Skip to main content

วันศุกร์ที่ผ่านมา (20 กพ. 58) ผมไปร่วมกิจกรรม 4 กิจกรรมด้วยกัน ทั้งหมดเกี่ยวกันบ้าง ไม่เกี่ยวกันบ้าง แต่อยากเล่าให้ฟังว่ามันชวนคิดและชวนตกใจมากทีเดียว 

(1) ความสุข 

ตอนสายๆ ผมฝ่าลมหนาว -20 เซลเซียสไปพบนักศึกษาปริญญาโทคนหนึ่ง เขาเป็นคนม้งอเมริกัน มาขอสัมภาษณ์เพื่อเป็นการบ้านวิชาภาษาไทยที่เขาเรียนอยู่ เขาทำรายงานสั้นๆ เรื่อง "ความสุข" นักศึกษาคนนี้ถามผมไม่กี่คำถาม แต่เป็นคำถามที่ตอบยากมากเลย เขาถามว่าความสุขคืออะไร ความสุขของคุณคืออะไร ตอนนี้มีความสุขหรือยัง คิดว่าความสุขของแต่ละคนแตกต่างกันหรือไม่  

ผมตอบไปว่า ก็อย่างที่ผมเป็นอยู่ตอนนี้แหละ ผมถือว่ามีความสุขแล้ว เขาถามต่อว่า แล้วคนที่เข้าหาศาสนาหรือมีครอบครัวแล้วมีลูกล่ะ คิดว่าเป็นความสุขไหม ผมก็ตอบว่า ก็แล้วแต่เขาสิ ความสุขแต่ละคนก็คงแตกต่างกัน บางทีเราก็คิดว่าชีวิตคนอื่นมีความสุข ชีวิตเราไม่มีความสุข ผมบอกเขาไปอีกว่า บางทีคนที่คิดถามเรื่องความสุขคงเป็นคนที่มีเวลาว่างมากๆ คนทำงานหนัก คนหาเช้ากินค่ำคงมีความสุขแบบของเขาที่ไม่ได้มาคิดอ่านเป็นระบบ แค่มีความสุขประจำวัน ได้ดูหนัง ดูละคร ได้กินของอร่อย หรือไม่ก็ความสุขรายปี ได้หยุดตรุษจีน สงกรานต์ ปีใหม่ นานๆ ได้พบเพื่อนฝูง พบญาติที่น้องที เขาก็พอใจแล้วก้ได้ 

บางคนอาจตั้งเป้าชีวิตไว้อย่างหนึ่ง แต่อาจไม่มีความสุขสักทีเพราะไม่สามารถบรรลุเป้าได้สักที อย่างคนที่อยากรวย ก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะรวยสักที เขามั่งคั่งขึ้นเรื่อยๆ แล้วก็ไม่หยุดสร้างความมั่งคั่ง เขาก็อาจไม่มีความสุขกันสักที บางทีความสุขก็เป็นเรื่องการมองชีวิตคนอื่น ผมบอกเขาไปว่า อย่างคนอยู่ในเมืองบางคนก็มองว่าชีวิตบนดอย ชีวิตชนบทมีความสุข ส่วนคนบนดอยบางคน คนชนบทบางคน ก็มองว่าชีวิตชาวเมืองมีความสุข คนสองกลุ่มก็อาจมีความสุขเมื่อได้มาอยู่ในที่ที่พวกเขาคิดว่าดีสักชั่วระยะหนึ่ง แต่เมื่อตั้งใจจะอยู่จริงๆ ก็ไม่มีความสุข 

(2) อาวุธอวกาศ

ตอนเที่ยง เหมือนทุกเที่ยววันศุกร์ มีรายการ "ศุกร์เสวนา" ของศูนย์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา วันศุกร์นี้ผมไปฟังบรรยายของนักประวัติศาสตร์ชื่อดังคนหนึ่ง เขาศึกษาเรื่องประวัติศาสตร์เฮโรอีนมาก่อน เชี่ยวชาญเวียดนาม ฟิลิปปินส์ และการเมืองอเมริกัน สนใจความรุนแรงโดยรัฐ ความรุนแรงทางการเมือง ล่าสุดเขากำลังเขียนหนังสือเรื่องเกี่ยวกับเทคโนโลยีสงครามของสหรัฐอเมริกา เขาแบ่งยุคการสงครามของสหรัฐฯ ตามเทคโนโลยีออกเป็นสี่ยุค  

หนึ่ง คือยุคแรกรเิ่มใช้เทคโนโลยีในปลายศตวรรษที่ 19 ในสงครามในฟิลิปปินส์ ตอนนี้ผมฟังไม่ค่อยถนัดเพราะง่วง สอง คือช่วงสงครามเวียดนาม ตอนนี้ผมหูผึ่งหน่อยเพราะสนใจเรื่องเวียดนามอยู่แล้ว เป็นการใช้เทคโนโลยีการคำนวนทางสถิติและมีเครื่องมือไฮเทคหลายอย่าง สาม คือยุคปัจจุบันที่ใช้การโจมตีทางอากาศ การหาเป้าที่แม่นยำ และเทคโนโลยีโดรน ซึ่งที่จริงสหรัฐฯ พัฒนามาตั้งแต่ช่วงสงครามเวียดนามแล้ว สี่ คือเทคโนโลยีอวกาศ ที่พัฒนาเครือข่ายดาวเทียม การแข่งกันระหว่างหรัฐฯ กับจีน ในการสร้างดาวเทียมและเครือข่ายเคเบิลที่ทั้งเพื่อโจมตีและป้องกัน และพร้อมที่จะทำงานแทนที่กันทันที 

ข้อสรุปของนักประวัติศาสตร์คนนี้น่าสนใจมากตรงที่ว่า หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ชัดเจนว่าทั่วโลกสร้างอำนาจแบบใหม่ขึ้นมาที่เรียกว่า อำนาจอธิปไตย (sovereignty) ซึ่งป้องกันการแทรกแซงจากอำนาจภายนอก แต่สิ่งที่สหรัฐอเมริกาและประเทศมหาอำนาจกำลังทำกันในขณะนี้คือการสร้างอำนาจข้ามอำนวจอธิปไตยเหล่านี้ เป็นเหมือนการสร้างจักรวรรดิผ่านอำนาจทางเทคโนโลยีระดับสูงที่มีอำนาจทำล้ายล้างแม่นยำและทรงพลังด้วย  

แม้หลายคนจะเห็นว่าเรื่องนี้ก็ดูเหมือนรู้ๆ กันอยู่ แต่ผมว่าการที่นักประวัติศาสตร์แท้ๆ มาทำวิจัยเรื่องแบบนี้ แล้วเชื่อมประเด็นไปยังการเมืองโลกในปัจจุบัน แล้วลากกลับไปในอดีตให้เห็นความต่อเนื่องของประวัติศาสตร์ แบบที่มีหลักฐานหนาแน่น เป็นเรื่องแปลกใหม่มากทีเดียว 

(3) สงครามลับ 

ตกบ่าย เดิมทีผมรับหน้าที่ฉายภาพยนตร์ในห้องเรียน "มานุษยวิทยาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้" ที่อาจารย์คนหนึ่งฝากไว้ แล้วอาจารย์อีกคนหนึ่งก็จะมาบรรยายต่อ แต่อาจารย์ที่จะมาบรรยายต่อขอเปลี่ยนโปรแกรม ขอบรรยายคนเดียวเต็มๆ เลย ผมก็เลยได้โอกาสนั่งฟังบรรยายของอาจารย์ท่านนี้ เป็นเรื่องน่าตื่นตาตื่นใจมาก เขาบรรยายประกอบภาพถ่ายที่น่าตกใจหลายภาพเรื่อง "สงครามลับหลังสงครามลับ" ในลาว คำบรรยายช่วยให้เข้าใจเรื่องหลายๆ เรื่องมากยิ่งขึ้น และล้วนเป็นเรื่องที่ไม่เคยได้ยินใครที่ไหนพูดถึงอย่างเป็นระบบจากงานวิจัยที่ละเอียดครอบคลุมอย่างนี้มาก่อน 

ผมขอเล่าแค่สั้นๆ เพราะเป็นงานที่อาจจะยังไม่ได้มีการเผยแพร่ดีนัก และหากเล่ามากผมอาจจะลำบากไปด้วยเพราะจะกระทบใครหลายคนมาก แต่เรื่องนี้น่าจะเป็นวิทยานิพนธ์ของอาจารย์คนนี้มาก่อน เขาเล่าถึงกองกำลังติดอาวุธที่ทำสงครามกองโจรพยายามโค่นล้มรัฐบาลคอมมิวนิสต์ของลาว กองกำลังเหล่านี้ปฏิบัติการอย่างแข็งขัน มากบ้างเล็กบ้าง ตั้งแต่หลังสหรัฐฯ ถอนทหารในปี 1975  

กองกำลังเหล่านี้มีหลายกลุ่ม ที่ใหญ่ๆ มีสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งพัฒนามาจากกลุ่มที่เคยได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ มีเป้าหมายฟื้นฟูประเทศลาวแบบเก่า อีกกลุ่มมีเป้าหมายสร้างรัฐใหม่ขึ้นมาของคนกลุ่มหนึ่ง กลุ่มนี้ได้รับการสนับสนุนจากประเทศเพื่อนบ้านสองประเทศ นอกจากนั้นยังมีกองกำลังย่อยๆ อีกมากมาย ทั้งที่สร้างกันขึ้นมาเองโดยมีฐานอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน และที่ได้รับการสนับสนุนจากบางประเทศในยุโรป  

จนกระทั่งปี 1989 ที่รัฐบาลชาติชายมีนโยบายเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า กองกำลังเหล่านี้ทั้งหมดทุนไปเองและต้องเลิกไปเพราะผู้นำถูกล่าสังหารด้วยการร่วมมือกันของรัฐบาลมากกว่าหนึ่งประเทศ ในสหรัฐฯ บางกลุ่มยังเคลื่อนไหวอยู่จนกระทั่งในทศวรรษ 2000 ก็ยังมีบางกลุ่มมีปฏิบัติการทางทหารอยู่  

ฟังเรื่องนี้แล้วนอกจากเข้าใจอะไรมากขึ้นยังทำให้ได้ภาพประเทศลาวที่แทบจะไม่ต่างจากพม่า ที่กลุ่มชาติพันธ์ุต่างๆ มีกองกำลังติดอาวุธต่อสู้กับรัฐบาลมากมาย 

(4) แคปิตะลิสม์ 

ตกเย็น ผมนัดเจอกับนักศึกษาปริญญาเอกชาวอเมริกันผิวขาวคนหนึ่ง เขากำลังสนใจอ่าน "แคปิตะลิสม์" ของสุภา ศิริมานนท์ เขาให้ผมช่วยอ่านและถกเถียงกับเขา อ่านกันมาได้ไม่มากหน้านัก ผมตั้งใจว่าหากอ่านจบหรือใกล้จบก็ว่าจะเขียนอะไรบันทึกไว้สักหน่อยว่าได้อะไรบ้าง 

ที่น่าสนใจคือ เมื่ออ่านหนังสือภาษาไทยที่ซับซ้อนกับคนที่ไม่ใช่เจ้าของภาษา แล้วก็ได้คิดกับภาษาตัวเองมากขึ้น แล้วทำให้การอ่านมีรสชาติอีกแบบหนึ่ง คำบางคำที่ไม่เคยสนใจจริงจังหรือบางทีมองข้ามไปเนื่องจากอ่านเร็วๆ เพราะถือว่าเป็นเจ้าของภาษา แต่เมื่อต้องมาอธิบายให้คนต่างภาษาฟัง ก็กลับต้องคิดมากขึ้น ยิ่งเป็นคำศัพท์ทางวิชาการและคำศัพท์ประดิษฐ์ประดอยของนักเขียนรุ่นสุภา ยิ่งมีคำยากหลายคำ 

ผมอ่านหนังสือนี้กับนักศึกษาคนนี้มาได้สักเดือนกว่าแล้ว แต่ด้วยวิธีอ่านอย่างละเอียด ขณะนี้จึงไปได้แค่เพียง 2 บทเท่านั้น แต่ก็มีอะไรสนุกมากมาย เช่นวันนี้ อ่านแล้วเกิดคำถามมากมายว่า ทำไมสุภาจึงเลือกเขียนถึงสังคมทุนนิยมในสหรัฐฯ แทนที่จะเป็นในอังกฤษอย่างที่มาร์กซ์สนใจ สงสัยต่อไปว่ามาร์กซ์เขียนถึงสหรัฐฯ อย่างไร แค่ไหน มาร์กซิสต์ยุคแรกๆ เขียนถึงสหรัฐฯ เมื่อไหร่ อย่างไร นึกได้คนเดียวคือกรัมชีที่วิเคราะห์ Fordism อย่างเป็นเรื่องเป็นราวมาก แล้วในสมัยที่สุภาเขียนหนังสือเล่มนี้ เขาอยู่ในสภาพแวดล้อมอะไร เขาเริ่มเห็นอิทธิพลของสหรัฐฯ จึงเขียนถึงหรือ หรือว่ามีบริบททางวิชาการอะไร  

แล้วการเขียนถึงสหรัฐฯ ของสุภากยังน่าสนใจที่ว่า เขาเลือกเขียนถึง "กำเนิด" ประเทศสหรัฐฯ โดยเชื่อมการค้าทาสกับกำเนิดทุนนิยมในสหรัฐฯ อันเนื่องมาจากการขยายพลังการผลิตจากยุโรป ประเด็นที่น่าสนใจในคำอธิบายพัฒนาการประวัติศาสตร์สายเดี่ยวเส้นตรงแบบมาร์กซ์คือ จะเข้าใจ "การค้าทาส" แบบสหรัฐฯ อย่างไร แล้วสหรัฐฯ ก็ไม่ได้เป็นสังคมที่ค่อยๆ วิวัฒนาการมาเป็นลำดับแบบยุโรปแบบที่มาร์กซ์ศึกษา ทำให้การอธิบายสหรัฐฯ ก็ไม่ต่างจากรัสเซียหรือจีน ที่เป็นสังคมก้าวกระโดด ไม่ได้มีสังคมฟิวดัลมาก่อน ไม่ได้ผ่านการปฏิวัติอุตสาหกรรมแล้วจึงเป็นสังคมทุนนิยม แล้วกลับมีทาสมาคั่นกลาง นี่ทำให้งานของสุภาดูมี originality ขึ้นมาทีเดียว 

จบวันศุกร์ จากเรื่องความสุข จักรวรรดิ์นิยมใหม่กับเทคโนโลยีสงคราม ไปถึงเรื่องสงครามกองโจรหลังยุคสงครามเวียดนาม แล้วจบวันด้วยประวัติศาสตร์นิพนธ์มาร์กซิสม์ของสุภา ทำให้ผมก็ยังงงไม่หายว่าวันนี้ทำไมเกิดเรื่องราวแปลกใหม่ไม่ปะติดปะต่อกันมากนัก แต่ทั้งหมดก็ทำให้มองโลกเปลี่ยนไปไม่น้อยทีเดียว

บล็อกของ ยุกติ มุกดาวิจิตร

ยุกติ มุกดาวิจิตร
ตกใจเหมือนกันที่ Divas Cafe จะเลิกออกอากาศแล้ว อยากบันทึกสั้นๆ ว่าผมดีใจ ภูมิใจ ปลื้มใจ ที่เคยได้เป็นแขกในรายการดีว่าส์ คาเฟ่ เป็นรายการที่ไปคุยด้วยสนุกมาก พิธีกรรุกเร้ามาก เวลาสั้นจนต้องปรับจังหวะการพูดให้เร็วมาก แถมบางครั้งยังต้องหาจังหวะแย่งพิธีกรพูดอีก
ยุกติ มุกดาวิจิตร
เกียวโตไม่ใช่เมืองที่ผมไม่เคยมา ผมมาเกียวโตน่าจะสัก 5 ครั้งแล้วได้ มาแต่ละครั้งอย่างน้อย ๆ ก็ 7 วัน บางครั้ง 10 วันบ้าง หรือ 14 วัน ครั้งก่อน ๆ นั้นมาสัมมนา 2 วันบ้าง 5 วันบ้าง หรือแค่ 3 ชั่วโมงบ้าง แต่คราวนี้ได้ทุนมาเขียนงานวิจัย จึงเรียกได้ว่ามา "อยู่" เกียวโตจริง ๆ สักที แม้จะช่วงสั้นเพียง 6 เดือนก็ตาม เมื่ออยู่มาได้หนึ่งเดือนแล้ว ก็อยากบันทึกอะไรไว้สักเล็กน้อยเกี่ยวกับการใช้ชีวิตที่นี่
ยุกติ มุกดาวิจิตร
นักวิชาการญี่ปุ่นที่ผมรู้จักมากสัก 10 กว่าปีมีจำนวนมากพอสมควร ผมแบ่งเป็นสองประเภทคือ พวกที่จบเอกจากอังกฤษ สหรัฐอเมริกา กับพวกที่จบเอกในญี่ปุ่น แต่ทั้งสองพวก ส่วนใหญ่เป็นทั้งนักดื่มและ foody คือเป็นนักสรรหาของกิน หนึ่งในนั้นมีนักมานุษยวิทยาช่างกินที่ผมรู้จักที่มหาวิทยาลัยเกียวโตคนหนึ่ง ค่อนข้างจะรุ่นใหญ่เป็นศาสตราจารย์แล้ว
ยุกติ มุกดาวิจิตร
สองวันก่อนเห็นสถาบันวิจัยชื่อดังแห่งหนึ่งในประเทศไทยนำการเปรียบเทียบสัดส่วนทุนวิจัยอย่างหยาบ ๆ ของหน่วยงานด้านการวิจัยที่ทรงอำนาจแต่ไม่แน่ใจว่าทรงความรู้กี่มากน้อยของไทย มาเผยแพร่ด้วยข้อสรุปว่า ประเทศกำลังพัฒนาเขาไม่ทุ่มเทลงทุนกับการวิจัยพื้นฐานมากกว่าการวิจัยประยุกต์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งควรส่งเสริมการทำวิจัยแบบที่สามารถนำไปต่อยอดทำเงินได้ให้มากที่สุด
ยุกติ มุกดาวิจิตร
ต้นปีนี้ (ปี 2559) ผมมาอ่านเขียนงานวิจัยที่มหาวิทยาลัยเกียวโต ผมมาถึงเมื่อวานนี้เอง (4 มกราคม 2559) เอาไว้จะเล่าให้ฟังว่ามาทำอะไร มาได้อย่างไร ทำไมต้องมาถึงที่นี่
ยุกติ มุกดาวิจิตร
นับวัน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จะยิ่งตกต่ำและน่าอับอายลงไปทุกที ล่าสุดจากถ้อยแถลงของฝ่ายการนักศึกษาฯ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อันถือได้ว่าเป็นการแสดงท่าทีของคณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยต่อการแสดงออกของนักศึกษาในกรณี "คณะส่องทุจริตราชภักดิ์" ที่มีทั้งนักศึกษาปัจจุบันและศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์รวมอยู่ด้วย ผมมีทัศนะต่อถ้อยแถลงดังกล่าวดังนี้
ยุกติ มุกดาวิจิตร
สำหรับการศึกษาระดับสูง ผมคิดว่านักศึกษาควรจะต้องใช้ความคิดกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างเป็นระบบ เป็นชุดความคิดที่ใหญ่กว่าเพียงการตอบคำถามบางคำถาม สิ่งที่ควรสอนมากกว่าเนื้อหาความรู้ที่มีอยู่แล้วคือสอนให้รู้จักประกอบสร้างความรู้ให้เป็นงานเขียนของตนเอง ยิ่งในระดับปริญญาโทและเอกทางสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ถึงที่สุดแล้วนักศึกษาจะต้องเขียนบทความวิชาการหรือตัวเล่มวิทยานิพนธ์ หากไม่เร่งฝึกเขียนอย่างจริงจัง ก็คงไม่มีทางเขียนงานใหญ่ ๆ ให้สำเร็จด้วยตนเองได้ในที่สุด 
ยุกติ มุกดาวิจิตร
ผมไม่เห็นด้วยกับการเซ็นเซอร์ ไม่เห็นด้วยกับการห้ามฉายหนังแน่ๆ แต่อยากทำความเข้าใจว่า ตกลงพระในหนังไทยคือใคร แล้วทำไมรัฐ ซึ่งในปัจจุบันยิ่งอยู่ในภาวะกะลาภิวัตน์ อนุรักษนิยมสุดขั้ว จึงต้องห้ามฉายหนังเรื่องนี้
ยุกติ มุกดาวิจิตร
ใน บทสัมภาษณ์นี้ (ดูคลิปในยูทูป) มาร์แชล ซาห์ลินส์ (Marshall Sahlins) นักมานุษยวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยชิคาโกให้สัมภาษณ์ต่อหน้าที่ประชุม ซาห์สินส์เป็นนักมานุษยวิทยาอเมริกันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งที่แวดวงมานุษยวิทยายังหลงเหลืออยู่ในปัจจุบัน เขาเชี่ยวชาญสังคมในหมู่เกาะแปซิฟิค ทั้งเมลานีเชียนและโพลีนีเชียน ในบทสัมภาษณ์นี้ เขาอายุ 83 ปีแล้ว (ปีนี้เขาอายุ 84 ปี) แต่เขาก็ยังตอบคำถามได้อย่างแคล่วคล่อง ฉะฉาน และมีความจำดีเยี่ยม
ยุกติ มุกดาวิจิตร
การรับน้องจัดได้ว่าเป็นพิธีกรรมอย่างหนึ่ง เป็นพิธีกรรมที่วางอยู่บนอุดมการณ์และผลิตซ้ำคุณค่าบางอย่าง เนื่องจากสังคมหนึ่งไม่ได้จำเป็นต้องมีระบบคุณค่าเพียงแบบเดียว สังคมสมัยใหม่มีวัฒนธรรมหลายๆ อย่างที่ทั้งเปลี่ยนแปลงไปและขัดแย้งแตกต่างกัน ดังนั้นคนในสังคมจึงไม่จำเป็นต้องยอมรับการรับน้องเหมือนกันหมด หากจะประเมินค่าการรับน้อง ก็ต้องถามว่า คุณค่าหรืออุดมการณ์ที่การรับน้องส่งเสริมนั้นเหมาะสมกับระบบการศึกษาแบบไหนกัน เหมาะสมกับสังคมแบบไหนกัน เราเองอยากอยู่ในสังคมแบบไหน แล้วการรับน้องสอดคล้องกับสังคมแบบที่เราอยากอยู่นั้นหรือไม่ 
ยุกติ มุกดาวิจิตร
การได้อ่านงานทั้งสามชิ้นในโครงการวิจัยเรื่อง “ภูมิทัศน์ทางปัญญาแห่งประชาคมอาเซียน” ปัญญาชนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (และที่จริงได้อ่านอีกชิ้นหนึ่งของโครงการนี้คืองานศึกษาปัญญาชนของพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามคนสำคัญอีกคนหนึ่ง คือเจื่อง จิง โดยอ.มรกตวงศ์ ภูมิพลับ) ก็ทำให้เข้าใจและมีประเด็นที่ชวนให้คิดเกี่ยวกับเรื่องปัญญาชนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากขึ้น ผมคงจะไม่วิจารณ์บทความทั้งสามชิ้นนี้ในรายละเอียด แต่อยากจะตั้งคำถามเพิ่มเติมบางอย่าง และอยากจะลองคิดต่อในบริบทที่กว้างออกไปซึ่งอาจจะมีประโยชน์หรือไม่มีประโยชน์กับผู้วิจัยและผู้ฟังก็สุดแล้วแต่
ยุกติ มุกดาวิจิตร
เชอร์รี ออร์ตเนอร์ นักมานุษยวิทยาผู้เชี่ยวชาญเนปาล แต่ภายหลังกลับมาศึกษาสังคมตนเอง พบว่าชนชั้นกลางอเมริกันมักมองลูกหลานตนเองดุจเดียวกับที่พวกเขามองชนชั้นแรงงาน คือมองว่าลูกหลานตนเองขี้เกียจ ไม่รู้จักรับผิดชอบตนเอง แล้วพวกเขาก็กังวลว่าหากลูกหลานตนเองไม่ปรับตัวให้เหมือนพ่อแม่แล้ว เมื่อเติบโตขึ้นก็จะกลายเป็นผู้ใช้แรงงานเข้าสักวันหนึ่ง (ดู Sherry Ortner "Reading America: Preliminary Notes on Class and Culture" (1991))