย (Yên Bái) ก่อนมุ่งหน้าสู่ฮานอยในอีกวันหนึ่ง ตลอดเส้นทางนี้ผมใจหายกับความเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง
ยุกติ มุกดาวิจิตร
ตลอดการเดินทาง สิ่งหนึ่งที่หนักหนาเสมอคือการดื่มกินกับคนพื้นเมือง ในการเดินทางครั้งนี้ มื้อที่แสนสาหัสที่สุดคือมื้อที่ต้องทั้งประคองตัวเอง ทั้งไม่ให้เสียน้ำใจ และทั้งไม่ให้เพื่อนร่วมทางเหน็ดเหนื่อยเกินกว่าจะร่วมทางกันต่อไปได้อย่างสนุกสนานเพลิดเพลิน
ยุกติ มุกดาวิจิตร
เมืองไลเป็นเมืองสำคัญอย่างไรในประวัติศาสตร์เวียดนาม สยาม และฝรั่งเศส คงเป็นคำถามที่ไม่มีใครสนใจนัก เพราะเมืองไลปัจจุบันกำลังกลายเป็นอดีตที่ถูกกลบเกลื่อนลบเลือนไปจนเกือบหมดสิ้น ทั้งจากน้ำเหนือเขื่อน และจากการจัดการปกครองในปัจจุบัน
ยุกติ มุกดาวิจิตร
เมืองแถงมนดั่งขอบกระด้ง เมืองคดโค้งเยี่ยงเขาควาย
ยุกติ มุกดาวิจิตร
เมื่อสักเกือบ 15 ปีก่อน ผมไปเสาะหาบ้านนาน้อยอ้อยหนูที่เมืองแถง (เดียนเบียนฟู) กับอาจารย์คำจอง นักชาติพันธ์ุวิทยาชาวไตดำ/เวียดนาม 
ยุกติ มุกดาวิจิตร
เมืองลา (Sơn La) ไม่ใช่เมืองท่องเที่ยว แทบไม่มีใครรู้จักเมืองลาแม้ว่าเมืองนี้จะมีประวัติศาสตร์สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าเดียนเบียนฟู เนื่องจากเจ้าอาณานิคมฝรั่งเศสใช้เป็นฐานในการปกครองเมืองคนไต แต่เดียนเบียนฟูโด่งดังขึ้นมาจากการที่ฝรั่งเศสแพ้พวกคอมมิวนิสต์เวียดนามอย่างราบคาบ ทำให้คนไม่ได้ทันสนใจว่า ก่อนหน้านั้นฝรั่งเศสปกครองเมืองคนไตอย่างไร แล้วมีฐานที่มั่นสำคัญอยู่ที่ไหนก่อนที่จะไปอยู่ที่เมืองแถงหรือเดียนเบียนฟู
ยุกติ มุกดาวิจิตร
ผมมาเมืองมุน (Mai Châu, Hoà Bình) ครั้งแรกเมื่อปี 1998 มาเป็นผู้ช่วยวิจัย ตอนนั้นมาเดือนกุมภาพันธ์ อากาศหนาวมากแล้วเตรียมตัวไม่พอ ยังไม่รู้จักความหนาว เมื่อมาถึงที่นี่ ได้แต่นั่งผิงไฟ ขณะนั้นเมืองมุนเริ่มเปิดให้นักท่องเที่ยวมาพัก มีโฮมสเตย์อยู่สัก 5-6 หลัง
ยุกติ มุกดาวิจิตร
ทุนมหาวิทยาลัยเกียวโตนี่ดีกว่าที่ผมคิด เดิมทีแค่รู้ว่าได้ทุนมาเพื่อทำวิจัย ซึ่งก็จะทำอะไรก็ทำไปเถอะ ตามข้อเสนอขอทุนที่เขียนไปไม่ถึงหนึ่งหน้ากระดาษ งานที่รับผิดชอบคือเสนองานสักสองครั้ง แล้วพยายามพิมพ์อะไรออกมาก็โอเคแล้ว นี่จึงถือว่าเป็นทุนชั้นยอด
ยุกติ มุกดาวิจิตร
เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาผมเดินทางด้วยรถไฟชินคันเซนจากเกียวโตไปโตเกียว มีเรื่องราวมากมายที่น่าบันทึกไว้ ณ ที่นี่ แต่เบื้องต้นขอเล่าเพียงตลาด Tsukiji ก่อน