Skip to main content

ผมมาเมืองมุน (Mai Châu, Hoà Bình) ครั้งแรกเมื่อปี 1998 มาเป็นผู้ช่วยวิจัย ตอนนั้นมาเดือนกุมภาพันธ์ อากาศหนาวมากแล้วเตรียมตัวไม่พอ ยังไม่รู้จักความหนาว เมื่อมาถึงที่นี่ ได้แต่นั่งผิงไฟ ขณะนั้นเมืองมุนเริ่มเปิดให้นักท่องเที่ยวมาพัก มีโฮมสเตย์อยู่สัก 5-6 หลัง

 

ต่อ ๆ มา ผมมาเมืองมุนอีกหลายครั้ง แต่ส่วนใหญ่ใช้เมืองมุนเป็นที่พักทางผ่าน ไม่ได้ใส่ใจมากนัก เพราะเห็นว่าเป็นเมืองท่องเที่ยว และเห็นว่าคนที่นี่มีอิทธิพลของคนเวียดนามมาก จะสื่อสารกับคนที่นี่ด้วยภาษาไตสำเนียงที่ผมพูดเป็นก็ไม่ได้ คนที่นี่พูดต่างออกไป
แต่มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ทำให้ผมค่อยๆ ผูกพันกับเมืองมุน สิ่งหนึ่งคือการมีเพื่อนเป็นคนเมืองมุน เพื่อนคนนี้ชื่อ เกวี๊ยด (Quyết) ผมกับเกวี๊ยดรู้จักกันเกินกว่า 10 ปีแล้ว จากการแนะนำของเพื่อนญี่ปุ่นอีกคนที่เคยมาทำวิจัยที่นี่ ตอนนั้นเขาทำงานเป็นไกด์อยู่เมืองซาปา เมืองท่องเที่ยวทางเหนือของเวียดนาม เมื่อไหร่ก็ตามที่เขากลับบ้าน เขาจะต้องนั่งรถไฟค้างคืนลงมาที่ฮานอย แล้วรอเวลากว่ารถบัสจะออกจากฮานอยก็ต้องสาย ๆ เกวี๊ยดจึงหาที่พักผ่อนก่อนเดินทางต่อ เขาก็เลยมาขอพักด้วยที่ฟอพักผมในช่วงเช้า มาอาบน้ำล้างหน้า แล้วเดินทางต่อ
คบกันไปกันมาสักระยะ ผมก็ขอเดินทางมากับเขาด้วย อยากรู้ว่าถ้าเดินทางแบบเขาแล้วจะเป็นอย่างไร เราสองคนไปท่ารถบัสแต่เช้า นั่งรถบัสจากฮานอย แล้วต้องไปต่อรถบัสอีกคัน ที่มีคนแน่น ต้องยืนไปตลอดทาง รถแน่นคนไม่พอ ยังมีหมูหมากาไก่ติดรถมาด้วยเต็มไปหมด แถมพอรถวิ่งมาได้กลางทาง ก็เกิดหม้อน้ำระเบิดต่อหน้าต่อตาขณะยืนอยู่หลังคนขับ ก็ต้องหยุดรอกันเป็นชั่วโมง กว่าจะถึงก็เย็นค่ำเลย แต่ก็หายเหนื่อย เพราะเย็นนั้นที่บ้านเพื่อนจัดงาน "กินข้าวเหมอ" คือกินข้าวใหม่นั่นแหละ ก็ดื่มกินกันอย่างไม่รู้จะเรียกว่าคลายเหนื่อยหรือยิ่งเพิ่มความเหน็ดเหนื่อย
ที่ทำให้ผูกพันกับเมืองมุนมากขึ้นอีกก็คือการที่ได้มาวิจัยเรื่องโครงการสอนภาษาและอักษรไตที่นี่ ทำให้ได้รู้จักเจ้าหน้าที่รัฐที่นี่หลายคน ระหว่างการวิจัยต้องดื่มกินกับนายอำเภอและเจ้าหน้าที่หนักมาก ทั้งเมาทั้งต้องจดจำสิ่งต่างๆ ดื่มไปบันทึกไป คนที่นี่แนะนำให้ได้รู้จักกับเหล้าชั้นดี ชื่อ เหล้า "มายหะ" มายหะคืออีกชื่อหนึ่งของเมืองมุน เมื่อไปมาติดต่อกันบ่อยเข้า เจ้าหน้าที่หลายคนจำหน้าผมได้ บางครั้งระหว่างเดินทางผ่านแถวเมืองมุนแล้วแวะกินข้าว เจ้าหน้าที่เห็นผมกินข้าวอยู่ก็จ่ายมื้ออาหารให้โดยไม่บอกกล่าว
ผมมาเมืองมุนอีกหลายครั้ง แต่ที่ประทับใจมากอีกครั้งหนึ่งคือเมื่อพานักศึกษามาทัศนศึกษาที่นี่ 2 ครั้ง ครั้งแรก 70 คน อีกครั้ง 30 คน ในการมาครั้งแรก ผมค่อนข้างกังวลว่าจะเอาลูกคนอื่นเขามาตกบันไดเรือน มาท้องไส้เสีย มามีอันตรายอะไรหรือเปล่า แต่ชาวบ้านดูแลต้อนรับเป็นอย่างดี ขณะนั้น เมืองมุนเริ่มเปลี่ยนไปมาก หมู่บ้านท่องเที่ยวขยายตัวมากขึ้น แต่บ้านเพื่อนผมก็ยังคงเป็นชายขอบของหมู่บ้านท่องเที่ยว
ขณะนั้นเกวี๊ยดมีลูกอายุสองขวบแล้ว เกวี๊ยดกังวลว่าลูกสาวป่วยไข้บ่อย ลุงเขาบอกให้หาคนมารับเป็นพ่อเลี้ยง ก็เลยมาขอให้ผมเป็นพ่อเลี้ยงให้ เขาก็จัดพิธีไหว้ผีเรือน (ผีบรรพบุรุษนั่นแหละ) บอกกล่าวให้ผีเรือนรับรู้ว่าจะให้ผมช่วยเป็นพ่อเลี้ยงให้ แล้วผมก็เอาด้ายคล้องคอให้ ลูกเกวี๊ยดชื่อ วี เป็นภาษาไตแปลว่าพัด จากนั้นมา ผมก็ได้ข่าวว่าวีแข็งแรงขึ้นเป็นลำดับ เมื่อผ่านเมืองมุนมาอีกครั้งหลายปีก่อน ผมหาสร้อบเงินมาให้ใส่แทนด้าย แต่หลังจากนั้นก็ไม่ได้เจอวีอีกเลย
จนวันนี้วีอายุ 7 ขวบ เรียนชั้นประถม 1 วีแข็งแรงร่างเริงมาก แถมวียังมีน้องสาวอีกคน ชื่อ ลิงญ์ หน้าตาเหมือนพี่สาวและเหมือนแม่ชนิดถอดพิมพ์มาเลย ลิงญ์แข็งแรง เลี้ยงง่ายกว่าวี
แต่เมืองมุนทุกวันนี้เปลี่ยนไปอีกขั้นหนึ่ง เกวี๊ยดกำลังก้าวเข้าสู่เวทีการเมืองท้องถิ่น ส่วน เวิน เมียเขาก็ทำธุรกิจท่องเที่ยวเป็นล่ำเป็นสัน ร่วมมือกับพี่ชายเกวี๊ยดชื่อ กวน และเมียพี่ชายเกวี๊ยด ชื่อ ถูย ขยายกิจการโฮมสเตย์ ซื้อบ้านอีกหลัง ต่อเติมบ้านเดิม ตอนนี้ละแวกบ้านเกวี๊ยดที่เคยเป็นเกษตรกรเป็นหลัก ก็แปลงบ้านรับนักท่องเที่ยวกันหมด เมียเกวี๊ยดไปซื้อรถสนามกอล์ฟมาขับบริการนักท่องเที่ยว บ้านอื่นๆ ก็ทำตามบ้าง เมืองมุนแทบจะกลายเป็น "สวนแสดงชีวิตคนแปลก ๆ" เข้าไปทุกที ที่นาก็กลายเป็นเรือนรับรอง ร้านอาหาร รับนักท่องเที่ยวมากขึ้น
อย่างไรเสียโลกก็ต้องเปลี่ยนแปลง อย่างไรเสียชีวิตคนก็ต้องพัฒนาขึ้น ผมไม่อยากคิดอะไรมาก ได้แต่ดื่มกินสังสรรค์กับเพื่อน ดีใจที่ได้เจอกันอีก ดีใจที่ได้เห็นเพื่อนและครอบครัวมีความสุข มีความก้าวหน้าขึ้น

บล็อกของ ยุกติ มุกดาวิจิตร

ยุกติ มุกดาวิจิตร
ท่านถามอย่างนี้กับสื่อมวลชน ต่อหน้าสาธารณชน ใครเขาจะกล้าตอบ ก็ในเมื่อท่านมีปืนอยู่ในมือ ใครเอาปืนจี้หัวท่านไว้แล้วท่านจะตอบความในใจที่ขัดความรู้สึกเขาได้ไหมล่ะ เรื่องแค่นี้น่าจะเข้าใจนะ
ยุกติ มุกดาวิจิตร
หลังจากพินิจพิเคราะห์แล้วว่า ท่านผู้นำกำลังจะหมดเรื่องพล่ามในไม่ช้า เพราะเริ่มวนเวียนและเล่าเรื่องตัวเองมากขึ้น ท่านจึงควรหาความรู้รอบตัวมากขึ้น ก็เลยขอตามกระแส แนะนำหนังสือให้ท่านอ่าน ก็ไม่รู้จะ tag ท่านยังไง แต่คิดว่า เขียนใส่ขวดลอยไปก็อาจจะลอยไปถึงตีนบันไดบ้านท่านบ้างสักวัน ก็ขออนุญาตแนะนำดังนี้ครับท่าน
ยุกติ มุกดาวิจิตร
เห็นท่านผู้นำไม่นิยมผู้หญิง เพราะในคณะรัฐบาลท่านมีผู้หญิงเพียง 2 คน ผมก็เลยขอแนะนำท่านว่า ผู้หญิงทำงานความคิดเก่งๆ มีมากมาย ไม่ใช่ให้ลูกน้องเอาผู้หญิงมาเต้นโป๊เปลือยดูกันในค่ายทหารเท่านั้น แต่ก็เอาล่ะ ขอแนะนำนักมานุษยวิทยาสตรีที่ผมชื่นชอบสัก 10 คนก็แล้วกัน
ยุกติ มุกดาวิจิตร
เรามีปาก เขามีปืน เราขัดขืน เขาข่มเหงเรานักเขียน เขานักเลง เรายำเกรง เขาลำพอง
ยุกติ มุกดาวิจิตร
ใครที่รู้จักอาคารดังๆ ของแฟรงค์ ลอยด์ ไรท์ (Frak Lloyd Wright) อย่าง Guggenhiem Museum ที่นิวยอร์ค บ้านน้ำตกที่เพลซิลวาเนีย Imperial Hotel ที่โตเกียว อาจจะนึกไม่ถึงว่า บ้านที่ไรท์เรียกว่าเป็นบ้านของเขานั้นอยู่ในชนบทที่ Spring Green มลรัฐวิสคอนซิน
ยุกติ มุกดาวิจิตร
ทัศนะแบบนี้ปรากฏตัวบ่อยครั้งในข้อถกเถียงทางการเมืองไทย ในระบบการศึกษาไทย ตำราเรียนไทย ประวัติศาสตรืไทยแบบทางการก็ยังสอนแบบนี้อยู่ คนไทยไม่ว่าจะใส่เสื้อสีใด ส่วนใหญ่ก็ยังเชื่อแบบนี้อยู่ ทัศนะแบบนี้คงกะลาความเป็นไทยเอาไว้อย่างหนาเตอะเกรอะกรัง
ยุกติ มุกดาวิจิตร
บทสนทนาระหว่าง นายอานันท์ ปันยารชุน กับนายภิญโญ ไตรสุริยธรรมา ล่าสุด เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2557 ที่โรงแรมมณเฑียร มีสาระที่น่าสนใจหลายประการต่อการเข้าใจการเมืองไทย 
ยุกติ มุกดาวิจิตร
 นึกถึงชิคาโก ผู้คนคงนึกถึงตึกระฟ้าที่เคยประชันกันกับนิวยอร์ค นึกถึงธุรกิจที่ดึงดูดให้ใครต่อใครมาอาศัยที่นี่จนเป็นเมืองใหญ่อันดับ 3 ของสหรัฐอเมริกา นึกถึงสถาปัตยกรรมอันหลากหลายและฟังเมืองใหม่หลังไฟไฟม้ใหญ่จนราบไปทั้งเมือง นึกถึงอัลคาโปนเจ้าพ่อชื่อดัง นึกถึงพิพิธภัณฑ์ที่เดินดูกันทั้งเดือนก็คงไม่หมด นึกถึงมหาวิทยาลัยอันโด่งดังอย่างมหาวิทยาลัยแห่งชิคาโก แต่ใครบ้างจะนึกถึงแมกไม้และสายน้ำของชิคาโก
ยุกติ มุกดาวิจิตร
  เมื่อวันจันทร์ (11 สค.) หลังจากใช้เวลาอยู่ใน Field Museum (ซึ่งพอดีมีนิทรรศการว่าด้วยกำเนิดของ Field Museum ที่เกี่ยวข้องกับกำเนิดของมานุษยวิทยาอเมริกันอย่างยิ่ง) ไปกว่า 4 ชั่วโมงแล้ว ผมลังเลอย่างยิ่งที่จะเข้าชม The Art Institute of Chicago ต่อ เพราะเกรงว่าจะไม่ทันได้ครุ่นคิดอะไรกับความรู้และความรู้สึกแบบอัดแน่นจากเมื่อ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา 
ยุกติ มุกดาวิจิตร
นักเรียนคนหนึ่งถามเรื่อง "การเขียน" และการวางแผน "อนาคต" ของเขา ผมเขียนตอบไปอย่างยาว เห็นว่าอาจเป็นประโยชน์กับคนอื่นๆ บ้าง ก็เลยขอนำมาเผยแพร่ที่นี่ครับ
ยุกติ มุกดาวิจิตร
ในฐานะอาจารย์ธรรมศาสตร์ ผมไม่อาจยินดีกับการที่ผู้บริหารสูงสุดของมหาวิทยาลัยได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จาก คสช. 
ยุกติ มุกดาวิจิตร
เมื่อก่อนผมเถียงกับเพื่อนเสมอว่า อย่ามาถามว่าผมเป็นคนที่ไหน เพราะคนเราอาจมีหลายบ้าน มีใครในยุคนี้ที่ไม่ย้ายบ้านบ้าง